รัตติกาลไม่สิ้นแสง – ตอนที่ 85 พลังต่อสู้

เนื่องจาก ‘ศูนย์ควบคุมเครือข่ายอัจฉริยะ’ นั้นมีอาณาบริเวณกว้างขวางมากและยังแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง กลุ่มโจร ‘ไฮยีน่า’ จึงไม่กล้าเข้าไปใกล้ ด้วยเหตุนี้พวกมันจึงไม่อาจยึดครองตำแหน่งบนหลังคาของอาคารได้ ทำได้แค่เพียงส่งพลซุ่มยิงสามคนกระจายไปตามอาคารรอบข้างเท่านั้น

นี่จึงทำให้พลซุ่มยิงสองคนมองไม่เห็นเจี่ยงไป๋เหมียนเมื่อเธอเคลื่อนที่ชิดกำแพงของถนนฝั่งตรงข้าม ‘ศูนย์ควบคุมเครือข่ายอัจฉริยะ’

ส่วนพลซุ่มยิงที่รับผิดชอบตำแหน่งทางเข้าด้านหน้านั้นอยู่ค่อนข้างไกลจากเป้าหมายมากเกินไปและมีมุมยิงที่ไม่ดีนัก จึงแทบไม่มีโอกาสยิงถูกเป้าหมายได้เลย ต่อให้เป็น ‘ผู้ถูกเลือก’ ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุกรรมก็ต้องมีทักษะยิงปืนที่ยอดเยี่ยมรวมถึงความเชี่ยวชาญในการซุ่มยิง ถึงจะมีความมั่นใจได้ในระดับหนึ่ง

นอกจากนั้นรถพ่นน้ำก็ยังบดบังมุมมองของตำแหน่งซุ่มยิงไปบางส่วนอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้เมื่อตอนที่เจี่ยงไป๋เหมียนก้าวเท้าไปข้างหน้า เงื้อแขนซ้ายไปด้านหลัง จึงไม่มีใครเข้ามาแทรกขัดจังหวะ

เธอเหวี่ยงแขนขว้างกรรไกรโลหะออกไป

อสรพิษไฟฟ้าสีเงินที่พันเกี่ยวกันไว้จำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งออกไปเป็นสาย เห็นเป็นเส้นสว่างสดใส แล้วชนเข้ากับสิ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นเสาอากาศที่ด้านบนของรถหุ้มเกราะอย่างแม่นยำ

เสียงดังปัง กระแสไฟฟ้าอันเกรี้ยวกราดรุนแรงแผ่ขยายออกไปตาม ‘เสาอากาศ’ ไหลเข้าไปภายในรถหุ้มเกราะทันที กวาดผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายในทั้งหมด

อุปกรณ์บางชิ้นภายในรถเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงเนื่องจากกระแสไฟเกินขนาด บางส่วนปล่อยควันดำออกมา บางส่วนก็ระเบิดดังปัง ทำให้คนภายในรถได้รับผลกระทบอย่างมาก

เมื่อซางเจี้ยนเย่าที่รออยู่ในห้องแถวห้องที่ใกล้ที่สุดเห็นการโจมตีของหัวหน้าทีมประสบผล เขารีบเหวี่ยงแขนสับเท้าก้าวออกไปอย่างรวดเร็วทันที

ในครั้งนี้เขาไม่ได้พกปืนไรเฟิลจู่โจมมาด้วยเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความเร็วและความคล่องตัว

หนึ่งก้าว สองก้าว… ซางเจี้ยนเย่ากระโจนไปข้างหน้าแล้วพุ่งตัวไปทางด้านล่างของรถหุ้มเกราะราวมัจฉาพุ่งกระโจน

รอจนทรงตัวได้ก็เหยียบโครงฐานรถปีนขึ้นไป มีเสียงปืนดังขึ้นสองนัดจากเส้นทางที่เขาเพิ่งวิ่งจากมา

