ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นเจี่ยงไป๋เหมียนก็ถามด้วยความฉงน
“แต่พ่อบ้านอูลล์ริชบอกว่าลาร์สหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
“ถ้าไงคุณลองดูรูปให้ดีๆ อีกทีให้แน่ใจว่าใช่คนนี้หรือเปล่า”
ขณะที่พูดเธอก็ยืนขึ้นแล้ววางภาพถ่ายที่เลห์แมนให้ไว้บนโต๊ะวางถ้วยชา ไสไปทางดิมาร์โก้
หากว่าเป็นสถานที่อื่น การกระทำเช่นนี้ย่อมเป็นการเสียมารยาทอย่างแน่นอน ทว่าสำหรับชุมชนศิลาแดงแล้วนี่คือการให้ความเคารพผู้อื่น
ถึงอย่างไรความระแวดระวังก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่อาจละเลย
ดิมาร์โก้ยกขาขวาที่ไขว่ห้างไว้ลงมา เอนตัวไปข้างหน้าแล้วหยิบภาพถ่าย
“ผมจะจำผิดได้ยังไง ก็นี่มันภาพของลาร์สใช่ไหมล่ะ
“อูลล์ริชไม่รู้เรื่องนี้ ผมมีคนรับใช้สวมหน้ากากสองสามคนที่ติดตามผมมานาน มีเพียงแต่ผมที่ออกคำสั่งควบคุมเขาได้”
เขาเหลือบมองภาพถ่ายอย่างไม่ใส่ใจแล้วหยิบมาใส่กระเป๋า
“อ้อ ค่ะ” เจี่ยงไป๋เหมียนไม่เข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้ต่ออีก เพราะท้ายที่สุดแล้วคนที่จะเป็นคนยืนยันก็คือเลห์แมนต่างหาก
“คำถามสุดท้าย” เธอชูนิ้วชี้ขึ้นมาเพื่อบ่งบอกว่าทำตามที่ตนพูดไว้ก่อนหน้านี้
ดิมาร์โก้ผงกศีรษะเบาๆ
“พูดมาเถอะ”
เจี่ยงไป๋เหมียนเรียบเรียงถ้อยคำแล้วเอ่ยขึ้น
“คุณได้เปิดเผยเรื่องที่มุขนายกเรนาโต้ถูกย้ายกลับสำนักงานใหญ่นิกายตื่นตัวอย่างกระทันหันให้กับพวกมนุษย์มัจฉาปีศาจภูเขารู้หรือเปล่า”
เธอถามออกมาตามตรง แต่ไม่ได้ใช้น้ำเสียงที่เป็นการถาม
ดิมาร์โก้ตบมือหัวเราะร่า
“ไว้รอให้มุขนายกคนใหม่เดินทางมาถึงเมื่อไหร่ ผมจะคุยเรื่องนี้กับเขาเอง”
เขาไม่ยอมรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธเช่นกัน ในสายตาของเจี่ยงไป๋เหมียนและคนอื่นนี่ก็เท่ากับเป็นการยอมรับกลายๆ
ในใจเขาไร้ซึ่งความหวั่นเกรง ไม่สนใจแม้แต่น้อยว่าคนอื่นจะรู้เรื่องนี้หรือเปล่า!
