ยอดคุณหมอสกุลเฉิน – ตอนที่ 37 คลื่นถาโถม (4)

ตอนที่ 37 คลื่นถาโถม (4)

 

ทันทีที่เห็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งน้องเขยของตนเองล้มลงไปกับพื้นแบบนั้น หลู่ฉีเว่ยก็ถึงกับโมโหเขาร้องตะโกนข่มขู่ใส่หน้าฉีเล่ยเสียงดัง

“ที่นี่เป็นสถานที่ราชการ แกกล้าเข้ามาทําร้ายเจ้าหน้าที่แบบนี้แกต้องได้รับการลงโทษอย่างสาสมแน่!”

ฉีเล่ยเองก็ร้องตะโกนตอบกลับไปด้วยความโมโหเช่นกัน “แล้วเจ้าหน้าที่ราชการมีสิทธิ์อะไร ถึงได้ใช้กระบองทําร้ายประชาชนมือเปล่าได้?”

ฉีเล่ยซึ่งขุ่นเคืองใจเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนนี้ ตั้งแต่บีบบังคับให้เขาต้องลงทะเบียนอยู่ที่ประตูทางเข้าแล้ว เขาจึงตอบโต้กลับไปอย่างไม่ปราณี

 

“หึ! ยังจะกล้าพูดอีกเหรอ? แกปลอมแปลงเอกสาร แอบอ้างเป็นแพทย์พิเศษแถมยังทําร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่แบบนี้ วันนี้แกไม่รอดคุกแน่!”หลู่ฉีเว่ยตะคอกใส่หน้าฉีเล่ยด้วยความโมโหอย่างมาก

ฉีเลยได้แต่คิดในใจด้วยความเดือดดาลอย่างที่สุดแพทย์พิเศษมันจะวิเศษวิโสอะไรนักเชียว! นึกว่าฉันอยากจะเป็นมากนักหรือยังไง?

ฉีเลยลุกขึ้นเดินไปหยิบจดหมายที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมากาง พร้อมกับชี้ให้หลู่ฉีเว่ยดู “คุณบอกว่าจดหมายฉบับนี้เป็นของปลอมใช่มั้ย?”

 

“ใช่! ฉันพูดเอง แล้วแกจะทําไม?”

แต่ยังไม่ทันที่หลู่ฉีเว่ยจะพูดจบประโยคดีด้วยซ้ํา เขาก็ได้ยินเสียงฉีกกระดาษดังขึ้น และเวลานี้ ฉีเล่ยก็ได้ฉีกจดหมายฉบับนั้นออกเป็นชิ้นเล็กลิ้นน้อยก่อนจะโยนเศษกระดาษทั้งหมดลงกับพื้นพร้อมกับร้องตวาดใส่หน้าหลู่ฉีเว่ย

 

“งั้นก็ดี! คุณจําคําพูดของคุณไว้ให้ดีล่ะผมหวังว่าคุณจะหาคําอธิบายที่มีเหตุผลไปตอบคณะกรรมการประจํามณฑลได้เ”

หลังจากได้ฟังคําพูดที่เต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจของฉีเล่ยหมู่ฉีเว่ยก็ถึงกับใจเสียขึ้นมาทันทีและอดที่จะหวาดระแวงไม่ได้

“หรือจดหมายฉบับนั้นจะเป็นของจริง?

“ไม่! เป็นไปไม่ได้! ยังไงก็เป็นไปไม่ได้! คุณเกาโทรถามผู้อํานวยการจางที่สํานักงานประจํามณฑลแล้วนี่ไม่น่ามีอะไรผิดพลาด!”

ไอ้บ้านี่คงจะหลอกให้ฉันกลัวแน่ๆ!?

เมื่อคิดได้เช่นนั้น หมู่ฉีเว่ยจึงรีบหันไปสั่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เหลืออีกสามคนทันที

“ยังจะยืนนิ่งกันอยู่ทําไมอีก? รีบๆไปจับตัวเขาไปส่งตํารวจได้แล้ว!”

