บทที่ 241: สบตา
อีกหนึ่งชั่วโมง พิธีเปิดการศึกษาจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว สนามหญ้าหน้าหอประชุมจึงเต็มไปด้วยนักศึกษาใหม่หลายพันคนจ้องมองไปยังทิวทัศน์อันสวยงามของสถาบันเซนต์เฟรย่า ด้วยหัวใจที่เต้นระรัวไปด้วยความคาดหวัง ทว่ามีบริเวณหนึ่งในสนามหญ้าแห่งนี้ที่บรรยากาศดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
“คุกเข่าทำไมล่ะ? ยืนขึ้นสิ”
โรเอล แอสคาร์ด สนับสนุนร่างกายที่สะบักสะบอมของพอล ด้วยไม้เท้าพลางพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้ดูเย่อหยิ่งแต่กลับเปี่ยมไปด้วยอำนาจ ทันใดนั้นพอลที่กำลังมึนงงอยู่ ก็รู้สึกได้ว่าแรงกดดันอันหนักอึ้งก่อนหน้านี้หายไปในทันที ทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“โรเอล…”
พอลพึมพำด้วยความงุนงง
ความรู้สึกที่เด็กหนุ่มรู้สึกได้จากโรเอลนั้นแตกต่างจากปกติมาก โรเอลที่พอลรู้จักก่อนหน้านี้เป็นขุนนางผู้อ่อนโยน สง่างาม และชื่นชอบหนังสือ แต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขานั้นทั้งสง่างามและทรงพลัง
ดวงตาสีทองของโรเอลเปล่งประกายเจิดจ้าภายใต้แสงจากพลังเวท ผมสีดำและเสื้อคลุมปลิวไสวไปตามสายลม สีหน้าเรียบเฉยแต่เคร่งขรึม แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนกล้าที่ได้ผ่านประสบการณ์มามากมายต่างจากคนอื่น ๆ ในรุ่นเดียวกัน
การปรากฏตัวอันทรงพลังของโรเอล ทำให้ฝูงชนต้องเงียบลง ครอนและไลท์ หันไปมองหน้ากันอย่างสยดสยอง พร้อมประเมินเด็กหนุ่มที่พวกเขาไม่คุ้นเคย ขณะเดียวกันโรเอลก็ถอนหายใจออกมาในใจของตน
ไม่คิดเลยว่าโครงเรื่องส่วนนี้ก็จะเปลี่ยนไปด้วยเหมือนกัน
ภายในเกมอาย ออฟ โครนิเคิล พอล แอคเคอร์มันน์จะแสร้งยอมโอนอ่อนต่อการกดขี่ของขุนนางจากจักรวรรดิออสทีนทั้ง 2 และตกลงที่จะลาออกจากสถาบันการศึกษาเซนต์เฟรย่า อย่างไรก็ตามหลังจากที่เขาพูดเสร็จ เด็กหนุ่มก็รีบพุ่งเข้าไปในห้องประชุมเพื่อขอความช่วยเหลือ
พฤติกรรมดังกล่าวนั้นเหมาะสมกว่าหากคำนึงจากความแข็งแกร่งในปัจจุบันของพอล ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติระดับแก่นแท้ 5 จะสามารถทำอะไรระดับแก่นแท้ 4 สองคนได้นอกจากหนี? ซึ่งการกระทำของพอลตามโครงเรื่องหลักจะดึงดูดความสนใจของนอร่า ทำให้เธอออกมาปกป้องเขา ทำให้พวกเขาสองคนได้รู้จักกัน
หากสิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามโครงเรื่อง ตามแผนการที่โรเอลคิดไว้ การปรากฏตัวของเขาก็จะไม่โดดเด่นถึงขนาดนี้ ทันทีที่พอลร้องขอความช่วยเหลือ เด็กหนุ่มก็จะเข้าไปช่วยเหลืออีกฝ่ายในทันที ซึ่งจะทำให้เกิดกระแสของการเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์โดยที่เขาไม่โดดเด่นมากเกินไป
กระนั้น ด้วยเหตุผลบางอย่าง พอลกลับเสียอารมณ์และเลือกที่จะเผชิญหน้ากับขุนนางทั้งสองคนโดยตรง ทำให้เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ หากเป็นแบบนี้แล้วไม่มีทางเลยที่นอร่าจะลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่ได้
ช่างมันเถอะ มันไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้น นั่นมันก็แค่หนึ่งในวิธีรักษาความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งล่วงหน้าเฉย ๆ
โรเอลถอนหายใจอีกครั้งก่อนที่จะหันไปมองครอนและไลท์ ที่กำลังจ้องมองมาอย่างระมัดระวัง ครอนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามถึงตัวตนของโรเอลอย่างรอบคอบ
“นายเองก็เป็นเด็กใหม่ใช่ไหม? แนะนำตัวหน่อยสิว่านายเป็นใคร”
“โรเอล แอสคาร์ด จากจักรวรรดิเซนต์เมซิท”
“จักรวรรดิเซนต์เมซิท? แล้วทำไมนายถึงได้มายุ่งเรื่องของพวกเราล่ะ?”
