ยอดคุณหมอสกุลเฉิน – ตอนที่ 137 จิตวิญญาณที่เร่าร้อน

ตอนที่137 จิตวิญญาณที่เร่าร้อน

“อ่อ จริงสิ ฉันมีเรื่องอยากจะถามนายนานแล้ว แต่สุดท้ายก็ลืมทุกครั้งเลย”

หลินชูวโม่กระโจนเข้าไปนั่งบนที่โซฟาข้างชายหนุ่ม เธอจ้องตาฉีเล่ยเขม็งพร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

“ความสัมพันธ์ระหว่างนายกับหลี่ถงซี…นายกับเธอเป็นอะไรกันแน่?”

“ก็แค่เพื่อน”

“เพื่อนแบบไหน?”

“เพื่อนที่ดีต่อกัน”

“เคยนอนด้วยกันรึยัง?”

“เอิ่ม…สงสัยความคำจำกัดความของคำว่า‘เพื่อน’ของคุณกับผมจะไม่เหมือนกันนะ”

ฉีเล่ยถึงกับสำลักเมื่อเจอคำถามข้อนี้ของหลินชูวโม่เข้าไป แต่เมื่อหญิงสาวเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่าย ก็ถึงกับคลี่ยิ้มแปลกก่อนจะถามต่อว่า

“อะไรกัน? ไม่เห็นต้องปิดบังฉันเลยนี่! นายกับเธอรู้จักกันนานแค่ไหนแล้ว? ยังไม่เคยมีอะไรกันเลยจริงๆน่ะเหรอ?”

ฉีเล่ยได้แต่ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้

“ผมกับเธอไม่ใช่เพื่อนในแบบที่คุณคิด”

แต่ทันใดนั้นหลินชูวโม่ก็พุ่งเข้าไปจู่โจมฉีเล่ยแบบไม่ทันตั้งตัว เธอกอดแขนอีกฝ่ายแน่นจนหน้าอกอวบอิ่มแนบชิดติดกับท่อนแขนของเขา ก่อนจะเงยหน้าส่งสายตาหวานให้อีกฝ่ายและเอ่ยถามต่อทันที

“สุดหล่อ แล้วระหว่างฉันกับหลี่ถงซี นายคิดว่าใครสวยกว่ากัน?”

“ก็สวยเหมือนกัน”

“ถ้าต้องเลือกคนใดคนหนึ่งเป็นภรรยา นายจะเลือกใคร?”

ฉีเล่ยแสยะยิ้มตอบอย่างชั่วร้ายไปว่า

“สงสัยคงต้องได้ลองก่อนถึงจะเลือกถูก”

หลินชูวโม่ผละร่างที่แนบชิดนั้นออกมาทันที พลางยกมือขึ้นทุบหน้าอกของฉีเล่ยไปหนึ่งที พร้อมกับพูดขึ้นด้วยสีหน้าเก้อเขินว่า

“นี่นายหมายความว่ายังไงกัน? ไม่โลภเกินไปหน่อยเหรอ? คิดจะจับปลาสองมือเลยรึไง?”

ฉีเล่ยได้แต่ยิ้มก่อนจะย้อนถามกลับไปว่า

“แล้วคุณคิดว่า เรื่องที่คุณสมมุติขึ้นมาจะเกิดขึ้นจริงไหม?”

หลินชูวโม่ส่ายหัวตอบทันที

“ไม่! ไม่มีทาง! คนอย่างนายถ้ายังไม่เลิกกับภรรยา ผู้หญิงคนไหนก็อย่าหวังได้แอ้มเลย”

ฉีเล่ยยักไหล่ตอบอย่างไม่แยแส

“ในเมื่อมันไม่มีทางเกิดขึ้นจริง แต่คุณยังเลือกที่จะถาม แสดงว่าคุณนั่นแหละที่โลภอยากได้จนฟุ้งซ่าน”

“…”

หลินชูวโม่ถึงกับต้องเม้มริมฝีปากคู่งามนั้นแน่น เธอนั่งนิ่งอยู่ชั่วขณะหนึ่งแต่แล้วจู่ๆก็เอ่ยถามขึ้นอีกว่า

“แล้วถ้าเป็นไปได้…พอมีโอกาสไหมที่นายจะเลือกฉัน?”

