ราชินีพลิกสวรรค์ – ตอนที่ 153 ทวงหนี้ถึงหน้าประตู

ในตอนที่เจียงเฮ่าตื่นขึ้นมา……

 

 

เขาที่ไม่ได้อยู่ข้างๆ เจียงหลี บางทีควรเรียกว่าจิ่งเยี่ยจะเหมาะกว่า

 

 

ในตอนที่เขาตื่นขึ้นมา เจียงหลีไม่อยู่แล้ว และเขาก็ได้กลับไปสู่ที่พักของเขาในสำนักหลิงอู่แล้ว เป็นถึงสถาบันของราชสำนัก เมื่อสำนักหลิงอู่เทียบกับสถาบันไป๋หยวนดูแล้วดีกว่ามาก สวัสดิการของเหล่านักเรียนก็ดีมากๆ ถึงอย่างไรนักเรียนส่วนใหญ่ของที่นี่ก็มาจากตระกูลสูงศักดิ์

 

 

ถึงแม้ว่าคนที่ไม่มีพื้นฐานอย่างเขา ก็เพราะว่าพรสวรรค์ที่โดดเด่น และสวัสดิการที่ดี เลยมีหอเล็กๆ ของตัวเอง

 

 

แค่กๆ

 

 

จิ่งเยี่ยไอ แล้วพ่นลมหายที่ไม่บริสุทธิ์ออกมา จิตใจย่ำแย่มาก ก็ยังอ่อนแอเกินไป ไม่สามารถปกป้องอาหลีได้

 

 

พอนึกถึงการต่อสู่ที่หนองน้ำเป่ยยวนในอาณาเขตหลิงอู่ จิ่งเยี่ยยังคงหวาดผวาอยู่

 

 

หลังจากที่เข้าสลบไป ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง แต่ว่าตอนที่ตื่นขึ้นมาในอาณาเขตหลิงอู่ ข้างตัวเขามีข้อความทิ้งไว้ เขียนไว้ว่าเจียงหลีกลับออกไปอย่างปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง

 

 

“ใครกันที่ยื่นมือเข้ามาช่วยพวกเราสองพี่น้อง” จิ่งเยี่ยแววตาครุ่นคิด บ่นพึมพำ

 

 

ในสถานการณ์แบบนั้น คนที่สามารถช่วยชีวิตพวกเขาได้ ต้องแข็งแกร่งขนาดไหนกันนะ

 

 

ถึงแม้ว่าคนลึกลับที่มาช่วยจะบอกว่าน้องสาวเขาไม่เป็นไร แต่ว่าจิ่งเยี่ยกลับยังไม่วางใจ เขาไม่รู้ว่าเจียงหลีผสานเข้ากับวิญญาณยุทธ์ที่สองได้สำเร็จหรือไม่ ยิ่งไม่รู้ว่าตอนนี้น้องสาวอยู่ที่ไหน เป็นอย่างไรบ้าง

 

 

ไปสืบดูที่สถาบันไป๋หยวนสักหน่อย จิ่งเยี่ยตัดสินใจแล้ว จึงเดินออกมาเตรียมจะไปข้างนอก

 

 

เพียงแต่ในตอนที่เขาเพิ่งจะลากเปิดประตู มีคนยืนอยู่ด้านนอก ทำให้เขาตัวแข็งทื่อ ในใจหนาวสั่น

 

 

“องค์หญิง” จิ่งเยี่ยแววตาเยือกเย็น ถึงแม้ว่าจะเปิดปากพูดแล้ว น้ำเสียงไม่สู้ดีนัก ไม่มีความเคารพชื่อนี้เลยแม้แต่น้อย

 

 

ด้านนอกประตู มีหญิงสาวที่อ่อนหวานสวมชุดฝึกฝนที่งดงามยืนอยู่

 

 

ใบหน้าของนางงดงามและสูงส่ง มีความสวยแบบเรียบๆ และบุคลิกดี ทำให้คนมองดูแล้วรู้สึกสบายเป็นพิเศษ รู้สึกดีได้ง่ายมาก รูปร่างดี ทุกๆ ตรงมีเสน่ห์ของความเป็นผู้หญิง