 

ปกติแล้ว เครื่องแบบของพวกเขา มักจะสร้างความหวาดกลัวให้กับคนธรรมดาทั่วไปได้ไม่น้อย แต่กับฉีเล่ยเวลานี้ พวกเขากลับกล้าๆกลัวๆเพราะรู้ว่าชายหนุ่มสามารถหักแขนหักขาตนเองได้ด้วยการขยับตัวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“แกระวังตัวให้ดีเถอะ! แกกล้าทําให้ฉันอยู่ในสภาพนี้อย่าหวังว่าจะออกไปจากที่นี่ได้ง่ายๆ!”

 

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนเดิมร้องตะโกนข่มขู่ฉีเลยแม้ภายในใจจะหวาดกลัวไม่น้อยก็ตาม แต่เพื่อกู้หน้าตนเองเขาได้ใช้วิทยุสื่อสารเรียกพนักงานรักษาความปลอดภัยมาเพิ่ม

และเพียงแค่เวลาสั้นๆ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีกหลายสิบนายก็วิ่งกรูกันเข้ามาในห้อง และหนึ่งในนั้นก็ถึงกับร้องตะโกนออกมาด้วยความโมโห

“แกกล้าทําถึงขนาดนี้เชียวเหรอ? อย่าคิดว่าจะได้กลับออกไปอีกเลย!”

ในเวลานั้นเอง เกาว่านฮุยที่ยืนใจเต้นแรงจนหัวใจแทบหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ก็ได้แต่แอบคิดอยู่ในใจว่า

 

“พระเจ้า! นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน?”

 

หลังจากที่ได้เห็นความแข็งแรงของฉีเล่ยเมื่อครู่ เกาว่านฮุยจึงได้หันไปร้องตะโกนสั่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งหมดทันที

 

“เร็วเข้า! เข้าทั้งหมดนั่นล่ะ! ล้อมจับเขาไว้ให้ได้ อย่าให้หนีไปได้เชียวอีกไม่นานตํารวจก็คงจะมาถึงแล้วล่ะ!”

ดูเหมือนฉีเล่ยจะไม่ยอมออกไปจากที่นี่แน่ เขาลากเก้าอี้ที่วางอยู่ใกล้ตัวเข้ามานั่ง พร้อมกับพูดขึ้นว่า

“ถ้าไม่เชื่อ พวกคุณก็โทรไปสอบถามผู้อํานวยการจ้าว ที่โรงพยาบาลทหารเดี๋ยวนี้ได้เลย แล้วถ้าไม่มีคําอธิบายที่เหมาะสม ผมจะไม่ออกไปจากที่นี่เด็ดขาด!”

 

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่เข้ามาดูเหตุการณ์ ถึงกับอดรนทนไม่ได้จนต้องตวาดเล่ยกลับไปว่า “นี่แกคิดว่าแกเป็นใคร ถึงได้อ้างผู้อํานวยการจ้าว?ช่างวอนคุกวอนตารางจริงๆ”

ทางด้านเกาว่านฮุยนั้น ได้แต่ยืนมองฉีเลยที่นั่งนิ่งอย่างสง่างามอยู่ด้านใน โดยไม่มีทีท่าหวาดกลัว หรือบ่งบอกว่าอยากจะหนีไปจากที่นี่เลยแม้แต่น้อย

เขาเคยพบเจอมิจฉาชีพมาก็มาก แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เคยพบเห็นมิจฉาชีพที่ถูกจับได้ กลับมีสีหน้าท่าทางที่สงบนิ่ง ไม่กระโตกกระตากหรือแสดงท่าที่หวาดหวั่นออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย เพราะเท่าที่เขาพบเห็นมาปานนี้คงจะต้องรีบวิ่งหนีหางจุกตูดไปแล้ว!

 

เวลานี้ เกาว่านฮุยได้แต่นึกดีใจที่ยังไม่เกิดเหตุการณ์เลวร้ายมากไปกว่านี้ นอกจากมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้รับบาดเจ็บนายหนึ่งเท่านั้น ไม่อย่างนั้นแล้วสถานการณ์คงจะเลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่มาก

 

แม้จะยังรู้สึกหวาดกลัวฉีเล่ยอยู่บ้าง แต่เกาว่านฮุยก็ได้ร้องตะโกนสั่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีกครั้ง

“เร็วเข้า! เข้าไปล้อมจับเขาไว้ให้ได้!”

สถานีตํารวจอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากนัก และหลังจากได้รับแจ้งผู้กํากับตั้งผนก็รีบเดินทางมาที่กรมอนามัยด้วยตัวเองทันที เมื่อขึ้นบันไดมาก็พบคนยืนอออยู่เต็มทางเดินไปหมด และแต่ละคนก็มีสีหน้าท่าทางโมโหไม่น้อย

ผู้กํากับตั้งผนเดินแหวกฝูงชนเข้าไป ปากก็ร้องตะโกนว่า “หลีกทางหน่อยครับ! หลีกทางให้เจ้าหน้าที่ตํารวจเข้าไปหน่อย!”

ผู้คนที่พากันมุงอยู่เต็มทางเดินนั้น ต่างก็พากันแยกเป็นสองฝั่งเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ตํารวจได้สามารถเดินเข้าไปได้อย่างสะดวก

“หมอนี่มันไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากที่ไหนกัน ถึงได้กล้าเข้ามาก่อเรื่องในนี้ได้?”

ตั้งผนล้วงกุญแจมือออกมาจากเอว พร้อมกับเดินเข้าไปในห้องด้วยสีหน้าท่าทางดุดัน ปากก็พึมพําออกมาด้วยความสงสัย

เขาเคยพบเห็นมิจฉาชีพที่อ้างตัวเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาไม่น้อยแต่ละคนล้วนเป็นชายชรามีหนวดเคราขาวโพลน และด้วยเหตุผลข้อนี้ตั้งผนจึงคิดว่าไม่มีความจําเป็นที่จะต้องใช้กระบอง

แต่เมื่อเดินเข้าไปในห้อง ภาพของชายฉกรรจ์ร่างกายกํายําที่กําลังนอนร้องคร่ําครวญอยู่กับพื้นด้วยความเจ็บปวด และชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างสง่างามนั้น กลับทําให้เขาตกอกตกใจไม่น้อย

ผู้กํากับตั้งผนจึงรีบคว้ากระบองมาจากมือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยนายหนึ่ง ปากก็ร้องตะโกนออกไปว่า

 

“นี่คือเจ้าหน้าที่ตํารวจ คุณถูกจับกุมตัวแล้ว ลุกขึ้นเอามือประสานไว้ที่หลังคอแล้วนั่งยองๆลงกับพื้นเดี๋ยวนี้!”

ผู้กํากับทั้งผินก็ไม่ต่างจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก่อนหน้านี้ที่มาถึงก็ใช้กระบองชี้หน้าชายหนุ่ม และกล่าวหาฉีเล่ยเป็นอาชญากรในทันที ในขณะเดียวกันกระบองในมือของตั้งผน ก็ฟาดลงใส่ร่างของเล่ยโดยไม่ทันได้สอบถามอะไรเช่นกัน..

 

ฉีเลยเห็นกระบองที่ฟาดลงมาใสร่างตน จึงได้เงื้อมือขึ้นจับไว้ทัน

ผู้กํากับตั้งผนถึงกับร้องตะโกนออกมาด้วยความโมโห “นี่แกกล้าขัดขืนการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตํารวจเชียวเหรอ? ไม่กลัวกฎหมายบ้างหรือยังไง?”

ระหว่างที่พูดนั้น เท้าของหนึ่งของผู้กํากับทั้งผืนก็ได้ถีบเข้าที่ท้องน้อยของฉีเลย พร้อมกับแอบคิดอยู่ในใจว่า

 

ไอ้โจรชั่ว! วันนี้ฉันจะซัดแกให้น่วมเลยคอยดูแกรู้จักฉันน้อยไปซะแล้ว!”

 

นี่เลยหมุนตัวหลบเล็กน้อย ก่อนจะยกเท้าเตะเข้าที่สีข้างของผู้กํากับตั้งผืนทันทีเช่นกัน!

 

“พระเจ้า!”