ซางเจี้ยนเย่ารีบปล่อยมือออกจากโครงฐานรถทันที แล้วชูนิ้วส่ายไปมาพร้อมกับหัวเราะออกมาคำหนึ่ง

“พวกแกตอบสนองช้าไปหน่อยนะ…”

ขณะที่พูดดวงตาเขาก็เปลี่ยนเป็นดำมืดอย่างรวดเร็ว

สองสามวินาทีถัดมา ด้านบนของรถหุ้มเกราะก็มีคนผลักเกราะฝาครอบด้านบนให้เปิดออกมาแล้วยืนขึ้น พยายามจะควบคุมปืนกลหนักที่อยู่ด้านบนหลังคารถโดยตรง

การกระทำอย่างหุนหันพลันแล่นนี้ทำให้เขาพ้นออกมาจากการปกป้องของเกราะหุ้มของรถ

ปัง!

เขายังไม่ทันจะมองเห็นภาพเบื้องหน้าตนเองได้อย่างชัดเจน ที่หน้าผากก็มีบุปผาโลหิตสาดกระจาย ศีรษะ ‘บวม’ แล้วระเบิดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยราวกับดอกไม้ไฟ

ไป๋เฉินซึ่งนั่งยองอยู่ที่ประตูบ้าน เธอถือปืนไรเฟิลเล็งไปที่ปืนกลหนัก คอยเฝ้ารอจังหวะไว้ตลอดเวลา

ประตูรถหุ้มเกราะเปิดตามมาติดๆ ชายฉกรรจ์ที่ถือปืนยิงลูกระเบิดและสะพายพวงลูกระเบิดไว้ที่หลังก็กระโดดลงมาจากรถ เขาต้องการจะสังหารเป้าหมายด้วยกำลังของตัวเองโดยตรง ความคิดผุดขึ้นมาในหัว

การซ่อนตัวอยู่หลังเกราะหนามันคือการกระทำที่ขี้ขลาด

นักรบที่แท้จริงจะต้องเดินหนึ่งก้าวยิงหนึ่งก้าว สังหารไปทั่วสี่ทิศ บุญคุณทดแทน ความแค้นต้องชำระ!

เสียงดังปังปังสองครั้ง คอของชายฉกรรจ์ขาดออกไปกว่าครึ่ง เลือดพุ่งกระจายในอากาศ

ในเวลาเดียวกัน หนึ่งในลูกระเบิดที่เขาพันไว้รอบตัวก็ถูกยิงด้วยเช่นกัน

ตูม!

เสียงระเบิดดังอย่างต่อเนื่อง ชิ้นส่วนซากศพไหม้เกรียมของชายฉกรรจ์ร่วงหล่นราวกับสายฝนโปรยปราย กระจายออกไปทั่ว

ภายในเปลวเพลิงสีแดงฉาน ปืนยิงระเบิดในมือกระเด็นออกไป แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ซางเจี้ยนเย่ารีบใช้จังหวะนี้ สองมือยันร่างพลิกตัวกระโดดข้ามซากร่างชายฉกรรจ์ที่เหลือเพียงแค่ขาสองข้าง วิ่งฝ่าทะลวงเปลวไฟที่ยังเหลือแล้วกลิ้งม้วนตัวเข้าไปในรถหุ้มเกราะ

ในรถยังมีโจรเหลืออีกหนึ่งคน เขาโกนศีรษะล้าน ดูดุร้ายน่ากลัว

ในตอนนี้ชายหัวล้านร่างกำยำคิดจะยกสองมือขึ้นมายิงศัตรูด้วยปืนไรเฟิลอัตโนมัติ แต่กลับไม่อาจทำได้สำเร็จ

มือคู่นั้นของเขาสูญเสียสัญชาตญาณเรื่องนี้ไปแล้ว!

