ตอนที่ 206.4 พระจันทร์เสี้ยว พระจันทร์กลม

บทที่ 206.4 พระจันทร์เสี้ยว พระจันทร์กลม
โดย

ทะเลสาบซูเจี่ยนที่ขึ้นชื่อว่ามีปราณวิญญาณเปี่ยมล้นมากที่สุด น้ำในทะเลสาบเป็นสีมรกตกว้างไกลนับพันลี้ ทัศนียภาพงดงาม ในทะเลสาบมีเกาะพันกว่าแห่ง กระจายตัวราวดวงดาวดารดาษบนท้องนภา เกาะครึ่งหนึ่งมีผู้ฝึกลมปราณที่ระดับสูงต่ำแตกต่างกันยึดครองหรือไม่ก็เช่าพื้นที่ ส่วนเกาะชิงเสียที่ใหญ่ที่สุดคือที่ตั้งจวนของหลิวจื้อเม่า สกัดคงคาเจินจวิน

หลิวจื้อเม่าฝึกวิชานอกรีต แม้ว่าตำแหน่งเจินจวินของเขาจะไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากราชสำนัก เป็นเพียงคำเรียกขานอย่างประจบสอพลอของสหายบนภูเขา แต่คาถาอาคมของหลิวจื้อเม่าลึกล้ำสูงส่ง ซึ่งได้รับการพิสูจน์จากศึกใหญ่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาหลายครั้ง เนื่องด้วยชื่อเสียงของหลิวจื้อเม่าไม่ดีนัก แม้ว่าจะมีสหายมาก แต่ส่วนใหญ่กลับสนิทกันเพียงผิวเผิน ส่วนลูกศิษย์ในสำนักก็มีทั้งคนดีคนชั่วปะปนกัน ทว่าไม่มีคนหนุ่มสาวที่โดดเด่นจนสามารถทำหน้าที่เป็นเสาหลักได้ แต่ถึงกระนั้นหลิวจื้อเม่าก็ยังได้ครอบครองเกาะชิงเสียของทะเลสาบซูเจี่ยน สามารถพูดได้ว่าเขาอาศัยกำลังของตัวเองคนเดียวยืนหยัดไม่ล้มลงอยู่ท่ามกลางฝูงหมาป่าและเสือร้ายที่รายล้อมได้อย่างแท้จริง

และหลังจากที่หลิวจื้อเม่าเดินทางขึ้นเหนือไปครั้งนั้นก็ผลักดันให้เขาประสบความสำเร็จอย่างราบรื่น

เพราะเขาพาเด็กน้อยคนหนึ่งที่ป่าวประกาศกับคนอื่นว่าเป็นลูกศิษย์คนสุดท้ายกลับมาด้วย เด็กที่ตัวสูงยังไม่ถึงก้น แต่กลับมีร่างกายแข็งแรงเปี่ยมชีวิตชีวา ตอนแรกใครก็มองว่าเขาเป็นเด็กบ้านนอกที่เหยียบโชคขี้หมา และเด็กชายก็ยังสนุกสนานอารมณ์ดี ไม่ได้รับรู้ถึงสายตาดูแคลนและประสงค์ร้ายเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะลูกศิษย์ใหญ่บุกเบิกสำนักของหลิวจื้อเม่าที่เกลียดขี้หน้าลูกศิษย์คนสุดท้ายของอาจารย์มากที่สุด

ภายหลังเมื่ออยู่กับเด็กน้อยนานวันเข้า คนทั่วทั้งเกาะชิงเสียถึงได้รู้ว่าที่แท้นี่คือเจ้าวายร้ายน้อยที่มีความคิดชั่วร้ายอยู่เต็มหัว อายุน้อยๆ ไม่เพียงแต่เชี่ยวชาญการแสดงแสร้งทำตัวโง่งม แถมยังจดจำความแค้นได้อย่างดีเยี่ยม มีลักษณะของหลิวจื้อเม่าอาจารย์ตัวเองอยู่ไม่น้อย พิสูจน์ถ้อยคำโบร่ำโบราณที่บอกว่า ‘คานบนไม่ตรงคานล่างเอียง’ ได้อย่างดีเยี่ยม

เมื่อปลายปีก่อนบนเกาะชิงเสียเกิดหายนะครั้งใหญ่ที่สร้างความวุ่นวายไปทั่วทั้งทะเลสาบซูเจี่ยน และเด็กชายคนนี้ก็คือหนึ่งในตัวการร้าย

