ตอนที่ 385.1 เล่นหมากจบ คัดตัวอักษรเสร็จ

หลูป๋ายเซี่ยงลุกขึ้นยืน ยิ้มมองเด็กหนุ่มหล่อเหลาที่หว่างคิ้วมีปานแดงหนึ่งเม็ดแล้วผายมือเชื้อเชิญให้ชุยตงซานนั่งหน้ากระดานหมากล้อม “ใครเรียนรู้จากใคร อันที่จริงไม่สำคัญเลย”

หนึ่งในผู้ที่มีฝีมือการเล่นหมากล้อมยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ของพื้นที่มงคลดอกบัวท่านนี้มีลางสังหรณ์อย่างหนึ่งว่า วันนี้ตนอาจจะได้ผลงานที่ดีเลิศที่สุดในชีวิตการเล่นหมากล้อม

ชุยตงซานนั่งลง เท้าข้างหนึ่งเหยียบบนม้านั่ง ค้อมตัวลง เอาคางวางบนเข่า เมื่อเทียบกับท่านั่งตัวตรงอย่างสำรวมของหลูป๋ายเซี่ยงแล้วช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว

ชุยตงซานยื่นมือมา เอานิ้วปาดผ่านขอบโถใส่เม็ดหมากล้อมเบาๆ กล่าวอย่างเกียจคร้านว่า “เจ้ายังไม่ได้ถูกจัดลำดับสินะ?”

หลูป๋ายเซี่ยงหลุดหัวเราะพรืด คิดไม่ถึงว่าในวงการหมากล้อมจะมีวันที่ตนถูกคนดูแคลนเช่นนี้ เพียงแต่หลูป๋ายเซี่ยงยังไม่ถึงขั้นวุ่นวายใจเพียงเพราะเรื่องเล็กๆ แค่นี้ เขาจึงพยักหน้ายิ้มรับ “เพิ่งจะมาถึงได้ไม่นาน ยังไม่ได้ถูกจัดลำดับจริงๆ นั่นแหละ”

ชุยตงซานผงกศีรษะ “เรื่องของการจัดลำดับ หากอิงตามกฎของโลก สามารถเล่นกับฉีไต้จ้าวลำดับเก้าท่านหนึ่งได้สามตา สามสองหนึ่ง ฉีไต้จ้าวจะยอมให้คนเล่นใหม่สามเม็ด สองเม็ดและหนึ่งเม็ด แน่นอนว่าแพ้ชนะจะไม่ส่งผลต่อการจัดลำดับในท้ายที่สุด แต่จะถือเป็นการสนับสนุน เป็นการสร้างเกียรติให้มากกว่า โชคของเจ้าหลูป๋ายเซี่ยงแข็งแกร่งกว่าฝีมือในการเล่นหมากล้อมของเจ้ามากนัก”

ผู้ที่ตัดสินอันดับของผู้เล่นใหม่อย่างแท้จริง แน่นอนว่าต้องเป็นพวกคนที่เล่นได้เสมอกับนักเล่นหมากล้อมลำดับสี่ลำดับห้า

ชุยตงซานพลันเงยหน้าขึ้น “เจ้าอาจจะรู้สึกว่าการประลองระหว่างเจ้ากับข้าหลังจากนี้ ทำให้เจ้ามีโอกาสได้เล่นกระดานที่สุดยอดที่สุดในชีวิต ไม่สู้ข้าบอกเจ้าก่อนดีกว่าว่า นี่เป็นความรู้สึกที่เจ้าคิดไปเอง แต่เจ้าต้องไม่ยินยอมอย่างแน่นอน ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะเรียงลำดับกลับหลัง จะยอมให้เจ้าหนึ่งเม็ดก่อน ให้เจ้าได้รู้ความสามารถที่แท้จริงของตัวเอง เป็นอย่างไร? ส่วนจะใช้ระบบจั้วจื่อ (ระบบที่ก่อนเริ่มเล่นให้วางหมากสี่เม็ดลงบนมุมสี่ตำแหน่ง ซึ่งหมากแต่ละสีจะตรงกันในแนวทแยง และในกฎกติกาของหมากล้อมในสมัยโบราณนี้จะกำหนดให้หมากขาวเดินก่อน)  หรือเปิดกระดานด้วยการไม่วางเม็ดหมากลงไปก่อนก็ตามแต่เจ้าจะเลือก”