ฉีเล่ยลุกขึ้นจากโซฟาและเดินไปที่หน้าประตูทันที

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวก่อนก็แล้วกัน”

หลินชูวโม่ลุกขึ้นตามพร้อมกับร้องตะโกนไล่หลังไปว่า

“อันที่จริงฉันอยากจะชวนนายไปทานข้าวกลางวันด้วยกันน่ะ แต่ถ้าวันนี้มีธุระอย่างอื่นก็..ก็ไม่เป็นไร ไว้คราวหน้าก็แล้วกันนะ…”

ฉีเล่ยก้าวเดินจากออกไปพลางยกแขนโบกมือลาให้ จากนั้นจึงได้มาโบกเรียกรถแท็กซี่กลับไปยังบ้านสกุลหลี่ทันที แต่เมื่อรถขับผ่านหน้าประตูรั้วมหาวิทยาลัยแพทย์ปักกิ่ง เขาก็ขอให้คนขับหยุดรถทันที

หลังจากจ่ายค่าโดยสารเรียบร้อยแล้ว ฉีเล่ยก็ค่อยๆเดินเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัย

ลึกๆภายในใจ เขาอยากจะไปเยี่ยมเยียนกลุ่มลูกศิษย์ของตัวเอง แต่สุดท้ายก็ลังเลและเปลี่ยนใจไม่เข้าไป

ถ้าเขายังคงเข้าไปพบเจอนักศึกษาอยู่แบบนี้ ก็คงมีแต่จะสร้างปัญหาให้ลูกศิษย์ของตัวเองมากขึ้น

หลี่ถงซีมีสอนสองคาบเช้า เหลือเวลาอีก10กว่านาทีจึงจะหมดคาบ ในช่วงเวลานี้ เขาจึงได้เดินหาเธอที่อาคารสอนและนั่งรออยู่ตรงม้านั่งด้านนอก

แต่ไม่ทันไร ฉีเล่ยก็สังเกตเห็นรถสปอร์ตหรูอย่างAudi R8สีน้ำเงินขับมาจอดเทียบข้างเขาจนเกือบจะชนเข้าให้

“นายเองเหรอ?”

ชายหนุ่มภายในรถเปิดกระจกด้านข้างลง พร้อมกับปรายหางตามองฉีเล่ยอย่างเย่อหยิ่ง

“อืมม..ผมเอง”

ฉีเล่ยพยักหน้าตอบ ซึ่งชายหนุ่มที่อยู่ในรถก็ไม่ใช่ใครอื่น เขาก็คือเป่ยจ้าวหยวน ที่เคยเจอกันครั้งหนึ่งที่บ้านสกุลหลี่

ชายคนนี้ขับรถสปอร์ตหรูและสวมใส่ชุดสูท ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่มาเจอฉีเล่ย แววตาที่มองมาทางเขานั้นราวกับว่ากำลังจ้องมองขอทานคนหนึ่งอยู่ก็ไม่ปาน

หมอนี่มาทำอะไรที่นี่? ศึกษาต่อปริญญาเอกหรือยังไง?

เป่ยจ้าวหยวนหยิบช่อกุหลาบขนาดใหญ่ออกมาจากที่นั่งข้างคนขับ เขาเปิดประตูลงจากรถ พร้อมกับปรายหางตาเหลือบมองฉีเล่ยปากก็พูดสบประมาทขึ้นว่า

“นี่นายมาทำอะไรที่มหาวิทยาลัย? ไม่ใช่ว่านายกลายเป็นหมาหัวเน่าของที่นี่ไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”

เป่ยจ้าวหยวนแสยะยิ้มอย่างชอบใจพร้อมกับพูดจาเย้ยหยันฉีเล่ยต่อ

“เอาจริงๆนะ ถ้าฉันเป็นนาย ตอนนี้คงจะหาเช่าห้องรูหนูที่ไหนสักแห่งเพื่อจะได้แอบเก็บตัวอยู่ที่นั่นเงียบๆ แล้วก็นั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่คนเดียว ก่อนจะแขวนคอตายไปให้รู้แล้วรู้รอด ฉันคงไม่มีหน้ากลับมาที่นี่อีกแล้วล่ะ หรือแม้แต่บ้านของอาวุโสหลี่ก็เหมือนกัน นี่นายรู้อะไรไหม…ไอ้ตำราจับชีพจรอะไรนั่นมันก็แค่ของหลอกเด็ก คิดว่านายจะใช้สิ่งนี้อวดอ้างและหลอกคนไปทั่วได้ไปตลอดงั้นเหรอ? มันจบแล้ว สุดท้ายนายก็แค่สุนัขจรจัดไร้ค่า”