 

 

ความเย็นชาของจิ่งเยี่ยไม่ได้ทำให้นางโกรธ แต่นางกลับสุภาพเยือกเย็น “ได้ข่าวว่าเจ้ากลับมาแล้ว ก็เลยตั้งใจมาเยี่ยม”

 

 

“รบกวนองค์หญิงเกินไปแล้ว” เจียงเฮ่ามองลงมา ไม่มองหญิงงามตรงหน้าอีก

 

 

การมาเยี่ยมที่กะทันหันขององค์หญิงซีสยา ทำให้เขาไม่สามารถไปสถาบันไป๋หยวนเพื่อสืบข่าวคราวของเจียงหลีได้ ดังนั้นใจของจิ่งเยี่ยจึงไม่อยากยุ่งกับองค์หญิงองค์นี้มากนัก

 

 

องค์หญิงมู่ชิงเหยียนเม้มปากแล้วยิ้ม ทำให้คนที่เห็นรู้สึกสดชื่น นางไม่มีมาดองค์หญิงแห่งราชวงศ์เลยสักนิด ไม่สนใจความขัดแย้งของเจียงเฮ่า เพียงแต่ยืนพูดอยู่ตรงประตูว่า “ไปอาณาเขตหลิงอู่มา ราบรื่นดีไหม”

 

 

“อืม” จิ่งเยี่ยตอบกลับ หันตัวเดินกลับเข้าหอ

 

 

เขานั่งสมาธิอีกครั้ง หลับตาทั้งสองข้าง ด้วยท่าทีนี้บ่งบอกถึงความคิดของเขา

 

 

มู่ชิงเหยียนไม่รู้จะทำอย่างไร เอาขวดดินเผาออกมา วางไว้บนโต๊ะเบาๆ “นี่คือสุราอย่างดีจากในวัง มีสรรพคุณทำให้พลังกำลังแข็งแรง ชะล้างทางเดินเลือดลม เจ้าเพิ่งจะข้ามขั้นมาหลิงเจี้ยง เจ้าต้องการมัน”

 

 

หลังจากที่พูดจบ นางหันตัวเดินจากไป แล้วยังปิดประตูให้อีก ไม่ได้รบกวนจิ่งเยี่ย

 

 

หลังจากรอให้นางไป จิ่งเยี่ยถึงลืมตา มองขวดดินเผาที่บรรจุสุราอย่างดีอยู่ด้วยสีหน้าสับสน

 

 

……

 

 

มู่ชิงเหยียนออกจากหอของจิ่งเยี่ยไปแล้ว เดินไปได้ไม่ไกล ก็เห็นคนยืนอยู่ไกลๆ เหมือนว่ารอนางอยู่

 

 

เห็นร่างของคนที่มีความอวดดีสูงอย่างกับยอดเขาชัดแล้ว มู่ชิงเหยียนยิ้มอย่างรู้ดีว่านางจะพูดอะไร จึงเดินไปหานาง “หว่านโหรว เจ้ารอข้าอยู่ไม่ใช่รึ”

 

 

มู่หว่านโหรวพยักหน้า ไม่ได้ปิดบังจุดประสงค์ที่มา “ตอนที่เดินผ่านมาเมื่อครู่ เห็นเจ้าไปหอของจิ่งเยี่ย ก็เลยรอเจ้าออกมาอยู่ตรงนั้น”

 

 

ทั้งสองเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน มู่ชิงเหยียนยังพูดให้ฟังคร่าวๆ เป็นผู้มีพรสวรรค์ของราชสำนัก ความสัมพันธ์แบบลับๆ ก็ไม่เลว

 

 

มู่หว่านโหรวรู้ว่าตัวนางไปหาจิ่งเยี่ย มู่ชิงเหยียนก็ไม่สนใจ “มาหาข้ามีธุระอะไรหรือ”

 

 