แม้ว่าหลิวจื้อเม่าจะครองความเป็นใหญ่อันดับหนึ่งของเกาะชิงเสีย แต่ก็ยังมีสำนักเล็กๆ ที่พึ่งพาอยู่อีกหลายแห่ง นอกเหนือจากนี้สกัดคงคาเจินจวินยังชอบเชื้อเชิญเค่อชิง (คนต่างแคว้นที่มาทำหน้าที่ขุนนางในแคว้นนั้นๆ) ที่สันดานใกล้เคียงกันให้มาปรนนิบัติรับใช้ พวกเขาเอาแต่หาความสำราญตลอดทั้งปี แต่หากลงมือขึ้นมาเมื่อไหร่ย่อมต้องสามารถถอนรากถอนโคนศัตรูได้

ส่วนเจ้าของเกาะที่อยู่บนเกาะใกล้เคียงก็เป็นพวกอำมหิตเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แต่ละคนล้วนเป็นผู้ฝึกตนอิสระที่สองมือเปื้อนเลือดมาก่อน ข้างกายเด็กชายที่ชื่อกู้ช่านนี้ยังมีมารดาของเขาติดตามมาด้วย เป็นสตรีวัยแต่งงานแล้วที่พรสวรรค์ธรรมดา ไม่สามารถฝึกตนได้ แต่หน้าตารูปร่างของนางกลับมีเสน่ห์ดึงดูดใจคน ดังนั้นในบรรดาเค่อชิงของหลิวจื้อเม่าจึงมีคนที่คิดจะรับสตรีผู้นี้เป็นสาวใช้ห้องข้าง เค่อชิงวัยชราที่หน้าตาอัปลักษณ์คนนั้นมีพลังการต่อสู้แข็งแกร่งมาก มีประสบการณ์ในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นมาร้อยกว่าปีจนพอจะบุกเบิกภูเขาเป็นของตัวเองได้ ต่อให้เป็นหลิวจื้อเม่าก็ยังต้องยอมลงให้เขาสามส่วน

สิ่งที่คนผู้นี้ชอบทำมากที่สุดในชีวิตก็คือใช้หน้าอกของผู้หญิงเป็นเตาอุ่นมือ ดังนั้นเสื้อผ้าที่สาวใช้ของเขาสวมใส่จึงไม่เหมือนกับสาวใช้คนอื่นๆ คอเสื้อของพวกนางจะแหวกกว้างมากเพื่อสะดวกให้เขาสอดมือเข้าไปข้างใน สตรีหน้าตางดงามเหล่านั้นจึงถูกเรียกขานอย่างล้อเลียนว่า ‘แม่นางเสื้อแหวก’

สำหรับเรื่องนี้หลิวจื้อเม่าแสดงออกอย่างคลุมเครือ ทั้งไม่ได้ปฏิเสธแล้วก็ไม่ได้ชื่นชม แสร้งทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่

หลังจากนั้นมีวันหนึ่งคนผู้นี้ที่ดื่มเหล้าเมามายเดินอาดๆ บุกเข้ามาในเรือนที่พักของสตรีแต่งงานแล้ว เขาถีบประตูให้เปิดอ้า เดินเข้ามาในห้องได้ก็แบกสตรีแต่งงานแล้วพาดไหล่ เตรียมจะพากลับไปหาความสำราญที่บ้านตัวเอง เขาหัวเราะเสียงดังอย่างกำเริบเสิบสานโดยที่ไม่มีใครกล้าขัดขวาง

ตอนนั้นลูกศิษย์คนโตของหลิวจื้อเม่าเพิ่งจะหาข้ออ้างมาหลอกพากู้ช่านบุตรชายคนเดียวของสตรีแต่งงานแล้วไปที่ด้านหลังภูเขาบนเกาะชิงเสีย บอกว่าจะถ่ายทอดคาถาลับไม่แพร่งพรายของลัทธิเต๋าที่ลึกล้ำแทนอาจารย์ให้กู้ช่านที่น้ำตก

ผลคือเค่อชิงเฒ่าคนนั้นเพิ่งจะแบกสาวงามกลับไปถึงจวนใหญ่ของตัวเอง เตรียมจะโยนสาวงามที่ให้สัมผัสดีเยี่ยมลงบนเตียงแล้วกลืนกินทั้งเป็น

