ยามดอกวสันต์ผลิบาน – ตอนที่ 287 หัวแข็ง

สุดท้ายหัวข้อสนทนาก็ยังคงเปลี่ยนมาเป็นเรื่องนี้จนได้

แม้นฮูหยินผู้เฒ่ากัวพูดแล้วว่าจะไม่เคืองโกรธฮูหยินผู้เฒ่ากวน แต่โจวเสาจิ่นยังคงอดไม่ได้ที่จะเป็นกังวลแทนท่านยาย

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวกล่าวยิ้มๆ ว่า “นี่คงเป็นสะใภ้สามให้เจ้ามาพูดกระมัง”

มิใช่บอกว่าฮูหยินผู้เฒ่าถังของจวนรองรู้สึกเสียหน้ามากหรอกหรือ เหตุใดถึงไปเกี่ยวข้องกับฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ของจวนสามไปได้

โจวเสาจิ่นงุนงงอยู่ในใจ

ฮูหยินผู้เฒ่ากวนกลับหน้าแดง กล่าวขึ้นว่า “ข้าเองก็มีความคิดนี้เช่นกัน หากครอบครัวปรองดองกันไม่ว่าเรื่องอะไรก็เจริญรุ่งเรือง ท่านกับพี่สะใภ้รองมีความบาดหมางกัน พวกเราที่เป็นน้องสะใภ้ อย่างไรก็ต้องรู้สึกเป็นกังวลใจอยู่บ้างเจ้าค่ะ”

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวคิดครู่หนึ่ง กล่าวสีหน้าเรียบเฉยว่า “น้องสะใภ้สี่ ข้าจะพูดความจริงกับเจ้าก็แล้วกัน พูดกันตามหลักแล้ว จวนหลักควรจะเป็นผู้นำตระกูล แต่เจ้าดู นอกจากจวนรองจะถือระเบียนประวัติของตระกูลไว้ไม่ยอมเอาออกมาแล้ว ยังต้องการกดทับพวกข้าทุกทาง ข้าเองก็ไม่รู้ว่าตกลงพวกเขากำลังทำอะไรอยู่กันแน่ เจ้าว่าข้าจะขุ่นเคืองอยู่ในใจหรือไม่ สิบกว่าปีก่อน ข้ายังไม่รู้สึกขุ่นเคืองใจ เนื่องจากถ้าไม่มีท่านผู้นำตระกูลจวนรอง ตอนนั้นนายท่านทั้งสองคนของพวกข้าก็คงไม่อาจเข้าร่วมการสอบขุนนางได้อย่างราบรื่น จนวันนี้ผู้หนึ่งได้รับตำแหน่งเป็นเจ้ากรมอยู่ในราชสำนัก อีกผู้หนึ่งก็มีตำแหน่งสูงไม่น้อย แต่ว่าหลายปีมานี้ ใจของข้ากลับมีความไม่พอใจสายหนึ่งแล้ว…

…ในเมื่อเจ้าสี่ยอมละทิ้งโอกาสรับราชการมาดูแลกิจการของตระกูลแล้ว เหตุใดท่านผู้นำตระกูลจวนรองกลับยังถือระเบียนประวัติของตระกูลเอาไว้ไม่ยอมปล่อยเช่นเดิมเล่า…