เขามองดูซางเจี้ยนเย่าเบื้องหน้า เหงื่อเย็นเยียบหลั่งออกมาจากหน้าผาก

“ฉัน…” เขาอ้าปากพยายามจะร้องขอความเมตตา

ซางเจี้ยนเย่ารีบพุ่งเข้าไปแล้วยัดปากกระบอกปืนพก ‘มอสน้ำแข็ง’ เข้าไปในปากของโจรหัวล้าน

“ชาติหน้าค่อยพูดต่อละกัน” ซางเจี้ยนเย่าพูดด้วยสายตาที่มืดครึ้ม

พูดขาดคำเขาก็เหนี่ยวไกทันที

ปัง!

กระสุนอาบโลหิตพุ่งทะลวงออกมาจากท้ายทอยของโจรหัวล้าน กระทบกับเกราะด้านในรถแล้วแฉลบไปทางอื่น

ซางเจี้ยนเย่าลดปืนลง มองดูร่างโจรหัวล้านค่อยๆ ทรุดฮวบลงไป ได้กลิ่นของเสียทั้งหนักและเบาที่เล็ดออกมาเลอะเปรอะเปื้อน

เขาจับสองบ่าของโจรหัวล้านเอาไว้ ดึงขึ้นมาแล้วออกแรงเหวี่ยงซากศพออกไปนอกรถอย่างรวดเร็ว

เสียงปืนดังขึ้น ซากศพถูกปืนสไนเปอร์ยิงซ้ำอีกรอบ

“เรียบร้อย” ซางเจี้ยนเย่านั่งตำแหน่งพลขับ หยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาพูด จากนั้นก็สตาร์ทรถหุ้มเกราะขับออกไป

โชคดีที่รถคันนี้ไม่ใช่รถยนต์ระบบไฟฟ้า ไม่อย่างนั้นแล้วหลังจากที่ถูกเจี่ยงไป๋เหมียนโจมตี ก็ไม่รู้ว่ามันยังจะสามารถใช้งานได้อยู่อีกหรือเปล่า

เสียงกระสุนดังปัง แต่รถหุ้มเกราะนั้นทนทานต่อกระสุนปืนสไนเปอร์ ตัวถังอันใหญ่โตเคลื่อนที่ออกไป

มันมุ่งตรงลงไปตามถนน และหยุดอยู่หน้าบ้านหลังที่เปิดประตูค้างไว้

จากมุมนี้ พลซุ่มยิงที่อยู่บนยอดอาคารจะไม่สามารถยิงใส่เจี่ยงไป๋เหมียนและคนอื่นๆ ได้อีกแล้ว

รอจนกระทั่งหลงเยว่หงกับไป๋เฉินก้าวผ่านประตูรถหุ้มเกราะที่เปิดรออยู่เข้าไปแล้ว เจี่ยงไป๋เหมียนก็กระโดดขึ้นรถ ตามเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็ว

ตอนนี้รถพ่นน้ำยังคงจอดอยู่ที่นั่น เสียงดนตรีไพเราะดังประกอบการพ่นน้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อชะล้างทำความสะอาดคราบเลือดที่เปรอะเปื้อน

“ขับตรงไปไม่ได้ ถ้าไม่ถอยหลังก็ต้องวนรถอ้อมไป” เจี่ยงไป๋เหมียนมองดูรถพ่นน้ำแล้วพูดพึมพำด้วยเสียงอันดัง

“พวก ‘ไฮยีน่า’ ที่เหลืออยู่ มันอยู่ไหนกัน” หลงเยว่หงโพล่งถามขึ้น

หลังจากยึดรถหุ้มเกราะที่ติดตั้งปืนกลหนักมาได้ เขาก็รู้สึกฮึกเหิมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอย่างอธิบายไม่ถูก รู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองมีความสามารถโต้กลับและกวาดล้างกลุ่มโจรที่ฆ่าล้างเมืองหนูดำได้แล้ว

