ซุนเหิงเจ้าเมืองซานซานออกทำการกวาดล้างสัตว์ร้ายครั้งแรก
ในตอนที่ชีวิตดับดิ้นที่เขายอดพู่กัน สิ่งสุดท้ายที่คิดถึงคือการกวาดล้างสัตว์ร้ายครั้งที่สอง
ถลกหนังมนุษย์ของตัวเองให้ลูกชายคลุมเป็นกลองหนังปฐพีก็เพื่อวันนี้
และโต้วเยวี่ยเหมยภรรยาของเขาก็สืบสานเจตนารมณ์ของเขา รับตำแหน่งเจ้าเมือง และแบกรับภาระอันหนักอึ้งบนบ่าของเขา
ยอดเขาพู่กัน เขาจะปิดตาได้ลงหรือ
ผึ้งผาสังหารมนุษย์ที่ตีนเขาหยกสมดุลที่ทำให้ผู้บำเพ็ญไม่รู้ต่อกี่ยุคจนปัญญาจะกลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์ในวันนี้
และทุกคนที่อยู่หน้าตีนเขาหยกสมดุลในวันนี้ล้วนเป็นพยาน
ซุนเสี่ยวหมานร้องไห้จนหมดสภาพ นางร้อนใจนักที่น้องชายไม่ได้ความ รู้สึกแค่ว่าหลังจากบิดาตายจากไป มารดาก็ตามใจเขาจนเกินสมควรจนกลายเป็นคนไม่ได้เรื่อง
แต่ก็เพราะเหตุนี้ นางรู้ว่าน้องชายกลัวเจ็บมากแค่ไหน ขี้ขลาดเพียงใด
แต่เขาเชื่อฟังมาก
เหล็กไนของผึ้งผาสังหารมนุษย์ทั้งมีพิษทั้งร้ายกาจ ต่อยทีหนึ่งก็เจ็บปวดมหาศาล เหล็กไนมากมายขนาดนี้พุ่งไป จะเป็นความทุกข์ทรมานปานใดกัน
“พ่อเจ้าลำเอียงรักเจ้าเหลือเกิน ข้าต้องมอบความรักความเอ็นดูให้เสี้ยวเหยียนมากหน่อย” โต้วเยวี่ยเหมยพูด นางหยุดไปครู่หนึ่ง เหมือนยากจะควบคุมอารมณ์ได้เช่นกัน น้ำเสียงแฝงรอยสะอื้นบางๆ “เจ้ามักจะบอกว่าแม่ลำเอียง ใช่ว่าแม่อยาก”
“ท่านแม่! ให้ข้ากลับไปเถอะ! ให้ข้ากลับไป…ฮือๆๆ…เจ็บจะตายอยู่แล้ว!”
ผึ้งผาสังหารมนุษย์ระลอกแล้วระลอกเล่าถูกกำจัด เหล็กไนระลอกแล้วระลอกเล่าโจมตีมา
ซุนเสี้ยวเหยียนร้องไห้จนเสียงแหบไปหมดแล้ว อย่างไรเขาก็เป็นเพียงแค่เด็กอายุสิบสามคนหนึ่งก็เท่านั้น
“ท่านแม่! พี่!” เขาร้องตะโกนร่ำไห้
โต้วเยวี่ยเหมยพลันตะโกนเสียงดังขึ้นมาว่า “ซุนเสี้ยวเหยียน เจ้าหมุนกลับไปเดี๋ยวนี้ ฝ่าไปข้างหน้า!”
“อย่าลืมว่าเจ้าคลุมหนังของใครอยู่!”
“พ่อเจ้าไม่เคยถอยหนีเลยนะ!”