…น้องสะใภ้สี่เจ้าก็ทราบดีว่าข้าเป็นคนตรงไปตรงมา มีเรื่องอะไรก็มาถกเถียงกันต่อหน้าให้ชัดเจน เรื่องที่ได้ก็บอกว่าได้ ไม่ได้ก็บอกว่าไม่ได้ คิดหาวิธีแก้ปัญหาในส่วนที่ไม่ได้ หากท่านผู้นำตระกูลจวนรองอยากจะเป็นผู้นำตระกูลต่อไปก็ย่อมได้ เช่นนั้นก็ให้เรียกทุกจวนมาร่วมพูดคุยกัน จวนหลักของพวกข้าจะเอาที่ดินสำหรับบวงสรวงของตระกูลออกมา ต่อไปก็ให้สือเกอเอ๋อร์ของพวกเขาเป็นผู้รับผิดชอบดูแลแทน เจ้าสี่ของพวกข้าก็จะได้ไปสมัครที่กรมขุนนาง มองหาตำแหน่งข้าราชการสักตำแหน่งหนึ่ง ไม่แน่ว่าเมื่อตายไปก็จะได้รับศิลาจารึกบนหลุมฝังศพสักแผ่นหนึ่งก็เป็นได้ แต่ถ้าท่านผู้นำตระกูลจวนรองเพียงกลัวว่าเหล่าทายาทชายจะทำหน้าที่ได้ไม่ดี ก็ควรจะให้เจ้าสี่ค่อยๆ ทำความคุ้นเคยกับหน้าที่ต่างๆ ในตระกูลถึงจะถูก ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่เรื่องของสำนักศึกษาของตระกูลเฉิงนี้ก็ควรจะให้เจ้าสี่ลองเข้าไปดูแลจัดการแล้วถึงจะถูก…

…กลับไม่พูดอะไรเลยเช่นนี้ได้อย่างไร ดำรงตำแหน่งอย่างมิชอบอยู่ตรงนั้นหมายความว่าอย่างไร…

…สิ่งที่ท่านผู้นำตระกูลพูดที่ศาลาทิงอวี่ในวันนั้นพวกเจ้าเองก็น่าจะได้ยินกันชัดเจนแล้วกระมัง เจ้าสี่ของพวกข้าเป็นคนอกตัญญูอย่างนั้นหรือ เขาให้เกิงเกอเอ๋อร์ท่อง ‘คัมภีร์กตัญญู’’ ก็แล้วไปเถอะ แต่ถ้อยคำที่พูดถัดจากนั้นพวกนั้นหมายความว่าอย่างไร จะไม่ให้พวกข้าคิดมากได้อย่างไร…

…มีอะไรให้สะใภ้รองต้องรู้สึกเสื่อมเกียรติและขุ่นเคืองหรือ…

…หากจะพูดเรื่องเสื่อมเกียรติและขุ่นเคือง นั่นก็ควรจะเป็นข้าที่ต้องรู้สึกเสื่อมเกียรติและขุ่นเคือง…

…ข้าเองก็เป็นคนมีอายุที่เป็นย่าคนผู้หนึ่งแล้ว มีครั้งไหนบ้างที่ท่านผู้นำตระกูลจวนรองไม่พูดคำพูดจี้ใจดำเหล่านั้น ซึ่งข้าทราบดีอยู่แล้ว ยังจะไปที่ศาลาทิงอวี่อีกทำไม กลัวตัวเองยังเสียหน้าไม่พออีกหรืออย่างไร…

…ข้าว่าท่านผู้นำตระกูลจวนรองอายุมากแล้ว เริ่มเลอะเลือน ไม่ต่างจากสะใภ้ใหญ่เวิ่นผู้นั้นแล้ว ความขุ่นเคืองของคนรุ่นพวกเราก็ให้เป็นของคนรุ่นพวกเรา ส่วนความสัมพันธ์อันดีของรุ่นเด็กๆ ก็เป็นของรุ่นเด็กๆ ไม่อย่างนั้นคนในตระกูลก็ไม่อาจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ ไม่เร็วก็ช้าตระกูลนี้ก็ต้องแตกฉานซ่านเซ็นกันไป เขาถึงกับใช้เกิงเกอเอ๋อร์เป็นแพ ให้ท่อง ‘คัมภีร์กตัญญู’ ก็แล้วไปเถิด ยังจะนำเอา ‘คัมภีร์กตัญญู’ ที่เกิงเกอเอ๋อร์ท่องมาพูดให้เป็นเรื่องอีก…

