นางพูดความจริงมิได้มุสา!
บรรดาคนหยิบหย่งฟังแล้วตาเป็นประกาย มีคนพูดทันทีว่า “ไม่ทราบว่าบ้านนี้ทำการค้าอะไร”
ชิวเยี่ยไป๋กลับมิได้นึกถึงข้อนี้ นางเอียงศีรษะครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “จะว่าไปแล้วข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาค้าขายอะไร แต่ถึงอย่างไรก็มีถิ่นฐานของตนเอง เป็นดรุณีใหญ่ที่เกิดแต่อนุ งดงามมากแต่นิสัยดุร้ายหน่อย เป็นคนร้ายกาจมากและยังมีวิทยายุทธ์ กินสามีไปหลายคน ชื่อเสียงแย่มากเลยขายไม่ออก แต่จัดแจงบ้านช่องได้ดีมาก ทั้งนอกบ้านในบ้านบิดาอนุและนายหญิงล้วนเชื่อฟังนาง”
นางคงพูดไม่ผิดกระมัง เจ้าไป๋หลี่ชูมีฐานะ ‘บุตรีคนโตที่เกิดแต่อนุ’ และมีถิ่นฐานกิจการของตนเอง
ที่เรียกว่า…ใต้หล้า
บรรดากลุ่มคนหยิบหย่งเมื่อได้ฟังแล้วในหัวก็ผุดภาพคนงามสะคราญตาหรือไม่ก็คุณหนูใหญ่นิสัยดุร้ายขึ้นมาทันที
และแล้วก็จ้อกันคนละคำสองคำอย่างตื่นเต้น
“จิ๊ๆ…ยอดเยี่ยมจริงนะ!”
“คนงามที่ดุร้าย รสชาติมันถึงใจ”
“ใต้เท้ารู้ละเอียดขนาดนี้ สงสัยจะเคยแน่เลย”
ชิวเยี่ยไป๋เห็นพวกเขามีรอยยิ้มลามกเกลื่อนหน้าก็ร้องเฮอะกล่าวว่า “เอาล่ะ อย่าคิดซี้ซั้ว บอกให้พวกเจ้าไปก็รีบไป!”
และแล้วคนประดานี้ก็แสดงสีหน้าเหมือนได้คิด… เข้าใจแล้ว ที่แท้ใต้เท้าต้องตาคุณหนูผู้ดุร้าย จึงคิดจะโหมโรงด้วยการขโมยของรักของหวง!
ครั้งนี้ขโมยกางเกงใน คราวหน้าคงขโมยตัวกระมัง
ชิวเยี่ยไป๋เห็นสีหน้าของพวกเขาก็รู้ว่าคิดอะไรอยู่ จึงเอื้อมมือหยิบแส้หวายสะบัดใส่สองสามครั้ง หัวร่อด่าว่า “ไอ้ลิงพวกนี้กำลังคิดอะไรหืม กินเสร็จดื่มเสร็จก็ไปนอนเสีย พรุ่งนี้หาวิธีไปจัดการเรื่องนี้ เกิดหละหลวมโดนจับได้ ดูซิว่าข้าาจะจัดการพวกเจ้าอย่างไร!”
