บทที่ 46 องค์กรนักฆ่าปริศนา
“นักฆ่า? เป็นพวกไหนกัน?”
หลี่ชงซานเอ่ยถามขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เขานึกไม่ถึงว่าจู่ ๆ จะมีคนมาลอบสังหารลูกหลานของเขาแบบนี้
“ผมถูกลอบยิงโดยนักฆ่าที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีเยี่ยม ที่แขนซ้ายของนักฆ่ามีรอยสักรูปงูเห่าอยู่ด้วย”
เมื่อได้ยินว่าอวี้ฮ่าวหรานโดนลอบยิงหลี่จิงเทียนรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก
ไอ้เวรนี่รอดตายมาได้ยังไงทั้ง ๆ ที่โดนลอบยิง?
“รอยสักรูปงูเห่า?”
ในทางกลับกันหลี่ชงซานคิดไปอีกแบบ เขารู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมากที่อวี้ฮ่าวหรานรอดมาได้อย่างปลอดภัย
อวี้ฮ่าวหรานเดินไปขอปากกากับกระดาษจากพยาบาลมา จากนั้นเขาวาดรูปรอยสักที่เขาเห็นให้หลี่ชงซานดู “รอยสักของฝั่งตรงข้ามเป็นแบบนี้”
“นี่…นี่มัน พ่อเคยเห็นรูปรอยสักนี้มาก่อน! นี่ลูกไปทำอะไรไว้ ทำไมถึงถูกองค์กรนี้ตามล่า?”
เมื่อเห็นรูปรอยรอยสักที่อวี้ฮ่าวหรานวาดขึ้นมา สีหน้าของหลี่ชงซานเปลี่ยนเป็นขาวซีดทันที
“หืม?”
อวี้ฮ่าวหรานรู้สึกประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าหลี่ชงซานจะรู้จักองค์กรนักฆ่านี้ด้วย
“ก่อนหน้านี้เมื่อหลายปีที่แล้ว เคยมีบริษัทขนาดใหญ่บริษัทหนึ่งในเมืองฮ่วยอันถูกองค์กรนักฆ่านี้ทำลายจนไม่เหลือ ทุกคนในบริษัทถูกฆ่าตายหมดตั้งแต่แม่บ้านยันผู้บริหาร องค์กรนี้เหี้ยมโหดและลึกลับเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นมีคนพยายามตามสืบว่าองค์กรนี้เป็นใครแต่ก็คว้าน้ำเหลว เบาะแสเดียวที่ได้มาก็คือรูปรอยสักนี้ ซึ่งเพื่อนของพ่อเคยเอามันมาให้พ่อดู”
หลี่ชงซานเล่าข้อมูลทั้งหมดที่เขาพอจะรู้ให้กับอวี้ฮ่าวหรานฟังด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“นี่ลูกไปทำอะไรให้คนในองค์กรนี้โกรธ?” หลี่ชงซานเอ่ยถามอีกรอบ
“ผมไม่รู้ ผมไม่เคยได้ยินหรือเคยได้ข่าวองค์กรนี้มาก่อนด้วยซ้ำ” อวี้ฮ่าวหรานตอบกลับพร้อมส่ายหัว
“เหอะ! ไม่เห็นจะน่าแปลกใจเลยพ่อ วัน ๆ มันคงเอาแต่ออกไปหาเรื่องชาวบ้านเขาไปทั่ว จนคราวนี้ไปเจอคนใหญ่คนโตเข้า มันถึงได้โดนตามล่าแบบนี้ยังไงล่ะ!”
หลี่จิงเทียนที่รอจังหวะแทรกอยู่แล้วเมื่อเห็นโอกาสเขาก็ไม่รอช้าตะโกนด่าอวี้ฮ่าวหรานทันที
“มันเป็นความผิดแกเต็ม ๆ เลยรอบนี้ หากไม่ใช่เพราะแกหลี่หรงและถวนถวนก็คงไม่เจ็บตัว! เห็นไหม เหมือนอย่างที่ฉันพูดเอาไว้ไม่มีผิด ตัวซวยอย่างแกสักวันจะทำให้คนที่อยู่รอบ ๆ ตายกันหมด!”