เสียงร้องอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นพร้อมกัน แล้วจู่ๆผู้กํากับตั้งผินก็รู้สึกร่างกายชาไปครึ่งท่อนทันที แล้วร่างของเขาก็ลอยละลิวไปกลางอากาศก่อนจะร่วงลงกระแทกกับพื้นอย่างแรง..

“ไอ้สารเลว! นี่แกกล้าทําร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตํารวจเชียว

เหรอ?”

 

ผู้กํากับตั้งผนร้องคํารามออกมาด้วยความโมโหก่อนจะหันไปตวาดใส่คนที่ยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่

 

“แล้วพวกคุณมายืนมุงดูอะไรกัน?”

 

“ผมรู้สึกประทับใจในตัวคุณมากจริงๆคุณตํารวจ!”

 

ฉีเล่ยเอ่ยชมด้วยน้ําเสียงเย็นชา ก่อนจะพูดต่อว่า “เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่เตือน หมวกบางใบเมื่อสวมไปแล้ว คิดจะถอดออกกลับถอดยากหรือบางที่อาจไม่สามารถถอดออกได้อีกเลยก็เป็นได้”

เวลานี้ ผู้กํากับทั้งผืนได้แต่นึกเสียใจที่ไม่ได้นําเจ้าหน้าที่ตํารวจมาด้วยคงจะดีไม่น้อย หากเขาสามารถจับตัวผู้ชายคนนี้ไปสอบสวนที่สถานที่ตํารวจได้

แต่ผู้ชายคนนี้กลับร้ายกาจกว่าที่เขาคิดไว้มาก!

 

แต่ในเมื่อตั้งผืนได้ขึ้นมาเป็นถึงผู้กํากับ แน่นอนว่าเขาต้องมีความสามารถและเฉลียวฉลาดพอควร เวลานี้ในใจก็ได้แต่คิดว่าเพราะเหตุใดชายหนุ่มตรงหน้าเวลานี้ ถึงได้ต้องหลอกคนอื่นๆว่าตนเองเป็นแพทย์พิเศษด้วย?

นั่นเพราะการเที่ยวปลอมตัวเป็นหมอเก่งๆ ไปหลอกลวงเงินทองจากคนร่ําคนรวยน่าจะง่ายกว่าการแอบอ้างเป็นแพทย์พิเศษของกรมอนามัยแบบนี้

 

แต่อีกใจหนึ่งก็แอบคิดว่า หากชายหนุ่มคนนี้เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจริงการได้เป็นแพทย์พิเศษง่ายดายถึงเพียงนี้เชียวหรือถึงได้เป็นกันตั้งแต่ยังหนุ่มยังแน่น? แพทย์พิเศษไม่จําเป็นต้องเป็นหมอที่ผ่านประสบการณ์และทักษะทางการแพทย์ที่ช่ําชองอย่างนั้นหรือ?

 

จ้าวเฉียน อายุ23ปี พนักงานกินเงินเดือนธรรมดารายได้เดือนละแค่5,000หยวน ทุกคนในบริษัทต่างดูถูกดูแคลนเขา เพราะเจ้านี้ขี้เหนียวเหลือเกินแม้แต่แฟนเก่ายังทนเขาไม่ไหว และหันมาแอบคบชู้กับผู้จัดการของเขาแทนจนเวลาผ่านไปเขาเพิ่งมารู้ความจริง

 

อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ชวนน่าตกตะลึงกว่าคือตัวตนที่ที่แท้จริงของเขาคือทายาทมหาเศรษฐีบุตรชายของจ้าวฟูบุคคลที่ร่ํารวยที่สุดในโลกแต่เมื่อห้าปีก่อน หลังจากที่ฉลองปาร์ตี้ที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เขาก็ขับรถกลับทั้งๆที่อยู่ในอาการเมา จนแล้วจนรอดบังเอิญไปเฉียวชนเข้ากับสาวน้อยคนหนึ่งจนเธอได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้เนื่องจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ขาดสติหนัก เกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้น ตะโกนโหวกเหวกโวยวายสร้างปัญหาไปทั่วสถานีตํารวจ ระหว่างนั้นเอง ก็มีมือดีแอบถ่ายคลิปเก็บไว้ได้ทัน พร้อมอัปโหลดลงโซเชียลออนไลน์ ทําให้เกิดเป็นประเด็นข้อถกเถียงกันยกใหญ่ของผู้คนในเวลานั้น ซึ่งเรื่องนี้ก็กระทบไปถึงชื่อเสียงของตระกูล จ้าวสู่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้อํานาจเงินตราเพื่อไล่ลบคลิปวีดีโอเหล่านี้จนหมด ไม่ให้สืบสาวไปถึงตัวลูกชายของเขา คนเป็นพ่อใช้ไม้แข็งตัดขาดจ้าวเฉียนขับไล่ออกจากตระกูลจ้าวและให้จ้าวเฉียนหาเงินมาชดใช้ค่ารักษาสาวน้อยคนนั้นเป็นจํานวน 200,000 หยวนเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจนี้ถึงจะกลับเข้ามาในตระกูลได้อีกครั้ง

 

ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา จ้าวเฉียนจําต้องทนกับความอัปยศนานาชนิด ทั้งยังต้องใช้ชีวิตอย่างประหยัดจน ในที่สุดเขาก็จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลจนครบตามที่กําหนดไว้ เขาได้ทุกอย่างคืนกลับมาอีกครั้ง และสิ่งแรกที่เขาต้องการคือการแก้แค้นพวกที่เคยดูถูกเขา!

 

เรื่อง : ลูกเขยยอดนักฆ่า

เขาคือนักฆ่าอันดับหนึ่งในโลกของวงการทหารรับจ้างฉายาของเขาคือ “นักฆ่าอาซูร่า”

 

ศัตรูได้ยินเพียงแค่ชื่อของเขา ก็ถึงกับหวาดกลัวจนหัวหด!!

เขามีทักษะทางด้านการแพทย์ที่น่าอัศจรรย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชา“เก้าเข็มเปิดนภา” ทักษะทางการแพทย์ที่ล้ําเลิศอย่างไร้ที่ติของเขานี้ ได้ช่วยชีวิตของผู้คนในสนามต่อสู้ไว้ได้มากมายอย่างนักไม่ถ้วน

และด้วยความบังเอิญ เขาได้กลายมาเป็นลูกเขยของตระกูลที่มั่งคั่งตระกูลหนึ่ง

หลายคนอาจคิดว่าการเป็นลูกเขยในตระกูลที่ร่ํารวยมั่งคั่งเช่นนี้ คงจะต้องทนอยู่อย่างอัปยศอดสูและถูกเหยียดหยามสินะ?

แต่มิใช่หลินหนาน!! เขาคือลูกเขยที่พ่อตารักยิ่งและกลายเป็นลูกเขยผู้ยิ่งใหญ่ของเมืองนี้!

 

เรื่อง : จักรพรรดิ์เทพมังกร

 

ความเป็นอมตะของหลิงหยุนได้มลายหายไป.. ทําให้เขาตกลงมาสู่โลกมนุษย์ในยุคที่เต็มไปด้วยความเสื่อมทรามอย่างที่สุด

จากนั้น.. หลิงหยุนจะค่อยๆ บ่มเพาะพลังในตัวเองทีละขั้นที่ละขั้นและไต่ลําดับขึ้นไปต่อกรกับสวรรค์ได้อย่างไร..

 