อยู่กับพวกไม่ได้เรื่องและถูกคนดูหมิ่นดูแคลนเช่นนี้ นางเองก็พลอยเผยความเคยชินของคนในยุทธจักรออกมา พูดจาก็ไม่ต้องคิดมาก
แต่มิรู้เพราะอะไร เห็นบรรดาลูกหลานตระกูลใหญ่ที่หยิบหย่งกลุ่มนี้หัวร่อร่าหลบพ้นจากแส้หวายของนาง ชิวเยี่ยไป๋กลับรู้สึกผ่อนคลายคล้ายกับเข้ายุทธจักรอีกครั้ง เหมือนสมัยวัยเยาว์ที่ควบขับอาชาเมามายหลับคาสระบัว
วุ่นวายกันเช่นนี้ บรรยากาศการลงโทษซึ่งเดิมทีออกจะหนักหนาอยู่บ้างพลันสลายไป การลงแส้ครั้งนี้เหมือนหวดเอาซอกหลืบเล็กๆ ในก้นบึ้งของแต่ละคนออกไป ต่างก็เห็นพรรคพวกของตนทุลักทุเลแต่กลับยังยิ้มร่าดื่มกินขนานใหญ่ได้ และเห็นใต้เท้าเชียนจ่งที่เดิมทีสูงเกินเอื้อมกลับมาเลอะเทอะเหมือนพวกตน คนประดานี้จึงพากันรู้สึกว่าใบหน้าของชิวเยี่ยไป๋มิได้น่าชังน่ารังเกียจเหมือนตอนที่ลงโทษพวกเขา
คนพวกนี้ดื่มกินจนได้ที่และโดนเฆี่ยนโดนโบยจนพอแล้ว ก็พยุงกันแยกย้ายกลับห้อง
ชิวเยี่ยไป๋เห็นว่าดึกดื่นจนจันทร์อยู่กลางฟ้าแล้ว นางจึงหิ้วขวดเหล้าลุกขึ้น สั่งเป๋าเป่าเนือยๆ ว่า “เดี๋ยวไปจัดแจงให้ท่านหมอของสำนักดูแผลพวกเขาด้วยนะ”
เป๋าเป่าผงกศีรษะ “คุณชายสี่โปรดวางใจ พวกเขาน่าจะไม่เป็นอะไรมาก คนลงทัณฑ์เป็นยอดฝีมือกองลงทัณฑ์ของเราเอง เดี๋ยวข้าน้อยละจัดแจงหาคนไปรักษาให้”
ชิวเยี่ยไป๋พยักหน้าและหิ้วขวดเหล้าเตรียมจะขึ้นห้องนอนชั้นบน
เป๋าเป่าลังเลเล็กน้อยและถามอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก “คุณชายสี่ ทำไมท่านจึงให้พวกเขาไปขโมย…ของคนนั้น”
นี่เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้เลย
ดวงตาชิวเยี่ยไป๋ฉายแววเจ้าเล่ห์เย็นเยือก “ข้าย่อมมีแผนของข้าเอง!”
เป๋าเป่างุนงงและผงกศีรษะ แต่ยังคงเสริมอีกประโยคว่า “แต่คนของค่งเฮ่อเจียนไม่ง่ายนะ เกิดพวกมันลงมือฆ่า…”
ชิวเยี่ยไป๋กลับกล่าวยิ้มๆ “ไม่ พวกเขาไม่ทำหรอก”
พูดจบนางก็ขยี้ผมนุ่มของเป๋าเป่าเบาๆ เย้าว่า “เป๋าเป่าจะไปนอนกับพี่หญิงไหมล่ะ”
เป๋าเป่าเด็กกว่านางหลายปี ถ้านับรวมทั้งเวลาของชาติก่อนกับชาตินี้เข้าด้วยกัน เขาเด็กกว่านางหลายสิบปี ตอนที่นางเก็บเขากลับมาใหม่ๆ เป็นคนดูแลเป๋าเป่าที่บาดเจ็บสาหัส พอเป๋าเป่าฟื้นขึ้นมาพบว่าตนเองยับเยินทั้งโฉมหน้าและร่างกายก็แทบพังทลาย ไม่อยากพบผู้คนอีก บ้าคลั่งจนคิดจะตายลูกเดียว
ยังดีที่ท่านอาจารย์ให้นางดูแลเด็กคนนี้อยู่สองปี เขาจึงค่อยยังชั่วขึ้น
ในสองสามปีนั้น พวกนางนอนเตียงเดียวกันตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งไม่ทราบเพราะอะไร จู่ๆ เป๋าเป่าก็หอบผ้าห่มย้ายออกไปเอง เป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมอยู่ห้องเดียวกับชิวเยี่ยไป๋อีก
ชิวเยี่ยไป๋เพียงคิดว่าเด็กโตแล้ว นิสัยวัยรุ่นย่อมหัวแข็งอยู่บ้าง เห็นว่ายามปกติเขายังคงติดนางไม่ยอมห่าง ความสัมพันธ์มิได้จืดจางแต่อย่างใดจึงปล่อยเลยตามเลย
เป๋าเป่าเห็นชิวเยี่ยไป๋หยอกเย้าตน ดวงตาฉายประกายนุ่มนวล คิดขยับปากจะพูด สุดท้ายแล้วยังคงเบือนหน้าหนีกล่าวเสียงแข็งว่า “ไม่!”