“เจ้าชอบเขารึ” มู่หว่านโหรวถามอย่างตรงไปตรงมา

 

 

มู่ชิงเหยียนไปแปลกใจ แต่กลับยิ้มอย่างสดใส “ใช่ ข้าชอบเขา ชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นแล้ว”

 

 

มู่หว่านโหรวสายตาขมุกขมัวอยู่ครู่หนึ่ง “เขาดูมีลับลมคมในเกินไป ทำให้รู้สึกเหมือนว่ากำลังปิดบังอะไรไว้อยู่”

 

 

“ทุกคนก็มีความลับของตัวเองไม่ใช่หรือ” มู่ชิงเหยียนถามกลับอย่างไม่สนใจ

 

 

มู่หว่านโหรวเม้มปากขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจความหลงผิดของมู่ชิงเหยียน “พรสวรรค์ของเขาไม่เลว แต่ก็ไม่ได้ดีที่สุด ทำไมเจ้าถึงชอบเขา”

 

 

“เจ้าก็ให้ความสำคัญกับไป๋หลี่เฟิ่งเป็นพิเศษไม่ใช่รึ” มู่ชิงเหยียนถามกลับ

 

 

พูดถึงไป๋หลี่เฟิ่ง มู่หว่านโหรวขมวดคิ้วขึ้นมา ต่อหน้ามู่ชิงเหยียน นางไม่ปิดบังอารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริง “ตอนแรกเริ่มข้าคิดว่าถึงแม้เขาจะเกิดมาต่ำต้อย แต่มีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา ก็ชอบในศักยภาพของเขาด้วย แต่ว่าตอนนี้……”

 

 

อยู่ดีๆ นางก็หยุดพูด มู่ชิงเหยียนถามด้วยความสงสัย “ตอนนี้ทำไม”

 

 

ใบหน้าที่เย็นชาของมู่หว่านโหรวมีความเงียบ “ทีแรกเขาแพ้ให้กับเด็กผู้หญิงอายุสิบสามคนหนึ่ง แล้วก็มาแพ้จิ่งเยี่ยอีก”

 

 

“เจ้าผิดหวังรึ” มู่หว่านโหรวถามต่อ

 

 

มู่หว่านโหรวพยักหน้า ไม่ได้ปฏิเสธ

 

 

มู่ชิงเหยียนส่ายหัวแล้วถาม “หว่านโหรว แท้จริงแล้วเจ้าชอบเขาคนนี้ หรือว่าชอบพรสวรรค์ของเขากันแน่”

 

 

มู่หว่านโหรวมองไปไกลๆ “ความรู้สึกชอบมันคืออะไร ข้าไม่เคยรู้สึกมาก่อน ข้าเพียงแค่อยากจะหาคนที่มีพรสวรรค์คู่ควรกับข้า แล้วแสวงหาความถูกต้องไปด้วยกัน”

 

 

“……” มู่ชิงเหยียนไม่รู้จะพูดตอบอย่างไร

 

 

ตั้งแต่เล็ก นางก็รู้ว่าตัวเองและมู่หว่านโหรวไม่ใช่คนแบบเดียวกัน มู่หว่านโหรวมีเหตุผลมากเกินไป ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ก็จะไม่ใช้อารมณ์ความรู้สึก

 

 

สำหรับนาง เรื่องบุพเพสันนิวาส ไม่มีชอบหรือไม่ชอบ มีเพียงคู่ควรหรือไม่คู่ควร

 

 

“ดูต่ออีกหน่อยเถอะ หวังว่าเขาจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังอีก” มู่หว่านโหรวพูดอย่างเย็นชา นางมองมู่ชิง เหยียนแล้วพูดเตือนประโยคหนึ่ง “ชิงเหยียน เจ้ามีศักดิ์เป็นถึงองค์หญิง ฐานะของเขายากที่จะคู่ควรกับเจ้า เจ้าคิดว่าเสด็จลุงจะยอมรับเรื่องของเจ้ากับเขาไหม”

 

 