และก่อนไป ชายหนุ่มยังไม่ลืมที่จะเน้นย้ำคำพูดสุดท้ายที่คิดว่าเจ็บแสบกับฉีเล่ย

“นายยังจำคำพูดที่ฉันเคยพูดกับนายก่อนหน้านี้ได้ใช่ไหม? ของปลอมก็คือของปลอมอยู่วันยังค่ำ อาจปกปิดได้ชั่วครู่ชั่วยาม แต่สักวันก็ต้องถูกเปิดโปงจนได้ คิดจริงๆเหรอว่านายจะหลอกมหาวิทยาลัยแพทย์แห่งนี้ไปได้ตลอด อาจารย์ที่นี่ล้วนมีแต่คนเก่งๆทั้งนั้น จะตาบอดมองไม่เห็นได้ยังไงว่า นายมันก็แค่พวกต้มตุ๋นสิบแปดมงกุฏ”

ฉีเล่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับร้องถามออกไปว่า

“พูดจบรึยัง?”

“ยัง ยังมีประโยคสุดท้าย นายคิดจริงๆเหรอว่าตัวเองคู่ควรกับถงซี? คงอยากได้เธอจนตัวสั่นสินะ นี่คงถึงขั้นต้องไปเลียแข้งเลียขาหลี่ฮั่วเฉิน! ฮ่าฮ่าๆๆ…”

สิ่งที่เป่ยจ้าวหยวนคิดว่าจะได้เห็นคือ ใบหน้าอันสุดแสนจะอมทุกข์กลืนไม่เข้าคลายไม่ออกของฉีเล่ย แต่สุดท้ายกลับต้องทำให้เขาผิดหวัง เพราะฉีเล่ยยังคงนั่งยิ้มแย้มดูมีความสุขดี ก่อนจะตอบกลับไปอย่างไม่แยแสว่า

“ผมคู่ควรกับเธอหรือไม่ สุดท้ายก็มีแค่เธอเท่านั้นที่จะเป็นคนตอบได้ และอาศัยทักษะทางการแพทย์ของผม ผมไม่จำเป็นต้องเลียแข้งเลียขาใคร ผมไม่ได้เหมือนคุณที่เอาแต่คอยพึ่งพาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล ทั้งที่ความเป็นจริงตัวเองกลับไม่ได้มีดีอะไรเลย”

หลังจากที่ฉีเล่ยได้ฟังคำพูดเหน็บแนมเสียดสีของอีกฝ่าย เขาก็เข้าใจได้ในทันทีว่า ช่วงที่ผ่านมาหลังจากที่ชายหนุ่มคนนี้ออกจากบ้านสกุลหลี่ไปด้วยความโมโหนั้น เขาก็ไม่ได้นิ่งเฉยหรือดูเหมือนไม่เคลื่อนไหวอะไรเลย แต่ความจริงแล้วผู้ชายคนนี้ยังคอยแอบเฝ้าติดตามข่าวคราวของเขาอยู่ ถึงขั้นรู้ว่า ตอนนี้เขาเพิ่งถูกทางมหาวิทยาลัยไล่ออกจากการเป็นอาจารย์

ครั้งแรกที่พบกัน ฉีเล่ยก็สังเกตเห็นแล้วว่า สายตาของอีกฝ่ายที่มองมาทางหลี่ถงซีนั้นดูไม่ค่อยจะซื่อนัก แต่คิดไม่ถึงว่าหลังจากนั้นเขาจะคอยหาโอกาสตามจีบเธอแบบนี้

เป่ยจ้าวหยวนชี้ไปที่กุหลาบช่อใหญ่ในอ้อมแขนของตัวเองพร้อมกับพูดขึ้นว่า

“ฉันว่านายคงจะไม่ใช่คนโง่นัก นายเห็นช่อกุหลาบในมือของฉันใช่ไหม? หึหึ…ฉันรู้นะว่านายเองก็แอบชอบถงซีอยู่เหมือนกัน แต่โชคร้ายหน่อย…ที่ฉันเองก็ชอบเธอเหมือนกัน”

