เซี๋ยต้าหลินรู้สึกเซ็งมาก เวลาอยู่ข้างนอกเขามักจะเป็นคุณชายเอาแต่ใจที่ชอบวางอำนาจบาตรใหญ่ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเหอเนี่ยนอิงแล้วนับว่ายังมีความหวาดเธออยู่บ้าง
เขาจึงทำได้เพียงยอมนั่งทานข้าวอยู่ที่นี่กับฉินจุนแต่โดยดี
เหอเนี่ยนอิงยิ้มอย่างเขินอาย “คุณฉิน ขอโทษด้วยนะคะ ลูกชายของฉันวันๆพอไม่มีเรื่องอะไรก็เอาแต่หนีไปเล่นกีฬา ขายหน้าคุณซะแล้ว ”
ฉินจุนเองไม่ได้ถือสาอะไร “ดีมากเลยนะที่ชอบเล่นกีฬา ดีต่อสุขภาพร่างกายด้วย ”
เซี๋ยต้าหลินเบะปากไม่พอใจ “พวกพี่ก็ไม่ได้แก่กันขนาดนั้น ทำไมคำพูดคำจาเหมือนกับแม่ผมเลย หัวโบราณกันจริงๆ ”
เหอเนี่ยนอิงจ้องตาแข็ง “ใครอนุญาตให้แกเรียกเขาว่าพี่น่ะ ? ไม่มีมารยาท เรียกคุณฉินเดี๋ยวนี้ ! ”
ฉินจุนหัวเราะ “ฮ่าๆ ไม่เป็นไรหรอก ”
เซี๋ยต้าหลินนับว่าเป็นเด็กที่ค่อนข้างมีนิสัยตรงไปตรงมาทีเดียว น่าสนใจจริงๆ
เมื่อเห็นท่าทีที่อ่อนโยนของฉินจุน แถมเขายังสามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ค่อนข้างดี เซี๋ยต้าหลินก็รู้สึกผิดหวังขึ้นมาเล็กน้อย
“ผมไม่ได้เล่นกีฬาสักหน่อย ฝึกกังฟูจีนต่างหากหละ พูดไปพวกคุณก็ไม่เข้าใจ ”
ฉินจุนหัวเราะอีกครั้ง “โห ? จริงหรอ ฉันก็รู้เรื่องกังฟูอยู่บ้างนิดหน่อยนะ ”
เหอเนี่ยนอิงตาเป็นประกายและไม่ได้คัดค้านอะไร เธอรู้อยู่แล้วว่าฉินจุนรู้จักกังฟู
กังฟูของท่านอาจารย์นั้นเป็นที่หนึ่งในใต้หล้า หวังจินไห่ศิษย์พี่คนที่สองของเขาหลังจากเรียนรู้ไปแค่ผิวเผิน ก็สามารถเอาชนะทหารทั้งกองทัพได้แล้ว แต่ฉินจุนฝึกอยู่กับอาจารย์ถึง10ปี และวิชากังฟูของเขาต้องเหนือกว่าหวังจินไห่แน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย
เซี๋ยต้าหลินเริ่มสนใจขึ้นมา “พี่รู้จักจริงๆหรอ ? ดี งั้นผมขอแสดงให้พี่ดูหน่อยก็แล้วกัน ”
พูดจบ เซี๋ยต้าหลินก็หยิบตะเกียบขึ้นมาจากโต๊ะ จับปลายตะเกียบไว้ในมือของเขาและกำมือเป็นกำปั้น
หลังจากนั้นก็พุ่งหมัดออกไป
อ้าชช่า !
ทันใดนั้นตะเกียบก็หักทั้งที่ยังไม่แตะโดนอะไรเลย
กระบวนท่าหักตะเกียบ !