ยอดคุณหมอสกุลเฉิน

ยอดคุณหมอสกุลเฉิน

ยอดคุณหมอสกุลเฉิน
Status: Ongoing
โดย นำเรื่อง ยอดคุณหมอสกุลเฉิน มาเป็นบางส่วน บทนำ จากชายหนุ่มที่บังเอิญได้รับมรดกตกทอดของบรรพชนสกุลเฉินเพราะอุบัติเหตุ และในที่สุด จากลูกเขยที่ไร้ค่าไม่ต่างจากขยะชิ้นหนึ่ง กลับกลายมาเป็นหมอเทวดาที่มีทักษะทางการแพทย์ที่ล้ำเลิศยิ่ง ‘เถ้าแก่เฉิน! ครั้งก่อนคุณสละชีวิตเพื่อช่วยผม แต่ครั้งนี้ ผมได้สละชีวิตของตัวเอง เพื่อช่วยชีวิตของลูกสาวคุณแล้ว..’ ‘หนี้ชีวิตที่ผมติดค้างคุณ ผมได้ชดใช้คืนให้จนหมดแล้ว..’ ‘เวลานี้.. ผมเป็นอิสระแล้ว!’ เรื่องย่อ “แกมันคนไม่เอาไหน! ไอ้สวะกระจอก! ไปคุกเข่าหน้าบ้านเดี๋ยวนี้!” ท่ามกลางเสียงร้องตะโกนด่าอย่างดูถูกเหยียดหยาม ฉีเล่ยที่อยู่ในชุดเสื้อผ้าเก่าๆ ไม่สวมแม้กระทั่งรองเท้า แก้มข้างหนึ่งของเขามีรอยฝ่ามือแดงเถือกประทับอยู่ ถูกผลักกระเด็นออกจากประตูบ้านอย่างไม่ปราณี ฉีเล่ยถึงกับล้มลงอยู่หน้าประตู เขาได้แต่พยุงตัวลุกขึ้นคุกเข่ากับพื้น พร้อมกับหัวเราะออกมาด้วยความขมขื่นใจ เขาคุกเข่าอยู่เงียบๆเช่นนั้นเป็นเวลานาน และได้แต่แอบถอนหายใจ และคิดอยู่ภายในใจเงียบๆว่า “เถ้าแก่เฉินครับ! เมื่อไหร่ผมถึงจะชดใช้หนี้ชีวิตให้คุณหมดเสียที?” ……….. เมื่อแปดปีก่อน เพื่อต้องการช่วยชีวิตฉีเล่ย เถ้าแก่เฉินถึงกับต้องยอมเสียสละชีวิตของตนเอง แต่ก่อนตายนั้น เขาได้แต่หวังว่า ให้ฉีเล่ยแต่งงานกับลูกสาวของเขา.. การตัดสินใจของเฉินฉางเชิงในครั้งนั้น ได้สร้างความตระหนกตกใจให้กับภรรยา และบุตรสาวของเขาเป็นอย่างมาก และสองแม่ลูกก็คัดค้านหัวชนฝา ทั้งคู่ไม่เห็นด้วยกับความต้องการของเฉินฉางเชิงเป็นอย่างมาก ที่จะให้ชายหนุ่มซึ่งเป็นต้นเหตุให้หัวหน้าครอบครัวของพวกเธอสองแม่ลูกต้องเสียชีวิต กลายมาเป็นลูกเขยสกุลเฉินเช่นนี้ แต่ถึงอย่างนั้น เถ้าแก่เฉินก็ยังยืนกรานหนักแน่น และประกาศต่อหน้าภรรยากับลูกสาวว่า หากทั้งคู่ไม่ยอมให้ฉีเล่ยแต่งเข้าสกุลเฉิน เขาคงจะต้องตายตาไม่หลับแน่ และด้วยสาเหตุนี้ หลังจากเฉินฉางเชิงเสียชีวิตลง ฉีเล่ยจึงได้แต่งเข้าเป็นลูกเขยสกุลเฉิน และใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวนี้มานานถึงแปดปีแล้ว แต่ทุกครั้งที่สองแม่ลูกนึกถึงการตายของเฉินฉางเชิง ทั้งคู่ก็มักจะมาระบายอารมณ์ความโกรธแค้นภายในใจกับฉีเล่ยอยู่เสมอ และในคืนนี้ก็เช่นกัน ฉีเล่ยที่นั่งคุกเข่าอยู่หน้าบ้านตลอดทั้งคืน ไม่อาจทนต่อความเหนื่อยล้าของร่างกายได้อีก ร่างของเขาค่อยๆเอนลงเรื่อยๆ ก่อนจะล้มฟุบลงไปกองกับพื้น และหลับไปในสภาพเช่นนั้น จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้ เสียงฝีเท้าก็ดังออกมาจากด้านในบ้าน ฉีเล่ยถึงกับสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบลุกขึ้นมานั่งคุกเข่าตามเดิมอย่างรวดเร็ว