หลูป๋ายเซี่ยงส่ายหน้า “ไม่ต้องยอมต่อให้ ต่อให้ข้าแพ้ก็ยังรู้ระยะห่างระหว่างเจ้าและข้าได้อยู่ดี”

ชุยตงซานยื่นนิ้วชี้หน้าหลูป๋ายเซี่ยง “ข้าชอบความภาคภูมิใจในตัวเองอย่างหน้ามืดตามัวไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดินของพวกเจ้าแบบนี้นี่แหละ เอาล่ะ ข้าเดาว่าหากบอกว่าจะยอมต่อเม็ดหมากให้ เจ้าก็คงไม่ตอบรับ ถ้าอย่างนั้นก็มาเปิดกระดานด้วยการไม่วางเม็ดหมากแล้วกัน แต่ว่าไม่ต้องเสี่ยงทายหมากแล้ว ให้เจ้าหลูป๋ายเซี่ยงที่ถือหมากดำเดินก่อนแล้วกัน”

หลูป๋ายเซี่ยงยิ้มถาม “ถ้าอย่างนั้นจะได้แต้มต่อเท่าไหร่?” (ภาษาญี่ปุ่นคือ komi หรือแต้มต่อ คือคะแนนที่ฝ่ายขาวจะได้เพื่อชดเชยความเสียเปรียบที่ฝ่ายดำได้เดินก่อน)

ชุยตงซานหุบยิ้ม เริ่มหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว “เดินก่อนค่อยว่ากัน”

หลูป๋ายเซี่ยงประหนึ่งแขกที่ตามใจเจ้าบ้าน โถเก็บเม็ดหมากที่อยู่ข้างฝ่ามือเป็นโถเก็บเม็ดหมากสีดำพอดี จึงหยิบขึ้นมาแล้ววางหมากลงก่อน

ชุยตงซานปล่อยให้หลูป๋ายเซี่ยงวางหมากตามรูปแบบปลายแหลมเล็กหนึ่งในใต้หล้าของ ‘ตำราเมฆหลากสี’ หมากดำหนึ่งสามห้ายึดมุม หมากดำเจ็ดพิทักษ์มุม หมากดำเก้าปลายแหลมเล็ก ทั้งแข็งแกร่งมิอาจทำลาย ทั้งแฝงไว้ด้วยปราณสังหารประหนึ่งลมฟ้าลมฝนกำลังจะมาเยือน

ชุยตงซานไม่เห็นเป็นสำคัญ เขาวางหมากตามกฎตามเกณฑ์ ถึงขั้นไม่ได้ใช้วิธีรับมือที่ ‘ไม่เสียเปรียบ’ ใดๆ ของคนรุ่นหลัง

หลูป๋ายเซี่ยงเหมือนภิกษุเฒ่าเข้าฌาน จมจ่อมอยู่กับสถานการณ์บนกระดานหมากจนเรียกได้ว่าลืมตนไปอย่างสิ้นเชิง

ทว่าชุยตงซานกลับเป็นพวกช่างจ้อ ไม่เพียงแต่วางหมากอย่างไม่อนาทรร้อนใจ ยังเริ่มยกเรื่องโน้นเรื่องนี้มาพูด ราวกับกำลังสอนหลูป๋ายเซี่ยงว่าควรจะเล่นหมากล้อมอย่างไรจริงๆ “อันที่จริงระบบจั้วจื่อสนุกกว่า แน่นอนว่าวิธีเปิดกระดานด้วยการไม่วางเม็ดหมากที่นิยมในทุกวันนี้ก็ต้องมีข้อดีของตัวเอง เพราะจะทำให้กระดานหมากเปลี่ยนมาเป็น ‘ใหญ่ยิ่งกว่าเดิม’ แต่หากฝีมือการเล่นหมากล้อมไม่ดีพอ ช่วงเปิดฉากก็ใช้รูปแบบอันมหัศจรรย์ที่ปรัชญาเมธีผู้ล่วงลับสร้างไว้จนหมดสิ้น มองดูเหมือนกลุ่มบุปผาเป็นพุ่มเป็นช่อ แต่พอมาถึงช่วงกลางกระดานกลับกลายเป็นว่าเข้าผิดออกผิดจนแทบทนมองไม่ได้ ชาวนาขุดหลุมขี้ หมาบ้ากัดคนไม่เลือกหน้า จับปลาหนีชิวในน้ำคลำ น่าเบื่ออย่างยิ่ง ทำให้ผู้ชมที่ดูอยู่ด้านข้างหลับได้เลย”

