บทที่ 2 ตอนที่ 36
* อีธาน เอเบน *
「ใครกันหน่ะ?」
「นั่นท่านหลุยส์จากตระกูลดยุคโรซีเออร์ไม่ใช่หรอ?」
「นี้มันหมายความว่ายังไงกัน?」
「อย่างกับว่า–」
ขุนนางหลายคนเริ่มซุบซิบกัน ท่าทีของหลุยส์นั้นไม่ได้อยู่ในสิ่งที่คาดไว้ และจากมุมมองของพวกเขานั้น การกระทำของหลุยส์ตอนนี้มันก็เหมือนกับ–
—การวิพากษ์วิจารณ์ฝ่าบาทราชันศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง
การแสดงความไม่เห็นด้วยต่อราชันศักด์สิทธิ์แห่งราชอาณาจักรครูวานศักดิ์สิทธิ์อย่างเปิดเผยนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ แน่นอน มันไม่ได้หมายความว่าทางประเทศยอมให้ตัวราชันศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้ปกครองเบ็ดเสร็จอะไรแบบนั้น แต่เป็นการใช้ตัวราชันศักดิ์สิทธิ์เป็นเครื่องหมายของประเทศที่มีหลากหลายเผ่าพันธ์ุอาศัยอยู่ร่วมกันภายใต้การปกครองแบบ “ราชันศักดิ์สิทธิ์ถือเป็นที่สุด” ต่างหาก
ถึงอย่างงั้น ถ้าตัวราชันศักดิ์สิทธิ์ทำผิดพลาดละก็ เขาจะได้รับคำแนะนำจาก 6 ดยุคผู้ยิ่งใหญ่ หรือแจ้งให้ทราบลับหลังสายตาสาธารณชนเอา และราชันศักดิ์สิทธิ์จะต้องมีสติมากพอที่จะรับฟังคำแนะนำพวกนั้นด้วย
ทั้งๆอย่างงั้น มันเป็นเรื่องที่ประหลาดมากกับการขัดวิธีของราชันศักดิ์สิทธิ์ในสายตาสาธารณชนแบบนี้ – ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นกลางงานพิธีสุดพิเศษของ “ราชอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์” ด้วย
เหล่านักบวชพยายามที่จะนำองค์ประกอบอันไม่คาดคิดที่อาจส่งผลต่องานพิธีครั้งนี้ออกไป
「เหล่านักบวช รอก่อน!」
ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากตัวราชันศักดิ์สิทธิ์เองที่หยุดพวกเขาเอาไว้
「…เจ้าคือบุตรชายจากตระกูลโรซีเออร์ใช่ไหม?」
「ครับ แต่มันไม่สำคัญหรอกครับว่าผมจะมาจากตระกูลไหน! เพื่อที่จะสร้างความเท่าเทียม–」
「ไม่ เรื่องที่เจ้ามาจากตระกูลโรซีเออร์นั้นสำคัญที่สุด」
「ด้วบความเคารพขอรับ ฝ่าบาท!」
「เงียบ!」
ผู้นำตระกูลโรซีเออร์ส่งเสียงของเขาออกมาจากบริเวณผู้ชม ทว่าราชันศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ขัดเขาเอาไว้
「ละ-หลุยส์! นายทำอะไรของนายกัน!? นายพยายามจะทำลายพิธีหรือไง!?」
เด็กๆใกล้ๆกับหลุยส์เริ่มส่งเสียงเอะอะกัน
อีธานที่เป็น 6 ดยุคผู้ยิ่งใหญ๋เหมือนกันได้จับไปที่แขนของหลุยส์ ทว่าหลุยส์ที่มีร่างกายที่แข็งแรงกว่าอีธานนั้นได้สลัดหลุดออกมา
「อย่ามาแตะข้า!」
「หลุยส์…?」
อีธานตกตะลึงกับการปฏิเสธเสียงแข็งนั้น สายตาของหลุยส์เต็มเป็นด้วยความโกรธเกี้ยว
「ท่านอีวา!」มิร่ากรีดร้องออกมา
เมื่ออีธานหันไปทางมิร่า เขาก็เห็นอีวา – ที่ดูจะหมดสติไป – ในอ้อมแขนของมิร่า
(แปลก… นี้มันจะแปลกเกินไปแล้ว!)