นาทีนั้นไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น ถึงขั้นที่ว่าไม่ใช่แค่ที่เกาะชิงเสีย ผู้ฝึกลมปราณใหญ่ทั่วทั้งทะเลสาบซูเจี่ยนต่างก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ

น้ำในทะเลสาบพลันก่อตัวเป็นคลื่นยักษ์โถมตัวสูงเทียมฟ้า ลมปราณกระจัดกระจายวุ่นวาย น่าตะลึงพรึงเพริดอย่างถึงที่สุด

เป็นเหตุให้นักพรตขอบเขตเก้าสองท่านที่ปิดด่านมานานจำเป็นต้องออกจากด่านก่อนกำหนดเพื่อมาตรวจสอบว่าเทพเซียนฝ่ายใดกันที่ถึงขนาดกล้าก่อความวุ่นวาย ปั่นป่วนโชคชะตาของภูเขาและแม่น้ำที่เข้มข้นผิดจากที่อื่นของทะเลสาบซูเจี่ยนโดยไม่สนใจว่าจะทำให้ผู้คนโกรธเคือง

จากนั้นผู้ฝึกลมปราณทุกคนต่างก็มองไปทางเกาะชิงเสียด้วยอาการปากอ้าตาค้าง จิตวิญญาณสะท้านสะเทือนรุนแรง

เจียวหลงตัวหนึ่งที่ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายของมังกรค่อยๆ ชูศีรษะใหญ่มหึมาขึ้นมาใกล้ๆ กับเกาะชิงเสียของทะเลสาบซูเจี่ยน จ้องเขม็งไปยังจวนบางแห่งบนนั้น

บนยอดเขาของเกาะชิงเสียมีเด็กชายหน้าตาดุดันคนหนึ่งยืนเคียงไหล่กับสตรีที่เดิมทีเขาควรเรียกด้วยความเคารพว่าศิษย์พี่หญิงรอง ดวงตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นของเด็กชายมองไปยังเจียวหลงน่าครั่นคร้ามที่โผล่พ้นน้ำมาเพียงแค่ส่วนหัวตัวนั้นแล้วออกคำสั่ง “หนีชิวน้อย! กินๆๆ กินพวกมันให้หมดเลย! อย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว ห้ามให้หนีรอดไปแม้แต่คนเดียว! หากท่านแม่ของข้าถูกคนรังแกแม้เพียงปลายเล็บ ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”

หลังจากนั้นคนร้อยกว่าคนในจวนใหญ่ของเค่อชิงผู้นั้น ซึ่งรวมถึงตัวเค่อชิงเองและแม่นางเสื้อแหวกหน้าตาพริ้มเพราหลายสิบคนต่างก็ถูกเจียวหลงสีเหลืองดินตัวนั้นเขมือบกลืนลงท้องทั้งหมด บนพื้นนองไปด้วยเลือดสดและเศษซากโครงกระดูกจำนวนนับไม่ถ้วน ประหนึ่งนรกบนผืนดิน ตอนแรกเค่อชิงที่เป็นผู้ฝึกลมปราณใหญ่ขอบเขตเก้าไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เขาที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศประมือกับสัตว์ยักษ์ตัวนั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่กระนั้นก็ยังสู้ไม่ได้ แม้จะเรียกสมบัติอาคมมาใช้จนหมดสิ้นก็ยังไม่อาจทำให้สัตว์เดรัจฉานตัวนั้นมีแม้แต่รอยขีดข่วน มีแต่จะทำให้มันเกรี้ยวกราดกระหายการเข่นฆ่ามากกว่าเดิม สุดท้ายมันถึงกับพุ่งออกมาจากทะเลสาบทั้งตัว กระโจนเข้ากัดร่างของเค่อชิงที่พยายามเผ่นหนีจนร่างของเขาขาดครึ่งท่อน ขณะที่ร่างท่อนบนที่ร้องโหยหวนของเขากำลังจะร่วงลงสู่ทะเลสาบก็โดนเจียวหลงสีเหลืองดินที่ไล่ตามมางับไว้ สุดท้ายร่างเกินครึ่งของมันจมหายเข้าไปในทะเลสาบ เหลือเพียงศีรษะและลำคอที่โผล่พ้นน้ำ ปากขยับเคี้ยวเชื่องช้าเกิดเสียงน่าขนพองสยองเกล้า การกระทำนี้ของมันแสดงให้เห็นถึงการท้าทายที่มีต่อคนทั้งเกาะชิงเสีย