…เจ้าจงไปพูดกับสะใภ้สาม ว่าเรื่องนี้ข้าจำใส่ใจเอาไว้แล้ว จะเร็วจะช้าก็ต้องไปพูดกับจวนรองให้ชัดเจนอยู่ดี นางจะยืนอยู่ข้างข้าหรือยืนอยู่ข้างจวนรอง จะให้ดีก็รีบคิดให้ถ่องแท้เสียแต่เนิ่นๆ อย่าประจบสอพลอ เพราะมีแต่จะถูกคนเตะเอาเท่านั้น”

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวทั้งเชือดตรงๆ และตีลับๆ ครั้งหนึ่ง ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่ากวนพูดอะไรไม่ออกไปครู่ใหญ่ สีหน้ากระอักกระอ่วนยิ่งนัก

เมื่อก่อนอาจพูดได้ว่าท่านผู้นำตระกูลจวนรองให้เกียรติฮูหยินผู้เฒ่ากัวเป็นอย่างมาก ตอนที่ลาออกจากตำแหน่งใหม่ๆ ยังเคยพูดต่อหน้าเหล่าหัวหน้าหรือผู้ช่วยทั้งหลายที่มาเยี่ยมเยียนเขาว่า ‘ซอยจิ่วหรูของพวกเรามีวันนี้ได้ ล้วนต้องชื่นชมสะใภ้ใหญ่ของข้าผู้นั้น’ กลับเป็นฮูหยินผู้เฒ่ากัวที่กระทำอะไรอย่างตามอำเภอใจ แต่ท่านผู้นำตระกูลจวนรองก็ไม่เคยว่าอะไรมาก่อน ส่วนเรื่องที่ศาลาทิงอวี่เมื่อคราวก่อน จากคำพูดของนายหญิงผู้เฒ่าหลี่จวนสามแล้ว โดยมากเพราะท่านผู้นำตระกูลจวนรองเห็นว่าจวนหลักมีอำนาจมาก ส่วนตัวเองอายุมากแล้ว ลูกศิษย์มิตรสหายบ้างก็เสียชีวิตไปแล้ว บ้างก็ออกจากราชการไปแล้ว กลัวว่าเมื่อมาถึงคราวของสือเกอเอ๋อร์แล้วจวนหลักจะสะบัดมือไม่สนใจ บวกกับฮูหยินผู้เฒ่ากัวไม่ไปร่วมงานเลี้ยงตระกูลอย่างไร้เหตุผล เป็นความหุนหันที่อยู่ภายใต้อารมณ์โกรธ

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวอายุมากแล้ว หลานสี่ควรจะไปกล่าวขอโทษท่านผู้นำตระกูลสักครั้งถึงจะถูก

หลานสี่ละเลยทำไม่สนใจเช่นนี้ มีแต่จะเพิ่มความขัดแย้งระหว่างสองจวนให้มากขึ้น

และฮูหยินผู้เฒ่ากวนก็คิดว่าอย่างไรเสียท่านผู้นำตระกูลจวนรองก็มีชีวิตอยู่อีกไม่นานแล้ว การที่จวนหลักมีเรื่องกับจวนรองในเวลานี้ เป็นสิ่งที่ไม่ฉลาดอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยเหตุนี้ถึงได้มาเกลี้ยยกล่อมดู

แต่สิ่งที่ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่ากวนคาดไม่ถึงก็คือ ฮูหยินผู้เฒ่ากัวกลับประณามอีกฝ่ายแทน บอกว่าท่านผู้นำตระกูลจวนรองไม่ควรจะพูดเสียดสีเช่นนั้น

แต่หากไม่มีเรื่องที่ฮูหยินผู้เฒ่ากัวไม่ไปร่วมงานเลี้ยงของตระกูล ท่านผู้นำตระกูลจวนรองจะเปรียบเปรยเรื่องที่จวนหลักควรจะมีความกตัญญูต่อผู้อาวุโสได้อย่างไร

ชั่วขณะนี้ฮูหยินผู้เฒ่ากวนมีคำพูดมากมายที่ไม่อาจพูดออกมาได้

เห็นได้ชัดว่าฮูหยินผู้เฒ่ากัวต้องการหาเรื่องกลับ!

