ไป๋หลินหลินไม่ได้เก่งกาจกว่า แต่กระนั้นเธอก็มีพี่สาวทำงานอยู่ในฮอลลีวูด ดังนั้นทั้งเฉินซิงเยียนและไป๋หลินหลินจึงมีพื้นเพที่เรียกได้ว่าทัดเทียมกัน
เสี่ยวชีโทรหาอันจื่อเฮ่าเพื่ออธิบายสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั้งหมด เพราะเธอกลัวว่าเฉินซิงเยียนจะถูกรังแกอีก ดังนั้นอันจื่อเฮ่าจึงรีบเดินทางมาถึงยังสถานที่ออดิชั่นไม่นานหลังจากนั้น เมื่อเห็นเฉินซิงเยียนที่กำลังถือบทสำหรับการออดิชั่นไว้ในมือ เขาก็รีบเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วและเอ่ยถาม “มีอะไรเหรอ”
ขณะที่เฉินซิงเยียนมองดูการปรากฏตัวของอันจื่อเฮ่า เธอพูดขึ้นทันที “ที่จริงฉันคิดอะไรได้บางอย่าง”
“เธอคิดจะเป็นสตันต์ที่เก่งที่สุดในปักกิ่ง”
เฉินซิงเยียนสูดหายใจลึกและตระหนักได้ว่าภาพลักษณ์สบายๆ ของเธอก่อนหน้านี้ได้กลายเป็นภาพจำอยู่ลึกในหัวใจของอันจื่อเฮ่าเสียแล้ว ส่งผลให้เขาไม่เคยชินกับความเอาจริงเอาจังของเธอ กระนั้นเฉินซิงเยียนยังคงพูดในสิ่งที่เธอคิด “ฉันรู้ว่านายหางานออดิชั่นนี่มาให้ฉันเพราะนายอยากให้ฉันได้มีผลงานแล้วก็ได้แสดงในหนัง ฉันเองก็รู้ว่านายไม่ได้คาดหวังอะไรในตัวฉันมากนัก แต่นับจากวันนี้ไปฉันอยากคาดหวังอะไรให้ตัวเองบ้าง
“ฉันอ่านบทพวกนี้แล้ว ฉันรู้ดีว่านายอยากให้ฉันออดิชั่นบทนางรอง แต่ฉันรู้สึกว่าบทตัวละครหญิงที่ต้องปลอมตัวเป็นผู้หญิงนี่เหมาะกับฉันมากกว่า”
อันจื่อเฮ่ามองวิเคราะห์เฉินซิงเยียนอย่างจริงจังพลางแย้มรอยยิ้มออกมา “เธอเตรียมตัวจะเป็นซูเปอร์สตาร์หรือยัง”
“ต่อให้ไม่ใช่เพื่อตัวฉันเอง ฉันก็อยากทำเพื่อความฝันของนาย นายเคยเป็นผู้จัดการตัวท็อปนะ ฉันไม่อยากให้ความสามารถของนายต้องสูญเปล่าเพราะฉัน”
อันจื่อเฮ่าวางมือลงบนหัวของเฉินซิงเยียนเบาๆ เธอโตขึ้นแล้วสินะ
“เธอเหมาะกับบททอมนี่มากกว่าจริงๆ นั่นแหละ ถึงมันจะไม่ใช่บทเด่นอะไรแต่ตัวละครตัวนี้มีรายละเอียดมากที่สุด มีชีวิตชีวาและสมบูรณ์ที่สุดในบทของเรื่อง ถ้าแสดงดีๆ มันสามารถเปล่งประกายได้มากกว่าบทนางรองหรือบทนางเอกด้วยซ้ำ ถ้าทำแสดงได้แย่ มันจะกลายเป็นแค่ตัวละครตัวหนึ่งที่ไม่มีความสำคัญและถูกลืม แต่เราไม่มีอะไรจะเสีย ถือว่านี่เป็นโอกาสให้เธอได้สะสมประสบการณ์แล้วกัน”
“ตกลง” เฉินซิงเยียนพยักหน้า