ในวันนี้อีธานนั้นยังไม่ได้พูดคุยกับอีวาเลย แต่เขาเห็นเธออยู่หลายครั้งแล้วก่อนที่พวกเขาจะมาที่นี่ อีวาก็ดูจะปกติดีในตอนนั้น
(เธอมานาหมดงั้นหรอ? และอุปกรณ์เวทมนตร์ที่มือซ้ายนั่น…?)
อีวาพยายามที่จะพูดบางอย่างออกมา ทว่ามันเบาเกินกว่าที่มิร่าจะได้ยิน
「หลุยส์ โรซีเออร์ งั้นเจ้าก็มาเป็นคนรับหินสกิล 8 ดาวแทนสิ? ถ้าเจ้ามีความมุ่งมั้นและคุณสมบัติมากพอละก็นะ!」
เรื่องที่น่าเหลือเชื่อได้หลุดออกมาจากปากของราชันศักดิ์สิทธิ์ และเหล่าขุนนางต่างก็เริ่มส่งเสียงฮือฮากันมากกว่าเดิม
「ฝ่าบาทขอรับ! ได้โปรดหยุดเถอะขอรับ! หลุยส์ พอได้แล้ว! นี้เป็นคำสั่ง!」ผู้นำตระกูลโรซีเออร์ตระโกนออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด
「เออ, ฝ่าบาทขอรับ, มันจะไปกันใหญ่แล้วนะขอรับ」เอลมาที่ด้านข้างของราชันศักดิ์สิทธิ์
(เกิดอะไรขึ้น? หินสกิล 8 ดาวนั่นมันมีอะไรงั้นหรอ?)
อีธานพบพ่อของเขาอยู่ตรงที่นั่งของขุนนาง ทว่าเขาเอาแต่เงียบด้วยเคร่งเครียด ดูเหมือนพ่อของเขาจะไม่รู้อะไรเหมือนกัน นอกจาก—ไม่สิ ถ้าจะให้เจาะจงละก็ คงมีเพียงผู้นำตระกูลโรซีเออร์เท่านั้นที่รู้อะไรบางอย่าง
「ข้าจริงจัง เอล ตระกูลโรซีเออร์เป็นถึงตระกูลดยุค แถมยังเป็นตระกูลทายาทของราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ด้วย」
「เออ, ฝ่าบาทขอรับ, แต่สิ่งที่ส่งต่อกันมาตั้งแต่โบราณกาลคือ “จงมอบหินสกิล 8 ดาวแก่ผู้ที่ถือครอง《สีแห่งราชันศักดิ์สิทธิ์》กับ《บริสุทธิ์》” นะชอรับ」
「ถ้าเจ้ามองที่สายเลือด ตระกูลดยุคเองก็เป็นทายาทของราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน」
「เออ, นั่นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนนะขอรับ」
「เงียบ! นี้ไม่ใช่สิ่งที่ข้าพูด เป็นตระกูลโรซีเออร์ต่างหากที่พูด!」
「มะ-ไม่ใช่นะขอรับ! หลุยส์แค่เข้าใจผิดไป– หลุยส์! ขอโทษเดี๋ยวนี้!」
「—กระผมยอมรับ ถ้ากระผมสามารถควบคุมหินสกิล 8 ดาวนี้ได้ละก็ มันจะเป็นก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลง」
「หลุยส์ส์ส์ส์ส์ส์!」
หลุยส์มองตรงไปที่ราชันศักดิ์สิทธิ์ โดยที่ไม่ได้สนใจเสียงกรีดร้องของพ่อของเขาเลย
(มันไม่ปกติแล้ว หลุยส์ทำตัวแปลกไป ฝ่าบาทเองก็แปลกไปเหมือนกัน นี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?)