ฉีเล่ยพยักหน้าและกล่าวตอบไปว่า

“ผมไม่รู้หรอกนะครับว่า ผมชอบเธอรึเปล่า แต่ที่แน่ๆคือเธอไม่ได้ชอบคุณ”

เป่ยจ้าวหยวนโบกมือไปมาพร้อมตอบโต้กลับไปว่า

“ช่างเถอะ ช่างเถอะ ฉันแค่อยากจะบอกกับนายให้รู้เฉยๆว่า เลิกตามจีบเธอได้แล้ว เพราะถ้ายิ่งฝืนอยู่แบบนี้ ตัวนายเองก็จะยิ่งเจ็บมากนะ”

ฉีเล่ยล้อเลียนอีกฝ่ายด้วยการโบกมือไปมาเหมือนที่อีกฝ่ายทำ พร้อมตอบกลับไปว่า

“น่าเสียดาย น่าเสียดาย ผมเองก็อยากจะบอกคุณเหมือนกันว่า ต่อให้ไม่มีผมเข้าไปยุ่ง เธอก็ไม่ชอบคุณอยู่ดี”

“….”

ชายคนหนึ่งยืนถือช่อกุหลาบ ส่วนชายอีกคนหนึ่งนั่งไขว้ห้างอยู่บนม้านั่งอย่างสบายอารมณ์ สองคู่สายตาเข้าปะทะหยั่งเชิงกันอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะแสยะยิ้มเยาะกันออกมา การแข่งขันระหว่างผู้ชายทั้งสองคนได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเงียบงัน

เมื่อเสียงกริ่งหมดคาบเรียนดังกึกก้องทั่วอาคาร ทั้งสองต่างหันควับจับจ้องไปที่บันไดทางลงชั้นหนึ่งอย่างพร้อมเพรียง

นักศึกษาแห่กันออกมาจากตัวอาคาร สายตาของพวกเขาพลันสะดุดเข้ากับรถสปอร์ตคันหรูอย่างAudi R8สีน้ำเงินสวยงามที่จอดอยู่ตรงหน้า เด็กสาวบางคนถึงกับหยิบมือถือออกมาถ่ายรูปเซลฟี่กันอย่างสนุกสนาน ส่วนบรรดาหนุ่มๆก็ได้แต่จับจ้องด้วยความอิจฉาริษยาอยู่ภายในใจลึกๆ

มีผู้ชายคนไหนบ้างไม่อยากขับรถสปอร์ต? พร้อมกับมีแฟนสาวนั่งอยู่เคียงข้าง แค่จินตนาการก็มีความสุขเกินบรรยายแล้ว

เป่ยจ้าวหยวนในชุดสูทวันนี้ ช่างดูเข้ากันยิ่งกว่าอะไรดี ประกอบกับใบหน้าอันหล่อเหลาและร่างสูงสง่าของเขา ที่กำลังยืนถือช่อกุหลาบพิงรถสปอร์ตAudi R8สีน้ำเงินคู่ใจ ใครเห็นต่างก็ต้องเอ่ยปากชื่นชมเปราะ

แต่เพราะองค์ประกอบทุกอย่างมันดูสมบูรณ์แบบเกินไป จนดูเหมือนจงใจอวดร่ำอวดรวย ซึ่งตรงกันข้ามกับฉีเล่ยที่แต่งตัวง่ายๆนั่งอยู่ตรงม้านั่ง เขามาในลุคพับแขนเสื้อสูทปลดกระดุมปล่อยตัวตามสบาย ทำให้ได้กลิ่นอายของแบดบอยเล็กน้อย ทุกคนจึงเข้าใจผิดกันไปว่า เจ้าของรถคันนี้แท้จริงคือฉีเล่ย ส่วนเป่ยจ้าวหยวนนั้นน่าจะเป็นเพื่อนที่ยืนเก๊กหล่อกับรถของเขาอีกที

และเพราะแบบนี้ฉีเล่ยจึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

พูดง่ายๆก็คือ เวลานี้บรรดานักศึกษาทั้งหมดที่ออกมาจากตัวอาคารเรียน พวกเขาต่างก็พูดถึงฉีเล่ยมากกว่าเป่ยจ้าวหยวนเสียอีก

“นี่ๆ ผู้ชายคนนั้นหน้าคุ้นจัง?”