และเมื่อประตูบ้านเปิดผางออก แม่ยายของฉีเล่ยก็ยืนจ้องมองเขาด้วยสีหน้า และแววตาเคียดแค้น ฉีเล่ยเห็นเช่นนั้น จึงได้แต่เตรียมใจที่จะรับพายุอารมณ์ของหญิงในวัยกลางคนอีกระลอก.. “ไอ้คนสารเลว นี่แกกล้าเผลอหลับงั้นเหรอ? ไอ้คนขี้ขลาด! ไอ้ฆาตกร! ฉันจะฆ่าแก!” สีหน้าของแม่ยายฉีเล่ยดูเหมือนจะแสดงความสงสารออกมาวูบหนึ่ง แต่เพียงแค่ประเดี๋ยวเดียว ก็ถูกบดบังไว้ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นแทน ความปรารถนาของเถ้าแก่เฉิน ได้ทรมานจิตใจของหญิงวัยกลางคนผู้นี้จนแทบเสียสติ และกลายเป็นคนบ้า เธอเองก็เริ่มเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้ และไม่รู้ว่า ตัวเองได้กลายเป็นคนโหดเหี้ยมแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่.. หลังจากที่ได้ฟังคำกร่นด่าด้วยความเคียดแค้นของแม่ยาย บนหน้าผาก และขมับทั้งสองข้างของฉีเเล่ย ก็ปรากฏเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมามากมาย แต่เขาก็ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่เช่นนั้นอย่างอดทน และปล่อยให้ร่างกายของตนเอง กลายเป็นที่ระบายความเคียดแค้นของหญิงวัยกลางคนผู้นี้ต่อไป “พี่เฉิน.. ทำไมพี่ถึงต้องช่วยไอ้คนสารเลวพรรณนี้ด้วย? ทำไมไม่ปล่อยให้มันตายไป? เพราะมันคนเดียว ทำให้ฉันต้องกลายเป็นหม้าย ส่วนลูกสาวของเราก็ต้องกำพร้าพ่อ! “พี่เฉิน.. พี่ปล่อยให้เราสองคนแม่ลูกมีชีวิตที่ทุกข์ทรมาน อยู่กับไอ้คนชั่วช้าทุกวันแบบนี้ได้ยังไงกัน?” แม่ยายของเขาทรุดลงไปกองกับพื้น พร้อมกับร้องไห้คร่ำครวญออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างทีุ่สุด! ฉีเล่ยได้แต่อดกลั้นต่อความทุกข์ใจ และทุกข์กายไว้เงียบๆเพียงลำพัง ความโกรธแค้นภายในใจที่เกิดจากการถูกข่มเหงด่าทอ กลับถูกความรู้สึกผิดภายในใจสะกดไว้แทน “แม่คะ กลับเข้าไปในบ้านเถิดนะคะ!” ฉีเล่ยแทบไม่ต้องลืมตามอง เพราะเพียงแค่ได้ยินเสียง เขาก็รู้ได้ทันทีว่า เจ้าของเสียงนุ่มนวลนี้ก็คือเฉินอวี้หลัว ภรรยาของเขานั่นเอง เฉินอวี้หลัวเดินเข้าไปช่วยพยุงแม่ยายของเขาให้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะพาเดินกลับเข้าไปในบ้าน แต่หลังจากเดินไปได้เพียงแค่สองสามก้าว เธอก็หันมาบอกกับฉีเล่ยว่า “นายเองก็ควรจะไปพักผ่อนได้แล้ว!” หลังจากที่บรรยากาศรอบตัวสงบนิ่งลงแล้ว ฉีเล่ยที่เวลานี้มีบาดแผลอยู่เต็มร่างกาย ก็ได้แต่ลุกขึ้นยืน และเดินตามเข้าไปในบ้าน เขาปิดประตูบ้านลงอย่างช้าๆ ก่อนจะเดินไปที่แคร่ไม้ซึ่งตั้งอยู่ตรงระเบียงบ้าน แล้วทรุดกายลงนอน พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์ที่กำลังทอแสงนวลอยู่บนท้องฟ้า …… จนกระทั่งเวลาหกโมงครึ่งของเช้าวันใหม่ ฉีเล่ยจึงรีบลืมตาตื่นขึ้น