ในดวงตาเยียบเย็นที่ใหญ่โตยิ่งกว่าโคมไฟคู่นั้นของมันเปล่งแววเย้ยหยันไม่ต่างจากสายตาของคน

เด็กชายบนยอดเขาก็ยิ่งหัวเราะดุดัน “ดีๆๆ หนีชิวน้อย ไปกินศิษย์พี่ใหญ่สารเลวคนนั้นพร้อมกันเลย ใครกล้าขวางเจ้าก็กินเขาไปด้วยเลย!”

ต่อให้สตรีที่เอาข่าวมาแจ้งกู้ช่านจะยืนอยู่ข้างกายเขาก็ยังอดเสียวสันหลังไม่ได้ นางตกตะลึงไปกับนิสัยกระหายการเข่นฆ่าของศิษย์น้องเล็กอย่างกู้ช่านจริงๆ

หลิวจื้อเม่าสกัดคงคาเจินจวินมาโผล่พรวดอยู่บนยอดเขา กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “แม้ว่าศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าจะทำผิด แต่อาจารย์จะลงโทษเขาอย่างเต็มที่ เจ้าปล่อยเขาไปสักครั้งเถอะ?”

กู้ช่านหัวเราะ “อาจารย์ หากท่านไม่ตีข้าให้ตายแล้วปล่อยให้หนีชิวน้อยอาละวาดอยู่ที่นี่ต่อไป ก็มีอีกทางเลือกหนึ่งคือยอมให้ลูกศิษย์หายไปแค่คนเดียว อาจารย์ท่านมีลูกศิษย์ตั้งหลายสิบคน ขาดไปคนหนึ่งก็ไม่เห็นจะเป็นไร วันหน้าข้าจะช่วยอาจารย์สร้างชื่อเสียงให้ขจรขจาย อย่าว่าแต่ศิษย์พี่ใหญ่ตายไปเลย ต่อให้ศิษย์พี่หญิงรองหายไปพร้อมกันด้วยก็ไม่เห็นจะสำคัญ”

เด็กชายยิ้มกว้าง เงยหน้าขึ้นสูงเพื่อประสานสายตากับผู้เฒ่า แล้วถามยิ้มๆ “อาจารย์ ท่านเห็นว่าอย่างไร?”

สีหน้าของหลิวจื้อเม่าเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างไม่แน่นอน สุดท้ายเขาพลันหัวเราะร่า ลูบศีรษะของเด็กชายด้วยสีหน้าปราณี “เจ้าเด็กคนนี้มีบุคลิกของอาจารย์ในอดีต ดี ดีมาก”

กู้ช่านยิ้มตาหยี “ท่านอาจารย์วางใจได้เลย วันหน้าหากท่านต้องการสังหารใคร ข้าคือลูกศิษย์คนสุดท้ายของท่าน ย่อมต้องทำตามคำสั่งของท่าน จะอย่างไรเสียหนีชิวน้อยก็ชอบกินคน โดยเฉพาะเทพเซียนบนภูเขา กินเข้าไปแล้วยังบำรุงพลังให้มันได้มาก หนีชิวน้อยชอบนักล่ะ เฮ้อ หนีชิวน้อยนี่ก็จริงๆ เลย พอออกจากบ้านเกิดก็โตเร็วขนาดนี้ ขนาดถ้วยใหญ่สีขาวของท่านอาจารย์ก็ยังกักตัวมันไว้ไม่อยู่ ได้แต่ต้องเอามาเลี้ยงไว้ในทะเลสาบใหญ่ อาจารย์ ท่านมีถ้วยที่ใหญ่กว่าเดิมหรือไม่?”

