ตอนที่ 63 ก้าวอัสนี
ในชั้นที่หนึ่งของหอวรยุทธ์ ส่วนใหญ่จะเป็นวรยุทธ์ระดับต่ำ และมีบางส่วนเท่านั้นที่เป็นระดับกลาง หลินเซวียนรีบมองหาวิชาที่เหมาะสมกับตนเอง
“กระเรียนเงา” วิชาขั้นสีดำระดับต่ำ มันคือวิชาที่ถูกคิดค้นให้ทะยานได้เหมือนวิหคปีศาจ มันคล่องแคล่วและรวดเร็ว หลังจากฝึกฝนสำเร็จ ท่านสามารถก้าวข้ามแม่น้ำได้ราวกับไร้น้ำหนัก
“ก้าวไร้ตัวตน” วิชาขั้นสีดำระดับสูง ด้วยเอกลักษณ์ที่งดงาม เมื่อสามารถฝึกฝนจนถึงระดับสูง ท่านจะไม่มีรอยเท้าอยู่บนดินอีก
……
ทันใดนั้นได้มีคัมภีร์เล่มหนึ่งที่ดึงดูดเขา
“ก้าวอัสนี” วิชาขั้นสีดำระดับกลาง หากสำเร็จวิชานี้ ความเร็วของท่านจะทัดเทียมได้กับสายฟ้า นอกจากนั้นการเคลื่อนไหวจะทิ้งเงาสายฟ้าไว้ด้านหลัง มันยังยากอย่างมากที่จะแยกระหว่างตัวจริงกับตัวปลอม นอกจากนั้นยังใช้เงาสายฟ้าระเบิดเพื่อโจมตีศัตรูได้อีกด้วย
นอกจากนี้ วิชาดังกล่าวยังต้องการคุณสมบัติสายฟ้า และมันยากอย่างมากที่คนธรรมดาจะบรรลุวิชานี้ได้ ดังนั้นควรตัดสินใจให้ดี!
ถึงแม้จะมีคำอธิบายไม่มาก แต่พวกเขาก็อธิบายข้อดีข้อเสียไว้ชัดเจน หลินเซวียนนั้นมีคุณสมบัติสายฟ้าอยู่แล้ว ก้าวอัสนีจึงเหมาะสมกับเขาอย่างมาก
หลินเซวียนมองดูรอบ ๆ เขายังพบว่าต้วนเฟ่ยและหลิวหยุนยังคงหาวิชาอยู่ ดังนั้นเขาจึงหยิบเล่มนี้ไปที่ประตู
“ผู้อาวุโสฟ่าง ผู้อาวุโสมู่ ศิษย์ได้ทำการเลือกแล้วขอรับ” ทันทีที่หลินเซวียนออกมา เขาก็พบผู้อาวุโสทั้งสอง
“โอ้ รวดเร็วมาก?” ผู้อาวุโสทั้งสองประหลาดใจ หอวรยุทธ์ชั้นที่หนึ่งนั้นมีวิชานับพัน อีกทั้งยังกระจัดกระจายไปทั่ว หากเป็นครั้งแรกที่ศิษย์บางคนเข้าไป พวกเขาจะหลงใหลกับสิ่งในนั้นจนหลงลืมเวลา แต่เด็กหนุ่มคนนี้กลับใช้เวลาไม่ถึงครึ่งของหนึ่งก้านธูปก็สามารถเลือกได้ เช่นนั้นจะไม่ให้พวกเขาประหลาดใจได้ยังไง
“เด็กคนนี้หัวใจเด็ดเดี่ยวดีจริง ๆ ไม่เลว ไม่เลว!” ผู้อาวุโสฟ่างพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม นอกจากพรสวรรค์แล้ว ลักษณะนิสัยก็นับว่าเป็นเรื่องสำคัญ หลินเซวียนเป็นคนที่เด็ดเดี่ยว สิ่งนี้ทำให้เขามีความสุขไม่น้อย
“เจ้าลูกแมว ขอข้าดูหน่อยว่าเจ้าเลือกอะไร?” ผู้อาวุโสมู่รู้สึกสงสัย
หลินเซวียนคิดจะถามเกี่ยวกับวิชานี้อยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อได้ยินผู้อาวุโสมู่ เขาจึงยื่นให้อย่างรวดเร็ว
“อ๊ะ มันคือวิชาก้าวอัสนี?” ผู้อาวุโสมู่ประหลาดใจ เขามองหลินเซวียนก่อนจะกล่าวเสียงลุ่มลึก “เจ้าเป็นมีคุณสมบัติสายฟ้างั้นหรือ?”