“นี่เธอลืมไปแล้วเหรอ? เขาคนนี้ไงที่มีข่าวว่ากำลังคบหากับอาจารย์หลี่อยู่! ถึงจะจำหน้าได้ไม่ถนัด แต่ชุดสูทสีน้ำเงินกับความหล่อระดับนี้มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นในมหาวิทยาลัย!”

“รู้สึกว่าเขาจะเป็นอาจารย์สาขาแพทย์แผนจีน? แต่ฉันเพิ่งได้ยินมาว่า เขาเพิ่งโดนทางมหาวิทยาลัยไล่ออกไปเมื่อสามวันก่อน?”

คำพูดวิพากษ์วิจารณ์ของเด็กนักศึกษากลุ่มนี้ แน่นอนว่าฉีเล่ยย่อมต้องได้ยิน แต่แทนที่เขาจะมีสีหน้าวิตกกังวล เขากลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาแทน

สิ่งที่คนรอบข้างเอ่ยกล่าวออกไปทั้งหมดนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี ท้ายที่สุดก็เป็นแค่ขี้ปากชาวบ้านเท่านั้น ทองคำแท้ต่อให้อยู่ในขยะมันก็ยังเป็นทองคำอยู่วันยังค่ำ การมีชีวิตโดยเดินตามเส้นทางที่ตัวเองกำหนดย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

เมื่อหลี่ถงซีเดินลงมา ทันทีที่เห็นฉีเล่ยนั่งรออยู่ เธอก็รีบวิ่งเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว

ภายในใจของหลี่ถงซีนั้นเต็มไปด้วยความสุข แต่ใบหน้ากลับเรียบเฉยไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆออกมา แต่หลังจากที่รู้ตัวว่า ตนเองกำลังแสดงอากัปกิริยาออกหน้าหน้าออกตาจนเกินไป จึงรีบชะลอฝีเท้าลงทันทีเพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด

หลี่ถงซีเดินตรงไปหาฉีเล่ยพร้อมกับเอ่ยถามขึ้นว่า

“ทำไมถึงมาที่นี่ได้ล่ะ?”

ฉีเล่ยยิ้มให้และตอบกลับไปเพียงแค่ว่า

“ผมนั่งรถผ่านมาทางนี้พอดี ก็เลยแวะเข้ามาหาคุณ จะได้กลับบ้านพร้อมกันยังไงล่ะ”

“งั้นก็กลับกันเถอะ ขึ้นรถกันเลย”

หลี่ถงซีพยักหน้าพลางเดินตรงไปยังที่จอดรถพร้อมกับกุญแจในมือ

“ถงซี!”

แต่ในเวลานั้นเอง เป่ยจ้าวหยวนก็รีบวิ่งตามเธอไปโดยถือกุหลาบช่อใหญ่ไว้ในอ้อมแขน จากนั้นเขาก็คุกเข่าลงตรงหน้าหลี่ถงซีพร้อมกับยื่นกุหลาบช่อนั้นให้ ชายหนุ่มยิ้มกว้างและพูดออกไปว่า

“ถงซี ถึงแม้ว่ากุหลาบช่อนี้จะไม่ได้สวยอะไรมากมายนัก แต่ผมก็เลือกมาจากใจ กุหลาบสีแดงสื่อถึงจิตวิญญาณที่เร่าร้อน ผมชอบคุณตั้งแต่แรกเห็นแล้วครับ”

หลี่ถงซีไม่แม้แต่จะเอื้อมมือออกไปหยิบกุหลาบช่อนั้นขึ้นมา แล้วจู่ๆสีหน้าท่าทางของเธอก็พลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันที

เป่ยจ้าวหยวนไม่อาจเข้าใจภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้ได้เลย แม้แต่คนอื่นก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมเธอถึงไม่รับช่อกุหลาบสวยตรงหน้า ยิ่งไปกว่านั้นจากสีหน้าปกติสุขของเธอ กลับแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกจนชวนขนลุก ดูไร้ซึ่งมนุษย์สัมพันธ์โดยสิ้นเชิง แน่นอนว่า ปฏิกิริยาเช่นนี้ของหลี่ถงซีมีเพียงฉีเล่ยเท่านั้นที่เข้าใจ

หลี่ถงซีขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยท่าทีไม่แยแสว่า

“คุณเป็นใคร?”

