ยอดคุณหมอสกุลเฉิน – ตอนที่ 9 โอสถชั้นเลิศ

ตอนที่  9  โอสถชั้นเลิศ

ในระหว่างที่นั่งรับประทานอาหารอยู่นั้น หวู่เฉิงเฟิงก็ได้เล่าเรื่องที่ตนเองหมดสติ หัวใจหยุดเต้นจนต้องเข้าโรงพยาบาล กระทั่งหมอที่เก่งที่สุดก็ยังคิดว่าเขาตายไปแล้ว แต่ท้ายที่สุดก็ได้ฉีเล่ยช่วยชีวิตเอาไว้ ให้กับต่งซีหยุนฟัง

จากนั้น จึงได้กระซิบถามชายชราว่า “อาวุโสต่งจะรังเกียจมั๊ยครับ ถ้าผมจะขอเชิญคุณหมอฉีให้มาดูอาการของคุณ ?”

แต่ยังไม่ทันที่ต่งซีหยุนจะทันได้ตอบอะไร แพทย์ประจำตัวที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็รีบค้านขึ้นทันที

“คงจะไม่ได้หรอกครับ !  อาวุโสต่งเป็นถึงเจ้าของกลุ่มบริษัทฮัวหยุนที่ใหญ่โต ความปลอดภัยของอาวุโสต่งจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะชีวิตของอาวุโสต่งมีผลต่ออีกหลายหมื่นชีวิตของพนักงาน จึงเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง ที่จะเชิญหมอมาดูอากา รสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้ !”

หลังจากที่ได้ยินคำตอบของแพทย์ประจำตัวต่งซีหยุน สีหน้าของหวู่เฉิงเฟิงก็ถึงกับเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงด้วยความไม่พอใจขึ้นมาทันที

แต่ต่งซีหยุนกลับพยักหน้า และตอบหวู่เฉิงเฟิงไปว่า “ก็ถ้าหมอฉีสามารถทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาได้อย่างที่คุณพูดจริงๆ ผมเองก็ไม่รังเกียจที่จะให้เขาช่วยตรวจดูอาการ ..”

หลังจากที่ได้ยินคำพูดของอาวุโสต่ง หวู่เฉิงเฟิงจึงได้แอบหันไปมองหวู่เฉินเทียนผู้เป็นลูกชาย พร้อมกับทำสีหน้าสื่อสารให้เขารู้ว่า ยังจะต้องกังวลเรื่องของขวัญ ที่จะมอบให้กับอาวุโสต่งอีกทำไมกัน ?  ในเมื่อนี่ล่ะคือของขวัญล้ำค่าที่สุดแล้ว !

หวู่เฉินเทียนได้แต่ตกตะลึง และคิดไม่ถึงจริงๆว่า พ่อของเขาจะฉลาดล้ำลึกถึงขนาดนี้ !

………..

ในขณะที่ได้รับโทรศัพท์จากหวู่เฉิงเฟิงนั้น ฉีเล่ยเองก็เพิ่งจะรับประทานอาหารเสร็จ และเวลานี้ ทั้งเขา ภรรยา และแม่ยาย ต่างก็กำลังนั่งดูทีวีอยู่ในห้องรับแขกด้วยกัน

หลังจากวางสายจากอาวุโสหวู่แล้ว ฉีเล่ยก็วางโทรศัพท์มือถือลง พร้อมกับหันไปบอกเฉินอวี้หลัวว่า

“อาวุโสหวู่โทรมาบอกว่ามีธุระด่วน ขอให้ผมเข้าไปหาที่บ้านตอนนี้ !  ถ้าผมกลับมาดึก คุณก็เข้านอนก่อนได้เลย ไม่ต้องรอผม”

หลังจากนั้น ฉีเล่ยก็กลับเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า และเมื่อเขาเดินออกมา เฉินอวี้หลัวจึงได้ร้องบอกไปด้วยความเป็นห่วง

“ระวังตัวด้วยล่ะ !”