“ไป๋หลินหลินมาออดิชั่นบทนางรอง แต่กลับไม่รู้ว่าบทนี้มีไว้เพื่อเสริมให้บทนางเอกเด่นขึ้น ที่จริงมันมีบทน้อยกว่าตัวละครอื่นๆ ด้วยซ้ำ บทนางรองอาจจะได้แสดงในหลายฉากแต่มันไม่ได้หมายความว่าจะเป็นบทที่ดี”
หลังได้ยินเช่นนั้น เฉินซิงเยียนก็เริ่มหัวเราะออกมาพลางกระซิบที่ข้างหูอันจื่อเฮ่า “ดูจากนิสัยของไป๋หลินหลินแล้ว ผู้หญิงคนนั้นต้องทำทุกอย่างเละแน่”
ไป๋หลินหลินดูเหมือนจะรู้ตัวว่าเฉินซิงเยียนกับอันจื่อเฮ่ากำลังพูดถึงตัวเองอยู่ เธอจึงกลอกตาและเดินตรงมาหาทั้งสอง “บทนางรองเป็นของฉัน อย่าฝันไปหน่อยเลย”
เฉินซิงเยียนไม่เคยอยากได้บทนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว…
เมื่อเธอเริ่มนึกถึงภาพที่ไป๋หลินหลินยืนอยู่ต่อหน้าถังหนิง เธอก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“หัวเราะอะไรไม่ทราบ”
“กำลังคิดถึงตอนที่เธอโดนยืนทำโทษนะสิ”
“รอก่อนเถอะ หลังจากฉันได้เป็นนางรอง แกจะได้เห็นดีแน่” ไป๋หลินหลินผูกใจเจ็บ หลังจากได้พูดข่มอีกฝ่าย เธอก็รีบหันหลังกลับและเดินออกไปอย่างเร่งรีบ เฉินซิงเยียนหัวเราะมากจนน้ำตาไหล
“ฉันได้ยินมาว่ายัยนั่นมีพี่สาวที่มีอำนาจพอดู คงไม่มาสร้างปัญหาอะไรหรอกใช่ไหม”
“พี่สาวของผู้หญิงคนนั้นอยู่ในระดับเดียวกับถังหนิง ดังนั้นถังหนิงจะต้องหาวิธีรับมือกับพี่สาวคนนั้นแน่ ถ้าพี่สาวของผู้หญิงคนนั้นมาหาเรื่องเธอก็เท่ากับลดค่าตัวเอง” อันจื่อเฮ่าตอบพร้อมรอยยิ้ม
…
ไป๋อวี๋เดือดดาลมาก ถังหนิงบีบบังคับให้น้องสาวของเธอต้องยืนถึงสองชั่วโมงราวกับนักเรียนที่ถูกทำโทษหน้าเสาธง ไม่ว่าใครได้ยินเรื่องนี้ก็ต้องรู้สึกแย่ทั้งนั้น
“เป็นนักแสดงที่ใกล้จะหมดอายุแท้ๆ ทำไมถึงไม่กลับบ้านไปซะนะ ทำไมถึงได้เที่ยวออกมาเดินทำตัวเป็นคนดีทั้งๆ ที่มันไม่ใช่”
กระนั้นไป๋หลินหลินกลับไม่รู้เลยว่าถังหนิงมาที่สตูดิโอในวันนั้นเพราะเธอได้เซ็นสัญญาในฐานะพรีเซนเตอร์ระดับโลกให้กับเครื่องสำอางแบรนด์หรูระดับอินเตอร์เจ้าหนึ่ง โดยเครื่องสำอางแบรนด์นี้เป็นที่ยอมรับเป็นอย่างดีในด้านภาพลักษณ์ที่ดูมีชีวิตชีวา และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้โม่ถิงตัดสินใจเลือกงานนี้ให้ถังหนิง ในตอนแรกบริษัทเครื่องสำอางดังกล่าวมีความกังวลเกี่ยวกับสภาพร่างกายของถังหนิง พวกเขาต่างสงสัยว่าเธอจะยังมีเสน่ห์ดึงดูดมากเพียงพออยู่หรือไม่ แต่ทันทีที่ถังหนิงในชุดสูทสีขาว รวมผมยาวดำขึ้นเป็นทรงหางม้าและก้าวออกมาปรากฏต่อหน้าทุกคน ความสวยของเธอก็สะกดทุกสายตาจนไม่มีใครอาจละสายตาไปจากเธอได้แม้แต่คนเดียว