“ขอรับ” หลินเซวียนพยักหน้า ศิษย์ทุกคนที่ชมการประลองต่างเห็นกันหมดแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะปกปิดอีก เพราะมีเพียงการแสดงความสามารถของตนที่จะทำให้สำนักสนใจในตัวพวกเขา
ขณะเดียวกันเขาได้ยื่นมือออกไปตรงหน้าพร้อมโคจรพลัง ประกายสายฟ้าสีทองได้ปรากฏขึ้นตรงฝ่ามือ จากนั้นมันไหลไปมารอบฝ่ามือของเขาส่งเสียงเปรี๊ยะอย่างไม่หยุดยั้ง
“สายฟ้าสีทอง?” ผู้อาวุโสมู่ประหลาดใจ สายฟ้าธรรมดานั้นจะเป็นสีฟ้า ส่วนสีม่วงจะเป็นระดับที่สูงกว่า และที่หายากกว่านั้นคือสีทอง แต่ก็ดูเหมือนจะมีที่เหนือกว่านี้ แต่เขาจำไม่ค่อยได้
“ถึงแม้วิชาก้าวอัสนีจะเป็นวิชาขั้นสีดำระดับกลาง มันก็ไม่ง่ายที่จะฝึกฝน เจ้าต้องตระหนักให้ดีจะได้ไม่เสียเวลา” ผู้อาวุโสมู่เอ่ยเตือน
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่แนะนำ ข้ามีความมั่นใจว่าจะต้องฝึกวิชาก้าวอัสนีให้สำเร็จ” หลินเซวียนกล่าวอย่างนอบน้อม
ไม่มีการพยักหน้าและการเอ่ยสิ่งใดอีก หลินเซวียนอีกสองคนยืนรอด้านนอกพร้อมวิชาก้าวอัสนี
คนที่ออกมาต่อจากเขาคือหลิวหยุน เมื่อเห็นหลินเซวียน เขาชะงักไปชั่วครู่ ดูเหมือนเขาไม่คาดคิดว่าหลินเซวียนจะออกมาก่อน
และคนสุดท้าย ต้วนเฟ่ยก็ตามมา เวลานี้ทั้งสามได้เลือกวิชาสำเร็จแล้ว
ผู้อาวุโสมู่พาพวกเขาไปยังด้านข้างของประตูหอวรยุทธ์ จากนั้นได้ยื่นคัมภีร์ฉบับคัดลอกให้ทั้งสามคน และมันตามมาด้วยแรงกดดันมหาศาลจากตัวผู้อาวุโสมู่ก่อนจะกล่าวเสียงต่ำ
“เจ้าต้องฝึกด้วยตัวเอง และอย่าส่งมอบให้ผู้อื่นเด็ดขาด มิเช่นนั้นจะต้องถูกลงโทษตามกฎของสำนัก!”
ลมหายใจของเขารุนแรงจนพวกเขาตกใจ ไม่มีใครคาดคิดว่าชายชราหลังค่อมผู้นี้จะอยู่ในขั้นพลังที่สูง
หลินเซวียนและอีกสองคนพยักหน้ารับประกัน
ใบหน้าผู้อาวุโสมู่ผ่อนคลายลงก่อนจะกลืนแรงกดดันออกไป
หลินเซวียนได้วิชาก้าวอัสนีมาดั่งใจ จากนั้นพวกเขาก็ได้กลับไปยังด้านนอกพร้อมผู้อาวุโสฟ่าง หลินเซวียนทำการคารวะผู้อาวุโสฟ่าง และบอกลาพวกต้วนเฟ่ยก่อนจะกลับไปยังที่พัก
เขาลูบแหวนบนนิ้วของตนพลางนึกคิดถึงรางวัลทั้งสามที่สำคัญต่อเขาอย่างมาก
อย่างแรก แหวนเก็บของนี้ มันสะดวกสบายในการท่องไปในยุทธภพอย่างมากในอนาคต ถึงแม้มันจะยังเป็นขั้นมนุษย์ระดับต่ำ มันก็เพียงพอกับหลินเซวียน
ภายในพื้นที่สิบลูกบาศก์เมตร มีของอยู่สองสิ่งเท่านั้น หนึ่งคือขวดยาโอสถสีขาว และวิชาขั้นสีดำระดับกลางก้าวอัสนี