หลิวจื้อเม่าส่ายหน้ายิ้มๆ

เด็กชายก็หัวเราะคิกคักอย่างว่าง่ายตามไปด้วย

มีเพียงศิษย์พี่หญิงรองของเขาที่ขนลุกด้วยความสะพรึงกลัว

จากนั้นสัตว์ขนาดมหึมาที่ถูกกู้ช่านเรียกว่าหนีชิวน้อยก็กินศิษย์พี่ใหญ่แห่งเกาะชิงเสียที่วิงวอนขอร้องอย่างยากลำบากลงท้อง ร่างใหญ่โตของมันไถคราดจนพื้นดินบนเกาะเกิดเป็นร่องลึกหลายร่อง เจียวหลงไม่เพียงแต่กินคนผู้นั้น แม้แต่คนบางคนที่มาชมเหตุการณ์ใกล้ๆ อย่างไม่กลัวตาย หรือข้ารับใช้บางส่วนที่หนีไม่ทันก็ล้วนถูกกินไปด้วย อาจจะเป็นเพราะรังเกียจที่เนื้อหนังของมนุษย์ธรรมดาไม่อร่อยพอ หลังจากฉีกร่างคนเหล่านั้นแล้วจึงโยนทิ้งไว้ด้านข้าง ส่วนตัวมันเลื้อยอาดๆ กลับเข้าไปในทะเลสาบซูเจี่ยนอย่างสบายอุรา มุมปากยังมีเลือดสดไหลหยดลงบนพื้นดินดังติ๋งๆ

คืนนั้นเด็กชายนั่งชมพระจันทร์เป็นเพื่อนสตรีแต่งงานแล้วที่ยังอกสั่นขวัญผวาอยู่ในลานบ้าน

กู้ช่านกินขนมไหว้พระจันทร์ พูดเสียงอู้อี้ฟังไม่ชัด “ท่านแม่ ไม่ต้องกลัวนะ วันหน้าจะไม่มีใครกล้ารังแกท่านแล้ว”

สตรีแต่งงานแล้วกวาดตามองไปรอบด้าน จากนั้นก็หลุบสายตาลงต่ำ โอบบุตรชายเข้ามาในอ้อมกอด พูดเบาๆ “ช่านช่าน วันหน้าเจ้าบอกกับหนีชิวน้อยด้วยว่า อย่าดุร้ายให้มากนัก”

กู้ช่านอิงแอบอยู่ในอ้อมอกที่อบอุ่นของมารดา มีแค่เวลานี้เท่านั้นที่เด็กชายไม่มีความดุร้ายอำมหิต พอจะดูเหมือนเด็กปกติบ้าง เขายิ้มกว้างตอบว่า “วางใจเถอะ จิตของหนีชิวน้อยเชื่อมโยงเข้ากับข้า ข้าดีกับมัน มันย่อมรู้ดี พวกเราสนิทสนมกันนักล่ะ ต่อให้เป็นเจ้าคนแซ่หลิว…”

สตรีแต่งงานแล้วรีบยื่นมือมาอุดปากเด็กชาย มือหนึ่งหยิบขนมไหว้พระจันทร์ขึ้นมา พูดเสียงอ่อนโยน “กินขนมไหว้พระจันทร์ อย่าพูดมาก”

กู้ช่านตบพุงตัวเอง “ท่านแม่ ข้ากินไม่ไหวแล้วจริงๆ ข้าไม่ใช่หนีชิวน้อยสักหน่อยที่วันๆ เอาแต่กินๆๆ เหมือนถังใส่ข้าวใบใหญ่อย่างไรอย่างนั้น”

สตรีแต่งงานแล้วยิ้มอ่อนโยน ลูบศีรษะของบุตรชายเบาๆ เงยหน้ามองพระจันทร์ กรอบตาของสตรีแต่งงานแล้วเปียกชื้นเล็กน้อย “ช่านช่านโตแล้ว ปกป้องมารดาได้แล้ว”

จู่ๆ เด็กชายก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เขาเบ้ปาก พูดพึมพำกับตัวเองว่า “เฉินผิงอัน ข้าบอกแล้วไงล่ะว่า ในเมืองเล็กกับนอกเมืองเล็ก นอกจากเจ้าแล้วล้วนมีแต่คนชั่วร้าย แต่เจ้าไม่ยอมเชื่อข้า!”

กู้ช่านดันตัวออกจากอ้อมกอดของสตรีแต่งงานแล้ว กระโดดลงไปยืนบนพื้น ยกมือสองข้างกอดอก พูดเหมือนคนแก่ “ท่านแม่! ข้าเคยรับปากเฉินผิงอันว่าจะหาผู้หญิงหน้าตาเหมือนจื้อกุยให้เขาสิบเจ็ดสิบแปดคน คราวหน้าเมื่อเขามาเกาะชิงเสีย ข้าจะยกให้เขาทั้งหมด ท่านแม่ ท่านว่าดีหรือไม่?”