ฉีเล่ยพยักหน้า แล้วจึงเดินออกจากบ้านไปเรียกแท็กซี่ มุ่งหน้าไปคฤหาสน์สกุลหวู่ทันที ..

………..

เมื่อฉีเล่ยเดินเข้าไปในคฤหาสน์หลังใหญ่ เขาจึงได้พบว่า ภายในห้องรับประทานอาหารนั้น มีคนนั่งอยู่มากมายหลายคน แต่เขาก็รู้จักเพียงแค่พ่อลูกสกุลหวู่เท่านั้น นอกเหนือจากนั้นแล้ว เขาก็ไม่รู้จักเลยแม้แต่คนเดียว

ทันทีที่หวู่เฉิงเฟิงเห็นฉีเล่ยเดินเข้ามา เขาก็รีบลุกขึ้นไปทักทาย พร้อมกับดึงมือชายหนุ่มไปที่โต๊ะอาหาร จากนั้นจึงเริ่มแนะนำฉีเล่ยให้ต่งซีหยุนรู้จัก

“ฉีเล่ย นี่อาวุโสต่ง ! ”

จากนั้น หวู่เฉิงเฟิงก็ได้หันไปทางต่งซีหยุน พร้อมกับพูดขึ้นว่า “อาวุโสต่ง ชายหนุ่มคนนี้ชื่อว่าฉีเล่ย เขาก็คือคุณหมอฉีที่ผมเล่าให้ฟังว่า ช่วยฉุดผมออกมาจากความตายได้ยังไงล่ะครับ !”

ฉีเล่ยซึ่งเด็กกว่าเป็นฝ่ายยื่นมือออกไปให้ต่งซีหยุน พร้อมกับทักทายตามมารยาท “สวัสดีครับอาวุโสต่ง ยินดีที่ได้รู้จักครับ !”

ต่งซีหยุนเองก็ยื่นมือออกมาจับมือของฉีเล่ยตามธรรมเนียมเช่นกัน ..

จากการพบกันเมื่อครั้งก่อน ทำให้ฉีเล่ยรู้ดีว่า เพราะเหตุใดหวู่เฉิงเฟิงจึงได้โทรเรียกเขามาที่นี่ ในเมื่อรู้จุดประสงค์ของอาวุโสหวู่แล้ว ฉีเล่ยก็ไม่ต้องการเสียเวลาอีก เขาจึงได้เอ่ยถามต่งซีหยุนออกไปทันที

“อาวุโสต่งครับ คุณกำลังประสบปัญหาไม่สามารถมองลงต่ำได้ใช่มั๊ยครับ ?  และถ้าผมเดาไม่ผิด ทุกครั้งที่คุณนอนราบ ก็จะไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้เป็นปกติใช่มั๊ยครับ ?  ไม่ทราบว่า ที่ผมวิเคราะห์อาการไป ถูกต้องหรือไม่ครับ ? ”

ต่งซีหยุนและหวู่เฉิงหยางถึงกับหันไปมองหน้ากันด้วยความตกใจ และทั้งคู่ก็ได้แต่คิดในใจว่า หมอหนุ่มคนนี้น่าทึ่งมากจริงๆ !

ก่อนหน้านี้ต่งซีหยุนก็ได้เล่าอาการป่วยทั้งหมดของตนให้หวู่เฉิงเฟิงฟันเช่นกัน ทำให้เขาได้รู้ว่า คำวินิจฉัยโรคของฉีเล่ยนั้นถูกต้อง และแม่นยำอย่างน่าอัศจรรย์ !