แต่ถ้าเป็นกรณีนี้ งั้นทำไมเขาถึงต้องยิงพ่อบ้านคาร์ลด้วยล่ะ หรือว่ายังมีเหตุผลอื่นอยู่อีก เพราะเขาเป็นพ่อที่แท้จริงของเด็กงั้นเหรอ… เจี่ยงไป๋เหมียนอดคิดฟุ้งซ่านไม่ได้แต่รีบเก็บความคิดพวกนั้นกลับไปอย่างรวดเร็ว
เธอเหลือบมองซางเจี้ยนเย่าโดยไม่รู้ตัว พบว่าเจ้าหมอนี่โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเหมือนกับเตรียมจะพุ่งออกไป
ตอนนี้ดิมาร์โก้ก็นั่งตัวตรง
“งั้นวันนี้พอแค่นี้ก็แล้วกัน”
ในเมื่ออีกฝ่ายพูดออกมาอย่างชัดเจนแล้ว เจี่ยงไป๋เหมียน ซางเจี้ยนเยา กับคนที่เหลือย่อมไม่อาจอิดออดต่อได้อีก ลุกขึ้นยืนพร้อมกันแล้วอำลาอย่างมีมารยาท
ในขณะที่เดินไปจนเกือบจะถึงประตูอยู่แล้ว เจี่ยงไป๋เหมียนก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้จึงหันหน้ากลับไปถาม
“มิสเตอร์ดิมาร์โก้ พวกที่ใช้ปืนบาซูก้ายิงใส่พวกเราและบีบให้พวกเราสืบสวนคดีขโมยอาวุธต่อ นั่นเป็นคนของคุณหรือเปล่า”
ดิมาร์โก้ที่สวมหน้ากากสีดำมีลวดลายสีขาวยังคงนั่งอยู่บนโซฟาผงกศีรษะให้
“คาร์ลเป็นคนสั่งน่ะ เขาไม่ได้คิดจะทำร้ายพวกคุณหรอก เพียงแค่ต้องการกระตุ้นเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง
“คนบนพื้นพวกนั้น ยิ่งได้มากก็ยิ่งโลภมาก จำเป็นต้องให้บทเรียนเสียหน่อย”
“ดังนั้นคุณก็เลยส่งคนไปฆ่าเฮลเว็กด้วยสินะ” เจี่ยงไป๋เหมียนเหลือบมองซางเจี้ยนเย่าแล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
ดิมาร์โก้หัวเราะเสียงต่ำออกมาคำหนึ่ง
“ผมก็คิดไว้เหมือนกัน เพียงแต่ยังไม่ทันได้ตัดสินใจลงมือ เขาก็ชิงตายไปก่อนเสียแล้ว
“เรื่องขี้ผงแบบนี้ผมไม่จำเป็นต้องโกหก ต่อให้ผมยอมรับว่าทำจริงๆ นั่นก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับผมเหมือนกัน”
เจี่ยงไป๋เหมียนร้อง “อืม” ออกมาคำหนึ่ง
“คุณไม่กลัวว่าพวกคนภาษาธุลีกับคนแม่น้ำแดงในชุมชนศิลาแดงจะรวมกำลังเข้ามาโจมตี ‘นาวาบาดาล’ หรือไง”
สายตาของดิมาร์โก้ค่อยๆ กวาดไปบนใบหน้าสมาชิกทั้งสี่ของ ‘ทีมสำรวจเก่า’ แล้วพูดอย่างใจเย็น
“หากไม่ใช่เพราะต้องพะวงเรื่องทางโบสถ์ละก็ ผมต้องการให้ใครขึ้นมาเป็นหัวหน้าของชุมชนศิลาแดงก็ได้ทั้งนั้น แม้แต่พวกมนุษย์มัจฉาปีศาจภูเขาก็เป็นได้เหมือนกัน”
ในตอนนี้หลงเยว่หงและคนอื่นๆ ต่างก็ได้ยินความมั่นใจตัวเองอย่างสุดขีดเจืออยู่ในน้ำเสียงของดิมาร์โก้