“คนยุคปัจจุบันวิจารณ์ระบบจั้วจื่อของคนโบราณว่าชอบลดค่าของการเล่นโหมโรง ยอมรับแค่ความตระการตาของการไล่ตามกวางในทุ่งกว้างช่วงกลางกระดาน อันที่จริงพูดแบบนี้ก็ไม่ค่อยถูกนัก”

“หลูป๋ายเซี่ยง ลางสังหรณ์ที่เจ้ามีต่อสถานการณ์ของหมากถือว่าไม่เลว แต่ก็แค่ไม่เลวเท่านั้น ส่วนสัจธรรมแห่งหมาก กลับเหมือน…เอี๊ยมตัวในของสุยโย่วเปียน อย่าว่าแต่เจ้าจะลูบคลำเลย แม้แต่เห็นคงก็ไม่เคยเห็นมาก่อนกระมัง”

สถานการณ์บนกระดานเพิ่งเข้าสู่ช่วงกลางกระดาน ชุยตงซานที่พูดพร่ำไม่หยุดก็ใช้ฝ่ามือปิดโถใส่เม็ดหมากแล้ว

หลูป๋ายเซี่ยงเงยหน้าขึ้น “ท่านชุยทำแบบนี้เพื่ออะไร?”

ชุยตงซานอึ้งตะลึง “เจ้ามองไม่ออกหรือว่าเจ้าแพ้แล้ว? อย่างมากสุดก็แค่เดินอีกสามสิบครั้งเท่านั้น”

ชุยตงซานยกมือขึ้น “งั้นก็เล่นต่อเถอะ”

หลูป๋ายเซี่ยงขมวดคิ้ว วางเม็ดหมากต่อ

จำต้องยอมรับว่าเวลาที่หลูป๋ายเซี่ยงวางเม็ดหมากเปี่ยมไปด้วยบุคลิกอันเลิศล้ำ ไม่ว่าจะเป็นตอนยื่นมือมาคีบเม็ดหมากหรือตอนที่โน้มตัวลงมาวางเม็ดหมาก หรือแม้แต่ตอนที่ไล่สายตาตรวจสอบสถานการณ์บนกระดานก็ล้วนพลิ้วไหวสง่างาม

น่าเสียดายก็แต่ชุยตงซานไม่คิดจะมองเรื่องพวกนี้ หรือแม้แต่หมากบนกระดาน ชุยตงซานก็ยังไม่ค่อยใส่ใจนัก เขาวางเม็ดหมากรวดเร็วราวกับบิน หลังจากที่หมากสีขาวแต่ละเม็ดวางลงบนกระดานหมากอย่างเป็นรากเป็นฐานแล้วก็รอคอยหลูป๋ายเซี่ยงอย่างเบื่อหน่าย และนี่น่าจะเป็นสาเหตุที่เขาบ่นอยู่ตลอดเวลา เพราะรู้สึกว่าการรอคอยน่าเบื่อเกินไป

ชุยตงซานพูดชวนคุย “กระดานแบบวางหมากไว้ก่อนกับกระดานแบบว่างเปล่า อันที่จริงก็ไม่ถือว่ามีข้อดีหรือข้อเสียอะไร ตอนนี้นักเล่นหมากล้อมเถียงกันเรื่องโน้นเรื่องนี้ จะว่าไปแล้วก็เพียงแค่เพราะมุมมองที่มีต่อสถานการณ์หมากบนกระดานไม่ลึกซึ้งมากพอ ไม่กว้างขวางมากพอ โดยเฉพาะนอกเหนือจากสิบตาของการแข่งเมฆหลากสี เดิมทีควรยังต้องมีตาที่สิบเอ็ด ส่วนกระดานมากก็คงไม่ได้มีแค่ตั้งนอนสิบเก้าช่องเท่านั้น เล็กเกินไป”

หลูป๋ายเซี่ยงหัวใจหดรัดตัว หยุดนิ่งไปนาน จับจ้องมองหมากบนกระดานที่สถานการณ์ไม่ซับซ้อนเงียบๆ

ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้มีกระบวนท่าพิฆาตที่พลังสังหารไร้เทียมทานมากนัก ไม่มีการสลับสับเปลี่ยนที่อัศจรรย์ ไม่มีมีดปีศาจเอียงทแยงอะไร

ราวกับว่าแค่เล่นอีกครึ่งกระดานที่เหลือเป็นเพื่อนหลูป๋ายเซี่ยงอย่างสบายๆ แค่อดใจรอให้เขายอมแพ้เท่านั้น

อารมณ์ของหลูป๋ายเซี่ยงหนักอึ้ง วางหมากสองเม็ดไว้ที่มุมขวาล่างของกระดาน

โยนเม็ดหมากยอมแพ้

ชุยตงซานหาวหวอด “ใช่ไหม ข้าบอกแล้วว่าไม่ต้องคิดเรื่องแต้มต่อไม่แต้มต่ออะไรนั่น จากนี้จะยอมให้เจ้าหนึ่งเม็ดดีไหม?”

หลูป๋ายเซี่ยงพูดเสียงหนัก “ท่านชุยยอมให้ข้าสองเม็ด ตกลงไหม?”

ชุยตงซานหัวเราะฮ่าๆ “ผู้รู้สถานการณ์คือผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศ ไม่เลวๆ ไม่เสียแรงที่ข้าสอนหมากเจ้าหนึ่งตา”

หลูป๋ายเซี่ยงยิ้มขื่นอย่างอับจนคำพูด หลังจากปรับจิตใจให้มั่นคงก็เริ่มเก็บกระดานหมาก สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง เริ่มตาที่สอง

ชุยตงซานยังคงไม่มีท่าทีว่าจะทุ่มสุดกำลังที่มี เพียงแค่เอ่ยคำทำนายทายทักไว้แต่เนิ่นๆ ว่า “ข้าไม่ผิดพลาดแม้แต่ก้าวเดียว ย่อมต้องชนะอย่างสมบูรณ์แบบ”

พอหมากเดินไปถึงกลางกระดาน หลูป๋ายเซี่ยงมักจะต้องใช้เวลาครุ่นคิดค่อนข้างนาน

ชุยตงซานไม่ได้เอ่ยเร่ง เพียงแต่เหลียวซ้ายแลขวาไม่อยู่นิ่ง ไร้กฎระเบียบอยู่เหมือนเดิม

หลังจากหลูป๋ายเซี่ยงวากหมากตัวหนึ่งลงแล้วก็เป็นฝ่ายเอ่ยถามอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน “แค่ไม่ผิดพลาดแม้แต่ก้าวเดียวเท่านั้นหรือ?”

ชุยตงซานอืมรับหนึ่งที “เป็นเช่นนั้นแหละ แต่คำว่าไม่ผิดพลาดของข้า ไม่ใช่อย่างที่พวกนักเล่นระดับแคว้นลำดับเก้าทั่วไปพูดกัน เจ้าไม่เข้าใจ นี่คือความรู้อันลึกล้ำที่อยู่ห่างจากพื้นไปหนึ่งแสนแปดพันลี้ จะเอามาสอนนักเรียนประถมในโรงเรียนคนหนึ่งได้อย่างไร?”

หมากกระดานนี้หลูป๋ายเซี่ยงลากไปถึงช่วงปิดท้าย แต่กระนั้นก็ยังโยนหมากยอมแพ้อยู่ดี

ชุยตงซานพลันเปลี่ยนท่าที กลายเป็นว่าเกิดความตื่นเต้นขึ้นมา ยิ้มถามว่า “ตาที่สาม พวกเรามาเดิมพันเล็กๆ น้อยๆ กันดีไหม?”

หลูป๋ายเซี่ยงถามกลับ “เดิมพันด้วยอะไร?”

ชุยตงซานยิ้มกล่าว “อาจารย์ของข้าเคยบอกข้าว่า พวกเจ้าสี่คนต่างก็ได้รับประโยคกันคนละหนึ่งประโยค เนื้อหาคร่าวๆ ข้าพอจะรู้แล้ว แต่ข้าเองก็รู้ว่าในบรรดาพวกเจ้าต้องมีคนที่โกหก ไม่แน่เสมอไปว่าจะพูดความจริงทั้งหมด น่าจะกึ่งจริงกึ่งเท็จ ตามหลักแล้วเจ้าหลูป๋ายเซี่ยงเป็นคนที่น่าสงสัยมากที่สุด เพราะประโยคนั้นของเจ้าไร้ประโยชน์มากที่สุด แต่เรื่องพวกนี้ล้วนไม่สำคัญ หากข้าชนะตาที่สาม เจ้าหลูป๋ายเซี่ยงต้องบอกข้าว่า เจ้าคิดว่าใครน่าจะโกหกมากที่สุด แค่บอกชื่อใครมาก็ได้ ขอแค่เจ้าบอกชื่อแก่ข้าก็พอ”

หลูป๋ายเซี่ยงไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “ทำเช่นนี้จะยังมีความหมายอีกงั้นหรือ?”

ชุยตงซานกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “มี”

หลูป๋ายเซี่ยงครุ่นคิดแล้วก็ส่ายหน้า “สองตาก็เพียงพอแล้ว”

ใบหน้าของชุยตงซานเต็มไปด้วยความผิดหวัง “หากเจ้าคิดจะช่วงชิงลำดับเก้าแข็งแกร่งของแจกันสมบัติทวีป ไม่ใช่เรื่องยาก แม้จะบอกว่าเทียบเท่าได้กับลำดับเก้าทั่วไปของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางเท่านั้น แต่ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว เรียนหมากล้อมให้มากหน่อย ศึกษาตำราบ่อยๆ วันหน้าในวงการหมากล้อมของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางที่มียอดฝีมือมากมายดุจก้อนเมฆก็สามารถมีพื้นที่ของเจ้าหลูป๋ายเซี่ยง ยอมให้เจ้าสามเม็ดก็ยังไม่กล้าเล่นอีกหรือ?”

หลูป๋ายเซี่ยงลังเลเล็กน้อย ถามอย่างใคร่รู้ว่า “วิชาหมากล้อมของท่านชุย สามารถอยู่สิบอันดับแรกของใต้หล้าไพศาลนี้หรือไม่?”

ชุยตงซานกลอกตามองบน “หมากล้อมเป็นแค่มรรคาเล็กๆ ติดสิบอันดับแรกแล้วอย่างไร? พวกผู้ฝึกตนห้าขอบเขตบนของสำนักหยินหยางและสำนักคำนวณ แต่ละคนต่างเชี่ยวชาญวิชานี้ แต่ก็ยังถูกผู้ฝึกตนขอบเขตเดียวกันซ้อมจนร้องหาพ่อหาแม่อยู่ดีไม่ใช่หรือ?”

สายตาหลูป๋ายเซี่ยงฉายประกายเร่าร้อน “ขอถามอีกหนึ่งคำ ท่านชุยกับเจ้านครจักรพรรดิขาว ห่างชั้นกันแค่ไหน?”

ชุยตงซานคิดแล้วก็ตอบว่า “ต่างกันเท่าหม่าเหลยถือหมากดำเดินก่อนกระมัง?”