ยอดคุณหมอสกุลเฉิน

ยอดคุณหมอสกุลเฉิน

ยอดคุณหมอสกุลเฉิน
Status: Ongoing
โดย นำเรื่อง ยอดคุณหมอสกุลเฉิน มาเป็นบางส่วน บทนำ จากชายหนุ่มที่บังเอิญได้รับมรดกตกทอดของบรรพชนสกุลเฉินเพราะอุบัติเหตุ และในที่สุด จากลูกเขยที่ไร้ค่าไม่ต่างจากขยะชิ้นหนึ่ง กลับกลายมาเป็นหมอเทวดาที่มีทักษะทางการแพทย์ที่ล้ำเลิศยิ่ง ‘เถ้าแก่เฉิน! ครั้งก่อนคุณสละชีวิตเพื่อช่วยผม แต่ครั้งนี้ ผมได้สละชีวิตของตัวเอง เพื่อช่วยชีวิตของลูกสาวคุณแล้ว..’ ‘หนี้ชีวิตที่ผมติดค้างคุณ ผมได้ชดใช้คืนให้จนหมดแล้ว..’ ‘เวลานี้.. ผมเป็นอิสระแล้ว!’ เรื่องย่อ “แกมันคนไม่เอาไหน! ไอ้สวะกระจอก! ไปคุกเข่าหน้าบ้านเดี๋ยวนี้!” ท่ามกลางเสียงร้องตะโกนด่าอย่างดูถูกเหยียดหยาม ฉีเล่ยที่อยู่ในชุดเสื้อผ้าเก่าๆ ไม่สวมแม้กระทั่งรองเท้า แก้มข้างหนึ่งของเขามีรอยฝ่ามือแดงเถือกประทับอยู่ ถูกผลักกระเด็นออกจากประตูบ้านอย่างไม่ปราณี ฉีเล่ยถึงกับล้มลงอยู่หน้าประตู เขาได้แต่พยุงตัวลุกขึ้นคุกเข่ากับพื้น พร้อมกับหัวเราะออกมาด้วยความขมขื่นใจ เขาคุกเข่าอยู่เงียบๆเช่นนั้นเป็นเวลานาน และได้แต่แอบถอนหายใจ และคิดอยู่ภายในใจเงียบๆว่า “เถ้าแก่เฉินครับ! เมื่อไหร่ผมถึงจะชดใช้หนี้ชีวิตให้คุณหมดเสียที?” ……….. เมื่อแปดปีก่อน เพื่อต้องการช่วยชีวิตฉีเล่ย เถ้าแก่เฉินถึงกับต้องยอมเสียสละชีวิตของตนเอง แต่ก่อนตายนั้น เขาได้แต่หวังว่า ให้ฉีเล่ยแต่งงานกับลูกสาวของเขา.. การตัดสินใจของเฉินฉางเชิงในครั้งนั้น ได้สร้างความตระหนกตกใจให้กับภรรยา และบุตรสาวของเขาเป็นอย่างมาก และสองแม่ลูกก็คัดค้านหัวชนฝา ทั้งคู่ไม่เห็นด้วยกับความต้องการของเฉินฉางเชิงเป็นอย่างมาก ที่จะให้ชายหนุ่มซึ่งเป็นต้นเหตุให้หัวหน้าครอบครัวของพวกเธอสองแม่ลูกต้องเสียชีวิต กลายมาเป็นลูกเขยสกุลเฉินเช่นนี้ แต่ถึงอย่างนั้น เถ้าแก่เฉินก็ยังยืนกรานหนักแน่น และประกาศต่อหน้าภรรยากับลูกสาวว่า หากทั้งคู่ไม่ยอมให้ฉีเล่ยแต่งเข้าสกุลเฉิน เขาคงจะต้องตายตาไม่หลับแน่ และด้วยสาเหตุนี้ หลังจากเฉินฉางเชิงเสียชีวิตลง ฉีเล่ยจึงได้แต่งเข้าเป็นลูกเขยสกุลเฉิน และใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวนี้มานานถึงแปดปีแล้ว แต่ทุกครั้งที่สองแม่ลูกนึกถึงการตายของเฉินฉางเชิง ทั้งคู่ก็มักจะมาระบายอารมณ์ความโกรธแค้นภายในใจกับฉีเล่ยอยู่เสมอ และในคืนนี้ก็เช่นกัน ฉีเล่ยที่นั่งคุกเข่าอยู่หน้าบ้านตลอดทั้งคืน ไม่อาจทนต่อความเหนื่อยล้าของร่างกายได้อีก ร่างของเขาค่อยๆเอนลงเรื่อยๆ ก่อนจะล้มฟุบลงไปกองกับพื้น และหลับไปในสภาพเช่นนั้น จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้ เสียงฝีเท้าก็ดังออกมาจากด้านในบ้าน ฉีเล่ยถึงกับสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบลุกขึ้นมานั่งคุกเข่าตามเดิมอย่างรวดเร็ว