ขวดหยกขาวปรากฏขึ้นในมือเขาขณะครุ่นคิด เวลานี้เขายังลังเลอยู่เล็กน้อย
“เราเพิ่งบรรลุขั้นเปิดชีพจรระดับหกมา หากบรรลุไปอีกระดับตอนนี้ พลังวิญญาณอาจจะไม่เสถียรได้ นั่นคงไม่ดีสำหรับตัวเรา เก็บไว้ก่อนจนกว่าระดับพลังจะเสถียรพอแล้วค่อยใช้ ยิ่งกว่านั้นหากเราอยู่ในอันตราย โอสถนี้ยังสามารถใช้ปกป้องชีวิตได้”
เมื่อนึกได้เช่นนี้ หลินเซวียนจึงเก็บขวดหยกขาวไว้ก่อน จากนั้นเขานำวิชาก้าวอัสนีออกมานั่งอ่านอย่างถี่ถ้วน
หลังจากผ่านไปครึ่งก้านธูป เขาได้วางคัมภีร์ลงพร้อมใบหน้าที่อธิบายไม่ได้
มันคือยอดวิชา อีกทั้งวิธีการฝึกยังไม่ง่าย นี่คือครั้งแรกที่เขาได้เห็นวิชาขั้นสีดำ เขาไม่ทราบว่ามันยากเพียงใด แต่ก็ทราบว่าก้าวอัสนีนั้นต้องฝึกฝนยากกว่าวิชาดาบอัสนี
วิชาดาบอัสนีนั้นแม้จะสุดยอดในตอนนี้ มันก็ยังเป็นเพียงวิชาขั้นสีเหลือง ความยากในการควบคุมพลังนั้นจึงแตกต่างกัน แต่เซียนสุราได้บอกว่าวิชาดาบอัสนีนี้เป็นเพียงแบบธรรมดา วิชาดาบอัสนีที่แท้จริงนั้นทรงพลังกว่าอีกหลายเท่า หนึ่งดาบจะสามารถควบคุมสายฟ้าทั้งเก้าสวรรค์
วิชาก้าวอัสนีนั้นคล้ายกับวิชาดาบอัสนีในเรื่องความเร็ว แต่สิ่งที่พิเศษกว่าคือการทำให้ศัตรูสับสน
กล่าวคือ สายฟ้าคือแกนหลักของพลัง และพลังพิเศษของมันก็คือการเคลื่อนไหว หลินเซวียนนั้นเข้าใจถึงแกนหลักของสายฟ้าแล้ว หากเข้าใจความหมายของการเคลื่อนไหวระดับสายฟ้า มันก็จะแข็งแกร่งขึ้นไปอีก
“ดูเหมือนคุณสมบัติธาตุนั้นสำคัญอย่างแท้จริง!” หลินเซวียนถอนหายใจเล็กน้อยขณะรู้สึกโชคดี ตราบใดที่เขามีคุณสมบัติของวิชานั้น มันย่อมให้ผลที่ดีกว่าเดิมเป็นเท่าตัว อีกทั้งยังสำเร็จวิชาได้รวดเร็วขึ้น
“เซียนสุราบอกว่าพลังคงกระพันนั้นไม่มีคุณสมบัติธาตุใด สรุปมันคือวิชาอะไรกันแน่?” หลินเซวียนอยากจะทราบอย่างมาก แต่เซียนสุรายังคงหลับใหลอยู่ ถึงแม้เขาจะถามมันก็ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา
“ช่างมันก่อนละกัน ตอนนี้เราจะลองฝึกวิชาก้าวอัสนีดู!” หลินเซวียนทำการตัดสินใจ
หลังจากที่หลินเซวียนทำการบอกลาผู้อาวุโสฟ่างก่อนหน้านี้ เขาได้ทราบว่าการทดสอบรอบที่สามจะเริ่มขึ้นในอีกห้าวัน กล่าวคือ เขามีเวลาอีกห้าวันที่จะฝึกวิชาก้าวอัสนีให้สำเร็จ
“ขอดูหน่อยว่าวิชาขั้นสีดำระดับกลางนั้นยากเย็นเพียงใด!” หลินเซวียนแบกดาบเพลิงโลหิตไปยังภูเขาไท่หังเพื่อเริ่มต้นบ่มเพาะพลัง