เพราะเหตุนี้ทำให้ช่างภาพถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความชื่นชม ถังหนิงยังคงอยู่ในสภาพเดียวกับครั้งที่เธอยังเป็นนางแบบ สะท้อนความเป็นมืออาชีพของถังหนิงให้เห็นได้อย่างชัดเจนผ่านความมีวินัยในการดูแลรูปร่างของเธอ
ใช้เวลาไม่นานนักถังหนิงก็เริ่มพูดคุยกับชายคนหนึ่งด้วยภาษาอังกฤษอันไร้ที่ติและเข้าใจคอนเซปต์ในการถ่ายภาพครั้งนี้
ดังนั้นด้วยความช่วยเหลือของช่างแต่งตัว ถังหนิงเปลี่ยนไปอยู่ในชุดออกกำลังกายสีขาวสะอาดตา
ขณะที่ช่างแต่งตัวมองไปยังหน้าท้องของถังหนิงและเห็นว่ามันกลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างสวยงาม ช่างคนนั้นถึงกับอ้าปากค้าง “ฉันดูไม่ออกเลยว่าคุณมีลูกคนหนึ่งแล้ว”
“ที่จริงแล้วสองคนค่ะ” ถังหนิงยิ้ม “ฉันมีลูกแฝด…”
ช่างแต่งตัวคนนั้นชูนิ้วโป้งขึ้น “คุณนี่น่าเหลือเชื่อจริงๆ!”
ตลอดการถ่ายภาพ ถังหนิงเปลี่ยนชุดทั้งหมดถึงเจ็ดชุด ซึ่งทั้งหมดอยู่ในธีมสีขาวและความเป็นผู้หญิง ภายในห้องที่เต็มไปด้วยดอกกุหลาบ สภาพของถังหนิงนั้นสมบูรณ์แบบอย่างไม่น่าเชื่อ
“มืออาชีพยังไงก็เป็นมืออาชีพอยู่วันยังค่ำ” ช่างภาพกล่าวชื่นชมเธออย่างต่อเนื่อง ถังหนิงไม่เคยลืมความเป็นมืออาชีพในแบบฉบับของเธอเลย โดยเฉพาะแววตาคู่นั้น
เธอสามารถแสดงความดุดัน เร่าร้อน อ่อนโยน รวมถึงความบริสุทธิ์ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง อาจเป็นเพราะประสบการณ์ต่างๆ ที่เธอสั่งสมมาจากการแสดงซึ่งเธอนำทักษะเหล่านั้นมาใช้ในการถ่ายทำโฆษณาครั้งนี้ ทำให้แม้แต่ทีมงานถ่ายทำโฆษณาเองยังต้องอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ เพราะจากบรรดานางแบบทั้งหมดที่พวกเขาเคยร่วมงานด้วย ถังหนิงเป็นคนที่น่าประทับใจมากที่สุด
“รอจนกว่าเราจะปล่อยโฆษณาตัวนี้ออกมาเถอะ ผลลัพธ์จะต้องน่าตกใจแน่ๆ ผมรอไม่ไหวแล้ว!” ช่างถ่ายภาพพูดกับทีมงานคนอื่นๆ หลังจากที่เขาถ่ายเสร็จ