ชิวเยี่ยไป๋ก็ไม่ถือสา ยิ้มพลางตบไหล่เขาเบาๆ “อย่างนั้นข้าขึ้นไปนอนนะ”
เป๋าเป่าผงกศีรษะแข็งทื่อ “คุณชายสี่หลับให้สบายนะ”
ชิวเยี่ยไป๋ตวัดขวดเหล้าพาดหลัง โบกมือให้เขาแล้วหันกายร้องลำนำหนุงหนิงขึ้นไปชั้นบน
เป๋าเป่ามองตามเงาหลังอ้อนแอ้นที่ดูแล้วปล่อยปละมีราศี ความรู้สึกต่างๆ ประเดประดังในหัวอก
พี่หญิงไป๋ ท่านเข้าใจค่งเฮ่อเจียนดีขนาดนี้ หรือว่าท่านเข้าใจเจ้านายของค่งเฮ่อเจียนกันแน่
…
ตะวันขึ้นจันทราลับ วันใหม่มาถึงอย่างรวดเร็ว
ชิวเยี่ยไป๋ล้างหน้าล้างตาเสร็จ พอลงไปชั้นล่างก็เห็นคนของกองคั่นเฟิงจัดแจงกินอาหารเช้ากันแต่เนิ่นๆ แล้ว
เห็นชิวเยี่ยไป๋ลงมาพวกเขาก็ลุกขึ้นพร้อมเพรียงกัน ตะโกนเต็มเสียงว่า “อรุณสวัสดิ์ ใต้เท้า!”
ชิวเยี่ยไป๋พบว่าพวกเขามิได้นอนตื่นสายตะวันโด่งเหมือนยามปกติในซือหลี่เจียน ก็ออกจะประหลาดใจ เดิมทีนางคิดว่าคงต้องจัดการกับคนพวกนี้โหดหน่อย แต่เช้านี้กลับไม่มีใครตื่นสายเลย แม้แต่เฝยหลงที่เจ็บหนักที่สุดก็ให้คนพยุงนั่งบนเก้าอี้ พอเห็นนางเข้ายังกุมศีรษะหน้าเป็นยิ้มให้อย่างเฉิดฉัน
ชิวเยี่ยไป๋แลดูเป๋าเป่าที่อยู่ข้างๆ เห็นเป๋าเป่าขยิบตาให้ตนก็รู้แก่ใจ คิดว่านี่คงเป็นผลจากการฝึกอบรมของเป๋าเป่ากระมัง
อย่างไรก็ตาม เห็นสภาพทุกคนสดใสมีชีวิตชีวาแต่เช้าก็สบายใจ นางจึงพยักหน้าให้พวกเขา “เอาล่ะ ทุกคนกินมื้อเช้ากันก่อนนะ”
พูดจบนางก็หาที่นั่งแหมะลงง่ายๆ กลางกลุ่มคน
บรรดาคนหยิบหย่งเมื่อวานถูกชิวเยี่ยไป๋จัดการแล้วก็สงบเสงี่ยมขึ้นมากโข พอเห็นนางเข้าจะมากหรือน้อยก็ทำตัวลีบ แต่เห็นนางนั่งลงในกลุ่มพวกเขาตามสบายไม่ถือตัว แถมยังกินข้าวต้มขาวกับหมั่นโถวเนื้อหยาบเหมือนพวกตนด้วยดูไม่ต่างอะไรกับพวกตนเลย ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของพวกตนโดยธรรมชาติ
ความรู้สึกของคนในประดานี้ค่อนข้างพิสดาร แต่ความพิสดารที่ว่านี้คือ… อืม ไม่เลวแฮะ