“คุณหนูจะไปจริงๆ หรือเจ้าคะ” แม่นมถงมองหมิงเวยอย่างเป็นกังวล
หมิงเวยมองดูสมุดบัญชีและตอบอย่างสบายๆ “ใช่! เพราะฉะนั้นเรื่องในเมืองหลวง ข้ายกให้พวกเจ้าจัดการผู้จัดการที่คุณชายหยางส่งมาเคยพบแล้วหรือไม่”
“เคยพบแล้วเจ้าค่ะ” เมื่อเป็นเช่นนี้แม่นมถงยิ่งกังวลมากขึ้น
เมื่อวานแม่นางอาหว่านพาผู้จัดการ และนักบัญชีกลุ่มหนึ่งมาเยี่ยมเยียนที่นี่พร้อมโฉนดที่ดินและตั๋วเงินกองหนา จำนวนที่มากมายนี้ทำเอานางถึงกับมือสั่น
หรือก็คือในอนาคตนางจะเป็นคนคุมผู้จัดการเหล่านี้ และโฉนดทั้งหมดจะถูกส่งมอบให้นางเป็นผู้ดูแล
แม่นมถงคิดว่าตนเองผ่านโลกมาก่อนแล้ว แต่หลังจากได้เห็นสิ่งเหล่านั้นแล้วนางจึงรู้ว่าตระกูลหมิงเป็นแค่เรื่องเล็กๆ
พูดตามตรงคุณหนูยังไม่ได้ถอนหมั้นเลยเหตุใดคุณชายหยางจึงส่งมาให้ทั้งหมดนี้กัน!
“คุณหนู แม่นมแก่แล้ว ธุรกิจนี้ใหญ่เกินไปเกรงว่าความสามารถจะไม่ถึง!”
หมิงเวยยิ้ม “แม่นมไม่ต้องใจร้อนยังมีปิงซินกับซู่เจี๋ยอยู่ไม่ใช่หรือ ก่อนหน้านี้ข้าให้พวกนางมาเรียนเรื่องการบริหารก็เพื่อวันนี้”
แม่นมถงตกใจหมายความว่าคุณหนูวางแผนที่จะมอบมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของคุณชายหยางให้กับ…
หมิงเวยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ข้าจะมอบสมุดบัญชีเหล่านี้ให้พี่ใหญ่ตรวจสอบ แม่นมให้ปิงซินกับซู่เจี๋ยคอยบริหารก็พอ หากมีข้อสงสัยใดให้ถามพี่ใหญ่ได้เลย”
แม่นมถงยิ่งตกใจมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของคุณชายหยางแล้วยังให้พี่ชายสามีในอนาคตช่วยกันดูแล…เหตุใดถึงได้ดูเหมือนการต้มตุ๋นเลยเล่า
“เรื่องนี้ไม่ให้คุณชายใหญ่รู้ไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ”
“ไม่เป็นไร” หมิงเวยโบกมือ “พี่ใหญ่เป็นคนฉลาดหลักแหลม ประพฤติดี คู่ควรแก่การไว้วางใจ”
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ควรค่าแก่การไว้วางใจหรือไม่…แต่หมิงเวยได้เก็บสมุดบัญชีไว้แล้วเดินไปยังเรือนข้างๆ แม่นมถงมองนางเข้าไปในห้องของจี้หลิงและฮูหยินของเขา
เมื่อหมิงเวยพูดเรื่องนี้จบจี้หลิงก็พลิกดูสมุดบัญชีเหล่านี้ “พูดเช่นนี้ หมายความว่าน้องจะไปเกาถางด้วยหรือ”
หมิงเวยพยักหน้า “รบกวนพี่ใหญ่แล้วเจ้าค่ะ”
จี้หลิงถอนหายใจ “ได้”
อย่างไรเสียเขาชินกับการตามเก็บกวาดเรื่องต่างๆ เสียแล้ว เมื่อก่อนเป็นเรื่องของจี้เสียวอู่ ตอนนี้มีเรื่องของน้องหญิงเพิ่มมาอีกคน
แต่ปัญหานี้ดูเหมือนจะใหญ่เล็กน้อย…
เขาถามอีกว่า “น้องจะพูดกับท่านพ่อท่านแม่ของพี่ว่าอย่างไร”
หมิงเวยพนมมือส่งยิ้มให้เขา “พี่ใหญ่เกลี้ยกล่อมพวกท่านได้อยู่แล้ว ใช่หรือไม่เจ้าคะ”
จี้หลิงมองบนเขาคิดว่าดวงตาของตนคงเคยถูกมูลวัวบดบังจนสับสนมาก่อน ถึงได้มองว่าน้องหญิงน่ารักเฉลียวฉลาดกว่าเสียวอู่
…………
วันรุ่งขึ้นหมิงเวยเดินทางไปเยี่ยมเจี่ยงเหวินเฟิง
“แม่นางหมิงจะไปเกาถางงั้นหรือ” เจี่ยงเหวินเฟิงถาม