หลังจากที่ได้ยินคำพูดของฉีเล่ย ต่งซีหยุนก็เริ่มรู้สึกมีความหวังขึ้นมา เขารีบหันไปถามชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ

“พ่อหนุ่ม ฉันป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่ ?  แล้วโรคที่ฉันเป็นอยู่นี้ พ่อหนุ่มพอจะมีหนทางรักษาให้หายได้มั๊ยล่ะ ? ”

แต่ฉีเล่ยกลับไม่รีบร้อนตอบคำถามของชายชรานัก เขานั่งลงบนเก้าอี้ที่หวู่เฉิงเฟิงได้จัดเตรียมไว้ให้ พร้อมกับหยิบตะเกียบที่วางอยู่ ขึ้นมาคีบอาหารใส่ปากสองสามคำ แล้วจึงหันไปมองชายชราแน่นิ่ง พร้อมตอบกลับไปว่า

“อาวุโสต่งครับ อาหารบนโต๊ะมีแต่ของดีๆ แล้วก็รสชาติอร่อยมาก ทำไมคุณถึงไม่กินให้อิ่มท้องก่อนล่ะครับ ? ”

แต่แพทย์ประจำตัวที่นั่งอยู่ข้างๆอาวุโสต่ง กลับหันไปบอกฉีเล่ยด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่า

“นี่ น่ะเหรอหมอเทวดา ?  แค่คนไข้กินอาหารมันๆ กินอาหารทะเล แล้วก็เนื้อทุกชนิดไม่ได้ ยังไม่รู้เลย แล้วแบบนี้ยังจะกล้ามารักษาอาวุโสต่งอีกเหรอ ? ”

ฉีเล่ยคร้านที่จะอธิบาย เขาเพียงแค่ส่ายหน้าไปมา พร้อมกับพูดขึ้นด้วยความเสียดาย “บนโต๊ะอาหารตอนนี้ มีแต่โอสถชั้นเลิศทั้งนั้น แต่กลับไม่มีใครมองเห็น ช่างน่าเสียดายจริงๆ !”

หลังจากที่ฉีเล่ยพูดจบ ทุกคนบนโต๊ะอาหารต่างก็ถึงกับชะงักงันไปเล็กน้อย แม้กระทั่งต่งซีหยุนเองก็เช่นกัน จากนั้น อาวุโสต่งก็อดที่จะร้องถามฉีเล่ยออกไปด้วยความงุนงงสงสัยไม่ได้

“พ่อหนุ่ม โอสถล้ำเลิศอะไรกัน ?  มันอยู่ที่ไหนงั้นเหรอ ?  ฉันมองไม่เห็นจริงๆ ! ”

ฉีเล่ยจึงยกมือขึ้นชี้ไปที่อาหารทั้งหมดบนโต๊ะ พร้อมกับตอบไปว่า “ก็อาหารทั้งหมดนี่ไงล่ะครับโอสถชั้นเลิศ ! ถ้าอาวุโส่ต่งไม่ทาน ผมก็จะกินทั้งหมดเอง ..”

จากนั้น ฉีเล่ยก็หันไปถามหวหวู่เฉินเทียนว่า “อาหารดีๆแบบนี้ ไม่มีไวน์ซะหน่อยเหรอครับ ? น่าจะเปิดไวน์มาดื่มกันหน่อยนะครับ !”

“…”

เวลานี้ ทั้งหวู่เฉิงเฟิง และหวู่เฉินเทียน ต่างก็ได้แต่นิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออก และสีหน้าของทั้งสองพ่อลูก ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นกระอักกระอ่วนอย่างมาก

‘นี่มันอะไรกันฉีเล่ย ? ’

‘ฉันอุตส่าห์เชื่อใจเธอ หวังว่าจะให้เธอมาช่วยกู้สถานการณ์ ด้วยการช่วยรักษาแขกคนสำคัญของฉัน แต่นี่เธอกลับกำลังทำอะไรอยู่ ? ’

และเวลานี้ บอดี้การ์ดที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก ก็เริ่มพับแขนเสื้อของตนเองขึ้น และเมื่อใดที่ฉีเล่ยพูดจาเพ้อเจ้อไร้สาระ พวกเขาก็พร้อมที่จะจัดการกับชายหนุ่ม และลากตัวออกไปนอกบ้านทันที