นางได้แต่ยิ้มแหยพลางกล่าวขึ้นอย่างทำอะไรไม่ได้ว่า “พวกข้าก็เพียงกลัวว่าพวกท่านจะทะเลาะกันขึ้นมา”

โชคดีที่ฮูหยินผู้เฒ่ากัวไม่ได้พูดเรื่องนี้ต่อ กล่าวพลางทอดถอนหายใจว่า “ความปรารถนาดีของเจ้าข้ารับเอาไว้แล้ว ต่อไปเจ้าก็อย่าได้สนใจเรื่องไม่เป็นเรื่องพวกนี้ของพวกข้าอีกเลย เรื่องบางเรื่องก็ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เจ้าคิด”

ในเมื่อกล่าวมาถึงขั้นนี้แล้ว ฮูหยินผู้เฒ่ากวนก็ไม่กล้ากล่าวอะไรอีก

“ท่านกล่าวเช่นนี้ ข้าเองก็ได้ยกก้อนหินนี้ออกจากอกได้เสียที เดิมทีข้าก็ไม่อยากสนใจเรื่องพวกนี้ บางครั้งก็กลัวว่าจะเป็นการทำลายความรู้สึกกันจริงๆ เจ้าค่ะ” นางเปลี่ยนหัวข้อสนทนายิ้มๆ ว่า “วันนี้ช่างเป็นลาภปากของข้ายิ่งนัก ได้ชิมฝีมือของพ่อครัวใหญ่ของโรงครัวพร้อมกับท่าน”

โรงครัวของตระกูลเฉิงจะดูแลเฉพาะอาหารประจำวันของจวนหลักและจวนรองเท่านั้น จวนอื่นๆ อีกสามจวนจะรับอาหารจากห้องครัวเล็กของแต่ละจวน หากมีแขกมาแล้วต้องการให้โรงครัวช่วยจัดอาหารและเครื่องดื่มให้ ต้องให้ฮูหยินหยวนของจวนหลักตรวจสอบหรือไม่ก็ต้องได้รับคำสั่งของนายหญิงผู้เฒ่าถังของจวนรองก่อนถึงจะกระทำได้

เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว ตระกูลเฉิงก็ค่อนข้างยุ่งเหยิงอยู่บ้างเล็กน้อย

ก็ไม่โทษที่ฮูหยินผู้เฒ่ากัวจะไม่มีความสุขใจ!

ฮูหยินผู้เฒ่ากวนยิ้มอย่างขมขื่นอยู่ในใจไปนับครั้งไม่ถ้วน ตอนจะจากไปยังหันไปส่งสายตาให้โจวเสาจิ่นครั้งหนึ่ง

เพียงแต่ยังไม่ทันที่โจวเสาจิ่นจะได้เอ่ยปาก ฮูหยินผู้เฒ่ากัวก็เอ่ยขึ้นก่อนว่า “เสาจิ่น เจ้าไปส่งยายของเจ้าสักหน่อยเถิด”

โจวเสาจิ่นขานรับคำยิ้มๆ ประคองฮูหยินผู้เฒ่ากวนออกจากหอซื่ออี๋ไป

ฮูหยินผู้เฒ่ากวนถึงได้เอ่ยขึ้นว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดฮูหยินผู้เฒ่ากัวถึงขุ่นเคืองเช่นนี้”

โจวเสาจิ่นส่ายศีรษะโดยสัญชาตญาณ เห็นนัยน์ตาของท่านยายฉายแววสับสนเล็กน้อย ได้แต่แสร้งทำเป็นไม่รู้พลางกล่าวขึ้นว่า “มิใช่ว่าเมื่อครู่ฮูหยินผู้เฒ่ากัวบอกว่าเป็นเพราะท่านผู้นำตระกูลจวนรองพูดบางอย่างที่ไม่ดีกับจวนหลักหรอกหรือเจ้าคะ”

ฮูหยินผู้เฒ่ากวนมองใบหน้าใสซื่อของนางแล้ว ได้แต่ส่ายศีรษะอยู่ในใจ

โจวเสาจิ่นผู้นี้ยังเด็กเกินไป!