เขาเชื่อว่า ‘นาวาบาดาล’ สามารถจัดการกับคนภาษาธุลีและคนแม่น้ำแดงในซากเมืองได้อย่างง่ายดาย
“แต่กองกำลังติดอาวุธของโบสถ์ก็ไม่ได้ดูแข็งแกร่งอะไรเท่าไหร่นี่…” เจี่ยงไป๋เหมียนเจตนาตอบอย่างยั่วยุ
เธอไม่ได้พูดถึงว่าพวกผู้ตื่นรู้ที่เป็นมุขนายกและผู้แจ้งเตือนต่างหากถึงจะเป็นจุดแข็งหลักของชุมชนศิลาแดง เพียงแค่คิดอยากจะดูว่าสามารถฉวยโอกาสเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับผู้ตื่นรู้จากปากของดิมาร์โก้ได้หรือไม่
ดิมาร์โก้หัวเราะลั่น ถึงแม้ว่าเขาจะสวมหน้ากากอยู่ก็ตาม ทว่าเสียงหัวเราะนั้นกลับทรยศเขาเสียแล้ว
“ผู้ครองกาลองค์อื่นไม่เหมือนกับ ‘ธชียมโลก’ ที่ชอบเฝ้ามองโบสถ์ของตัวเองน่ะ”
หือ นี่มันไปถึงระดับของผู้ครองกาลโดยตรงเลยเหรอเนี่ย… เจี่ยงไป๋เหมียนถึงกับตะลึงพรึงเพริดไปโดยพลัน
นี่ไม่ใช่คำตอบที่เธอคาดหวังไว้ ทว่ามันรุนแรงยิ่งกว่านั้นอีก
หากไม่ใช่เพราะเคยได้ประสบพบเจอสถานการณ์ที่ถูก ‘เฝ้ามองจากหลังประตู’ ด้วยตนเองมาแล้ว เธอก็คงคิดว่าดิมาร์โก้เพียงแค่พูดเล่นโดยชี้ไปที่การ ‘ตื่นตัว’ เกินกว่าขอบเขตปกติแค่นั้น
แต่ในตอนนี้เธอเชื่อว่าอีกฝ่ายต้องเคยพบกับการเฝ้ามองของ ‘ธชียมโลก’ มาแล้วแน่นอน
“ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะ” ที่เอ่ยปากถามขึ้นมานั้นคือซางเจี้ยนเย่า เขารู้สึกสนใจเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
ดิมาร์โก้หัวเราะออกมา
“ดูจากผู้ตื่นรู้บางคนของนิกายก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือไง พวกเขาเป็นพวกอ่อนไหวง่ายมาก ถูกยั่วยุได้ง่ายมาก ด้อยค่าตัวเองมาก ตื่นตัวหวาดระแวงสุดขีด เพียงแค่ถูกอะไรมากระตุ้นหน่อยเดียวก็มีปฏิกิริยาตอบสนองเสียจนเกินเหตุ
“ดังนั้น ‘ธชียมโลก’ ที่คอยเฝ้าระวังก็ย่อมต้องคอยเฝ้าจับตาดูบรรดาโบสถ์ต่างๆ ของตัวเองเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นอยู่แล้ว”
“อย่างนี้นี่เอง…” เจี่ยงไป๋เหมียนได้เพิ่มความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการสละในเขตพลังของ ‘ธชียมโลก’ มาอีกบางส่วน
เธอยังสงสัยอยู่บ้างว่าแก่นแท้ของการสละนั้นเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับพลังของผู้ครองกาลที่ ‘ประทานพร’ โดยอยู่เหนือจิตสำนึกและถูกแพร่ให้ติดต่ออย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงแค่การคาดเดาเท่านั้น เพราะในตอนนี้ยังมีเรื่องที่ไม่อาจอธิบายได้อยู่