ท่าประเภทนี้ขึ้นอยู่กับความเร็วและความแข็งแกร่งของนักชกเป็นหลัก ทำลายตะเกียบด้วยหมัดเดียวได้ เซี๋ยต้าหลินเองก็ถือว่ามีความสามารถอยู่ไม่น้อย และดูเหมือนว่าเขาก็ได้รับการฝึกฝนมาบ้างเช่นกัน
แต่ว่าเรื่องพวกนี้สำหรับฉินจุนนั้นมันเด็กน้อยเกินไปจริงๆ
“ฮ่าๆ ไม่เลวเลยนะ ”
เมื่อเห็นท่าทีที่ไม่ค่อยสนใจของฉินจุน เซี๋ยต้าหลินก็รู้สึกผิดหวังอย่างมาก ดูเหมือนว่าฉินจุนคงจะไม่เข้าใจ
หลังจากนั้นท่าทีของเขาก็กลับมาเบื่อหน่ายเหมือนตอนแรก แม่ของเขาเองก็เหนื่อยจะพูดแล้ว
“เจ้าลูกคนนี้…… “เหอเนี่ยนอิงเองก็หงุดหงิดเต็มที โอกาสดีๆแบบนี้ยังไม่รู้จักรักษาไว้ “ฝีมืออ่อนแอแค่นี้ยังกล้ามาแสดงให้คุณฉินดูอีกนะ ”
ฉินจุนไม่ได้ถือสาอะไร “ไม่เป็นไรครับ ถือว่าแข็งแรงใช้ได้ ไม่เลวเลย ”
เซี๋ยต้าหลินเบะปาก โตกว่าเขาแค่ไม่กี่ปี ทำพูดจาอย่างกับคนแก่อายุ70-80ไปได้
ขณะที่กำลังรับประทานอาหารกันอยู่นั้น จู่ๆเหอเนี่ยนอิงก็พูดขึ้นมา
“คุณนายหวัง เนื่องในโอกาสเราเจอกันเป็นครั้งแรกฉันมีของขวัญจะให้คุณ เป็นสร้อยคอที่ฉันซื้อตอนที่ไปต่างประเทศ ฉันว่ามันเหมาะกับคุณมากๆเลย ”
หวังตงเสวี่ยรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย “หา ? คงไม่ดีมั้งคะ…… ”
ฉินจุนยิ้ม “ไม่เป็นไรหรอก เธอก็เอาผักดองที่คุณน้าให้มาให้เป็นของขวัญแลกกันสิ ”
หวังตงเสวี่ย : ……
ผักดองมันสมควรให้หรือไงกันเล่า !
คนเขาให้เครื่องประดับมา จะให้เอาผักดองเป็นของขวัญตอบแทนได้ยังไง !
เหอเนี่ยนอิงหัวเราะออกมา “เอาล่ะๆพอแล้ว ฉันชอบกินผักดองที่บ้านตัวเองทำ ”
พูดจบเหอเนี่ยนอิงก็ดีดนิ้วหนึ่งครั้ง ก็มีผู้หญิงสวมชุดสีดำคนหนึ่งเดินเข้ามา
“เสี่ยวลี่ ขึ้นไปชั้นบนเปิดตู้เซฟของฉัน แล้วนำกล่องสีแดงข้างในนั้นมาให้ฉัน ”
“รับทราบค่ะประธานเหอ ”
ผู้หญิงคนนี้ดูเหมือนจะเป็นเลขาของเหอเนี่ยนอิง หลังจากพูดจบเธอก็ขึ้นเอาของที่บอกทันที
เวลาผ่านไปแล้วเกือบสิบนาที เหอเนี่ยนอิงก้มมองดูนาฬิกาข้อมือของเธอถึงสองครั้งและขมวดคิ้ว
“ทำไมเสี่ยวลี่ยังไม่กลับมาอีก ? ”
หลังจากพูดจบ ประตูก็เปิดออก ใบหน้าของเสี่ยวลี่ไม่สู้ดีเท่าไหร่ เธอยืนอยู่ที่ประตูก้มศีรษะแล้วพูดว่า
“ท่านประธานเหอ ตู้เซฟมีปัญหานิดหน่อยค่ะ มันเปิดไม่ออกแล้ว ”
เหอเนี่ยนอิงขมวดคิ้ว แม้ว่าที่นี่จะเป็นร้านอาหารเล็ก ๆ แต่เธอก็มักจะมาตรวจสอบอยู่บ่อยๆ ดังนั้นในตู้เซฟจึงมีการใส่ของบางอย่างเอาไว้บ้าง
“ฉันไปดูสักหน่อย ”
นอกจากเครื่องประดับแล้วยังมีของสำคัญบางอย่างเก็บอยู่ในนั้นด้วย เขา เหอเนี่ยนอิงไม่อยากทำมันพังไปทั้งอย่างนี้
ฉินจุนเอ่ย “ผมเองไปดูสักหน่อยดีกว่า ”
ทั้ง4คนพากันออกจากห้องอาหารไปยังชั้นบนของร้านอาหาร มีทำงานเล็กๆห้องหนึ่งด้านในเป็นสถานที่ทำงานของเหอเนี่ยนอิง ตรงมุมห้องมีตู้เซฟแข็งแรงที่เชื่อมกับเหล็กเส้นของผนังอันหนึ่ง
พวกตู้เซฟประเภทถ้าล็อกพังแล้วหละก็ ทางเดียวที่จะเปิดได้ก็คือพังมันซะ
เหอเนี่ยนอิงลองอยู่สองสามครั้ง และรหัสที่เธอใส่มันก็ถูกต้องแน่นอน แต่ทำยังไงก็เปิดไม่ออก ดูเหมือนว่าล็อกตู้เซฟนี้จะเสียจริงๆ
“ชั่งเถอะ เอาเลื่อยยนต์หรือเครื่องตัดมาเปิดเลย ”
เหอเนี่ยนอิงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องขยับมันออก
แต่ฉินจุนกลับยกมือขึ้นและบอกว่า “ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอก ”
หลังจากพูดจบฉินจุนก็นั่งลง ใช้มือข้างหนึ่งจับไปที่ตู้เซฟ และมืออีกข้างหนึ่งจับที่ขอบตู้เซฟ
เซี๋ยต้าหลินที่มองดูเหตุการณ์อยู่ก็ยิ้มเยาะออกมา
“พี่บ้าไปแล้วหรือไง ? นี่พี่จะทำอะไรกันแน่ หรือว่าพี่จะ…… ”
ยังไม่ทันที่เซี๋ยต้าหลินจะพูดจบ ฉินจุนก็ออกแรงดึง !
เสียงดังเฮ่อะ !
ทันใดนั้นตัวล็อกของตู้เซฟก็ถูกถอดออก ประตูทั้งบานถูกดึงออก และตรงมือจับก็บิดเบี้ยว
ตู้เซฟที่ล็อกแน่นหนาถูกดึงเปิดออกด้วยมือของฉินจุน !
ทั้งเหอเนี่ยนอิงและเซี๋ยต้าหลินที่ยืนอยู่ด้านข้างต่างประหลาดใจอย่างมาก
สมกับที่เป็นศิษย์พี่ พลังนี้ช่างน่าทึ่งจริงๆ !
เซี๋ยต้าหลินไม่อยากจะเชื่อ เขาก้าวไปข้างหน้าและเอามือแตะประตูเหล็กของตู้เซฟ จากนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงความร้อนที่มันมากจนต้องชักมือกลับ
ฉินจุนดึงอย่างรวดเร็วและแรงจนอุณหภูมิของประตูตู้เซฟเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และคนธรรมดาไม่มีทางมีพลังแบบนี้ได้
เซี๋ยต้าหลินตกตะลึง นี่คือมนุษย์จริงหรือเปล่า ? ตู้เซฟนี้ถึงแม้จะตัดด้วยเครื่องตัดก็จะต้องใช้เวลาถึงสองสามนาที แต่เขาดึงมันเปิดอย่างง่ายดายอย่างนั้นเหรอ ?
นึกถึงหมัดตะเกียบที่ทำต่อหน้าเขาเมื่อครู่ มันคือวิชาอนุบาลชัดๆ ! น่าขายหน้าจริงๆ !
ไม่น่าแปลกใจที่เขาไม่วิจารณ์อะไรเลย
ถ้าให้ถามว่านักศึกษาปริญญาเอกประเมินอะไรบ้างเมื่อเห็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาบวกเลขได้ ?
ไม่ใช่ว่าฉินจุนไม่เข้าใจ แต่ว่าระดับของเขานั้นมันต่ำเกินไปต่างหาก !
“พี่ฉิน พี่ต้องเป็นลูกพี่แล้ว ต่อไปผมจะเป็นลูกน้องพี่ ! ”
เซี๋ยต้าหลินทั้งชื่นชมและเทิดทูลฉินจุน
เหอเนี่ยนอิงจ้องเขม็ง “ลูกกำลังพูดเรื่องไร้สาระอะไร ลูกมีคุณสมบัติอะไรไปเรียกคุณฉินว่าลูกพี่ ? ”
ถ้านับตามรุ่น เหอเนี่ยนอิงเป็นรุ่นน้องของฉินจุน เซี๋ยต้าหลินและฉินจุนไม่ได้อยู่รุ่นเดียวกันเลย ดังนั้นจะเรียกสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้
อย่างไรก็ตามเซี๋ยต้าหลินไม่ได้สนใจในข้อนี้เลย “แม่ไม่ต้องยุ่งกับผมหรอก เราสองคนคุยกันรู้เรื่อง ผมมั่นใจ ลูกพี่คนนี้ผมเลือกแล้ว ! ”
“พี่ฉิน พี่ต้องยอมรับผมเป็นน้องชายนะ ว่างเมื่อไหร่แค่บอกเคล็ดลับมาให้ผมก็พอแล้ว ”
“ซ้อครับ เสื้อผ้าของซ้อเก่าแล้ว กลับไปผมจะให้คนส่งเสื้อผ้าใหม่ไปให้ ซ้อช่วยผมพูดสักประโยคสองประโยคสิครับ……”