ตั้งแต่เหตุการณ์ที่ห้องโถงจัดงานศพ ทุกคนต่างคิดว่าท่านผู้นำตระกูลดูสงบเสงี่ยมดีขึ้นกว่าเดิม
ไม่ไปเที่ยวตามท้องถนนใช้เงินฟุ่มเฟือย ไม่ไปเที่ยวหึงหวงใครทำเรื่องให้เป็นข่าวครึกโครม
เพราะว่าตอนนี้มู่เฉียนซีกำลังอ่านตำราอยู่ในห้องตำราของตระกูลมู่เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ของดินแดนนี้ให้มากขึ้น
ในความทรงจำของเจ้าของร่างคนก่อนไม่ได้มีข้อมูลอะไรที่สำคัญ
แปลกมากที่เจ้าของร่างคนก่อนแทบไม่มีความจำเกินกว่าช่วงสามปีที่ผ่านมาเลย
ความทรงจำและความรู้ของเจ้าของร่างคนก่อนเมื่ออายุสิบสามปีเหมือนเด็กแรกเกิดก็ไม่ปาน
หลังจากนั้นก็ถูกมู่หรูอวิ๋นกับมู่หรูเหยียนสองพี่น้องที่คอยชี้แนะอยู่เคียงข้างและได้เข้าใจเรื่องราวมากมายไม่น้อย
แต่ขณะเดียวกันพวกเขายังคอยปลูกฝังมู่เฉียนซีให้มีลักษณะและนิสัยที่น่ารังเกียจ ชอบสิ่งของล้ำค่า ใช้จ่ายเงินทองอย่างสิ้นคิด อ่อนแอไม่มีความสามารถ
นางหมกมุ่นลุ่มหลงซวนหยวนหลี่เทียนจนไม่ลืมหูลืมตาและตีตัวออกห่างอาเล็กของนาง สิ่งเหล่านี้เป็นคนพวกนั้นที่ทำให้มู่เฉียนซีหลงผิด
ไม่มีใครรู้ว่ามู่เฉียนซีเมื่อสิบสามปีก่อนนั้นอยู่ที่ไหน
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่นางตามอาเล็กมาตระกูลมู่ คุณชายสามตระกูลมู่ก็บอกว่านางเป็นผู้นำตระกูลมู่
มู่เฉียนซีที่สงบเสงี่ยมทำเอาทุกคนตกใจไม่น้อย
“คุณชายสาม ผู้นำตระกูลน้อยอยู่ที่ห้องตำราตลอด” ร่างสีดำเข้ามาคุกเข่าข้างหนึ่งต่อหน้ามู่อวู่ซวง
“อืม”
“ผู้นำตระกูลดูไม่ปกติ คุณชายสาม ท่านจะไปดูหรือ ?”
ทุกวันนี้ผู้นำตระกูลดูเปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคน
เขากลัวว่าจะมีคนปลอมตัวจริง ๆ สายตาเขาไม่ดีพอ มีเพียงคุณชายสามคนเดียวที่สามารถดูออกเกี่ยวกับผู้นำตระกูล
นอกจากนี้เขายังไม่ชอบที่นางชอบก่อเรื่องไปทั่ว พลอยทำให้นายท่านมีมลทินไปด้วย แต่ถ้าหากมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับผู้นำตระกูล เขาจะมีหน้าไปพบกับนายท่านได้อย่างไร ?
“ไม่จำเป็น ไปบอกซีเอ๋อร์ว่าข้ามีบันทึกการเดินทางบนทวีปเสวียมากมาย นางสามารถมาหาข้าตลอดเวลาเมื่อนางต้องการดู” มู่อวู่ซวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ร่างดำอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเห็นใบหน้าคุณชายสามที่เรียบเฉย เขาก็ทำได้เพียงแต่พยักหน้ารับทราบ
“ขอรับ”
“อะไรนะ ? มู่เฉียนซีกำลังศึกษาตำรา พระอาทิตย์คงขึ้นทางทิศตะวันตกแล้วกระมัง” ผู้เฒ่าสามเอ่ยด้วยความประหลาดใจ
“บางทีนางคงยอมแพ้เรื่องบุรุษและทำใจได้แล้ว ก็เลยอยากแสวงหาความก้าวหน้า แต่สาวน้อยผู้นี้เป็นคนโง่เง่า เมื่อสามปีก่อนถึงแม้นางจะเคยศึกษาตำรามาเล็กน้อย แต่บางเรื่องจะสามารถเรียนรู้ได้หรือไม่ ควรจะถามนางมากกว่าว่านางรู้จักตัวอักษรรึเปล่า หรือแค่แกล้งทำไปอย่างนั้น” ผู้เฒ่ารองเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
หลานสาวที่มีค่าของเขาถูกมู่เฉียนซีทำร้ายจนพิการไปครึ่งตัว เขาเกลียดมู่เฉียนซีเข้ากระดูก
“ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ วันนี้ที่ข้าเชิญทุกท่านมาก็เพื่อจะมาปรึกษาถึงการประชุมในวันพรุ่งนี้” ผู้เฒ่าใหญ่กล่าวอย่างเย็นชา
“พรุ่งนี้พวกเราก็ตกลงตามนี้…”
…
วันรุ่งขึ้น
มีคนมารายงาน “นายหญิง ผู้อาวุโสทุกคนกำลังรอท่านที่ในห้องโถง การประชุมใกล้จะเริ่มขึ้นแล้วในไม่ช้า”
มู่เฉียนซีเอ่ยกลับ “ข้าจะตามไปทีหลัง”
ผู้ที่มารายงานแอบคิดอยู่ในใจ มู่เฉียนซีนางคงจะกลัว เพราะทุกครั้งที่มีการประชุมประจำตระกูลมู่ ท่านผู้เฒ่าทั้งหลายต่างก็มักจะตำหนิว่ากล่าวจนทำให้ผู้นำตระกูลร้องไห้ นางจึงไม่ค่อยอยากไปเข้าร่วมประชุม
“ท่านผู้นำ ท่านผู้เฒ่าต่างรอท่านอยู่” เขาย้ำเตือนอีกครั้ง
“ข้าเป็นผู้นำตระกูล ให้พวกเขารอไป พวกเขากล้าที่จะปฏิเสธหรือ ?”