นางเหมือนใช้พลังทั้งหมดที่มีตะโกนออกไป ทำให้หลังจากที่ตะโกนออกไปแล้ว ร่างก็โซเซไปเล็กน้อย
สิ่งที่ทำให้ทุกคนคิดไม่ถึงคือ
ซุนเสี้ยวเหยียนหมุนตัวออกไปจริงๆ
เขาร้องไห้เสียงดัง ร้องพลางฝ่าไปข้างหน้า
เขายืนหยัด แต่ก็กลัว
เขาเจ็บ เขาร้องได้ แต่ก็ตะโกนด้วย วิ่งไปด้วย
ทุกคนจับตามองภาพนี้อย่างเงียบงัน
จับจ้องเจ้าอ้วนน้อยคนนี้ฝ่าฝูงผึ้งผาสังการมนุษย์เพียงลำพัง
ก่อนหน้านี้ ต่อให้ได้เห็นความกล้าที่พนันด้วยชีวิตของนักรบเมืองซานซาน แต่เจียงวั่งก็ยังยากที่จะเข้าใจจริงๆ ว่า สัตว์ร้ายมากมายมหาศาล สำหรับเมืองแห่งนี้มีความหมายอย่างไร
ตอนนี้เขาพอจะเข้าใจขึ้นมารางๆ แล้ว
“ข้าอยากรู้ว่าสัตว์ร้ายพวกนี้มาจากไหน”
มีเพียงรู้ว่าสัตว์ร้ายมากที่ไหน สืบเผ่าพันธ์ุอย่างไร ต้นกำเนิดอยู่ที่ใดเท่านั้น จึงจะสามารถกำจัดได้โดยสิ้นซาก
“ใครจะรู้กัน” หลีเจี้ยนชิวตอบ
กวาดผ่านรังหน้าผาไปทุกรัง ซุนเสี้ยวเหยียนโซซัดโซเซ แบกรับความเจ็บปวดเหนื่อยล้าถึงห้าชั่วยามเต็มๆ จากเช้าจนถึงค่ำ ผู้บำเพ็ญที่กวาดล้างผึ้งผาสังหารมนุษย์ก็เปลี่ยนไปแล้วถึงสิบกว่าชุด
ผึ้งผาสังหารมนุษย์ที่เคยมีจำนวนหนาแน่นมหาศาลชวนให้คนขยาดกลัวในที่สุดก็เบาบาง
ส่วนซุนเสี้ยวเหยียนนั้นร้องไม่มีเสียงแล้ว ร่างกายอ้วนท้วมของเขาทรุดฮวบลงกับพื้นเหมือนกองโคลน
โต้วเหยวี่ยเหมยพุ่งไปอุ้มลูกชายกลับมาทันที
สัมผัสอุณหภูมิร่างกายของเขา สัมผัสจังหวะเต้นของหัวใจเขา
จุมพิตหน้าผากของเขา เช็ดคราบน้ำตาของเขา
“ทะลวงไป! กวาดล้างยอดเขาหยกสมดุลให้สิ้นซาก!”
นางกัดฟันกรอดออกคำสั่ง
สำนักเต๋าเมืองซานซานตั้งแต่อาจารย์จนถึงลูกศิษย์ ตั้งแต่เจ้าสำนักจนถึงนักเรียนใหม่ ผู้บำเพ็ญทุกคนที่เข้าร่วมภารกิจครั้งนี้รวมทั้งหมดสองร้อยแปดสิบเจ็ดคน
รวมกับผู้บำเพ็ญเกือบร้อยคนในกองทัพประจำเมืองซานซาน
พวกเขาล้วนเข้าร่วมภารกิจโดยสมัครใจ ปฏิเสธรางวัล
ส่วนผู้บำเพ็ญจากที่ต่างๆ ที่รางวัลมูลค่าสูงดึงดูดมาก็มีหนึ่งร้อยกว่าคน
ผู้บำเพ็ญที่รวมแล้วมีจำนวนห้าร้อยกว่าคน ก็แบ่งกลุ่มฝ่าเข้าไปยังยอดเขาหยกสมดุลภายใต้การบัญชาการจากคนคนเดียว
วิชาเต๋าต่างๆ นานาซัดแสงเพลิงหลากหลายสีสันออกมา ทุกที่ที่พุ่งผ่านหินผาแหลกทลาย ต้นไม้หักโค่น สัตว์ร้ายดับดิ้น เส้นทางภูเขาเริ่มปรากฏ
ส่วนซุนสี้ยวเหยียนนั้นหลับสนิทอยู่ในอ้อมแขนของโต้วเยวี่ยเหมย