หลังถังหนิงถ่ายภาพเสร็จแล้ว เธอต้องการเพียงแค่รีบกลับบ้าน เดิมทีทีมถ่ายทำโฆษณาต้องการจะเชิญถังหนิงไปร่วมมื้อค่ำกับทุกคน แต่เธอกล่าวปฏิเสธพวกเขาด้วยความเกรงใจ เนื่องจากเธอยังมีเด็กอีกสองคนที่กำลังรอเธออยู่ที่บ้าน
“นอกจากการโฟกัสเรื่องงานแล้วคุณยังเป็นห่วงลูกมากด้วย คุณนี่เป็นแม่ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ” ช่างไฟหัวเราะออกมา
เพราะเธอเป็นแม่ที่ยอดเยี่ยม จึงต้องการรีบกลับบ้านไปเอาใจยอดคุณพ่อที่อยู่ที่บ้านเช่นกัน
ถังหนิงยิ้มพลางกล่าวอำลาเหล่าทีมงาน จากนั้นเธอก็มุ่งหน้าออกจากสตูดิโอพร้อมกับลู่เช่อ
เธอสามารถกลับมาทำงานได้แต่ชายร่างใหญ่กับเด็กน้อยอีกสองคนที่บ้านเป็นสิ่งที่เธอเป็นห่วงมากที่สุดเสมอ
เมื่อเธอกลับมาถึงบ้าน ถังหนิงพบว่าโม่ถิงกำลังงีบหลับอยู่กับเด็กๆ
ได้เห็นปะป๊าถิงนอนหัวชนกับหัวของลูกชายตัวน้อยทั้งสองคน ถังหนิงรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของเธอ
เธอจำได้ว่าครั้งหนึ่งเธอและโม่ถิงเคยให้คำสัญญากันไว้ว่าพวกเขาจะเป็นเพียงคู่รักธรรมดาเมื่ออยู่ที่บ้าน มันเป็นสถานที่สำหรับพวกเขาเพียงสองคนเท่านั้น
ถังหนิงเดินเข้าไปหาทั้งสามก่อนบรรจงจูบลงบนหน้าผากของโม่ถิง จากนั้นเธอจึงเดินไปยังห้องครัวเพื่อเตรียมมื้อค่ำ
ไม่นานหลังจากนั้นโม่ถิงเดินไปอยู่ที่ด้านหลังของถังหนิงและโอบแขนของเขารอบเอวของเธอ “การกลับไปทำงานวันแรกของคุณราบรื่นดีไหมครับ”
“แน่นอนค่ะ…” ถังหนิงพยักหน้าด้วยความมั่นใจ
“ไห่รุ่ยได้รับข่าวว่าไป๋อวี๋วางแผนจะกลับมาปักกิ่งเพราะต่อยอดอาชีพของตัวเอง เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงคนนั้นพุ่งเป้ามาที่คุณ พอเธอกลับมาเธอน่าจะสร้างปัญหาให้คุณแน่”
“ทั้งหมดเป็นเพราะฉันให้น้องสาวของเธอถูกยืนทำโทษงั้นเหรอ” ถังหนิงพ่นลมออกทางจมูก “การมีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เป็นเรื่องปกติในวงการไม่ใช่หรือไง”
“ไป๋อวี๋เป็นผู้หญิงฉลาด และสามารถสละคนสำคัญในชีวิตของเธอได้ถ้าจำเป็น พวกคุณสองคนมีเส้นทางแบบเดียวกัน แต่เมื่อมาถึงทางแยก พวกคุณกลับเลือกแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นผู้หญิงคนนั้นอยากเลยจะรอดูผลลัพธ์ที่ออกมา”
“ถ้าไม่นับเรื่องอื่นๆ แล้วละก็ ไป๋อวี๋คนนี้ถือว่ามีเสน่ห์พอดูนะคะ” ถังหนิงยอมรับในจุดนี้ “เธอต้องกำลังรอให้ฉันกลายเป็นตัวตลกอยู่แน่”