เพื่อลุกขึ้นมาทำงานที่คั่งค้างของเมื่อวาน รวมทั้งงานที่ต้องทำในวันนี้ด้วย เขาลุกขึ้นมาจัดเตรียมอาหารเช้าไว้ให้กับเฉินอวี้หลัว และแม่ของเธอ จากนั้นจึงกลับไปนั่งหลบที่มุมระเบียง เพื่อรอให้สองแม่ลูกรับประทานอาหารเช้าเสร็จ เขาก็จะได้เข้าไปเก็บโต๊ะ และจัดการล้างถ้วยล้างชามให้เรียบร้อย ในระหว่างที่นั่งหลบมุมอยู่ข้างระเบียงนั้น ในมือของฉีเล่ยก็ถือชามข้าวถ้วยหนึ่งไว้เหมือนเช่นทุกๆวัน แม้สถานการณ์ต่างๆ ดูเหมือนจะสงบนิ่งลงบ้างแล้ว แต่บรรยากาศภายในบ้านกลับอึมครึม และดูเหมือนจะตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม ราวกับภูเขาไฟที่สามารถระเบิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เมื่อครั้งที่เขาและเฉินอวี้หลัวแต่งงานกันใหม่ๆนั้น ฉีเล่ยได้เคยพยายามที่จะปรับเปลี่ยนบรรยากาศตึงเครียดแบบนี้ให้ดีขึ้น แต่เขาก็ไม่เคยทำสำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว หลังจากนั้นมา เขาก็ได้แต่อดทนต่อความทุกข์กายทุกข์ใจที่ได้รับอย่างเงียบๆ ในระหว่างที่เฉินอวี้หลัวจะออกไปทำงานนั้น เธอก็สังเกตเห็นฉีเล่ยที่นั่งแอบอยู่มุมหนึ่งของระเบียงบ้าน และดูเหมือนจะมีบาดแผลอยู่เต็มตัว แววตาของหญิงสาวปรากฏร่องรอยของความสงสารขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่แล้วจู่ๆ ความสงสารพลันเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น เธอกัดฟันแน่น ก่อนจะเดินออกจากบ้านไปอย่างไม่ใยดีต่อฉีเล่ย หลังจากรับประทานอาหารเช้า และจัดการเก็บโต๊ะจนเรียบร้อยแล้ว ฉีเล่ยก็หยิบถุงปุ๋ยคู่กายไปหนึ่งอัน และเริ่มเดินไปตามท้องถนนเพื่อเก็บขยะที่สามารถขายเป็นเงินได้กลับมา ใบหน้าของเขานั้นเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ฉีเล่ยคุ้นเคยกับสีหน้า และแววตาของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา บางคนก็มองเขาด้วยแววตาเห็นอกเห็นใจ แต่ส่วนใหญ่มักจะมองเขาด้วยแววตาเยาะเย้ยถากถาง และบางส่วนก็มองเขาด้วแววตาเฉยเมย ใครจะไปคิดเล่าว่า ชายหนุ่มที่เคยร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง กลับจะต้องกลายมาเป็นคนเก็บขยะไปวันๆแบบนี้? แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เฉินอวี้หลัว และแม่ของเธอ สั่งให้ฉีเล่ยทำมาตลอดระยะเวลาแปดปี! ฉีเล่ยเดินก้มๆเงยๆเก็บขวดตามถังขยะบ้าง ตามท้องถนนที่ผู้คนต่างพากันโยนให้เขาบ้าง แต่แล้วจู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงที่คุ้นหูร้องตะโกนเสียงดัง “ขโมย! ช่วยจับขโมยด้วย!” ฉีเล่ยรีบเงยหน้าขึ้นมองทันที และพบว่าเฉินอวี้หลัวกำลังวิ่งตามเด็กหนุ่มคนหนึ่งมา เขาโยนสิ่งของที่อยู่ในมือทิ้งทันที และรีบวิ่งตามโจรผู้นั้นไปอย่างรวดเร็ว

Comment

Options

not work with dark mode
Reset