หมิงเวยหุบยิ้ม “ชัดเจนถึงเพียงนั้นเลยหรือเจ้าคะ”
เจี่ยงเหวินเฟิงตอบ “ข้าทนไม่ได้ที่จะถูกแยกจากเชี่ยนเหนียงแล้วนับประสาอะไรกับพวกท่านกัน”
หมิงเวยคิดเหตุผลไม่เหมือนกันสักหน่อย..แต่ช่างเถอะปล่อยให้เขาคิดเช่นนั้นไปละกันนางขี้เกียจอธิบายแล้ว
“ดังนั้นแม่นางหมิงมีเรื่องจะไหว้วานข้าใช่หรือไม่”
“ไม่ว่าเรื่องอะไรใต้เท้าเจี่ยงล้วนเดาถูกหมดทุกอย่างเลยเจ้าค่ะ” หมิงเวยชะงัก “วันนี้ที่ข้ามาพบใต้เท้า มีเรื่องสำคัญสองเรื่องหนึ่งคือข้าจะออกจากเมืองหลวง มีเรื่องหนึ่งที่ยังกังวลไม่หายจึงอยากให้ใต้เท้าช่วย สองเวลาของฮูหยินใกล้มาถึงแล้วไม่สามารถยืดเวลาต่อไปได้อีกแล้ว”
เมื่อได้ยินนางพูดถึงประเด็นที่สองสีหน้าของเจี่ยงเหวินเฟิงดูเศร้าสร้อย “ไม่สามารถอยู่ต่อได้อีกแล้วหรือ”
หมิงเวยพยักหน้า “หากอยู่ต่อไปร่างเกิดใหม่ของนางอาจจะอ่อนแรงและตายลง ข้าต้องรีบไปจากเมืองหลวง แต่ก่อนที่จะจากเมืองหลวงไปข้าต้องจัดการเรื่องนี้ก่อน หากรอให้ถึงเวลานั้นอาจเหนือบ่ากว่าแรงเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุได้เจ้าค่ะ”
เจี่ยงเหวินเฟิงเงียบไปนานและในที่สุดก็พยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว”
หมิงเวยหมุนตัวกลับ “ฮูหยินท่านได้ยินหรือไม่”
ควันลอยออกมาจากอีกด้านหนึ่ง และกลายเป็นรูปลักษณ์ของเชี่ยนเหนียงนางมองเจี่ยงเหวินเฟิงด้วยแววตาเศร้าสร้อย
“เชี่ยนเหนียงเจ้าไม่ต้องเสียใจ” เจี่ยงเหวินเฟิงยังคงมีท่าทีสงบ หมิงเวยบอกพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน และเขาก็ได้เตรียมใจไว้แล้ว “อีกไม่กี่ปีพวกเราก็จะได้พบกันอีกครั้ง”
“แม่นางหมิง!” เชี่ยนเหนียงมองนางอย่างอ้อนวอน “เมื่อข้ากลับไปยังร่างที่เกิดใหม่แล้วข้ายังสามารถเก็บความทรงจำของปัจจุบันไว้ได้หรือไม่ ข้าจะลืมเขาหรือไม่”
หมิงเวยไม่คิดโกหกนาง “ความทรงจำส่วนใหญ่ของท่านจะหายไป แต่เนื่องจากจิตวิญญาณของท่านครึ่งหนึ่งไม่ได้เกิดใหม่ก็อาจยังมีความประทับใจเหลืออยู่ ท่านอาจจำหน้าตาและชื่อของเขาไม่ได้ แต่เมื่อได้พบหน้าเขาท่านจะจำได้อย่างแน่นอน”
ปกติเชี่ยนเหนียงไม่อธิษฐานภาวนาอะไรมาก แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่หมิงเวยอธิบายนางก็โล่งใจ “งั้นก็ดีแล้ว…”
“พวกท่านเตรียมตัวเถอะอีกสองวันข้าจะกลับมา” ทั้งสองคนเข้าใจว่านี่เป็นช่วงเวลาสุดท้ายของพวกเขา
เจี่ยงเหวินเฟิงถามอีกครั้ง “เรื่องที่ท่านบอกว่ายังไม่วางใจคืออะไรหรือ”
หมิงเวยตอบอย่างตรงไปตรงมา “เสวียนเฟย เขาคนนั้นเป็นตัวแปรหากข้าไม่อยู่ ได้โปรดใต้เท้าช่วยสนใจสถานการณ์ของเขาเป็นครั้งคราวด้วย”
เจี่ยงเหวินเฟิงครุ่นคิด “ท่านราชครูดูเป็นคนรักษาสัญญาแม่นางหมิงกังวลเรื่องใดหรือ”
“ข้าไม่แน่ใจเจ้าค่ะ” หมิงเวยสารภาพอย่างตรงไปตรงมา “บางทีเขาอาจไม่เต็มใจ แต่อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง…”
เจี่ยงเหวินเฟิงคิด “ข้าเข้าใจแล้ว”
หมิงเวยใช้เวลาหนึ่งเดือนในการจัดการทุกอย่างจากนั้นก็เดินทางไปยังเกาถาง
ตอนนั้นเข้าสู่เดือนสิบเอ็ดหิมะแรกของปีตกลงที่หยุนจิง เป็นช่วงเวลาที่ไม่สมควรจะออกไปข้างนอก แต่นางก็พาตัวฝูออกจากประตูเมืองไปทางทิศตะวันตก
สัมภาระมีไม่มากไม่มีเกวียนมีเพียงม้าสองตัวเท่านั้น หนึ่งในนั้นคือม้าสิงโตหยกที่เขามอบให้นางเป็นของขวัญ การจากไปครั้งนี้ใช้เวลาหลายปี และไม่รู้จะได้กลับมาเมื่อไร
“กลับกันเถอะขอรับ!” จี้หลิงปลอบมารดา “นางตัดสินใจแล้ว”
จี้ฮูหยินร้องไห้ออกมา “ข้านึกว่าเสียวอู่น่าเป็นห่วงที่สุด ผู้ใดจะรู้ว่านางทำให้เป็นห่วงมากกว่านางจะเป็นคุณหนูในห้องหอดีๆ กับเขาบ้างไม่ได้หรือ”
จี้หลิงมองนางที่หายไปท่ามกลางหิมะช้าๆ แล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน “บางทีนางอาจไม่ได้เป็นคุณหนูในห้องหอตั้งแต่แรกแล้ว เช่นนั้นก็ดีนะขอรับการได้รู้ในสิ่งที่ตนเองต้องการทำอาจจะมีความสุขกว่า” หวังว่านางจะมีความสุขตลอดเวลา
ในเวลาเดียวกันที่เสวียนตูกวัน
หลังจากฝึกฝนมาหลายวันในที่สุดเสวียนเฟยก็ฝึกฝนวิชาลับที่หมิงเวยมอบให้ได้แล้ว เขาสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่คลุมเครือ และดำดิ่งเข้าสู่โลกนิมิต
หิมะตก เกือกม้า ถนนข้างหน้าที่ไร้ขอบเขต
สตรีที่สวมเสื้อผ้าหนาๆ นางดูเหมือนจะสัมผัสอะไรบางอย่างได้จึงหยุดม้ากะทันหัน
นางเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่ขาวกระจ่างใสราวกับหิมะแล้วยิ้มแย้ม “ในที่สุดก็สำเร็จแล้วหรือ อืม…เช่นนั้นข้าก็วางใจแล้ว”
เสวียนเฟยตัวสั่นสะท้าน เขาตื่นจากโลกนิมิตหลังจากตกตะลึงไปครู่หนึ่ง เขาก็พบว่าตนเองถูกหลอกจริงๆ!
วิชาลับนี้กลายเป็นการแบ่งปันความรู้สึกซึ่งกันและกัน!
กล่าวอีกนัยหนึ่งถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับเขาหมิงเวยที่อยู่ห่างออกไปหลายพันลี้ก็จะรู้ด้วย!
นางไม่ได้กังวลเกี่ยวกับเขาเลยซ้ำยังจงใจให้เขาฝึกวิชานี้จนสำเร็จอีก
เสวียนเฟยกลั้นอารมณ์ไว้อยู่นานฝ่ามือตบอิฐข้างกายจนเกิดรอยร้าว “น่ารังเกียจเสียจริง!”
………
ในเวลาเดียวกันที่จวนหลู่เซียงมือของโส่วเซี่ยงหลู่เฉียนที่ถือจดหมายกำลังสั่น จดหมายฉบับนี้เขียนโดยฟู่จินที่เดินทางออกจากจวนของเขาในวันนี้
อย่างไรก็ตามแทนที่จะกลับไปที่สถานศึกษาซานไถตามที่สัญญาไว้ เขากลับไปที่ตำหนักตงกงตามคำเชิญของไท่จื่อ
“วันนี้มีนัดกับท่าน ข้าจำได้ขึ้นใจ แต่ไท่จื่อเชื้อเชิญข้ามิอาจปฏิเสธได้ดังนั้นสามัญชนอย่างข้าจึงต้องไปสอนประวัติศาสตร์ให้เขา”
หึ! หลู่เฉียนสาปแช่งในใจ สามัญชนสอนประวัติศาสตร์อะไรกันเหลวไหลทั้งเพ! เขาตั้งใจจะอยู่ที่เมืองหลวงเพื่อเข้ามาพัวพันเรื่องนี้แต่แรกอยู่แล้ว!
หลู่เฉียนผู้ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ และรอบคอบอยู่เสมอเตะเตาไฟที่กำลังลุกไหม้
“น่ารังเกียจเสียจริง!”