เมื่อเห็นว่าอวี้ฮ่าวหรานไม่ตอบโต้ หลี่จิงเทียนก็ยิ่งได้ใจ โดยเฉพาะที่คราวนี้เรื่องราวมันเกิดขึ้นแบบที่เขาเคยพูดเอาไว้ว่าอวี้ฮ่าวหรานจะทำให้หลี่หรงเจ็บตัว
“พ่อ! เร็วเข้า รีบสั่งไอ้เวรนี่ให้เลิกยุ่งกับพวกเราได้แล้ว ไม่งั้นพวกเราจะต้องซวยไปพร้อม ๆ กับมันแน่ ๆ”
แต่อวี้ฮ่าวหรานและหลี่ชงซานไม่สนใจอะไรกับคำพูดของหลี่จิงเทียนแม้แต่น้อย
อวี้ฮ่าวหรานหันไปพูดกับหลี่ชงซานต่อว่า “ไม่เป็นไร ถึงแม้ว่าตอนนี้ผมจะไม่รู้ว่าองค์กรนี้มันเป็นใครกันแน่ แต่ผมมั่นใจว่าอีกไม่นานผมจะรู้แน่นอน และเมื่อไหร่ที่ผมรู้ผมจะตามไปถล่มถึงแหล่งกบดานของมันทันที!”
หลี่ชงซานพยักหน้าด้วยความพึงพอใจเมื่อได้ยินคำพูดที่หนักแน่น และมั่นใจของอวี้ฮ่าวหรานแบบนี้
เขาอดไม่ได้ที่จะชื่นชมความเด็ดเดี่ยวของลูกเขยเขาในใจ
ลูกเขยที่เป็นลูกผู้ชายแบบนี้เขาคงหาไม่ได้ง่าย ๆ แตกต่างกันลูกชายของเขาที่ตอนนี้ยังโหวกเหวกโวยวายไร้สาระเหมือนคนปัญญาอ่อน!
ทางด้านของหลี่จิงเทียน เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจเขาเลยเขาก็ยิ่งโมโห
เขาคือลูกแท้ ๆ เขาคือผู้สืบทอดตระกูลคนต่อไป ทำไมพ่อของเขาถึงไม่สนใจคำพูดของเขาเลยแบบนี้!?
กลับกันทำไมพ่อของเขาถึงดูพึงพอใจกับไอ้คนที่เป็นสาเหตุทำให้พี่สาวของเขาตายไปแบบนี้?
แถมไอ้สารเลวนี่มันยังพูดออกมาหน้าตาเฉยว่าจะถล่มองค์กรนักฆ่าที่ฆ่าคนมาแล้วไม่รู้ตั้งกี่ศพเนี่ยนะ? แถมพ่อของเขายังดูเชื่อจนหมดใจอีก?
โลกนี้มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่?
ไม่สิ! ถ้าหากมันไปยั่วโมโหองค์กรนั่นเข้ามาก ๆ พวกนั้นมันก็ต้องตามมาแก้แค้นจริงไหม แล้วตอนนี้ตระกูลหลี่ของเขาก็ถือหางมันอยู่ ฉะนั้นไอ้พวกนักฆ่าพวกนั้นมันก็ต้องมาตามล่าเขาไปด้วยถูกต้องหรือเปล่า?
ชิบหายแล้วไง!
เมื่อคิดได้เช่นนี้หลี่จิงเทียนก็ตัวสั่นเพราะความกลัว แค่เขานึกภาพว่าชีวิตของเขากำลังจะถูกตามล่าโดยองค์กรนักฆ่าทุกวี่วันมันก็ทำให้เขาแทบเข่าอ่อน
“ไม่ได้นะ! แกจะทำแบบนั้นไม่ได้ แกรีบ ๆ ออกไปจากตระกูลของฉันซะ แกจำไม่ได้หรือไงว่าแกทำพี่สาวฉันตายไปคนแล้ว และตอนนี้หลี่หรงก็ต้องมาเจ็บตัวเพราะแกอีก ขืนแกยังอยู่ในตระกูลฉันต่อไป ตระกูลหลี่ทั้งหมดต้องตายเพราะแกแน่นอน!”
“เพียะ!!”
อวี้ฮ่าวหรานเริ่มทนไม่ไหวกับความน่ารำคาญของหลี่จิงเทียน ดังนั้นเขาจึงตบหน้าสั่งสอนไปทีหนึ่งหวังให้หยุดบ้า
“จิงเทียน แกเลิกบ้าได้แล้ว ถ้าแกไม่มีความคิดอะไรที่มันดีกว่านี้แกก็หุบปากไปซะ ฉันไม่อยากเชื่อเลยจริง ๆ ว่าฉันมีลูกที่ไร้ประโยชน์อย่างแกได้ยังไง!”