ประกายเย็นวูบปรากฏในดวงตาของมู่เฉียนซี รัศมีแห่งการกดขี่ของผู้มีอำนาจแผ่กระจายทำให้คนส่งสารผู้นั้นพูดไม่ออก
“ขอรับ”
เขารีบจากไปราวกับกำลังหนีตาย ตอนนี้ผู้นำตระกูลน่ากลัวคล้ายคุณชายสามมากขึ้นเรื่อย ๆ
มู่เฉียนซีมองไปที่แสงอาทิตย์สีเหลืองทองที่สาดแสงลอดใบไม้เข้ามา เดิมทีนางคิดว่านางจะกลายมาเป็นผู้นำตระกูลอันมั่งคั่ง กินและนอนไม่มีเรื่องอะไรให้วุ่นวาย
แต่ไม่คิดว่าตัวเองคิดในแง่ดีเกินไป!
การที่ทิ้งกลุ่มผู้เฒ่าเจ้าเล่ห์ทะเยอทะยานไว้ในตระกูลมู่ทำให้เรื่องราวต่าง ๆ มันยุ่งยากมากขึ้น
ท่านพ่อมู่เฟิงอวิ๋นถือว่าเป็นอัจฉริยะ สิบเก้าปีก่อนเขาพาครอบครัวมาที่แคว้นจื่อเยี่ยโดยนำสมุนไพรวิญญาณไปแลกเป็นเงินทุนกับฮ่องเต้และเริ่มกิจการค้าขาย
ใช้เวลาแค่เพียงสามปี ในการทำให้ตระกูลมู่กลายเป็นคหบดีร่ำรวยอันดับหนึ่งของแคว้นจื่อเยี่ย
แต่หลังจากสร้างตระกูลที่มีทรัพย์สินมากมาย เขากับท่านแม่ก็อันตรธานหายไป โดยทิ้งตำแหน่งผู้นำตระกูลไว้ให้นาง
ทันทีที่ท่านพ่อของนางจากไป ท่านอาสองมู่เฟิงหลิงก็จากไป
จากคำบอกเล่าขององครักษ์เงาได้บอกว่าท่านได้ออกไปตามหาบิดาของนาง
หลังจากนั้นพี่ชายคนโตของนางที่อายุได้สิบหกปีก็จากตระกูล ตอนนั้นนางอายุได้เพียงสิบปี
ในท้ายที่สุดนางและท่านอาเล็กก็เป็นเสาหลักของตระกูลมู่ทั้งหมด
นี่มันจะเกินไปแล้ว!
ถ้าพวกเขายังอยู่ในตระกูลมู่ นางก็คงไม่จำเป็นต้องมาคอยจัดการเรื่องน่าปวดหัวพวกนี้ เป็นคุณหนูรุ่นที่สองได้อย่างสบายใจ
ว่าง ๆ ฝึกฝนวิชา คิดค้นทำยา เวลาผ่านไปอย่างมีความสุขเหมือนเจ้าหญิง
แต่ทุกวันนี้ไม่เพียงแต่ต้องมาคอยจัดการกับเหล่าคนชราเหล่านั้น แต่ยังต้องคอยดูแลตระกูล สายตาของมู่เฉียนซีเผยประกายความเย็นชา
เนื่องจากนางไม่มีความสุข ถ้าพวกเขามาหาเรื่องก็อย่าได้มาโทษว่านางหยาบคาย
ถึงแม้ผู้ก่อตั้งตระกูลมู่จะจากไปแล้วสิบเก้าปี แต่หากพวกเขาต้องการยกระดับต้องดูว่าผู้นำตระกูลอย่างนางจะยินยอมหรือไม่
“เด็กเมื่อวานซืน กล้าปล่อยให้พวกเรารอนานขนาดนี้” ผู้เฒ่าสามเอ่ยด้วยความเกรี้ยวโกรธ
“นางคิดว่านางเป็นใครถึงกล้าปล่อยให้พวกเรารอทั้งเช้า แม้ว่านางเป็นบุตรสาวของมู่เฟิงอวิ๋น แต่ถ้าไม่มีพวกเราคอยช่วยมู่เฟิงอวิ๋น ตระกูลมู่จะมีชื่อเสียงจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร ?”