อีธานสังเกตเห็นดวงตาของราชันศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ได้สง่างามเหมือนกับทุกๆที—แต่เป็นดวงตาของคนที่กำลังจนมุนแล้วพบกับแสงแห่งความหวังอันเลือนลาง
คนเพียงคนเดียวที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้เลยก็คือคลูฟชราท เขาทำเพียงแค่ยืนอย่างเหมอลอยเท่านั้น แต่มันกลับดูเป็นคนปกติที่สุดซะอย่างนั้น
「ไปนำหินสกิลมา เอล!!」
「ฝ่าบาทขอรับ…」
「เอล!!」
กระต่ายนักบวชชั้นสูงเงียบไปสักพัก「…จัดเตรียมหินสกิล」เขากล่าวแบบนั้นกับนักบวชอย่างคิ้วขมวด และเขาก็ลงมาจากบันไดหินเพื่อที่จะนำมันไปด้วยตัวเอง
「โอ้ หลุยส์… เจ้าลูกโง่…」
ผู้นำตระกูลโรซีเออร์ทรุดลงไปกับพื้น เอามือทั้งสองข้างปิดหน้า
「นี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี้ย?」
「ไม่ใช่ว่าในอดีต หินสกิล 8 ดาวต้องเป็นของราชวงศ์ไม่ใช่หรอ?」
ขุนนางต่างเริ่มซุบซิบกัน ในทางกลับกันนั้น ตัวหลุยส์ผู้ที่สร้างปัญหาขึ้นกลับยืนอย่างภาคภูมิใจ
เอลกลับมาในเวลาไม่นาน พร้อมกับพานที่ห่อหุ้มด้วยผ้าสีเหลืองศักดิ์สิทธิ์
「อะไร–」อีธานพูดอะไรไม่ออก
หินสกิลนั้นใหญ่มากกว่าสองเท่าของหินสกิลที่อีธานเคยพบมา
ตามปกติ หินสกิลจะมีขนาดประมาณลูกปิงปองเท่านั้น ทว่าที่เอลนำมานั้นใหญ่ประมาณลูกบาสเลย
ยิ่งไปกว่านั้น สีของมัน — ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันเป็น “ประเภทยูนีค” เพราะมันมีสีรุ้ง อย่างไรก็ตาม มันมีจุดสีดำอยู่ตรงกลาง และเปล่งแสงสลับไปมาระหว่างสีแดง, สีฟ้า, และสีเหลืองอย่างรวดเร็ว
(…ไม่เคยเห็นหินสกิลที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนี้มาก่อนเลย)
อีธานตัวสั่น และไม่ใช่แค่เขาคนเดียว เหล่าเด็กๆขุนนางใกล้ๆเองก็หน้าซีดราวกับกระดาษเช่นกัน
หินสกิลนั้นอยู่ไกลเกินกว่าที่จะเห็นชื่อ
「หลุยส์ โรซีเออร์ มาตรงนี้」
「ครับ!」
หลุยส์เริ่มเดินออกไปด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
「หลุยส์!」
「ปล่อย」
อีธานจับไปที่แขนของเขาอีกครั้ง ทว่าอีธานก็สบัดแขนออก ไม่ใช่แค่นั้น หลุยส์ไม่แม้แต่จะหันมามองอีธานเลยด้วยซ้ำ—ราวกับว่าอีธานนั้นไม่มีความสำคัญใดๆเลย
(พวกเราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่หรอ?)
ระยะห่างระหว่างพวกเขาในขณะที่หลุยส์กำลังเดินจากไปนั้นราวกับแสดงถึงระยะห่างของสายสัมพันธ์ของพวกเขา
หลุยส์เดินออกมาจากกลุ่มแล้วเข้าไปหาราชันศักดิ์สิทธิ์ เขาได้เดินขึ้นมาบนบันได และไม่มีใครสามารถหยุดเขาได้อีกแล้ว
「…เจ้าจะบอกว่าเจ้ามีความมุ่งมั้นและคุณสมบัติสินะ?」
อีกแล้ว อีธานคิด ราชันศักดิ์สิทธิ์ใช้คำว่า “คุณสมบัติ” อีกแล้ว มันไม่จำเป็นจะต้องมีคุณสมบัตินี้ เพราะการใช้หินสกิลเป็นการบังคับเรียนรู้สกิลอยู่แล้ว แน่นอนว่ามันไม่สมเหตุสมผลที่จะมอบสกิลเวทมนตร์ให้กับคนที่มีมานาน้อย—แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเรียนสกิลไม่ได้นี่นา
「ครับ」หลุยส์ตอบกลับโดยไม่ลังเล
「งั้น ข้าก็จะขอมอบหินสกิล【???★★★★★★★★】นี้ให้แก่เจ้า」
ถึงอีธานจะได้ยินชื่อของหินสกิล แต่มันกลับไม่อยู่ในความทรงจำของเขา เหลือเพียงแค่ชื่อของมันฟังดูเป็นลางร้ายและน่าอึดอัดเท่านั้น ทุกๆคนที่อยู่ที่นี่ต่างก็มีประสบการณ์แบบเดียวกัน
หลุยส์เอื้อมมือไปหยิบหินสกิลนั้นขึ้น เขายกมันขึ้นไปบนฟ้า—เพื่อนำมันเข้าไปในร่างของเขา
และจากนั้น โลกก็ตกอยู่ในความมืดมิด