และเมื่อประตูบ้านเปิดผางออก แม่ยายของฉีเล่ยก็ยืนจ้องมองเขาด้วยสีหน้า และแววตาเคียดแค้น ฉีเล่ยเห็นเช่นนั้น จึงได้แต่เตรียมใจที่จะรับพายุอารมณ์ของหญิงในวัยกลางคนอีกระลอก.. “ไอ้คนสารเลว นี่แกกล้าเผลอหลับงั้นเหรอ? ไอ้คนขี้ขลาด! ไอ้ฆาตกร! ฉันจะฆ่าแก!” สีหน้าของแม่ยายฉีเล่ยดูเหมือนจะแสดงความสงสารออกมาวูบหนึ่ง แต่เพียงแค่ประเดี๋ยวเดียว ก็ถูกบดบังไว้ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นแทน ความปรารถนาของเถ้าแก่เฉิน ได้ทรมานจิตใจของหญิงวัยกลางคนผู้นี้จนแทบเสียสติ และกลายเป็นคนบ้า เธอเองก็เริ่มเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้ และไม่รู้ว่า ตัวเองได้กลายเป็นคนโหดเหี้ยมแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่.. หลังจากที่ได้ฟังคำกร่นด่าด้วยความเคียดแค้นของแม่ยาย บนหน้าผาก และขมับทั้งสองข้างของฉีเเล่ย ก็ปรากฏเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมามากมาย แต่เขาก็ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่เช่นนั้นอย่างอดทน และปล่อยให้ร่างกายของตนเอง กลายเป็นที่ระบายความเคียดแค้นของหญิงวัยกลางคนผู้นี้ต่อไป “พี่เฉิน.. ทำไมพี่ถึงต้องช่วยไอ้คนสารเลวพรรณนี้ด้วย? ทำไมไม่ปล่อยให้มันตายไป? เพราะมันคนเดียว ทำให้ฉันต้องกลายเป็นหม้าย ส่วนลูกสาวของเราก็ต้องกำพร้าพ่อ! “พี่เฉิน.. พี่ปล่อยให้เราสองคนแม่ลูกมีชีวิตที่ทุกข์ทรมาน อยู่กับไอ้คนชั่วช้าทุกวันแบบนี้ได้ยังไงกัน?” แม่ยายของเขาทรุดลงไปกองกับพื้น พร้อมกับร้องไห้คร่ำครวญออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างทีุ่สุด! ฉีเล่ยได้แต่อดกลั้นต่อความทุกข์ใจ และทุกข์กายไว้เงียบๆเพียงลำพัง ความโกรธแค้นภายในใจที่เกิดจากการถูกข่มเหงด่าทอ กลับถูกความรู้สึกผิดภายในใจสะกดไว้แทน “แม่คะ กลับเข้าไปในบ้านเถิดนะคะ!” ฉีเล่ยแทบไม่ต้องลืมตามอง เพราะเพียงแค่ได้ยินเสียง เขาก็รู้ได้ทันทีว่า เจ้าของเสียงนุ่มนวลนี้ก็คือเฉินอวี้หลัว ภรรยาของเขานั่นเอง เฉินอวี้หลัวเดินเข้าไปช่วยพยุงแม่ยายของเขาให้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะพาเดินกลับเข้าไปในบ้าน แต่หลังจากเดินไปได้เพียงแค่สองสามก้าว เธอก็หันมาบอกกับฉีเล่ยว่า “นายเองก็ควรจะไปพักผ่อนได้แล้ว!” หลังจากที่บรรยากาศรอบตัวสงบนิ่งลงแล้ว ฉีเล่ยที่เวลานี้มีบาดแผลอยู่เต็มร่างกาย ก็ได้แต่ลุกขึ้นยืน และเดินตามเข้าไปในบ้าน เขาปิดประตูบ้านลงอย่างช้าๆ ก่อนจะเดินไปที่แคร่ไม้ซึ่งตั้งอยู่ตรงระเบียงบ้าน แล้วทรุดกายลงนอน พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์ที่กำลังทอแสงนวลอยู่บนท้องฟ้า …… จนกระทั่งเวลาหกโมงครึ่งของเช้าวันใหม่ ฉีเล่ยจึงรีบลืมตาตื่นขึ้น