นึกถึงเด็กหนุ่มตรอกหนีผิงคนนั้น สตรีแต่งงานแล้วก็ทั้งรู้สึกละอายใจและอบอุ่นใจไปในคราวเดียวกัน นางปิดปากหัวเราะเสียงหวานอย่างมีเสน่ห์ “ดีๆๆ แค่เจ้าอารมณ์ดีก็พอแล้ว”

จู่ๆ กู้ช่านก็ทำท่าห่อเหี่ยว ไม่เหลือความมีชีวิตชีวาอย่างก่อนหน้านี้อีก “ท่านแม่ หากเฉินผิงอันไม่เพียงแต่ไม่ดีใจ แต่กลับโกรธล่ะ ข้าจะทำอย่างไร?”

สตรีแต่งงานแล้วเอ่ยเย้า “โอ้โห มีคนที่ช่านช่านของข้ากลัวด้วยหรือนี่?”

กู้ช่านหน้าแดง แค่นเสียงในลำคอ “ข้าไม่ได้กลัวเฉินผิงอันสักหน่อย ข้าก็แค่…”

กล่าวมาถึงตรงนี้ กู้ช่านที่จะอย่างไรก็ยังเป็นเด็กพลันตาแดงก่ำ ก้มหน้าลง ขยี้ตาแรงๆ พูดเสียงสะอื้น “แค่รู้สึกว่าถ้าเฉินผิงอันอยู่ก็จะไม่มีใครรังแกพวกเรา…ข้าคิดถึงเฉินผิงอัน ไม่ว่าอะไรเขาก็ยอมช่วยข้า ใต้หล้านี้มีแค่เฉินผิงอันเท่านั้นที่เป็นคนดี…”

สตรีแต่งงานแล้วไม่รู้จะปลอบใจบุตรชายอย่างไร เพราะนางเองก็ร้องไห้กระซิกขึ้นมาเหมือนกัน

ดวงจันทร์ส่องสว่างไปทั่วเก้าทวีป บางครอบครัวมีความสุข บางครอบครัวมีความทุกข์

……

ซุ้มประตูที่ตั้งอยู่ใต้หล้านี้คือสัญลักษณ์บ่งบอกถึงจุดศูนย์รวมของผู้ประสบความสำเร็จ สกุลเฉินอิ่นอิงคือหนึ่งในนั้น เป็นเหตุให้ลัทธิขงจื๊อมอบคำว่า ‘ผู้มากความรู้’ ให้แก่สกุลเฉินอิ่งอินเท่านั้น

อันที่จริงในช่วงสี่การอพยพที่ยิ่งใหญ่ สกุลเฉินที่ย้ายจากทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางมาอยู่ทักษินาตยทวีปสายนี้ไม่ได้สะดุดตามากนัก เพราะตอนนั้นสกุลเฉินอิ่งอินสายนี้เป็นเพียงแค่หนึ่งในแปดสายของ ‘สกุลเฉินอี้เหมิน’ แผ่นดินกลาง อีกทั้งยังแตกกิ่งก้านสาขาน้อยมาก กว่าจะกลายมาเป็นอย่างทุกวันนี้ก็หลังจากที่พวกเขามาลงหลักปักฐานอยู่ในนาตยทวีปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อบรรพบุรุษท่านนั้นที่ชายแขนเสื้อสองข้างมีลมเย็น บนไหล่แบกตะวันจันทราผู้นั้นปรากฏตัวบนโลกถึงได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าพลิกดิน

หนึ่งสถาบันศึกษา หนึ่งสำนักศึกษา ทุกอย่างล้วนสร้างขึ้นบนที่ดินของตระกูลเฉินอิ่งอินทั้งสิ้น

เมื่อลูกหลานของสกุลเฉินอิ่งอินรุ่นแล้วรุ่นเล่าโดดเด่นขึ้นมา ซุ้มประตูหลายแห่งก็ถูกสร้างขึ้น พวกเขาสร้างคุณงามความดี เขียนหนังสือก่อตั้งทฤษฎีความรู้ และได้รับการถ่ายทอดสืบเนื่องต่อกันมา