เขาเหนื่อยเหลือเกินแล้ว
……
ในกลุ่มผู้บำเพ็ญของเจียงวั่งที่กำลังฝ่าทะลวงไปข้างหน้า กลุ่มของพวกเขากระจัดกระจายกันไปหมดแล้ว ต่างคนต่างสู้
โคมนภากระจ่างที่ลัทธิโม่ประดิษฐ์ขึ้นสิบกว่าดวงกำลังเปล่งแสงเจิดจ้ากลางท้องฟ้า สาดส่องเสียจนเขาหยกสมดุลทั้งลูกสว่างราวกับตอนเช้า
ตอนนี้โต้วเยวี่ยเหมยรับช่วงบัญชาการต่อ นางวางผู้บำเพ็ญสำนักเต๋าเมืองซานซานเป็นกำลังหลัก แบ่งผู้บำเพ็ญทั้งหมดเป็นห้ากลุ่ม และกลุ่มทั้งห้าผลัดเปลี่ยนกันสำแดงวิชาเต๋าตามลำดับ แนวหน้าบุกไปอย่างมั่นคง
แน่นอน ก็มียอดฝีมือบางคนที่ได้อำนาจเป็นอิสระ อย่างเช่นหลีเจี้ยนชิวที่กระบี่ซัดหอบม้วนคลื่นแดง ซุนเสี่ยวหมานที่เหวี่ยงลูกตุ้มคีรีคลอนทุกที่ที่ผ่านก็เหลือเพียงเศษเนื้อเละๆ
ยกตัวอย่างเช่นสตรีลึกลับของรัฐอวิ๋น นางเพียงสะบัดมือก็เหมือนกระชากเมฆดำลงมาจากฟ้าแล้วแปลงมันเป็นสัตว์เมฆาเข้าโรมรันสังหารกับสัตว์ร้าย วิชาอัศจรรย์เลิศล้ำระดับนี้เจียงวั่งไม่เคยเห็นมาก่อน นางคนเดียวก็เท่ากับกลุ่มกลุ่มหนึ่งแล้ว
ความเร็วในการกวาดล้างสังหารดูแล้วน่ายินดีเป็นอย่างมาก ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น แต่เจียงวั่งอย่างไรก็ลบความกังวลในใจไปไม่ได้เสียที
หากเป็นรังสัตว์เพียงแค่ระดับนี้ไยซุนเหิงจึงรบตาย กลุ่มที่อู๋ซานเป็นผู้นำในตอนนั้นจะพ่ายแพ้ยับเยินเหลือเพียงแค่หลีเจี้ยนชิวไปได้อย่างไร
พูดถึงเพียงความอันตรายของเขาหยกสมดุลอันตรายไม่สู้เขายอดพู่กัน แต่พื้นที่เขาหยกสมดุลกว้างใหญ่กว่า เทียบกับแล้วจำนวนสัตว์ร้ายที่มีก็ย่อมมากกว่า
ในยามที่บุกไปถึงครึ่งทางสู่ยอดเขา โต้วเยวี่ยเหมยก็ระมัดระวังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“กลุ่มสองถอยกลับไปพัก กลุ่มสามกลุ่มสี่เข้าแทนที่ กลุ่มห้า กลุ่มหนึ่งประสานปางมือเตรียมตัว!”
นี่เป็นครั้งแรกที่เคลื่อนพลสองกลุ่มบุกไปข้างหน้าพร้อมกัน อีกทั้งยังลดเวลาพักผ่อนของอีกสองกลุ่มที่เหลือโดยปริยาย
ไม่นานคนทั้งหลายก็รู้ถึงสาเหตุ
“แกว๊กกกก!”
“กรูววว……”
เสียงหนึ่งแหลมสูง เสียงหนึ่งต่ำทุ้ม เสียงร้องสองเสียงที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงดังก้องไปในท้องฟ้ายามราตรี
เหยี่ยวประหลาดสองหัวร้องทะยามาราวสายฟ้าฟาด ปีกที่มีขนาดถึงจั้งกว่าๆ สยายออก ก็เหมือนฉากราตรีทั้งผืนขยับ
เหยี่ยวหยินหยางสองหัว!