เจี่ยงไป๋เหมียนตรวจจับสัญญาณในบริเวณโดยรอบแล้วพูด

“มีสัญญาณไฟฟ้าหลายจุดกำลังมุ่งมาที่นี่ สัญญาณมาจากทางที่รถหุ้มเกราะวิ่งมา”

“พวก ‘ไฮยีน่า’ ที่เหลือยังมีปืนบาซูก้า ไม่แน่ว่าอาจจะมีกระสุนที่ใช้ยิงต่อสู้รถถังด้วยก็ได้” ไป๋เฉินเตือน

กลุ่มโจร ‘ไฮยีน่า’ นั้นมีแม้กระทั่งระเบิดเทอร์โมบาริก จึงมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่พวกมันจะมีระเบิดต่อสู้รถถัง ไม่ว่าจะเป็นปืนหรือกระสุน

“งั้น… ช่างมันเถอะ” หลงเยว่หงตัวสั่นขึ้นมาทันที

เจี่ยงไป๋เหมียนยิ้ม นั่งลงข้างประตูรถแล้วพูดกับซางเจี้ยนเย่า

“ขับตรงไป แล้ววนกลับไปที่จุดที่รถจี๊ปจอดอยู่”

เสบียงพวกเขายังอยู่ที่นั่น

ซางเจี้ยนเย่าไม่ได้พูดอะไร ปล่อยให้รถหุ้มเกราะตรงไปตามทางถนน

ระหว่างทางนั้นรถหุ้มเกราะขับส่ายไปมา กวาดรถที่จอดทิ้งไว้ข้างทางกับโต๊ะที่ตั้งริมถนนออกเพื่อเปิดทางให้โล่งกว้าง

ในระหว่างนี้ดูเหมือนว่าพลซุ่มยิงจะยอมตัดใจ เลิกยิงต่อแล้ว

นี่แสดงว่าทั้งสามคนนั้นไม่ได้พกปืนบาซูก้ากับกระสุนมาด้วย จะว่าไปแล้วในตอนแรกนั้นพวกเขาคงคิดไม่ถึงว่าจะต้องมาโจมตีใส่รถหุ้มเกราะของพวกตัวเองแบบนี้

รถหุ้มเกราะนั้นทั้งหนาทั้งแข็ง แม้แต่ ‘หน้าต่าง’ รถเอง ถ้าเป็นกระสุนธรรมดาก็คงจะไม่ระคายผิวด้วยซ้ำ

ในตอนนี้ บนถนนที่รถหุ้มเกราะวิ่งมานั้น มีรถออฟโรดสองคันวิ่งตามกันมา

‘ไฮยีน่า’ หลินลี่ที่นั่งอยู่ในรถคันหลัง สวมหมวกเบเร่ต์สีเขียวอมเทาพูดกับวิทยุรับส่งที่ถือไว้ในมือ

“พวกมันอยู่ข้างหน้าแล้ว

“เสี่ยวเอ้อร์[1] ให้พวกมันชิมรสชาติบาซูก้าหน่อยซิ”

เขารู้สถานการณ์ของรถหุ้มเกราะจากพลซุ่มยิงที่อยู่บนอาคารแล้ว จึงสั่งการลูกน้องที่ถือปืนบาซูก้าอยู่ในรถคันหน้าอย่างใจเย็น

“ทราบแล้ว พี่ใหญ่” โจรที่ชื่อเล่นว่า ‘เจ้าสอง’ มองเห็นศพทั้งสองถูกโยนทิ้งไว้ข้างถนนในสภาพชิ้นเนื้อไหม้เกรียม

เขารู้สึกซาบซึ้งที่หัวหน้ามอบโอกาสนี้ให้ ภายในใจผสมปนเปไปด้วยความเศร้าโศกและโกรธแค้น

ครั้นแล้วก็เร่งความเร็วรถออฟโรดคันที่ตนเองนั่งอยู่ แล่นผ่านรถพ่นน้ำ เลี้ยวตามไปยังเส้นทางที่รถหุ้มเกราะหลบหนีไป