เพื่อลุกขึ้นมาทำงานที่คั่งค้างของเมื่อวาน รวมทั้งงานที่ต้องทำในวันนี้ด้วย เขาลุกขึ้นมาจัดเตรียมอาหารเช้าไว้ให้กับเฉินอวี้หลัว และแม่ของเธอ จากนั้นจึงกลับไปนั่งหลบที่มุมระเบียง เพื่อรอให้สองแม่ลูกรับประทานอาหารเช้าเสร็จ เขาก็จะได้เข้าไปเก็บโต๊ะ และจัดการล้างถ้วยล้างชามให้เรียบร้อย ในระหว่างที่นั่งหลบมุมอยู่ข้างระเบียงนั้น ในมือของฉีเล่ยก็ถือชามข้าวถ้วยหนึ่งไว้เหมือนเช่นทุกๆวัน แม้สถานการณ์ต่างๆ ดูเหมือนจะสงบนิ่งลงบ้างแล้ว แต่บรรยากาศภายในบ้านกลับอึมครึม และดูเหมือนจะตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม ราวกับภูเขาไฟที่สามารถระเบิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เมื่อครั้งที่เขาและเฉินอวี้หลัวแต่งงานกันใหม่ๆนั้น ฉีเล่ยได้เคยพยายามที่จะปรับเปลี่ยนบรรยากาศตึงเครียดแบบนี้ให้ดีขึ้น แต่เขาก็ไม่เคยทำสำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว หลังจากนั้นมา เขาก็ได้แต่อดทนต่อความทุกข์กายทุกข์ใจที่ได้รับอย่างเงียบๆ ในระหว่างที่เฉินอวี้หลัวจะออกไปทำงานนั้น เธอก็สังเกตเห็นฉีเล่ยที่นั่งแอบอยู่มุมหนึ่งของระเบียงบ้าน และดูเหมือนจะมีบาดแผลอยู่เต็มตัว แววตาของหญิงสาวปรากฏร่องรอยของความสงสารขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่แล้วจู่ๆ ความสงสารพลันเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น เธอกัดฟันแน่น ก่อนจะเดินออกจากบ้านไปอย่างไม่ใยดีต่อฉีเล่ย หลังจากรับประทานอาหารเช้า และจัดการเก็บโต๊ะจนเรียบร้อยแล้ว ฉีเล่ยก็หยิบถุงปุ๋ยคู่กายไปหนึ่งอัน และเริ่มเดินไปตามท้องถนนเพื่อเก็บขยะที่สามารถขายเป็นเงินได้กลับมา ใบหน้าของเขานั้นเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ฉีเล่ยคุ้นเคยกับสีหน้า และแววตาของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา บางคนก็มองเขาด้วยแววตาเห็นอกเห็นใจ แต่ส่วนใหญ่มักจะมองเขาด้วยแววตาเยาะเย้ยถากถาง และบางส่วนก็มองเขาด้วแววตาเฉยเมย ใครจะไปคิดเล่าว่า ชายหนุ่มที่เคยร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง กลับจะต้องกลายมาเป็นคนเก็บขยะไปวันๆแบบนี้? แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เฉินอวี้หลัว และแม่ของเธอ สั่งให้ฉีเล่ยทำมาตลอดระยะเวลาแปดปี! ฉีเล่ยเดินก้มๆเงยๆเก็บขวดตามถังขยะบ้าง ตามท้องถนนที่ผู้คนต่างพากันโยนให้เขาบ้าง แต่แล้วจู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงที่คุ้นหูร้องตะโกนเสียงดัง “ขโมย! ช่วยจับขโมยด้วย!” ฉีเล่ยรีบเงยหน้าขึ้นมองทันที และพบว่าเฉินอวี้หลัวกำลังวิ่งตามเด็กหนุ่มคนหนึ่งมา เขาโยนสิ่งของที่อยู่ในมือทิ้งทันที และรีบวิ่งตามโจรผู้นั้นไปอย่างรวดเร็ว

Comment

Options

not work with dark mode
Reset