ดูเหมือนว่าดิมาร์โก้จะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขายิ้มแล้วพูดเสริมขึ้นประโยคหนึ่ง
“การตายของเฮลเว็กน่ะ ถ้าหากพวกคุณไม่พบตัวฆาตกรจากกลุ่มคนที่เป็นศัตรูของเขา งั้นจะลองพิจารณาจากในมุมมองนี้ดูก็ได้นะ
“บางทีเขาอาจจะแค่ทะเลาะกับใครสักคนด้วยเรื่องหยุมหยิมเล็กๆ น้อยๆ หรืออาจจะแค่พูดล้อเลียนใครสักคนไปสองสามคำก็เลยทำให้อีกฝ่ายโกรธเคืองไม่พอใจ พอสบโอกาสก็เลยลงมือฆ่าเขาเสีย”
เจี่ยงไป๋เหมียนถามออกมาด้วยความกระจ่าง
“อย่างเช่นพวกคนขี้โมโหเหมือนกับแบรนด์สินะ”
“ประมาณนั้นแหละ” ดิมาร์โก้เอ่ยปากส่งอีกครั้ง “คำถามพวกคุณน่าจะพอได้แล้วล่ะ”
เจี่ยงไป๋เหมียนไม่ได้รีรอต่ออีก เธอเปิดบานประตูไม้สีแดงเดินออกไปยังทางเดินที่ปูพรมไว้
จากนั้นพวกเขาก็เดินตามพ่อบ้านอูลล์ริชตรงไปที่ลิฟต์
ในระหว่างที่เดินอยู่ ซางเจี้ยนเย่าก็ชะลอฝีเท้าลงไปรั้งท้ายกลุ่ม
เจี่ยงไป๋เหมียนเหลือบมองเขาแล้วสบกับสายตาที่เขามองมา
เฮ้อ… เจี่ยงไป๋เหมียนถอนใจอย่างจนใจ
ไม่นานพวกเขาก็เดินมาถึงลิฟต์แล้วทยอยเข้าไปข้างใน
ในช่วงเวลานี้ ดิมาร์โก้ที่สวมหน้ากากสีดำมีลวดลายสีขาวก็เดินออกมาจากห้อง เข้าไปรวมกับกลุ่มยามซึ่งก็รวมทั้งยามที่สวมชุดเกราะเสริมแรงทางทหารอีกสองคนนั่นด้วย
แล้วทันใดนั้นเองซางเจี้ยนเย่าก็กลับหลังหันพร้อมกับปลดลูกระเบิดมือจากเข็มขัดอาวุธที่เอวตนเองออกมา
เขาก้าวออกไปพลางตะโกนเสียงดัง
“นี่มอบให้พวกคุณ สำหรับชาวชุมชนศิลาแดง!”
ในขณะที่ตะโกนออกไปนั้น กล้ามเนื้อแขนขวาเขาก็นูนป่องขึ้นแล้วใช้กำลังทั่วร่างขว้างลูกระเบิดนั่นใส่กลุ่มของดิมาร์โก้สุดแรง
ยามสองคนที่สวมชุดเกราะกระดูกเสริมแรงและยามอีกหกคนต่างก็มีปฏิกิริยาตอบสนองพร้อมๆ กัน บางคนใช้ระบบเล็งเป้าความแม่นยำสูงเพื่อต้องการยิงทำลายลูกระเบิดที่ลอยมาตั้งแต่กลางทาง บางคนก็ยกแขนที่ถือปืนอยู่ขึ้นมาโดยอัตโนมัติเพื่อจะยิงใส่ลิฟต์ บางส่วนก็พุ่งเข้าหาดิมาร์โก้เพื่อจะกระแทกเจ้านายให้เข้าไปในห้อง
ทว่าในตอนนี้มือของพวกเขาทุกคนกลับสูญเสีย ‘ความรู้สึก’ ไปโดยสิ้นเชิง ทำให้ไม่อาจทำในสิ่งที่ตัวเองคิดเอาไว้ได้
มีเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่สามารถทำในสิ่งที่ตนเองคิดได้สำเร็จ พุ่งชนดิมาร์โก้จนกระเด็นเข้าไปในห้อง ทำให้เขาถึงกับเซถลาจนแทบจะล้มกระแทกพื้น
ตุ้บ!