แต่ฉีเล่ยกลับไม่ได้พูดอะไรอีกเลยหลังจากนั้น จึงไม่มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้น เขายังคงใช้ตะเกียบคีบอาหารบนโต๊ะเข้าปากไปเรื่อยๆ ด้วยสีหน้าที่ดูไม่เดือดร้อนอะไรนัก และในที่สุดก็หันไปพูดกับต่งซีหยุนว่า

“อาวุโสต่งครับ สำหรับอาการเจ็บป่วยของคุณนั้น ไม่จำเป็นต้องทานยาอะไรทั้งนั้น !  เพียงแค่ทำตามที่ผมบอกก็พอ แล้วอาการของคุณจะดีขึ้นในทันที .. ”

“เริ่มจากกินอาหารให้อิ่ม จากนั้นก็ดื่มไวน์ไปด้วย !  ถ้าอาวุโสต่งเชื่อคำพูดของผมก็ลองดู แต่ถ้าไม่เชื่อ ก็ไม่จำเป็นต้องลอง ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของอาวุโสเอง .. ”

หลังจากพูดจบ ฉีเล่ยก็คีบหอยเป่าฮื้อตัวใหญ่เข้าปาก ตามด้วยหอยเชลล์ และกุ้งตัวใหญ่ อาหารที่ชายหนุ่มคีบเข้าปากนั้น ล้วนแล้วแต่ส่งกลิ่นหอม ชวนให้รู้สึกหิวได้อย่างมากมาย

“ตกลง !  กินก็กิน !  ฮ่าๆๆๆ”

หลังจากร้องตะโกนออกไป พร้อมกับหัวเราะออกมาเสียงดัง ต่งซีหยุนก็หยิบตะเกียบที่วางอยู่ตรงหน้าขึ้นมา ปากก็ร้องบอกฉีเล่ยไปว่า

“พ่อหนุ่ม ขอบอกตามตรง ฉันเชื่อเธอตั้งแต่ที่เธอเดินเข้ามาในห้อง และสามารถบอกอาการป่วยของฉันได้อย่างถูกต้องแล้วล่ะ ! ”

“แต่อาวุโสต่งครับ คุณทานอาหารที่มีไขมันสูงไม่ได้นะครับ ! ”

นายแพทย์ประจำตัวที่นั่งอยู่ข้างๆ รีบร้องห้ามทันที แต่ต่งซีหยุนกลับหันไปมองด้วยสายตาดุดัน ทำให้เขาต้องหุบปากเงียบ และไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีกเลย

นายแพทย์คนนั้นไม่กล้าขัดใจอาวุโสต่ง จึงได้แต่หันไปจ้องมองฉีเล่ยด้วยสีหน้าแววตาที่บ่งบอกว่า เห็นเขาเป็นศัตรูอย่างชัดเจน ปากก็ร้องตะโกนใส่หน้าฉีเล่ยด้วยความไม่พอใจ

“ถ้าอาวุโสต่งเป็นอะไรเพราะกินอาหารพวกนี้เข้าไป คุณจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ ! ”

ฉีเล่ยได้แต่หัวเราะออกมา พร้อมตอบโต้กลับไปทันที “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรอให้อาวุโสต่งกินอิ่มก่อนสินะ ?”

“หึ !  ถ้าหลังจากกินเสร็จไม่มีอาการอะไร ผมจะยอมยกหน้าที่นี่ให้คุณ และผมจะลาออกจากการเป็นแพทย์ประจำตัวของอาวุโสต่งทันที ! ”

ฉีเล่ยส่ายหน้าไปมา พร้อมตอบกลับไปว่า “ไม่ต้องถึงขั้นลาออกก็ได้ เอาเป็นว่า คุณแค่ขอโทษผมก็พอ !”