ดังนั้นแขกทุกคนที่เข้ามาในสกุลเฉินอิ่งอิน บัณฑิตที่เดินทางมาศึกษาที่นี่ หรือปราชญ์เมธีที่มาเยี่ยมเยือนเพราะความชื่นชมเลื่อมใส หรือไม่ก็เป็นกษัตริย์อัครเสนาบดีที่มาพักค้างแรมที่นี่ก็ล้วนจำเป็นต้องผ่านเส้นทางที่ซุ้มประตูตั้งเรียงรายโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าใครที่เผชิญกับกิจการของตระกูลที่เจริญรุ่งเรืองถึงขนาดนี้ต่างก็ต้องตกรู้สึกสะท้านสะเทือน หรืออาจถึงขั้นรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยด้อยค่า

ลูกศิษย์สกุลเฉินอิ่งอินต่างก็มีความภาคภูมิใจของตัวเองถึงขั้นที่ว่า ต่อให้บรรพบุรุษของพวกเขาจะป่าวประกาศกับปากตัวเองว่า ดวงอาทิตย์เหนือไหล่ที่ปรากฏขึ้นมาจากการอ่านตำราของเขาถูกคนยืมไปเป็นเวลาร้อยปี ก็ยังไม่มีใครรู้สึกขายหน้า

เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่งที่บ้านเกิดอยู่ไกลถึงแจกันสมบัติทวีปมาศึกษาต่อที่นี่ เฉินตุ้ยหลานสายตรงของตระกูลเป็นคนพาเขามา คนทั้งตระกูลไม่มีใครกล้าเย้ยหยันชาติกำเนิดที่ยากจนของเด็กหนุ่ม ถึงขั้นไม่มีใครจงใจทำเป็นกระตือรือร้นหลังจากรู้ว่าพรสวรรค์ของเด็กหนุ่มไม่ธรรมดา ทุกคนปฏิบัติต่อเขาด้วยความมีมารยาท มีไมตรีจิตมาตั้งแต่ต้น

นี่ทำให้เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่สบายใจได้หลายส่วน

—–

Sword of Coming กระบี่จงมา

Sword of Coming กระบี่จงมา

อ่านนิยายเรื่อง Sword of Coming กระบี่จงมา ” หนึ่งโลกธาตุขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยความลี้ลับมหัศจรรย์ ใจกลางฟ้าดิน เคยมีปัญญาชนผู้หนึ่งใช้หนึ่งกระบี่ฟาดฟันให้เกิดน้ำตกธารสวรรค์ คือความภาคภูมิใจสูงสุดของโลกมนุษย์ หน้าผาทะเลบูรพา มีนักพรตไร้นามผู้หนึ่งที่ไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งใด หวังเพียงให้ลมเย็นโชยมาปะทะใบหน้า แดนสุขาวดีปัจฉิมทิศ มีหลวงจีนเฒ่าที่ชอบเล่าเรื่องราวให้ผู้คนฟัง เลี้ยงมังกรสวรรค์ไว้เก้าตัว พื้นที่กันดารแดนใต้ มีจิตรกรตาบอดควบคุมหุ่นเชิดเกราะทองสูงเท่าเนินเขาให้เคลื่อนย้ายภูเขาใหญ่หนึ่งแสนลูก ปูแผ่เป็นภาพลายปัก เมื่อวันหนึ่งเด็กหนุ่มยากจนที่เติบโตทางทิศเหนือได้พบกับเซียนที่เหนือศีรษะมีกระบี่บินนับพันนับหมื่นประดุจฝูงตั๊กแตน “ เขาจึงอยากจะไปเห็นปัญญาชนคนนั้น เห็นคลื่นยักษ์ที่โถมตัวเทียมฟ้าของทะเลบูรพา เห็นทะเลทรายสีเหลืองทองกว้างไกลนับหมื่นลี้ของแดนประจิม และอยากไปเห็นภูเขาลูกโอฬารของแดนกันดารทางใต้ที่นักเล่านิทานเอ่ยถึงกับตาตัวเอง ดังนั้น ในที่สุดวันหนึ่ง เด็กหนุ่มจึงสะพายกระบี่ไม้พาดหลัง มุ่งหน้าไปทางทิศใต้ –ข้ามีนามว่าเฉินผิงอัน ผิงอันที่แปลว่าสงบสุข สันติ ข้าคือมือกระบี่คนหนึ่ง–

Comment

Options

not work with dark mode
Reset