ในอนาคตความบาดหมางระหว่างจวนหลักกับจวนรองจะต้องมีมากกว่านี้เป็นแน่ ต้องรีบจัดการเรื่องหมั้นหมายของเด็กผู้นี้กับอี้เกอเอ๋อร์ให้เรียบร้อย แล้วส่งเด็กผู้นี้ไปอยู่เมืองเป่าติ้งเสียแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า จะได้ไม่ต้องลำบากใจอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของทั้งสองจวน

ฮูหยินผู้เฒ่ากวนย้ำกำชับโจวเสาจิ่นไปหลายประโยคว่า ‘ต้องเชื่อฟัง’ แล้วเดินจากไปโดยมีบ่าวรับใช้คอยห้อมล้อม

โจวเสาจิ่นขึ้นชั้นสองไปด้วยความลำบากใจ

ทว่าฮูหยินผู้เฒ่ากัวกลับไม่ถามอะไรนางเลยสักอย่าง เพียงกล่าวยิ้มๆ ว่า “เจ้าอยากกลับเลยหรืออยากจะอยู่กินมื้อเย็นที่นี่ต่อ”

ด้านนอกกำลังเป็นช่วงเวลาที่อากาศดีที่สุดของวัน

โจวเสาจิ่นกล่าวยิ้มๆ ว่า “อยู่รับมื้อเย็นที่นี่ได้หรือไม่เจ้าคะ”

ตรงบันไดของชั้นสองแบ่งออกเป็นห้องเล็กๆ สองห้อง เวลามีงานเลี้ยงใช้เป็นห้องพักผ่อนหรือไม่ก็ห้องจัดแต่งเสื้อผ้าของพวกสตรีทั้งหลาย

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวได้ยินแล้วกล่าวขึ้นว่า “เช่นนั้นพวกเราก็กินมื้อเย็นแล้วค่อยกลับไปก็แล้วกัน”

โจวเสาจิ่นพยักหน้าพร้อมกับยิ้มร่า นางกับฮูหยินผู้เฒ่ากัวต่างคนต่างนอนกลางวันอยู่ที่หอซื่ออี๋ตื่นหนึ่ง

เมื่อตื่นขึ้นมาในช่วงบ่าย พวกนางก็เล่นไพ่ใบไม้กันอีก

ตอนที่เฉิงฉือมารับมื้อเย็นในครั้งนี้เขาไม่ได้พูดอะไรอีก

ทว่าเพียงแค่โจวเสาจิ่นนึกถึงประโยคของเฉิงฉือที่ว่า แพ้เสียเงินไปเท่าไร ข้าจะชดเชยให้เจ้าเอง ประโยคนั้นขึ้นมา ในใจก็มีความอบอุ่นสายหนึ่งไหลผ่าน

ราวกับว่าเขาเป็นต้นไม้สูงเสียดฟ้าของนาง ที่ไม่ว่านางทำอะไร เขาก็จะเป็นที่หลบฝนกำบังลมให้นางอย่างไรอย่างนั้น

นางเม้มปากกลั้นยิ้ม นึกถึงคำพูดของท่านยายตอนที่มาหา คิดว่าฮูหยินผู้เฒ่ากัวต้องมีเรื่องอยากคุยกับเฉิงฉือเป็นแน่ นางจึงรับน้ำชาจากสาวใช้เด็กไปวางลงตรงหน้าเฉิงฉือ แล้วถอยออกไปเตรียมมื้อเย็นกับพวกปี้อวี้