จิตใจของหลูป๋ายเซี่ยงเริ่มสงบลง ถามด้วยรอยยิ้ม “หากยอมให้สามเม็ด แล้วข้าชนะ ท่านชุยจะทำอย่างไร?”

ชุยตงซานชี้ไปที่ ‘ตำราเมฆหลากสี’ เล่มนั้น “ข้าก็จะกินมัน”

หลูป๋ายเซี่ยงแค่คิดว่าอีกฝ่ายล้อเล่น แต่ก็อดไม่ไหวถามอีกว่า “ฝีมือการเล่นหมากล้อมของท่านชุยกับชุยฉานราชครูต้าหลี ห่างกันมากน้อยเท่าไหร่?”

ชุยตงซานชำเลืองมองหลูป๋ายเซี่ยง ไม่พูดอะไรอีก

หลูป๋ายเซี่ยงเอ่ยขออภัย “เป็นข้าที่เสียมารยาทแล้ว”

ชุยตงซานลุกขึ้นยืน ถามว่า “แพ้ไปสองตา คิดว่าอย่างไร?”

หลูป๋ายเซี่ยงลุกขึ้นยืนตาม พูดชื่นชมด้วยใจจริง “ได้รับผลประโยชน์มากมาย แม้จะแพ้ แต่ก็แพ้อย่างสมเกียรติ”

ชุยตงซานโคลงศีรษะอย่างไม่เห็นเป็นสำคัญ “เจ้ามีคุณสมบัติจะพูดประโยคสุดท้ายเสียเมื่อไหร่”

มองแผ่นหลังของชุยตงซาน

หลูป๋ายเซี่ยงกลับไปนั่งที่เดิม เริ่มย้อนทวนกระดานหมากอยู่กับตัวเอง

ชุยตงซานเดินอยู่กลางระเบียง พึมพำเบาๆ ว่า “เว่ยเซี่ยน ค่อนข้างอันตรายแหะ”

แต่จากนั้นเขาก็เอ่ยเยาะหยันตัวเอง “นี่จะนับเป็นอะไรได้?”

เขาพลันยิ้มกว้าง เดินไปเคาะประตูห้องของสุยโย่วเปียน “พี่หญิงสุย อยู่หรือไม่? ข้าเรียนหมากล้อมกับหลูป๋ายเซี่ยงเสร็จแล้ว จะมาขอเรียนวิชากระบี่กับเจ้าบ้างแล้วกัน”

……

หลังจากเฉินผิงอันเอากล่องเก็บสมบัติมาเก็บไว้ในหีบไม้ไผ่ก็เดินออกจากโรงเตี๊ยมไปเพียงลำพัง ถือโอกาสเดินดูขนบธรรมเนียมประเพณีของคนในท้องถิ่น

อำเภอขนาดเล็ก แม้จะเป็นนกกระจิบแต่ก็ยังมีอวัยวะภายในครบถ้วน ศาลบุ๋นบู๊ ศาลเทพอภิบาลเมือง โรงเรียนในอำเภอ ร้านรวงต่างๆ มีครบหมดทุกอย่าง

ถนนทางดินสีเหลืองที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ต้นหลิ่วที่เพิ่งแตกหน่อ เสียงหมาเห่าเสียงไก่ขัน ภาพเทพทวารบาลกลอนคู่ใหม่เอี่ยม

พ่อค้าหาบเร่ต่างถิ่นที่เร่งร้อนเดินทางหอบหิ้วสินค้ามาขายโดยไม่ได้ลงหลักปักฐาน เด็กเล็กที่วิ่งไล่จับกัน ส่วนใหญ่ล้วนเปลี่ยนมาสวมชุดใหม่เอี่ยมสำหรับช่วงปีใหม่ บรรยากาศสดชื่นมีชีวิตชีวา

เดินไปเดินมาก็มาถึงด้านนอกศาลบู๊โดยไม่ทันรู้ตัว ระหว่างนี้ยังเดินผ่านศาลเทพเจ้าแห่งโชคลาภแห่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับศาลบุ๋นที่เงียบสงบแล้ว ที่นี่กลับมีควันธูปโชติช่วงกว่ามาก