“…”
เพราะมู่เฉียนซียังไม่มา พวกเขาที่รอประชุมเริ่มมีการด่าทอกัน ผู้อาวุโสทั้งเก้าแต่ละคนหน้าตาดำมืด
มีแต่ท่านผู้เฒ่าเก้าซึ่งนั่งอยู่ท้ายสุดที่นั่งจิบชาด้วยอาการสงบ
ในเวลานี้เอง เสียงเย็นชาก็ดังขึ้นมา
“เจ้านายให้พวกเจ้ารอ พวกเจ้าก็ตั้งใจรอ เพราะข้าคือผู้นำตระกูล พวกเจ้าก็เป็นแค่ข้ารับใช้ที่ตระกูลมู่เลี้ยงดูมาเท่านั้น”
ร่างสีม่วงเคลื่อนไหวผ่านไปนั่งบนเก้าอี้อันวิจิตรประจำตำแหน่งผู้นำตระกูล
กระโปรงบางพลิ้วไหวลู่ลงไปกับแสงเป็นประกายระยิบระยับ ดวงตาประดุจหงส์ ริมฝีปากแดงระเรื่อ หญิงสาวผิวขาวราวหิมะ ผมสลวยพลิ้วไหว งดงามราวกับไม่ใช่มนุษย์
ความงดงามนี้ ไม่สามารถใช้คำไหนมาบรรยายได้
ผู้เฒ่าทั้งหลายต่างก็ตกตะลึง หญิงสาวผู้นี้คือใคร ?
หรือเป็นแฝดผู้พี่ของมู่เฉียนซี!
ทุกคนต่างรู้ว่าทุกครั้งที่มู่เฉียนซีเข้ามาในห้องประชุมนางมักจะก้มหน้า โดนพวกเขาตำหนิด่าทอไม่กี่คำก็ร้องไห้
ซึ่งมันไม่เหมือนกับสตรีผู้นี้ที่แค่มาก็แทบจะเหยียบย่ำพวกเขาให้อยู่ใต้เท้า
“เจ้าเป็นใคร ?” ผู้เฒ่าสามถาม
มู่เฉียนซีแสดงสีหน้าเยาะเย้ย กล่าวน้ำเสียงเยือกเย็น “ผู้เฒ่าสามตาบอดรึอย่างไร ? แม้แต่ผู้นำตระกูลของตนเองก็ไม่รู้จัก ข้าเลี้ยงเจ้าไปจะมีประโยชน์อะไร ?”
แววตาดุดันทำให้ผู้เฒ่าสามไม่กล้าสบตานาง
ตอนนี้พวกเขาตระหนักดีแล้วว่า มู่เฉียนซีเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคนจริง ๆ ไม่ใช่เด็กสาวเมื่อก่อนที่จะสามารถกลั่นแกล้งกันได้ง่าย ๆ
ผู้เฒ่าใหญ่เพ่งพินิจพิจารณามู่เฉียนซี ระหว่างก่อนหน้าและหลัง มูเฉียนซีเปลี่ยนไปมากจริง ๆ
แต่เขาไม่กล้าสงสัยว่านางเป็นตัวปลอมเพราะคุณชายสามไม่ได้พูดอะไร
เขาแค่สงสัยว่ามู่เฉียนซีคนก่อนนั้นคือคนที่คุณชายสามให้ปลอมตัวและนางก็จงใจถูกผู้อื่นแกล้ง
นี่คือนายหญิงที่แท้จริง ท้ายที่สุดมู่เฟิงอวิ๋นก็เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์หาได้อยาก บุตรสาวที่เขาให้กำเนิดย่อมไม่ใช่คนโง่ไร้ความสามารถอย่างแน่นอน
มู่เฉียนซีก็คือมู่เฉียนซี และนางอธิบายทุกอย่างให้อาเล็กฟังไปแล้วอย่างชัดเจน
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะพบการเปลี่ยนแปลงและสงสัย แต่พวกเขาก็ไม่กล้าที่จะลงมือทำอะไร
มู่เฉียนซีหันไปมองพวกเขา
ผู้เฒ่านิ่งไปชั่วขณะ ก่อนเอ่ยขึ้น “ในเมื่อท่านผู้นำมาแล้ว การประชุมตระกูลในครั้งนี้ก็ควรเริ่มขึ้นได้แล้ว”