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวมองเงาหลังบอบบางทว่าไม่ขาดความงดงามของโจวเสาจิ่นแล้วกล่าวยิ้มๆ ว่า “เด็กคนนี้มองๆ ไปเผลอครูู่เดียวก็โตแล้ว รู้ความกว่าเมื่อก่อนมากนัก”

เฉิงฉือมองตามสายตาของมารดา ขานรับว่า “จริงขอรับ” ด้วยอาการใจลอยเล็กน้อย ในใจกลับกำลังคิดว่า รอให้นางรู้ว่าจะได้ไปดูการแข่งเรือมังกรในวันเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างก่อน ไม่รู้ว่าจะดีใจมากเพียงใด!

จากนั้นค่อยไปตกรางวัลชิ้นใหญ่ให้กับความรู้งานของท่านเจ้าเมืองอู๋

เขาเพียงเอ่ยปาก ท่านเจ้าเมืองอู๋ก็รับไปจัดการแล้ว สุดท้ายจึงจัดการเรื่องนี้ไปได้ด้วยเงินเพียงห้าร้อยเหลี่ยงเท่านั้น

แม้นเจ้าเมืองอู๋ผู้นี้จะไม่ได้เก่งกาจอะไรเป็นพิเศษ ทว่ายามให้ช่วยจัดการเรื่องอะไรกลับพึ่งพาได้มาก

ดูแล้วตำแหน่งเจ้าเมืองจินหลิงตำแหน่งนี้เขายังนั่งอยู่ต่อไปได้อีกสักสองสามปี…

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวพูดกับเฉิงฉือถึงจุดประสงค์ของฮูหยินผู้เฒ่ากวนในวันนี้ขึ้นมา สุดท้ายกล่าวว่า “…ข้าอายุมากแล้ว คร้านที่จะสร้างภาพกับพวกเขาแล้ว”

เฉิงฉือดูออกว่ามารดายังไม่ค่อยสบายใจนัก

คงจะเป็นเพราะกลัวว่าจะกระทบมาถึงเขากระมัง

หลายปีมานี้เขาออกไปนั่นไปนี่อยู่ตลอด มารดาคงจะรู้สึกอยู่บ้างว่าเขาคงจะกำลังทำอะไรอยู่ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเขากำลังวางแผนจะไปจากตระกูลเฉิงเท่านั้น

เฉิงฉือพลันรู้สึกผิดอยู่ในใจ อดไม่ได้ที่จะกุมมือของมารดาเอาไว้พร้อมกับกล่าวปลอบโยนมารดาว่า “ท่านวางใจเถิด เรื่องของที่บ้านไม่มีทางกระทบมาถึงข้าได้”

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวถึงได้วางใจลง นึกถึงเรื่องที่เฉิงฉือรับปากนางเมื่อวานว่าจะแต่งงาน อารมณ์ก็ดีขึ้นมา รับมื้อเย็นพร้อมกับเฉิงฉือและโจวเสาจิ่นอย่างชื่นบาน

จากนั้นเฉิงฉือเดินอยู่ด้านหน้า ส่วนโจวเสาจิ่นคล้องแขนของฮูหยินผู้เฒ่ากัวเอาไว้ พวกเขาเดินกลับเรือนหานปี้ซานไปด้วยเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะ

ทางด้านของนายหญิงผู้เฒ่าถังเมื่อได้รับข่าวแล้วก็กัดฟันกรอด แสยะยิ้มเย็นอย่างไม่หยุดหย่อน กล่าวขึ้นว่า “ข้าจะคอยดูว่านางจะหัวเราะไปได้ถึงเมื่อไร”

บรรดาบ่าวรับใช้ที่รับใช้อยู่ข้างกายต่างแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ก้มหน้าก้มตาลงทำธุระของตัวเอง