หลี่ชงซานตวาดใส่ลูกของตัวเองด้วยสีหน้าเดือดดาล เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมลูกชายของเขามันถึงทำตัวได้น่าผิดหวังขนาดนี้ มันคงจะดีมาก ๆ หากลูกชายของเขาเอาไอ้ท่าทีหยาบคายอย่างที่ทำในตอนนี้ไปทำกับพวกคนตระกูลอู๋ที่เป็นต้นเหตุทำให้ตระกูลหลี่ลำบากมาถึงทุกวันนี้
หากเป็นแบบนั้นเขาคงจะพอยืดอกได้บ้างว่าลูกชายของตัวเองมีความกล้า
แต่ตอนนี้ลูกชายของเขากลับมาตะโกนด่าโยนความผิดใส่พวกเดียวกันเอง มันทำให้เขารู้สึกผิดหวังจนอยากจะตีลูกของตัวเองให้ตาย
แต่แล้วผลพวงจากการที่ทุกคนตวาดกันเสียงดังมันก็ทำให้หลี่หรงตื่นขึ้น
หลี่หรงตื่นขึ้นมาด้วยอาการงุนงง ความทรงจำสุดท้ายของเธอมีแค่ก่อนหน้าที่รถจะชนเท่านั้น
“พี่เขย…ถวนถวนเป็นยังไงบ้าง?”
เมื่อได้ยินเสียงที่อ่อนแรงอวี้ฮ่าวหรานรีบหันมาหาหลี่หรง และพุ่งตัวมาอยู่ข้างเธอทันที
“ถวนถวนเป็นยังไงบ้าง?” หลี่หรงถามย้ำอีกครั้งด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“ถวนถวนไม่เป็นอะไร หมอบอกว่าพักไม่กี่วันทุกอย่างก็เป็นปกติแล้ว อย่าเพิ่งขยับตัวไปไหนเดี๋ยวพี่มา พี่ขอไปตามหมอมาก่อน!”
เมื่อปลอบหลี่หรงเสร็จ อวี้ฮ่าวหรานก็รีบวิ่งออกไปนอกห้องทันทีเพื่อตามหมอมา ถึงแม้ว่าเมื่อครู่หมอจะบอกว่าอาการของหลี่หรงไม่น่าเป็นห่วง แต่อวี้ฮ่าวหรานก็ยังอยากให้หมอมาตรวจดูเธออีกรอบ เขากลัวว่าการที่จู่ ๆ หลี่หรงตื่นขึ้นมาแบบนี้มันอาจมีปัญหาอื่น ๆ เกิดขึ้นตามมา
ทางด้านของหลี่ชงซาน เมื่อเห็นว่าอวี้ฮ่าวหรานออกไปตามหมอ เขาเองก็เดินตามออกไปด้วยเหมือนกัน เพื่อไปคุยกับหมอเรื่องอาการลูกสาวของตัวเอง เพราะตั้งแต่เขามาถึงเขายังไม่ได้คุยกับหมอเลยสักคน
อย่างไรก็ตามหลังจากหลี่ชงซานและอวี้ฮ่าวหรานออกไป หลี่จิงเทียนก็รีบวิ่งมาที่ข้างเตียงหลี่หรง
“ยัยตัวแสบ! เธอรู้บ้างไหมว่าทำไมเธอต้องมานอนโรงพยาบาลแบบนี้?”
“ไม่ใช่เพราะฮ่าวหรานขับรถชนงั้นเหรอพี่?” หลี่หรงถามกลับด้วยสีหน้างุนงง
“ไม่ใช่สักหน่อย!”
เมื่อเห็นว่าน้องสาวของตัวเองยังไม่รู้เรื่องหลี่จิงเทียนแสดงสีหน้าตื่นเต้นที่ตัวเองจะได้เป็นคนเผยความลับ และทำให้ หลี่หรงรู้สึกผิดหวังในตัวอวี้ฮ่าวหราน
“สาเหตุที่เธอและถวนถวนบาดเจ็บแบบนี้มันเป็นเพราะไอ้อวี้ฮ่าวหรานมันไปยั่วยุองค์กรนักฆ่าองค์กรหนึ่งต่างหาก!”
“ที่รถเกิดอุบัติเหตุมันเป็นเพราะนักฆ่าพวกนั้นไล่ล่าอวี้ฮ่าวหราน ซึ่งมันส่งผลให้เธอกับถวนถวนโดนลูกหลงไปด้วย!”
“พี่เขยถูกตามล่างั้นเหรอ?”
สีหน้าของหลี่หรงเปลี่ยนเป็นกังวลทันทีเมื่อได้ยินประโยคนี้ เธอเป็นห่วงความปลอดภัยของอวี้ฮ่าวหรานมาก ๆ
ในทางกลับกันหลี่จิงเทียนที่เห็นสีหน้าเป็นกังวลของน้องสาวตัวเอง เขาก็เข้าใจไปว่าตอนนี้น้องสาวของเขาคงจะกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของตัวเองกับถวนถวนแน่ ๆ