แทบจะเป็นเวลากับที่มันปรากฏตัว สัตว์ร้ายที่อยู่บริเวณละแวกครึ่งทางสู่ยอดเขาหยกสมดุลทั้งลูกก็ปะทุพลังขึ้นมา
พวกมันดวงตาแดงก่ำ ถูกกระตุ้นสัญชาตญาณดิบที่บ้าคลั่งที่สุดขึ้นมา
ผู้บำเพ็ญสองร้อยคนจากกลุ่มสามและกลุ่มสี่แทบจะต้านทานไปในทันที ก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาล
เสียงร้องของเหยี่ยวหยินหยางสองหัวหากเริ่มแล้วก็จะร้องไปตลอดจนกว่าการต่อสู้จะจบ
ซุนเหิงในตอนนั้นหลังจากที่ทะลวงสังหารคลื่นสัตว์ บุกขึ้นไปบนเขายอดพู่กันแล้ว สัตว์ที่เขาสังหารก็คือสัตว์ร้ายประเภทนี้ แต่เขาก็น้ำมันแห้งแสงเทียนดับหลังจากที่สังหารเหยี่ยวหยินหยางสองหัว
ตอนนี้ที่เขาหยกสมดุลกลับมีสัตว์ร้ายเช่นนี้ปรากฏขึ้นตั้งแต่ที่ครึ่งทางสู่ยอดเขา
หัวใจของโต้วเยวี่ยเหมยหนักอึ้งทันที
แต่ต่อหน้าทุกคนนางจะแสดงออกมาไม่ได้เด็ดขาด
กระนั้นแล้วสองมือจึงยกขึ้น กำแพงหินสูงตระหง่านแนวหนึ่งทอดตัวเชื่อมเป็นทางยาว แทบจะล้อมรอบเขาหยกสมดุลเอาไว้ทั้งลูก
กำแพงหินสูงใหญ่สกัดฝูงสัตว์ร้ายเอาไว้อย่างแน่นหนาเพื่อหาโอกาสให้กลุ่มผู้บำเพ็ญที่ตั้งตัวไม่ทันได้มีเวลารับมือ
แต่ฝูงสัตว์พวกนั้นคุ้มคลั่งแล้ว
สัตว์ร้ายรูปร่างเหมือนวัวเขาเดียวตัวหนึ่งวิ่งอย่างบ้าคลั่ง ขวิดไปที่กำแพงหินเต็มแรง เขาเดียวเขานั้นกระแทกหัก หัวมันเลือดไหลโชก แต่มันไม่สนใจ กลับใช้เขาเดียวที่หักไปแล้วกระแทกอีกครั้ง!
บ้าคลั่งถึงเพียงนั้น!
ตอนนั้นที่เขายอดพู่กันก็เป็นการปะทุอย่างบ้าคลั่งปุปปับของฝูงสัตว์ร้ายเช่นนี้ถึงได้ทำให้แนวป้องกันแตกพ่าย
วันนี้ภาพนั้นจะกลับมาฉายซ้ำอีกครั้งหรือ
“เซียนเยี่ย ข้าต้องการสัตว์เมฆามากกว่านี้เพื่อถ่วงสถานการณ์!” โต้วเยวี่ยเหมยตะโกน
เคล็ดวิชาลับสัตว์เมฆาของผู้บำเพ็ญรัฐอวิ๋นคนนั้นตอนนี้เหมาะสมเป็นที่สุด มิเช่นนั้นก็ทำได้เพียงใช้ชีวิตคนเอาลงไปถมแล้ว
สิบนิ้วของผู้บำเพ็ญลึกลับที่มีผ้าคลุมโปร่งบางปิดหน้าพริ้วระรัว เสือ เสือดาว หมี วัว…การปะทุระลอกนี้มีถึงหนึ่งร้อยตัว สัตว์เมฆาแต่ละตัวๆ วิ่งลงมาจากนภา เข้าโรมรันสังหารกับพวกสัตว์ร้าย
ทว่าสัตว์ร้ายมีจำนวนมหาศาลนัก!
การปะทะพุ่งชนที่มหาศาลและบ้าคลั่งดำเนินมาเรื่อยๆ จนตอนนี้ถึงจุดวิกฤต กำแพงหินที่ทอดตัวล้อมรอบเขาหยกสมดุลก็พังทลายลง ณ เสี้ยวขณะนี้!
สัตว์ร้ายประดุจคลื่นทะลักโหมบ้าคลั่งมาเยือนผู้บำเพ็ญรัฐอวิ๋นคนนั้นแม้จะแข็งแกร่ง แต่เห็นได้ชัดว่ายังขาดประสบการณ์ ทั้งยังเชื่อมั่นใจการป้องกันจากกำแพงหินมากเกินไป ประเมินเวลาที่มันแบกรับไหวได้ผิดไป การป้องกันที่ทำอย่างสุดกำลังเมื่อครู่นี้ ณ เสี้ยวเวลานี้กำลังไม่เพียงพอแล้ว
………………………………………………………