เมื่อได้ยินถึงพื้นเพเบื้องหลังของโรเอล หัวใจของพวกเขาก็สงบลง ไม่ว่าจักรวรรดิเซนต์เมซิทจะทรงพลังเพียงใด พวกเขาก็ไม่อาจเอื้อมมือเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของจักรวรรดิออสทีนได้ ดังนั้น น้ำเสียงของพวกเขาจึงดูหยาบคายขึ้นมากหลังจากการแนะนำตัวของโรเอล
“ไอ้เด็กเหลือขอ ฉันขอแนะนำว่าอย่าเข้ามายุ่งในสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองจะดีกว่านะ นี่เป็นเรื่องกงการภายในจักรวรรดิออสทีน”
“อย่ายุ่งไม่เข้าเรื่องน่า ออกไปซะ!”
ครอนและไลท์ออกคำเตือน ขณะที่นักเรียนโดยรอบเริ่มซุบซิบนินทา จักรวรรดิออสทีนนั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับจักรวรรดิเซนต์เมซิท และพอลเองก็เป็นองค์ชายของจักรวรรดิออสทีน
ห่างออกไป ฝูงชนรอบ ๆ เด็กสาวผมสีทองเริ่มขมวดคิ้วเมื่อได้เห็นสิ่งนี้
“ฝ่าบาท นายน้อยโรเอลทำอะไรของเขากัน?…”
“ไม่เป็นไร รอดูไปก่อนเถอะ”
นอร่ามองดูเงาของบุคคลอันเป็นที่รักข้างหน้าตน ด้วยคิ้วที่ค่อย ๆ ผ่อนคลาย พร้อมกับรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาบนริมฝีปาก และระงับความสงสัยของฝูงชนรอบตัวลง
จังหวะเดียวกัน โรเอลก็ได้ชำเลืองมองไปทางนอร่า และเมื่อได้เห็นปฏิกิริยาของเธอ หัวใจของเขาก็สงบลง
แม้ว่าสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจะทำให้พอลไม่วิ่งไปทางเส้นเรื่องของนอร่าแล้ว แต่โรเอลก็ยังเลือกที่จะเข้าไปแทรกแซงเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลสองประการ โดยเหตุผลแรกก็คือ เด็กหนุ่มเชื่อว่านอร่าไม่มีทางเมินเฉยต่อความวุ่นวายนี้ แม้ว่าพอลจะไม่ได้ขอความช่วยเหลือ
หลังจากที่รู้จักกันมานานหลายปีแล้ว โรเอลรู้ดีว่านอร่า เซไซต์เป็นคนแบบไหน หากละเว้นข้อบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่สามารถควบคุมความปรารถนาอันซาดิสม์ของเธอ เด็กสาวนั้นเป็นคนที่มีจิตใจดี รักความชอบธรรมโดยธรรมชาติ สะท้อนให้เห็นถึงแก่นแท้ต้นกำเนิดแห่งความเมตตาอย่างแท้จริง มันจึงไม่มีทางเลยที่เธอจะเมินเฉยการกดขี่อันน่าสยดสยองเช่นนี้ได้ ไม่ว่าเหยื่อจะเป็นใครก็ตาม
ส่วนเหตุผลที่สองที่สำคัญน้อยกว่า โรเอลก็แค่ทำตามความรู้สึกของเขาเท่านั้น
“พวกนายทำให้ฉันคลื่นไส้”
“ว่ายังไงนะ?”
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูทั้งสอง เด็กหนุ่มผมดำก็แสดงความรังเกียจออกมาจากสีหน้า ราวกับว่าเขากำลังยืนอยู่ตรงหน้าบางสิ่งที่น่ารังเกียจน่าขยะแขยงเป็นอย่างยิ่ง
“ผู้เข้มแข็งกดขี่ข่มเหงผู้อ่อนแอ พวกนายสองคนแสดงประเพณีของจักรวรรดิออสทีนออกมาได้เป็นอย่างดีจริง ๆ แนวคิดเรื่องเลือดบริสุทธิ์งั้นเหรอ? หึ น่าขยะแขยงสิ้นดี ”
“… ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะต้องถูกรุ่นนี้ยั่วยุแบบนี้ ไอ้สารเลว รู้ใช่ไหมว่าทำแบบนี้แล้วจะต้องเจอกับอะไรน่ะ?”
“ระวัง!”
คำพูดยั่วยุของโรเอล ทำให้ครอนทนไม่ไหวอีกต่อไปและปลดปล่อยพลังเวทของตนออกมาเป็นกรงเล็บอันแหลมคมของสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ และกวาดโจมตีไปทางโรเอล พอลตะโกนเตือนเด็กหนุ่มผมดำในทันที ทว่าโรเอลกลับไม่คิดจะขยับตัวหลบเลยแม้แต่น้อย
“อยากจะท้าทายฉันงั้นเหรอ? เสียใจด้วยนะ แต่ฉันไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนายหรอก…”
โรเอลเยาะเย้ยอย่างดูถูก
เด็กหนุ่มส่งพลังเวทจำนวนมหาศาลเข้าไปในไม้เท้าของตน ทำให้แผ่นดินส่งเสียงดังกังวานขึ้นมาในทันที เกิดเป็นการระเบิดขึ้นไปทั่วสนามหญ้า บดบังทัศนวิสัยของทุกคนให้พร่ามัว ด้วยกระแสน้ำสีดำที่ไหลทะลักขึ้นสู่ท้องฟ้า
นักเรียนที่อยู่รอบ ๆ ไม่สามารถมองเห็นรูปร่างอันสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตได้ มีเพียงผู้ที่ยืนห่างออกไประยะหนึ่งเท่านั้นที่จะมองเห็นร่างของสัตว์ร้ายดังกล่าว
มันคืออสรพิษเก้าเศียรสีดำ ต้นกำเนิดแห่งความกลัวในยุคโบราณ ภายใต้การกระตุ้นด้วยพลังเวทของโรเอล สัตว์ร้ายโบราณตัวนี้จึงได้ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้งบนโลก ภายใต้ผลของการฟื้นฟูอนันตกาล
ร่างของมันปกคลุมท้องฟ้าทันทีที่มันปรากฏตัวขึ้น ดวงตาสีทองอันน่าสะพรึงกลัวของมันจ้องมองลงมาที่ฝูงชนโดยรอบ ก่อให้เกิดเสียงร้องอันน่าสยดสยองไปทั่วสนาม หัวสองหัวกวาดลงไปหาศัตรูทั้งสองที่พยายามจะโจมตีเจ้านายของมันอย่างไม่ลังเล กลืนพวกเขาเข้าไปทั้งตัว
พอลได้แต่อ้าปากค้างต่อหน้างูสูงตระหง่านตรงหน้าเขา เหมือนกับโรเอลในอดีตที่ตกตะลึงไปกับการกระโดดข้ามกองทัพด้วยคาถาอันทรงพลังของพอนเต้ ภาพอันน่าเหลือเชื่อนี้ดึงดูดใจของพอลถึงแก่นแท้ของเขา เป็นความประทับใจที่เด็กหนุ่มจะไม่มีวันลืม
ขณะเดียวกันโรเอลมองไปทางภาพนั้นอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับว่าเขาเพียงแค่กวาดสิ่งสกปรกออกไปสองจุด ทันใดนั้นเด็กหนุ่มผมดำก็หันศีรษะไปทางด้านข้าง มองไปยังหอคอยที่สร้างขึ้นตามแนวกำแพงรอบสนาม
ราวกับว่ามีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการจ้องมองของโรเอล ร่างหนึ่งค่อย ๆ ก้าวออกมาจากเงามืด ปรากฏขึ้นในระยะสายตาของเขา ทำให้เด็กหนุ่มสบตากับดวงตาสีม่วงอันเย็นเฉียบคู่หนึ่ง ซึ่งทรงอิทธิพลสมกับนามอันสูงส่งของเธอ
ลิเลียน แอคเคอร์มันน์