พูดจบ นางก็หันตัวเดินจากไป แขนเสื้อพลิ้วไหว ราวกับนางฟ้าบนดวงจันทร์

 

 

รอยยิ้มของมู่ชิงเหยียนค่อยๆ หุบ ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นความกลุ้มใจ ที่นางคิดอยู่ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่เสด็จพ่อจะยอมรับจิ่งเยี่ยหรือไม่ แต่คือนางไม่รู้ว่าจะทำให้จิ่งเยี่ยเลิกทำท่าทีขับไล่ไสส่งนางอย่างไร

 

 

……

 

 

วันที่สอง เจียงหลีมาถึงสถาบันไป๋หยวนแต่เช้า

 

 

นางไม่ลืมคำพูดของหนานอู๋เฮิ่น

 

 

เพิ่งเดินมาถึงประตูสถาบัน เจียงหลีก็เห็นหนานอู๋เฮิ่นที่ยืนรอนางอยู่ตรงนั้น

 

 

เห็นนางมาถึงแล้ว หนานอู๋เฮิ่นก็เดินลงบันได้มาทีละขั้น เดินมาอยู่ตรงหน้าเจียงหลี “ตรงต่อเวลามาก”

 

 

“แน่นอนอยู่แล้ว” เจียงหลียิ้ม หนานอู๋เฮิ่นจะพานางไปหาเรื่องที่สำนักหลิงอู่ นางจะมาสายได้อย่างไร

 

 

“ไปกันเถอะ” หนานอู๋เฮิ่นพูด เดินนำหน้า เจียงหลีหันมามอง รีบตามเขาไปสำนักหลิงอู่

 

 

ไปถึงสำนักหลิงอู่แล้ว ถือโอกาสถามเรื่องเจียงเฮ่าสักหน่อย เจียงหลีพูดในใจ

 

 

ไม่นาน ทั้งสองก็มาถึงสำนักหลิงอู่

 

 

หนานอู๋เฮิ่นตะโกน “อู๋เชียน ข้ามาทวงหนี้แล้ววว!”

ราชินีพลิกสวรรค์

ราชินีพลิกสวรรค์

หลังศึกใหญ่กับมู่เทียนอินร่างของ เจียงหลี ก็ถูกดูดเข้าไปในมิติอื่นจนเหลือเพียงวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ในมิติเคว้งคว้างไร้ขอบเขต แม้จะมีเพียงวิญญาณอ่อนแอ แต่จิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังของนางนั้นกลับไม่อนุญาตให้ตัวเองยอมพ่ายแพ้ นางจะต้องกลับไปให้ได้ เพื่อไปหาสหายสนิทของนางผู้นั้น… ในสนามประลองยิ่งใหญ่แห่งแคว้นซูหนาน สถานที่ที่ชีวิตของทาสทั้งหลายมีค่าเท่าเศษธุลี สถานที่ที่มีไว้เพื่อให้ความบันเทิงกับบรรดาผู้สูงศักดิ์ และนาง เจียงหลี ก็ดันฟื้นขึ้นมาในร่างของนางทาสแห่งสถานที่นี้เสียได้! โลกแปลกหน้าที่ยึดถือผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่ หลิงซือ เนี่ยนซือ วิญญาณยุทธ์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเจียงหลี แต่นางคือผู้ใด นางคือราชินีผู้เก่งกล้าแห่งแคว้นกู่วูเชียวนะ ก็แค่ต้องฝึกฝนเบิกเนตรญาณด้วยร่างเด็กน้อยอ่อนแอ สถานะกลับตาลปัตรจากผู้สูงศักดิ์กลายเป็นทาสในเรือนของ ลู่เจี้ย ผู้ที่ได้รับฉายาหนุ่มรูปงามขี้โรค ไหนจะยังต้องฝ่าฟันกับอุปสรรคนานัปการเพื่อหาหนทางกลับไปยังโลกเดิมของตนเองอีก เพียงเท่านี้เอง นางทำได้สบายอยู่แล้ว!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset