แม้ครัฟฟ์จะไม่เข้าใจความหมายของท่านแปด แต่เขารู้ว่าขอแค่ทำตามคำสั่งก็พอแล้ว ส่วนเรื่องอื่นเขาไม่ต้องกังวลเลย
“เข้าใจแล้วครับ ผมจะสร้างความสัมพันธ์กับกู้หยุนหลันและหลี่โม่ให้ดีที่สุดครับ”
“ไม่ ๆ ๆ ไม่ได้จะให้นายสร้างความสัมพันธ์ลึกซึ้งอะไรขนาดนั้น แต่นายต้องทำให้พวกเขาเชื่อใจ ความไว้วางใจ นายเข้าใจไหม?”
ท่านแปดเน้นย้ำอีกครั้ง
“เข้าใจครับ ผมจะทำให้พวกเขาเชื่อใจผมครับ” ครัฟฟ์พูดอย่างเคารพ
“ดีมาก นายกลับไปได้แล้ว ทำตามแผนนะ”
“รับทราบครับ”
จากนั้นครัฟฟ์ก็หันเดินจากไป ถึงแม้จะเป็นการสนทนาสั้นๆ แต่ครัฟฟ์ก็สัมผัสถึงความน่าเกรงขามของท่านแปดได้
เมื่อกลับเข้าไปในรถ ครัฟฟ์หายใจเข้าออกอย่างรวดเร็วเหมือนปลาที่เพิ่งกลับเข้าไปในน้ำ
“สร้างความไว้วางใจเหรอ? ดูเหมือนจะง่าย แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิดน่ะสิ”
ครัฟฟ์บ่นพึมพำ
การที่จะได้รับความไว้วางใจจากใครนั้นมันต้องใช้เวลานานพอสมควร ซึ่งครัฟฟ์ไม่ได้มีเวลาเยอะขนาดนั้น
แล้วใช้เสน่ห์งั้นเหรอ?
ครัฟฟ์ก็ไม่คิดว่าเขามีเสน่ห์ขนาดนั้นด้วย
ส่วนที่เหลือก็คงต้องใช้วิธีสร้างวิกฤตแล้ว ยื่นมือช่วยเหลือในยามที่กู้หยุนหลันกับหลี่โม่ลำบาก และใช้โอกาสนี้เพื่อสร้างความไว้วางใจจากกู้หยุนหลันกับหลี่โม่
ครัฟฟ์ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่และได้ข้อสรุปตามนี้ เขาคิดว่าวิธีนี้จะเป็นวิธีที่เขาจะทำภารกิจให้สำเร็จได้ จากนั้นเขาหลับตาแล้วเริ่มคิดวางแผนอย่างรอบคอบอีกครั้ง
ผ่านไปครู่หนึ่งครัฟฟ์ก็ลืมตาขึ้น จากนั้นหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วโทรหาผู้ช่วยของเขา
“จัดการเลี้ยงในนามของกลุ่มบริษัทที่เมืองฮ่านแล้วเชิญเหล่าคนดังของเมืองฮ่าน ไม่สิ คนดังของเมืองฮ่านยังไม่มีคุณสมบัติมากพอ เชิญเหล่าคนดังของเมืองเอก รวมไปถึงเหล่าเศรษฐีของเมืองเอกด้วยนะ ส่วนเมืองฮ่านก็เชิญเฉพาะบางคนก็พอ”
ครัฟฟ์มอบหมายงานให้ผู้ช่วยและเน้นย้ำรายละเอียดเพิ่มเติม “ทำบัตรเชิญให้คุณกู้หยุนหลันกับคุณหลี่โม่แล้วส่งไปที่บริษัทเขาด้วยนะ”
“รับทราบครับ ผมจะจัดการเดี๋ยวนี้ครับ”
ผู้ช่วยเป็นคนที่ทำงานรอบคอบ หลังจากวางสายของครัฟฟ์แล้วเขาก็เริ่มทำตามคำสั่งทันที
ครัฟฟ์เก็บโทรศัพท์ จากนั้นสตาร์ทรถด้วยรอยยิ้มและพูดกับตัวเองเบาๆ ว่า “งานเลี้ยงที่หรูหราแล้วต้องเผชิญกับความอัปยศอดสูจากการดูถูกของผู้คน แล้วเราก็ออกหน้าไปช่วยพวกเขา คงเป็นภาพที่น่าประทับใจและต้องสร้างความไว้วางใจจากพวกเขาได้อย่างแน่นอน ช่างเป็นแผนที่สมบูรณ์แบบอะไรเช่นนี้”
เสียงรถดังลั่นบนถนนเช่นเดียวกับเสียงความตื่นเต้นในใจของครัฟฟ์ที่แล่นไปอย่างไม่หยุด
……
เช้าวันใหม่ กู้เจี้ยนหมินแต่งกายเรียบร้อยและนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารเช้าด้วยสีหน้าจริงจัง
กู้หยุนหลันกับหลี่โม่ก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้า ส่วนหวังฟางก็จ้องไปที่ทั้งสามเหมือนสิงโตที่กำลังโกรธอยู่
“พวกคุณไม่ฟังฉันเลยใช่ไหม! จะยกที่ดินให้พวกเขาฟรีๆ เลยใช่ไหม!”
หวังฟางยังคงไม่ตายใจกับเรื่องนี้ เธอยังคิดอยู่ตลอดว่าไม่ควรยกที่ดินผืนนี้ให้คนอื่นฟรี
“คุณอย่าเห็นแก่ผลประโยชน์อย่างเดียวได้ไหม เรื่องมันไปถึงหูคุณพ่อแล้วนะ คุณพ่อก็รู้เรื่องนี้แล้วผลจะเก็บซ่อนมันไว้ได้ยังไง ถ้าเปลี่ยนเป็นคุณ คุณจะปฏิเสธได้ไหม?”
กู้เจี้ยนหมินพูดอย่างเข้มขรึม
หวังฟางไม่รู้จะพูดยังไงต่อ ถ้าคุณปู่หวางเป็นคนออกคำสั่ง หวังฟางก็คงปฏิเสธไม่ได้เหมือนกัน
เป็นเพราะไม่มีจุดยืนในครอบครัว มันถึงได้ถูกรังแกแบบนี้!
ไฟแห่งความโกรธในใจของหวังฟางถูกโยนไปให้หลี่โม่อีกครั้ง และเธอก็พูดอย่างขมขื่นว่า “ก็เพราะบ้านเราไม่มีจุดยืนไง! เพราะลูกเขยไม่เอาไหนแท้ๆ เราถึงไม่มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นอะไรเลย ถ้าลูกเขยเอางานเอาการเหมือนเขาบ้าง แล้วใครจะกล้ารังแกพวกเราแบบนี้!”
“ไร้ประโยชน์สิ้นดี! ทำให้ทั้งครอบครัวต้องถูกรังแกไปด้วย! ของฟรีที่ได้มาจากคนอื่นแท้ๆ แต่กลับรักษาไว้ไม่ได้ บอกหน่อยสิว่านายทำอะไรได้บ้าง!”
หวังฟางยิ่งพูดก็ยิ่งโกรธ จากนั้นโยนตะเกียบแล้วหันหลังเดินกลับไปที่ห้อง
“เฮ้อ!”
กู้เจี้ยนหมินถอนหายใจแล้วพูดกับหลี่โม่อย่างช่วยไม่ได้ “นาย นายอย่าไปคิดมาก แม่นายก็เป็นคนอารมณ์ร้อนแบบนี้แหละ”
“ไม่เป็นไรครับพ่อ เรารีบกินข้าวกันเถอะ เดี๋ยวต้องรีบเข้าบริษัทด้วยครับ”
หลี่โม่พูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เพราะเขาได้เตรียมการสำหรับเรื่องนี้ไว้แล้ว ซึ่งไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับปัญหาในภายหลังอีก ในทางกลับกัน สัญญาของที่ดินผืนนี้ก็เหมือนเป็นเหยื่อที่เต็มไปด้วยพิษร้าย ถ้าหลี่โม่คิดจะเล่นงานเมื่อไหร่ คนที่ถือสัญญานี้ก็จะถูกพิษกัดจนอาเจียนเป็นเลือดอย่างแน่นอน
กู้เจี้ยนหมินไม่มีกะจิตกะใจที่จะกินข้าวต่อ จากนั้นเขาวางตะเกียบลงแล้วพาหลี่โม่กับกู้หยุนหลันออกจากบ้าน
ทั้งสามออกจากบ้านแล้วตรงไปที่บริษัททันที ด้านในห้องประชุมของบริษัท คุณปู่กู้ได้นั่งรออยู่ที่นั่งประธานอย่างเรียบร้อยแล้ว
กู้เจี้ยนกั๋วกับกู้เจี้ยนเจียงนั่งอยู่ด้านซ้ายและขวาของคุณปู่กู้ ส่วนกู้ซิงเว๋ยกับกู้ชิงหลินก็ยืนอยู่ด้านหลังของคุณปู่กู้แล้วนวดไหล่ให้เขาเบาๆ
“คุณพ่อครับ ความร่วมมือครั้งนี้มีความสำคัญต่อตระกูลกู้ของเรามากเลยนะครับ อีกอย่างทางนั้นเขาก็เร่งมากแล้วด้วย ที่ดินของหลี่โม่ผืนนี้ผมว่าเขาควรมอบให้ตระกูลของเราเพื่อใช้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมนะครับ”
“ใช่ นายพูดถูก คนไร้ประโยชน์แบบนี้จะถือครองที่ดินไว้ทำไม เอามาสร้างเป็นโรงงานใหม่ให้เกิดเป็นประโยชน์ดีกว่าเยอะ ทำไม มันไม่ยอมให้เหรอ?”
คุณปู่กู้หลับตาพูด
กู้เจี้ยนเจียงหัวเราะอย่างเย้ยหยันแล้วพูดต่อ “คุณพ่อครับ เมื่อวานพ่อไม่อยู่ด้วยก็เลยไม่รู้ว่าหลี่โม่พูดยังไงกับพวกเรา มันน่าหงุดหงิดแค่ไหน มันบอกว่าให้เราซื้อที่ดินกับมันครับ หรือถ้าเราไม่ซื้อก็ให้มันได้ถือหุ้นกับโครงการใหม่ที่เรากำลังจะทำด้วย พ่อดูมันพูดสิครับ แค่ลูกเขยกระจอกคนหนึ่ง ที่มันกินที่มันใช้อยู่ทุกอย่างก็เป็นของบ้านเราหมดเลยนะครับ!”
คุณปู่กู้ลืมตาขึ้นทันที และนัยน์ตาเต็มไปด้วยความแค้น
“สารเลว! มาอยู่บ้านคนอื่นแท้ๆ แต่กลับพูดแบบนี้ได้ จิ้งจอกตาขาวที่เนรคุณจริงๆ !”
คุณปู่กู้พูดด้วยความโกรธ
“ใช่ครับคุณปู่ หลี่โม่มันคือจิ้งจอกตาขาวที่เนรคุณจริงๆ ครับ เสียแรงที่ครอบครัวเราเลี้ยงดูมันมาหลายปีเลยครับ”
กู้ซิงเว๋ยใช้โอกาสนี้ในการปลุกปั่น
“เหอะ ฉันจะคอยดูว่ามันจะยอมมอบที่ดินให้เราไหม ถ้ามันไม่ยอมจริงๆ วันนี้ให้มันหย่ากับหยุนหลันไปเลย ครอบครัวเราไม่ต้องการคนเห็นแก่ตัวแบบนี้!”
คุณปู่กู้ตัดสินใจแล้วว่าจะจัดการกับหลี่โม่ให้รู้แล้วรู้รอดไป ส่วนกู้เจี้ยนกั๋วและคนอื่นๆ ต่างก็มองหน้าแล้วยิ้มให้กัน ตอนนี้ทุกคนรู้สึกอุ่นใจแล้ว ขอแค่คุณปู่กู้ออกคำสั่ง หลี่โม่ไม่มีทางจะปฏิเสธได้อย่างแน่นอน
“คุณพ่อครับ ถ้าคุณพ่อเป็นคนพูดเอง หลี่โม่มันก็คงต้องเชื่อฟังครับ แต่ผมว่าช่วงนี้หลี่โม่มันเริ่มได้ใจมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนะครับ คุณพ่อต้องช่วยเราสั่งสอนไอ้เด็กดื้อคนนี้นะครับ”
กู้เจี้ยนกั๋วพูดอย่างชั่วร้าย
“อืม พ่อก็พอได้ยินเหมือนกัน เห็นบอกว่าก่อนหน้านี้มันไปหาเรื่องคนอื่นไม่ใช่เหรอ ต้องสั่งสอนมันสักหน่อยแล้ว”
คุณปู่กู้หลับตาลงอีกครั้ง ดูเหมือนเขากำลังพักสายตา และดูเหมือนเขากำลังคิดอะไรบางอย่าง
ทันใดนั้นประตูห้องประชุมถูกเปิดออก จากนั้นเลขานุการก็พาวอลเลซผู้ช่วยของครัฟฟ์เดินเข้ามา
“สวัสดีครับคุณวอลเลซ คุณมาได้ไงครับ”
กู้เจี้ยนกั๋วทักทายกู้เจี้ยนกั๋วอย่างอบอุ่น
“ผมมาส่งบัตรเชิญครับ ท่านประธานให้ผมมาเชิญคุณกู้หยุนหลันกับคุณหลี่โม่ไปร่วมงานเลี้ยงของเหล่าคนดังในคืนนี้ครับ”