กลุ่มคนทั้งหมดล้วนเป็นผู้มีความสามารถสูงส่ง ถึงแม้มู่จิ่วเป็นหนึ่งคนที่ไม่ได้เรื่องที่สุดก็ไม่เป็นอุปสรรค ทางนี้ไม่ถึงครู่หนึ่งก็ถึงเขตคุนหลุนตะวันออกแล้ว
ลู่ยากดเมฆลงช้าๆ เหนือภูเขาสูงใหญ่ “อ๋าวเชินโดนโจมตีที่ไหน?”
“ทางทิศตะวันตก!” อ๋าวเชินรีบชี้ไปทางทิศตะวันตก
“บ่อน้ำสามพฤกษา?” ลู่ยาหรี่ตาลงทันที
อ๋าวเชินรีบพูด “ข้าน้อยไม่รู้ตำแหน่งชัดเจน แต่ป่าผืนนั้นมืดครึ้ม แปลกประหลาดอย่างมาก”
ลู่ยามองเขาคราหนึ่ง หมุนเมฆหันไปทิศที่เสือลายเหลืองนำทางไปบ่อน้ำสามพฤกษาก่อนหน้านี้
ทั้งคุนหลุนตะวันออกเขาสำรวจมาแล้วหน้าหลังสามรอบ มีเพียงบ่อน้ำสามพฤกษานี้ที่ยังไม่ทันได้ไป หากที่ของอ๋าวเชินไม่ใช่ที่นั่น เขาต้องสงสัยแล้วว่าคุนหลุนตะวันออกนี้ยังซ่อนมิติที่สองไว้หรือไม่
ไม่นานก็ถึงยอดเขาที่อยู่ด้านตะวันตกที่สุดของแนวทิวเขา ยอดเขาทางตะวันตกสูงกว่าทางตะวันออกเป็นปกติ ภูมิประเทศแบบนี้ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่จะอยู่ใต้แสงดวงอาทิตย์ เอื้อต่อสรรพสิ่งบนเขาในการเติบโต แต่เป็นแบบนี้แล้ว ใต้หุบเขาลึกทางตะวันตกจึงมืดทึบ เพราะหันหลังให้ดวงอาทิตย์ ด้านล่างมีเมฆหมอกลอยวน มองไม่ออกว่าลึกเท่าไหร่ ยิ่งดูไม่ชัดถึงลักษณะภูมิประเทศด้านล่าง
ลู่ยาก็เพียงหยุดอยู่ใต้ยอดเขา สร้างเขตพลังขึ้นมาโอบล้อมทุกคน จากนั้นกดหัวเมฆค่อยๆ ร่อนลงไป
ความเร็วในการร่อนลงไม่นับว่าช้า แต่กลับทำให้มู่จิ่วรู้สึกเหมือนหุบเขาลึกนี้ราวกับลึกจากโลกมนุษย์ไปถึงนรก
ทิวทัศน์ระหว่างทางเคลื่อนผ่านไปตรงหน้าราวกับกระสวยทอผ้า และไม่รู้ว่าเพราะหุบเขาลึกนี้ลึกไปหรือเพราะอะไร ตลอดทางสองเท้านางราวกับเหยียบอากาศ เลือดลมก็พลุ่งพล่านเล็กน้อย ที่จริงนางไปภูเขาสูงมาก็ไม่น้อย กลับพบเจอสถานการณ์แบบนี้น้อยมาก
“เจ้าเป็นอะไรไป?”
นางเข้าใจว่าตนเองควบคุมได้ดี กลับคิดไม่ถึงว่าถูกลู่ยาสังเกตเห็น
นางรีบพูด “ไม่มีอะไร น่าจะเป็นเพราะไม่ได้รำกระบี่มานาน รับความสูงขนาดนี้ไม่ไหว”
เมฆใต้เท้าเปลี่ยนเป็นช้าลงทันที เปลี่ยนเป็นความเร็วการเดินปกติ
มู่จิ่วส่งสายตาที่ซาบซึ้งใจให้ลู่ยา
แบบนี้ค่อยสบายหน่อย แต่ความรู้สึกนั้นกลับยังคงหลอกหลอนในใจอย่างสลัดไม่หลุด แต่มู่จิ่วเลือกไม่สนใจ นางไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น แต่ก่อนถึงแม้ตอนสู้กับปีศาจคนเดียว ทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผลนางก็ยังไม่ถอยร่น ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้คนเยอะขนาดนี้ล้วนมาเพื่อหาคำตอบ เอะอะนางก็จะขัดขวางได้อย่างไร
เมื่อลู่ยาลดความเร็วเมฆลงยังทำให้คนด้านหลังกลุ่มหนึ่งตกใจ อ๋าวเชินรู้ว่าพวกเขาปรากฏตัวที่วังมังกรในนามของคู่หมั้น ตอนนี้รู้แล้วว่าลู่ยาคือลู่ยาคนนั้น มองดูคู่นี้ที่ไม่รู้ห่างกันกี่สิบรุ่น ในใจก็เหมือนมังกรที่โจนทะยานออกไป ตกใจอยู่นานไม่อาจสงบใจได้
เขาจะลืมได้อย่างไรว่าตนกัดมู่จิ่วไม่ปล่อย ยืนกรานต้องการให้นางชดใช้ความผิดด้วยชีวิตยังไงบ้าง?