ระเบิดมือร่วงหล่นลงบนพรม ทว่าไม่ได้เกิดการระเบิดขึ้น
นั่นเป็นเพราะซางเจี้ยนเย่าไม่ได้ดึงสลักนิรภัยออก
ในตอนนี้เขากลับเข้าไปในลิฟต์แล้ว ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดตาเอาไว้แล้วโค้งคำนับให้ดิมาร์โก้กับคนอื่นๆ
วินาทีถัดมาประตูลิฟต์หน้าเขาก็ปิดลง
เมื่อได้เห็นเช่นนี้ ทหารยามหลายคนนั่นก็ถึงกับนิ่งอึ้งไป
* * * * *
ภายในลิฟต์ที่กำลังเลื่อนขึ้น อูลล์ริชซึ่งรับผิดชอบนำทางนั้นทั้งตระหนกทั้งโกรธเคือง
“พวกคุณ…”
“ผมก็แค่ขู่เพื่อกระตุ้นพวกเขานิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง ไม่ได้ทำให้ระเบิดขึ้นมาจริงๆ เสียหน่อย” ซางเจี้ยนเย่าที่สวมหน้ากากลิงอยู่ตอบออกมาด้วยรอยยิ้ม
อูลล์ริชเหลือบมองปืนพกซึ่งเจี่ยงไป๋เหมียนเล็งมาที่ตนเองอยู่แล้วพยายามสงบใจลง ถามขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ
“ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วยล่ะ จะช่วยทวงความยุติธรรมให้กับคนในชุมชนศิลาแดงหรือไง แต่พวกเขาก็ยังไม่ตัดสินใจว่าจะทำอะไรสักหน่อย”
ซางเจี้ยนเย่าพูดกลั้วหัวเราะ
“นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่ง
“แต่เรื่องที่พวกเขาจะตัดสินใจทำอะไรนั่นก็ไม่ได้เกี่ยวกับผมหรอก”
พูดถึงตรงนี้เขาก็หัวเราะออกมาอีกครั้ง
“ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ หัวหน้าของพวกเราเคยบอกไว้ว่าหากเจอตัวพวกที่ยิงบาซูก้าใส่พวกเราเมื่อไหร่ ก็ต้องเอาคืนด้วยวิธีเดียวกัน
“พวกเราไม่ได้พกบาซูก้าติดตัวมาด้วย ที่นี่ก็คับแคบไปนิด เลยต้องเปลี่ยนไปใช้ระเบิดมือแทน”
ในระหว่างที่พูด ประตูลิฟต์ก็เปิดออก พวกเขากลับมาถึงใต้ดินชั้นแรกแล้ว
“เวลาแบบนี้ไม่ต้องเอาชื่อฉันมาอ้างก็ได้ บอกไปว่านายอยากทำเองก็พอแล้ว” ในขณะที่เจี่ยงไป๋เหมียนเดินออกมาจากลิฟต์เธอก็พูดอย่างโมโหระคนขบขัน
ถึงแม้ว่าเธอจะพูดออกไปแบบนั้น แต่ก็ยังแอบยกนิ้วหัวแม่มือให้ซางเจี้ยนเย่าด้วย
‘ทีมสำรวจเก่า’ ของพวกเราต้องชำระหนี้แค้น แม้จะทวงได้ไม่มาก แต่ก็จะไม่ยอมให้น้อยกว่านั้นเหมือนกัน!
* * * * *
ภายในห้องรับแขก ดิมาร์โก้ที่สวมหน้ากากสีดำมีลวดลายสีขาวได้กลับมายืนอย่างมั่นคงแล้ว
“นายท่าน ไม่เป็นไรใช่ไหม” ยามคนหนึ่งถามอย่างร้อนใจ
พวกเขารู้แล้วว่าลูกระเบิดนั้นไม่ได้ดึงสลักนิรภัยออก มันจึงไม่ระเบิดขึ้น
ดิมาร์โก้มองไปยังทิศทางของลิฟต์แล้วส่ายหน้า
“ไม่เป็นไร”
* * * * *
อูลล์ริชคิดไม่ถึงว่าจะได้ยินเหตุผลเช่นนี้ ภายในใจพลันปรากฏความคิดที่ว่าอีกฝ่ายนั้นเสียสติไปแล้วหรือไง
เนื่องจากไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ เขาจึงไม่อยากเข้าไปข้องแวะด้วย รีบกดปุ่มให้ลิฟต์เคลื่อนลงทันที หวังเพียงว่าจะอยู่ห่างจากคนกลุ่มนี้ให้เร็วที่สุด
ในขณะเดียวกันนั้นหลงเยว่หงก็แสดงความคิดเห็นของตนเกี่ยวกับซางเจี้ยนเย่าออกมา
“นายเท่มาก!”