แพทย์ประจำตัวต่งซีหยุนได้แต่นึกเย้ยหยันฉีเล่ยอยู่ในใจ และได้แต่แอบคิดว่า ..

‘หึ ! นี่แกคงไม่รู้สินะว่าอาวุโสต่งเป็นใคร ? ขืนแกทำให้อาวุโสต่งได้รับอันตราย แกเองก็อย่าหวังว่าจะมีชีวิตรอดไปได้เลย ต่อให้ใครหน้าไหนก็ไม่สามารถช่วยแกได้ !’

ต่งซีหยุนไม่สนใจนายแพทย์ประจำตัวของตนเองอีก เขาคีบอาหารบนโต๊ะกินอย่างมีความสุข และไม่สนใจว่าหลังจากกินไปแล้วจะป่วยเป็นอะไรด้วย !

ไม่เพียงเท่านั้น ในระหว่างที่รับประทานอาหาร หวู่เฉินเทียนยังได้รินไวน์ให้กับต่งซีหยุนสองสามแก้ว และเวลานี้ ไวน์แดงในขวดก็หมดลงไปอย่างรวดเร็ว เขาต้องสั่งให้คนในบ้านไปนำขวดใหม่มาเปิด

ท้ายที่สุด ทั้งหมดก็ดื่มไวน์หมดไปถึงสามขวด ต่งซีหยุนยกมือขึ้นลูบท้องของตนเอง พร้อมกับพูดขึ้นว่า

“พ่อหนุ่ม ฉันพอใจกับการรักษาของเธอจริงๆ แล้วตอนนี้ฉันก็อิ่มมากด้วย !  นับว่าฉันคิดถูกที่เลือกเชื่อเธอ ! ”

ความหมายของต่งซีหยุนก็คือ หากไม่ใช่เพราะฉีเล่ย เขาก็คงไม่ได้กินข้าว ไม่ได้กินอาหารอร่อยๆ แล้วก็ดื่มไวน์ดีๆแบบนี้ และหากเขาเลือกที่จะไม่เชื่อฉีเล่ย ป่านนี้เขาก็คงได้กินแต่อาหารอะไรก็ไม่รู้ ..

ฉีเล่ยถึงกับหัวเราะออกมากับคำพูดของต่งซีหยุน จากนั้นเขาจึงบอกกับชายชราว่า “อาวุโส พวกเราออกไปเดินย่อยอาหารกันหน่อยดีมั๊ยครับ ?”