และยิ่งไม่ต้องพูดถึงสองเดือนนั้นในวังมังกร!
แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยมีความรู้สึกประเภทว่าตนเองรนหาที่ตายแบบนี้มาก่อน หากย้อนเวลากลับไปได้ ถึงแม้เขาจะเสียลูกไปสักสิบคนก็จะไม่ไปหาเรื่องที่สวรรค์เลย
อวิ๋นฉัวก็เป็นผู้สัมผัสประสบการณ์เองเช่นกัน ในความทรงจำไม่เคยได้ยินว่าลู่ยามีคู่หมั้น ตอนนี้เห็นเขาทั้งสองเป็นแบบนี้ ก็อดดีใจไม่ได้ที่วันนั้นอวิ๋นซีบอกว่านางแอบมาสำรวจที่อยู่ของเขาแล้วไม่ได้สั่งจัดการนาง
อ๋าวเจียงกลับเพียงแค่มองมู่จิ่วอย่างกังวล ไม่ได้คิดแบบพวกเขา
ไม่รู้ลงไปลึกเท่าไหร่ในเมฆหมอก ทิวทัศน์รอบด้านค่อยๆ ชัดเจน อาศัยแสงยามเย็นสุดท้ายก่อนพระอาทิตย์ลับเขา เห็นรอบเขตพลังแวดล้อมด้วยเถาโบราณซึ่งทักทอกันอย่างน่ากลัวจนเป็นป่าทึบ ต้นไม้โค้งงออย่างประหลาด ตะไคร่น้ำบนพื้นเติบโตเลียบไปตามต้นไม้และกิ่งเถา สถานที่ที่มองเห็นล้วนเป็นผืนสีเขียวเข้ม รอบด้านเงียบจนแม้แต่เสียงยุงตัวหนึ่งยังไม่ได้ยิน
หลังจากลงพื้นแล้ว ลู่ยาเก็บเขตพลัง อาฝูร้องคำรามหนึ่งครั้งก่อนแสดงท่าทางอันน่าเกรงขามของเสือ
ซ่างกวนสุ่นชักกระบี่ออกมา “ที่นี่พลังหยินมากเกินไป เกรงว่าไม่ใช่ที่มงคลอะไร”
อ๋าวเชินมองไปรอบด้าน กลับพูดขึ้นว่า “เป็นที่นี่อย่างไม่ต้องสงสัย! ข้าจำได้ว่าเป็นหุบเขาลึกแบบนี้!”
ลู่ยาขยับนิ้วทำนายก่อนพูด “ผ่านที่ราบเขาข้างหน้าไปมีบ่อน้ำอยู่แห่งหนึ่ง”
พูดจบเขาก็เดินนำทาง
ทุกคนรีบตามไป
มู่จิ่วกับอาฝูเดินอยู่ข้างซ้าย เดินไปพลาง สำรวจทิวทัศน์ระหว่างทางไปพลาง
แท้จริงแล้ว รอบด้านนอกจากต้นไม้กับเถาก็ยังเป็นต้นไม้กับเถา บนพื้นนอกจากตะไคร่น้ำก็เป็นตระไคร่น้ำ คล้อยหลังแสงสว่างค่อยๆ มืดลง ทิวทัศน์ที่ห่างไกลออกไปไม่ใช้พลังก็มองเห็นไม่ชัดแล้ว แต่ตลอดทางนี้กลับไม่พบสัตว์สักตัว ไม่เพียงไม่มีสัตว์ พูดให้ชัดเจนคือไม่มีร่องรอยปรากฏของสัตว์เลยแม้แต่น้อย
เช่นนี้ดูเหมือนจะไม่ปกติอย่างมาก ว่ากันตามเหตุผล สถานที่มืดครึ้มไม่มีแสงเหมาะกับการเติบโตของปีศาจ แม้แต่ยุงสักตัวก็ไม่มี นี่คือเหตุผลอันใด?
“โฮกกก…”
อาฝูไม่รู้พบอะไร ถึงพลันทุ่มเทกำลังพุ่งไปข้างหน้า
“อาฝู อย่าวิ่ง!”
มู่จิ่วกลัวเขาจะได้รับอันตรายจึงรีบตามไป เมื่อตามไปได้ครึ่งลี้ เห็นเพียงปลายสุดของป่าพลันปรากฏกำแพงต้นไม้…
ที่เรียกว่ากำแพงต้นไม้ เพราะเพียงมองไปทั้งหมดมีเพียงต้นไม้แห้งขวางอยู่ข้างหน้า และไม่ใช่ต้นไม้แห้งที่เรียงเป็นแถว!
“ต้นไม้สามต้น?”
ลู่ยาที่ตามหลังมามองต้นไม้ใหญ่ที่กว้างราวสองสามจั้ง ยกเท้าเดินอ้อมมันไปหยุดที่ด้านข้าง พลันพูดว่า “เสือลายเหลืองไม่ได้หลอกข้า!”
มู่จิ่วตามเขาไปจนถึงข้างต้นไม้อย่างสงสัย ทันใดนั้นก็ตกตะลึงไปเพราะทิวทัศน์เบื้องหน้า!
ตรงหน้าด้านหลังต้นไม้ใหญ่มีบ่อน้ำกว้างราวสามจั้ง และยังมีต้นไม้โบราณขนาดใหญ่แบบเดียวกันสองต้นเติบโตอยู่ตรงข้ามบ่อน้ำ นอกจากนี้แล้ว เลียบบ่อน้ำห่างราวจั้งไม่มีใบหญ้าขึ้นแม้แต่น้อย น้ำในบ่อน้ำเป็นสีดำ ผิวน้ำเรียบนิ่งไร้คลื่น ไม่มีหมอก ดูไปแล้วเหมือนแท่นฝนหมึกที่ใหม่และใหญ่มาก
“นี่คือที่ไหน?” นางถาม
เพิ่งเปิดปากเอ่ย มู่จิ่วรู้สึกว่าเลือดลมในอกเริ่มสั่นไหวน้อยๆ จึงรีบโคจรพลังปรับสมดุล ถึงได้กดลงไปได้
นางมีสภาวะแบบนี้น้อยมาก หากบอกว่าเมื่อครู่เป็นเพราะลงมาเร็วไปหน่อย เช่นนั้นตอนนี้นับเป็นเพราะอะไร?
“กลางบ่อน้ำนี้ไม่มีปีศาจ ไม่มีพลังสะท้อนออกมา ไม่รู้ว่าท่านเทพพบอะไรประหลาดหรือไม่?”
ตอนนี้พวกอวิ๋นฉัวมาถึงริมบ่อน้ำแล้ว มู่จิ่วสูดลมหายใจลึกพลางสะกดใจที่ผิดปกติ และรวบรวมสมาธิสำรวจบ่อน้ำนี้
ความสนใจทั้งหมดของลู่ยาอยู่ที่บ่อน้ำ เขาขมวดคิ้วพูด “ด้านหน้าแม้ดูแล้วไม่มีอะไรผิดปกติ แต่น้ำในบ่อเป็นสีดำกลับเป็นที่รวมวิญญาณชั้นดี หากมีคนเลือกบำเพ็ญพลังหรือผ่านด่านเคราะห์ที่นี่ต้องประหยัดแรงไปเยอะแน่”
อ๋าวเชินรีบพูด “พลังวิญญาณแข็งแกร่งที่ข้าพบวันนั้นเป็นเพราะบ่อน้ำนี?”
“ตอนนี้ยังไม่อาจพูดชัดเจน เพียงแต่พลังวิญญาณของบ่อน้ำนี้บริสุทธิ์มาก หากตอนนั้นมีคนมาบำเพ็ญพลังที่นี่พอดี และเขาบังเอิญเป็นผู้มีพลังบำเพ็ญแก่กล้า พลังวิญญาณที่เก็บไว้ในบ่อน้ำนี้ถูกกระตุ้นขึ้นมา จะต้องไม่ธรรมดาแน่”
ลู่ยาใช้มือวักน้ำขึ้นมาดู แต่เดิมน้ำในบ่อเรียบราวกับกระจก แต่เขาเพียงเข้าใกล้ก็พลันมีคลื่นที่ใหญ่แต่เชื่องช้ากระเพื่อมสูงขึ้น
……………………………………………