เจียงซื่อกลับต่อว่านายหญิงผู้เฒ่าหลี่ไปครั้งหนึ่งว่า “ผู้อื่นต่างไม่ว่าอะไร เหตุใดท่านถึงต้องออกหน้าไปยุ่งด้วย”

นายหญิงผู้เฒ่าหลี่กล่าวขึ้นอย่างลำบากใจว่า “นายหญิงผู้เฒ่าถังมาหาข้าถึงที่นี่ ข้าจะปฏิเสธได้หรือ”

เจียงซื่อกัดฟันจนปวดฟันไปหมด

ตระกูลหลี่สร้างคนเช่นนี้ออกมาได้อย่าง ต่อให้ต้องยกบุตรสาวให้แต่งกับบัณฑิตยากไร้คนหนึ่ง ก็ไม่อาจให้บุตรสาวไปมีความสัมพันธ์กับหลี่จิ้งผู้นั้นได้กระมัง

หลี่จิ้งผู้โชคร้ายจามไม่หยุดอยู่ที่โรงเตี๊ยม

ส่วนโจวเสาจิ่นใช้โอกาสตอนที่ออกมาส่งเฉิงฉือพูดถึงเรื่องของหอซื่ออี๋กับเฉิงฉือ

เฉิงฉือกล่าวเสียงเคร่งขรึมว่า “เจ้าอยากรู้ว่าชาติก่อนเกิดเรื่องเหล่านั้นขึ้นได้อย่างไรใช่หรือไม่”

“ก็ไม่เชิงเจ้าค่ะ” โจวเสาจิ่นเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน กล่าวอย่างลังเลว่า “ข้าเองก็ทราบดีว่าไม่อาจไปตามสืบสวนเรื่องของชาติก่อนได้แล้ว…เพียงแต่รู้สึก…ยุ่งยากใจเล็กน้อย…อยากคุยกับท่านน้าฉือเท่านั้นเจ้าค่ะ”

ยามดอกวสันต์ผลิบาน

ยามดอกวสันต์ผลิบาน

ยามดอกวสันต์ผลิบาน
Status: Ongoing
ในยามที่ โจวเสาจิ่น เด็กสาวจากตระกูลโจวผู้แสนอ่อนหวานและว่านอนสอนง่ายถูกชายคนรักที่นางไว้ใจหักหลังคร่าชีวิต นางได้แต่ภาวนาร้องขอโอกาสที่จะได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง หากนางสามารถย้อนเวลากลับไปได้ นางจะหนีไปให้ห่างไกลจากบุรุษจอมเสแสร้งอย่างเขา นางจะไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกย่ำยีอย่างน่าอดสู จะไม่ทำให้ตระกูลต้องอับอายขายขี้หน้า ไม่มีวันทำให้พี่สาวผู้แสนอ่อนโยนหัวใจแตกสลาย ขอแค่โอกาสอีกเพียงสักครั้ง… ดูเหมือนสวรรค์จะสดับฟังคำอธิษฐานก่อนสิ้นใจของนาง ท่ามกลางค่ำคืนอันแสนสงบปราศจากเค้าลางของพายุ โจวเสาจิ่นสะดุ้งตื่นขึ้นจากฝันร้ายและพบว่าตนได้ย้อนเวลากลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งราวปาฏิหาริย์ในร่างเดิมวัยสิบสองปี! ด้วยประสบการณ์อันขื่นขมที่นางได้เผชิญมาในชาติก่อน หญิงสาวตั้งปณิธานว่าจะต้องหาทางแก้ไขชะตาชีวิตของตนเองและของตระกูลในชาตินี้ให้ได้ ไม่มีอีกแล้วเด็กสาวที่ขี้ขลาดและอ่อนแอ แม้แต่ดอกไม้ก็ยังไม่กล้าเด็ดคนนั้น ได้เวลาที่นางต้องยืนหยัดลุกขึ้นสู้เพื่อตัวเองแล้ว

Comment

Options

not work with dark mode
Reset