การได้ทวงแค้นแบบนี้ สะใจชะมัด!
ถึงแม้ไป๋เฉินจะไม่ได้พูด แต่การที่เธอช่วยระวังรอบด้านให้กับซางเจี้ยนเย่านั่นก็เห็นได้ชัดแล้วว่าเธอมีทัศนคติเช่นไร
หลังจากประตูลิฟต์ปิดลง เจี่ยงไป๋เหมียนเหลือบมองผู้แจ้งเตือนซ่งที่เดินมาจากระยะไกล จากนั้นก็หันมาถามซางเจี้ยนเย่าด้วยความประหลาดใจแกมสงสัย
“ทำไมตอนหลังสุดนายถึงทำท่าสักการะในแบบของ ‘นิกายทอนปัญญา’ ล่ะ
“จะใส่ร้ายพวกเขาหรือไง”
ซางเจี้ยนเย่าตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ผมลองคิดดูแล้วพบว่าทำแบบนี้เป็นวิธีการเย้ยหยันมากที่สุด”
“…” เจี่ยงไป๋เหมียนพูดอย่างจนใจ “ทำไมนายถึงไม่ตื่นรู้ในเส้นทาง ‘ยั่วยุ’ กันนะ”
* * * * *
ดิมาร์โก้กลับลงไปถึงห้องตัวเองซึ่งอยู่ใต้ดินชั้นล่างแล้ว
นอกจากตัวเขาก็ไม่มีใครอยู่ที่นี่อีก
เขาซึ่งอยู่ในชุดนักบวชสีดำหยิบภาพของลาร์สที่ได้มาจากเลห์แมนออกมาจากกระเป๋าแล้วก้มมองดู
ในภาพนั้นลาร์สมีผมสั้นสีป่าน ดวงตาสีฟ้าอ่อน จมูกโด่ง มีเคราบางๆ รอบปาก และมีปานสีน้ำเงินเล็กๆ ที่หน้าผาก
“เฮอะ” ดิมาร์โก้แค่นหัวเราะออกมาคำหนึ่งแล้วโยนรูปนั้นลงถังขยะ
จากนั้นก็เดินไปที่กระจกเงาแบบเต็มตัว เตรียมจะเปลี่ยนไปใส่ชุดอยู่บ้าน
ทันใดนั้นยามที่อยู่นอกประตูก็รายงานเข้ามา
“นายท่าน คนที่ส่งไปที่ริมทะเลสาบกลับมาแล้ว จากที่สังเกตการณ์ในระยะไกล ยืนยันในเบื้องต้นได้ว่าบนเกาะไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น”
“รู้แล้ว” ดิมาร์โก้ผงกศีรษะเบาๆ
พูดจบเขาก็ยกมือขวาขึ้นมาปลดหน้ากากออกจากใบหน้า
ภายใต้ผมสีป่านก็คือดวงตาสีฟ้าอ่อน จมูกโด่ง ปานสีน้ำเงินบนหน้าผาก ริมฝีปากแสดงรอยยิ้มพึงใจเจือเย้ยหยันเล็กน้อย
ในขณะเดียวกันเขาก็พูดชื่อหนึ่งออกมาเบาๆ
“พยัคฆ์ยมราช…”