ในตอนนี้รถหุ้มเกราะได้มาถึงสี่แยกและเลี้ยวไปทางซ้ายแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงเงาด้านหลัง

“ตาม!” เจ้าสองตะโกนด้วยความโกรธ

เนื่องจากรถออฟโรดนั้นวิ่งได้เร็วกว่า และรถหุ้มเกราะเองก็ได้เคลียร์ทางไว้จนโล่ง ไม่มีสิ่งกีดขวางแล้ว พวกเขารีบไล่กวดไปจนถึงสี่แยกแล้วหักเลี้ยว

ไล่ตามไปได้สักพัก รถออฟโรดทั้งสองคันก็หลุดออกนอกระยะของพลซุ่มยิงทั้งสามโดยไม่รู้ตัว

หักเลี้ยวอีกครั้ง ดวงตาของเจ้าสองก็วาบขึ้น มองเห็นรถหุ้มเกราะสีเขียวขี้ม้าแล่นอย่างช้าๆ อยู่ห่างไปไม่ไกลนัก

เขาหยิบปืนบาซูก้าขึ้นมา กำลังจะยืนขึ้นเพื่อยิงทำลายเป้าหมายผ่านทางหลังคาเปิดประทุน

แต่ทว่าในขณะนั้นเอง ม่านตาเขากลับต้องเบิกกว้าง

ประตูรถหุ้มเกราะด้านหน้านั้นเปิดออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ สาวสวยมัดผมหางม้าชะโงกโผล่ออกมาครึ่งตัว ถือปืนยิงระเบิดเล็งมาที่เขา จากนั้นก็เหนี่ยวไก

หลังจากยิงระเบิดออกไปแล้ว เจี่ยงไป๋เหมียนก็ยกมือขวาขึ้นมาแล้วโบกมือให้เล็กน้อย

ตูม!

รถออฟโรดถูกลูกระเบิดพุ่งกระแทก ลูกไฟพร่าตากระจายออกมา

จากนั้นกระสุนจำนวนมากภายในรถก็ระเบิดตามอีกเป็นชุด ทำให้แสงไฟสว่างวาบตามขึ้นมาอีกเป็นระลอกพร้อมกับเสียงระเบิดดังสนั่น

เจ้าสองกับคนขับรถที่นั่งอยู่ด้านข้างนั้นไม่เหลือกระดูกสักชิ้น แม้กระทั่งรถออฟโรดเองก็เหลือเพียงแค่โครงรถเท่านั้น ประตูหน้าต่างหายไปจนหมดสิ้น

เมื่อ ‘ไฮยีน่า’ ที่เพิ่งจะเลี้ยวตามมาถึง ได้เห็นฉากนี้พร้อมกับเสียงระเบิดสะเทือนแก้วหูเข้าก็อดตัวสั่นเทิ้มไม่ได้

แสงจากเปลวเพลิงที่ลุกไหม้ ทำให้มองเห็นใบหน้าอันซีดเผือดของเขาได้อย่างชัดเจน

“ถะ… ถอยก่อน!” หลินลี่ตะโกนสั่งทันที

ขอเพียงแค่ออกจากถนนเส้นนี้ไปได้ ด้วยความเร็วและความคล่องตัวของรถออฟโรด พวกเขาจะไม่ถูกรถหุ้มเกราะตามทันแน่นอน

คนขับรถออฟโรดคันที่เขานั่งมาก็ตกตะลึงไปเช่นกัน ไม่ลังเลที่จะหักพวงมาลัยเลี้ยวหักศอกพร้อมกับกระทืบคันเร่งทันที เตรียมขับกลับออกไปตามทางที่เข้ามา

หลังจากหันหัวรถแล้ววิ่งไปจนใกล้จะถึงสี่แยก ขมับของ ‘ไฮยีน่า’ หลินลี่ก็พลันมีฟองเลือดระเบิดออก

เพล้ง!