เฉินผิงอันเดินทางขึ้นเขาลงห้วยมาเป็นระยะทางนับพันนับหมื่นลี้แล้ว เขาพบเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง นั่นคือดูเหมือนว่าชาวบ้านบนโลกจะไม่ค่อยใกล้ชิดสนิทใจกับเทพใหญ่เท่าใดนัก แต่องค์เทพในศาลเล็กที่ตำแหน่งไม่สูงอย่างศาลเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ศาลเทพเจ้าที่และศาลเจ้าแม่ต่างๆ กลับมีความใกล้ชิดมากกว่า ยกตัวอย่างเช่นแคว้นชิงหลวนที่มีวัดวาอารามมากมายดาษดื่น องค์เทพหลักที่ตั้งอยู่ใจกลางห้องโถงใหญ่ พวกชาวบ้านมักจะแค่มาจุดธูปกราบไหว้เสร็จแล้วก็แล้วกันไป ส่วนใหญ่จะไม่รั้งรออยู่นาน แต่กลับโขกหัวก้มลงกราบอยู่ใต้ฝ่าเท้าขององค์เทพที่มีหน้าที่ดูแลจัดการเรื่องบางอย่างด้วยความจริงใจ ปากก็พร่ำท่องขอพรไปด้วย

เฉินผิงอันเดินเข้าไปในศาลบู๊ ด้านในมีผู้มีจิตศรัทธาบางตา น้อยจนนับนิ้วได้

เทวรูปเป็นลักษณะของแม่ทัพบู๊ รูปปั้นดินเผาลงสี ในอ้อมกอดคือคทาเหล็ก ถลึงตาสีหน้าดุดัน มีอำนาจบารมีอย่างยิ่ง

—–

Sword of Coming กระบี่จงมา

Sword of Coming กระบี่จงมา

อ่านนิยายเรื่อง Sword of Coming กระบี่จงมา ” หนึ่งโลกธาตุขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยความลี้ลับมหัศจรรย์ ใจกลางฟ้าดิน เคยมีปัญญาชนผู้หนึ่งใช้หนึ่งกระบี่ฟาดฟันให้เกิดน้ำตกธารสวรรค์ คือความภาคภูมิใจสูงสุดของโลกมนุษย์ หน้าผาทะเลบูรพา มีนักพรตไร้นามผู้หนึ่งที่ไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งใด หวังเพียงให้ลมเย็นโชยมาปะทะใบหน้า แดนสุขาวดีปัจฉิมทิศ มีหลวงจีนเฒ่าที่ชอบเล่าเรื่องราวให้ผู้คนฟัง เลี้ยงมังกรสวรรค์ไว้เก้าตัว พื้นที่กันดารแดนใต้ มีจิตรกรตาบอดควบคุมหุ่นเชิดเกราะทองสูงเท่าเนินเขาให้เคลื่อนย้ายภูเขาใหญ่หนึ่งแสนลูก ปูแผ่เป็นภาพลายปัก เมื่อวันหนึ่งเด็กหนุ่มยากจนที่เติบโตทางทิศเหนือได้พบกับเซียนที่เหนือศีรษะมีกระบี่บินนับพันนับหมื่นประดุจฝูงตั๊กแตน “ เขาจึงอยากจะไปเห็นปัญญาชนคนนั้น เห็นคลื่นยักษ์ที่โถมตัวเทียมฟ้าของทะเลบูรพา เห็นทะเลทรายสีเหลืองทองกว้างไกลนับหมื่นลี้ของแดนประจิม และอยากไปเห็นภูเขาลูกโอฬารของแดนกันดารทางใต้ที่นักเล่านิทานเอ่ยถึงกับตาตัวเอง ดังนั้น ในที่สุดวันหนึ่ง เด็กหนุ่มจึงสะพายกระบี่ไม้พาดหลัง มุ่งหน้าไปทางทิศใต้ –ข้ามีนามว่าเฉินผิงอัน ผิงอันที่แปลว่าสงบสุข สันติ ข้าคือมือกระบี่คนหนึ่ง–

Comment

Options

not work with dark mode
Reset