ยอดคุณหมอสกุลเฉิน

ยอดคุณหมอสกุลเฉิน

โดย นำเรื่อง ยอดคุณหมอสกุลเฉิน มาเป็นบางส่วน บทนำ จากชายหนุ่มที่บังเอิญได้รับมรดกตกทอดของบรรพชนสกุลเฉินเพราะอุบัติเหตุ และในที่สุด จากลูกเขยที่ไร้ค่าไม่ต่างจากขยะชิ้นหนึ่ง กลับกลายมาเป็นหมอเทวดาที่มีทักษะทางการแพทย์ที่ล้ำเลิศยิ่ง ‘เถ้าแก่เฉิน! ครั้งก่อนคุณสละชีวิตเพื่อช่วยผม แต่ครั้งนี้ ผมได้สละชีวิตของตัวเอง เพื่อช่วยชีวิตของลูกสาวคุณแล้ว..’ ‘หนี้ชีวิตที่ผมติดค้างคุณ ผมได้ชดใช้คืนให้จนหมดแล้ว..’ ‘เวลานี้.. ผมเป็นอิสระแล้ว!’ เรื่องย่อ “แกมันคนไม่เอาไหน! ไอ้สวะกระจอก! ไปคุกเข่าหน้าบ้านเดี๋ยวนี้!” ท่ามกลางเสียงร้องตะโกนด่าอย่างดูถูกเหยียดหยาม ฉีเล่ยที่อยู่ในชุดเสื้อผ้าเก่าๆ ไม่สวมแม้กระทั่งรองเท้า แก้มข้างหนึ่งของเขามีรอยฝ่ามือแดงเถือกประทับอยู่ ถูกผลักกระเด็นออกจากประตูบ้านอย่างไม่ปราณี ฉีเล่ยถึงกับล้มลงอยู่หน้าประตู เขาได้แต่พยุงตัวลุกขึ้นคุกเข่ากับพื้น พร้อมกับหัวเราะออกมาด้วยความขมขื่นใจ เขาคุกเข่าอยู่เงียบๆเช่นนั้นเป็นเวลานาน และได้แต่แอบถอนหายใจ และคิดอยู่ภายในใจเงียบๆว่า “เถ้าแก่เฉินครับ! เมื่อไหร่ผมถึงจะชดใช้หนี้ชีวิตให้คุณหมดเสียที?” ……….. เมื่อแปดปีก่อน เพื่อต้องการช่วยชีวิตฉีเล่ย เถ้าแก่เฉินถึงกับต้องยอมเสียสละชีวิตของตนเอง แต่ก่อนตายนั้น เขาได้แต่หวังว่า ให้ฉีเล่ยแต่งงานกับลูกสาวของเขา.. การตัดสินใจของเฉินฉางเชิงในครั้งนั้น ได้สร้างความตระหนกตกใจให้กับภรรยา และบุตรสาวของเขาเป็นอย่างมาก และสองแม่ลูกก็คัดค้านหัวชนฝา ทั้งคู่ไม่เห็นด้วยกับความต้องการของเฉินฉางเชิงเป็นอย่างมาก ที่จะให้ชายหนุ่มซึ่งเป็นต้นเหตุให้หัวหน้าครอบครัวของพวกเธอสองแม่ลูกต้องเสียชีวิต กลายมาเป็นลูกเขยสกุลเฉินเช่นนี้ แต่ถึงอย่างนั้น เถ้าแก่เฉินก็ยังยืนกรานหนักแน่น และประกาศต่อหน้าภรรยากับลูกสาวว่า หากทั้งคู่ไม่ยอมให้ฉีเล่ยแต่งเข้าสกุลเฉิน เขาคงจะต้องตายตาไม่หลับแน่ และด้วยสาเหตุนี้ หลังจากเฉินฉางเชิงเสียชีวิตลง ฉีเล่ยจึงได้แต่งเข้าเป็นลูกเขยสกุลเฉิน และใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวนี้มานานถึงแปดปีแล้ว แต่ทุกครั้งที่สองแม่ลูกนึกถึงการตายของเฉินฉางเชิง ทั้งคู่ก็มักจะมาระบายอารมณ์ความโกรธแค้นภายในใจกับฉีเล่ยอยู่เสมอ และในคืนนี้ก็เช่นกัน ฉีเล่ยที่นั่งคุกเข่าอยู่หน้าบ้านตลอดทั้งคืน ไม่อาจทนต่อความเหนื่อยล้าของร่างกายได้อีก ร่างของเขาค่อยๆเอนลงเรื่อยๆ ก่อนจะล้มฟุบลงไปกองกับพื้น และหลับไปในสภาพเช่นนั้น จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้ เสียงฝีเท้าก็ดังออกมาจากด้านในบ้าน ฉีเล่ยถึงกับสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบลุกขึ้นมานั่งคุกเข่าตามเดิมอย่างรวดเร็ว และเมื่อประตูบ้านเปิดผางออก แม่ยายของฉีเล่ยก็ยืนจ้องมองเขาด้วยสีหน้า และแววตาเคียดแค้น ฉีเล่ยเห็นเช่นนั้น จึงได้แต่เตรียมใจที่จะรับพายุอารมณ์ของหญิงในวัยกลางคนอีกระลอก.. “ไอ้คนสารเลว นี่แกกล้าเผลอหลับงั้นเหรอ? ไอ้คนขี้ขลาด! ไอ้ฆาตกร! ฉันจะฆ่าแก!” สีหน้าของแม่ยายฉีเล่ยดูเหมือนจะแสดงความสงสารออกมาวูบหนึ่ง แต่เพียงแค่ประเดี๋ยวเดียว ก็ถูกบดบังไว้ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นแทน ความปรารถนาของเถ้าแก่เฉิน ได้ทรมานจิตใจของหญิงวัยกลางคนผู้นี้จนแทบเสียสติ และกลายเป็นคนบ้า เธอเองก็เริ่มเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้ และไม่รู้ว่า ตัวเองได้กลายเป็นคนโหดเหี้ยมแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่.. หลังจากที่ได้ฟังคำกร่นด่าด้วยความเคียดแค้นของแม่ยาย บนหน้าผาก และขมับทั้งสองข้างของฉีเเล่ย ก็ปรากฏเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมามากมาย แต่เขาก็ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่เช่นนั้นอย่างอดทน และปล่อยให้ร่างกายของตนเอง กลายเป็นที่ระบายความเคียดแค้นของหญิงวัยกลางคนผู้นี้ต่อไป “พี่เฉิน.. ทำไมพี่ถึงต้องช่วยไอ้คนสารเลวพรรณนี้ด้วย? ทำไมไม่ปล่อยให้มันตายไป? เพราะมันคนเดียว ทำให้ฉันต้องกลายเป็นหม้าย ส่วนลูกสาวของเราก็ต้องกำพร้าพ่อ! “พี่เฉิน.. พี่ปล่อยให้เราสองคนแม่ลูกมีชีวิตที่ทุกข์ทรมาน อยู่กับไอ้คนชั่วช้าทุกวันแบบนี้ได้ยังไงกัน?” แม่ยายของเขาทรุดลงไปกองกับพื้น พร้อมกับร้องไห้คร่ำครวญออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างทีุ่สุด! ฉีเล่ยได้แต่อดกลั้นต่อความทุกข์ใจ และทุกข์กายไว้เงียบๆเพียงลำพัง ความโกรธแค้นภายในใจที่เกิดจากการถูกข่มเหงด่าทอ กลับถูกความรู้สึกผิดภายในใจสะกดไว้แทน “แม่คะ กลับเข้าไปในบ้านเถิดนะคะ!” ฉีเล่ยแทบไม่ต้องลืมตามอง เพราะเพียงแค่ได้ยินเสียง เขาก็รู้ได้ทันทีว่า เจ้าของเสียงนุ่มนวลนี้ก็คือเฉินอวี้หลัว ภรรยาของเขานั่นเอง เฉินอวี้หลัวเดินเข้าไปช่วยพยุงแม่ยายของเขาให้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะพาเดินกลับเข้าไปในบ้าน แต่หลังจากเดินไปได้เพียงแค่สองสามก้าว เธอก็หันมาบอกกับฉีเล่ยว่า “นายเองก็ควรจะไปพักผ่อนได้แล้ว!” หลังจากที่บรรยากาศรอบตัวสงบนิ่งลงแล้ว ฉีเล่ยที่เวลานี้มีบาดแผลอยู่เต็มร่างกาย ก็ได้แต่ลุกขึ้นยืน และเดินตามเข้าไปในบ้าน เขาปิดประตูบ้านลงอย่างช้าๆ ก่อนจะเดินไปที่แคร่ไม้ซึ่งตั้งอยู่ตรงระเบียงบ้าน แล้วทรุดกายลงนอน พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์ที่กำลังทอแสงนวลอยู่บนท้องฟ้า …… จนกระทั่งเวลาหกโมงครึ่งของเช้าวันใหม่ ฉีเล่ยจึงรีบลืมตาตื่นขึ้น เพื่อลุกขึ้นมาทำงานที่คั่งค้างของเมื่อวาน รวมทั้งงานที่ต้องทำในวันนี้ด้วย เขาลุกขึ้นมาจัดเตรียมอาหารเช้าไว้ให้กับเฉินอวี้หลัว และแม่ของเธอ จากนั้นจึงกลับไปนั่งหลบที่มุมระเบียง เพื่อรอให้สองแม่ลูกรับประทานอาหารเช้าเสร็จ เขาก็จะได้เข้าไปเก็บโต๊ะ และจัดการล้างถ้วยล้างชามให้เรียบร้อย ในระหว่างที่นั่งหลบมุมอยู่ข้างระเบียงนั้น ในมือของฉีเล่ยก็ถือชามข้าวถ้วยหนึ่งไว้เหมือนเช่นทุกๆวัน แม้สถานการณ์ต่างๆ ดูเหมือนจะสงบนิ่งลงบ้างแล้ว แต่บรรยากาศภายในบ้านกลับอึมครึม และดูเหมือนจะตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม ราวกับภูเขาไฟที่สามารถระเบิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เมื่อครั้งที่เขาและเฉินอวี้หลัวแต่งงานกันใหม่ๆนั้น ฉีเล่ยได้เคยพยายามที่จะปรับเปลี่ยนบรรยากาศตึงเครียดแบบนี้ให้ดีขึ้น แต่เขาก็ไม่เคยทำสำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว หลังจากนั้นมา เขาก็ได้แต่อดทนต่อความทุกข์กายทุกข์ใจที่ได้รับอย่างเงียบๆ ในระหว่างที่เฉินอวี้หลัวจะออกไปทำงานนั้น เธอก็สังเกตเห็นฉีเล่ยที่นั่งแอบอยู่มุมหนึ่งของระเบียงบ้าน และดูเหมือนจะมีบาดแผลอยู่เต็มตัว แววตาของหญิงสาวปรากฏร่องรอยของความสงสารขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่แล้วจู่ๆ ความสงสารพลันเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น เธอกัดฟันแน่น ก่อนจะเดินออกจากบ้านไปอย่างไม่ใยดีต่อฉีเล่ย หลังจากรับประทานอาหารเช้า และจัดการเก็บโต๊ะจนเรียบร้อยแล้ว ฉีเล่ยก็หยิบถุงปุ๋ยคู่กายไปหนึ่งอัน และเริ่มเดินไปตามท้องถนนเพื่อเก็บขยะที่สามารถขายเป็นเงินได้กลับมา ใบหน้าของเขานั้นเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ฉีเล่ยคุ้นเคยกับสีหน้า และแววตาของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา บางคนก็มองเขาด้วยแววตาเห็นอกเห็นใจ แต่ส่วนใหญ่มักจะมองเขาด้วยแววตาเยาะเย้ยถากถาง และบางส่วนก็มองเขาด้วแววตาเฉยเมย ใครจะไปคิดเล่าว่า ชายหนุ่มที่เคยร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง กลับจะต้องกลายมาเป็นคนเก็บขยะไปวันๆแบบนี้? แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เฉินอวี้หลัว และแม่ของเธอ สั่งให้ฉีเล่ยทำมาตลอดระยะเวลาแปดปี! ฉีเล่ยเดินก้มๆเงยๆเก็บขวดตามถังขยะบ้าง ตามท้องถนนที่ผู้คนต่างพากันโยนให้เขาบ้าง แต่แล้วจู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงที่คุ้นหูร้องตะโกนเสียงดัง “ขโมย! ช่วยจับขโมยด้วย!” ฉีเล่ยรีบเงยหน้าขึ้นมองทันที และพบว่าเฉินอวี้หลัวกำลังวิ่งตามเด็กหนุ่มคนหนึ่งมา เขาโยนสิ่งของที่อยู่ในมือทิ้งทันที และรีบวิ่งตามโจรผู้นั้นไปอย่างรวดเร็ว

Comment

Options

not work with dark mode
Reset