กระจกหน้ารถในตำแหน่งที่นั่งข้างคนขับแตกออกในเวลาเดียวกัน

คนขับรถไม่สนใจตรวจสอบสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น รีบกดคันเร่งจนมิดอย่างบ้าคลั่งเพื่อให้รถออกจากเขตอันตราย แล้วหายลับไปจากสี่แยก

ไป๋เฉินที่อยู่ด้านหลังปืนกลหนักบนหลังคารถหุ้มเกราะ ละสายออกจากกล้องเล็ง

จากนั้นก็เก็บปืนไรเฟิล ‘เจ้าส้ม’ กลับมาแล้วนั่งลง

“เป็นไงบ้าง” หลงเยว่หงถามด้วยความเป็นห่วง

“‘ไฮยีน่า’ ตายแล้ว” ไป๋เฉินค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ

“งั้นจะไล่ตามไปไหม” หลงเยว่หงรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้ง รู้สึกอยากจะกวาดล้างกลุ่มโจร ‘ไฮยีน่า’ ทั้งหมดให้สิ้นซาก

เมื่อเจี่ยงไป๋เหมียนได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะออกมา

“นายคิดว่าที่นี่จะเหมือนกับแดนร้างข้างนอกหรือไง

“ในซากเมืองที่ทั้งอันตรายทั้งแปลกประหลาดแบบนี้ อย่าเดินซี้ซั้วไม่ดูตาม้าตาเรือจะดีกว่า

“อีกอย่างก็คือพวกเราไล่ตามไม่ทันหรอก”

เธอเหลือบมองประตูรถที่ปิดอยู่แล้วสั่งซางเจี้ยนเย่า

“ขับตรงไป ข้ามถนนสองเส้นแล้วเลี้ยวซ้าย เราจะกลับไปทางที่เรามา”

“ทราบแล้ว หัวหน้า!” ซางเจี้ยนเย่าตอบเสียงดัง

ซางเจี้ยนเย่ามองผ่านกระจกกันกระสุนสีเข้มเห็นไฟถนนส่องสว่างอยู่ด้านหน้า สองฟากถนนมี ‘คนไร้ใจ’ กำลังก้มหน้าก้มตากวาดทำความสะอาดโดยไม่ได้สนใจการระเบิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้แม้แต่น้อย

ในอาคารโดยรอบมีแสงสว่างส่องออกมาจากกระจกหน้าต่างจำนวนนับไม่ถ้วน พร้อมกับเงาร่างที่เดินไปเดินมา

* * * * *

[1] เสี่ยวเอ้อร์ (小二) หมายถึง คำที่ใช้เรียกคนเสิร์ฟอาหารในนิยายจีนกำลังภายใน

รัตติกาลไม่สิ้นแสง

รัตติกาลไม่สิ้นแสง

Status: Ongoing
อ่านนิยาย รัตติกาลไม่สิ้นแสงเขต C ชั้นที่ 495 ของอาคารศูนย์กิจกรรม ผนังสีเขียวอมเทาด้านนอกเต็มไปด้วยรอยวาดขีดเขียนสารพัด หญิงสาวหกเจ็ดคนเดินเข้าไปข้างในด้วยสีหน้าเจืออารมณ์ตื่นเต้น คาดหวัง และประหม่า เสื้อผ้าพวกเธอนั้นเรียบง่าย ไม่ได้มีสีสันมากมาย ส่วนใหญ่เป็นสีน้ำเงิน สีดำ สีขาว และสีเขียว แต่ทุกคนล้วนดูงดงามและอ่อนเยาว์ ระหว่างที่พวกเธอกำลังมองดูหน้าจอ LCD ซึ่งมีเพียงหน้าจอเดียวในชั้นนี้ หญิงสาวที่อยู่หัวแถวด้านหน้าอดกระซิบขึ้นไม่ได้ “ไม่รู้ว่าทางบริษัทจะหาสามีแบบไหนให้ฉันกันนะ”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset