ถังลั่วเหยาคิดไม่ถึงว่า แม่ถังจะพูดสิ่งเหล่านี้ออกมา
และยิ่งคิดไม่ถึงว่าที่แท้ในใจของแม่นั้นคิดแบบนี้
ชั่วขณะนั้นในใจเธอมีหลายร้อยความรู้สึกผสมปนเปกันไปหมด ทั้งสับสนทั้งตื้นตัน
พ่อของเธอเสียไปนานแล้ว หลายปีมานี้ เธอเติบโตขึ้นมาโดยมีแม่เพียงคนเดียวที่คอยเลี้ยงดูเธอ
ทั้งเป็นห่วงเป็นใยทั้งปกป้องเธอ แม้แต่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากและเลวร้ายแบบนี้ แม่ก็ไม่เคยทำให้เธอต้องได้รับความลำบากแม้แต่น้อย
ดังนั้น เธอจึงรู้สึกอยากขอบคุณแม่มาก แต่เบื้องหลังความรู้สึกขอบคุณนี้ เธอกลับรู้สึกได้ถึงอีกความรู้สึกหนึ่งที่ซ่อนอยู่ คือเธอได้ลักพาชีวิตของแม่เธอมา
เพราะถึงยังไง ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ แม่ก็คงไม่ต้องแต่งงานกับเหอศื่อตั้งแต่แรก
หลังจากนั้นแม่ก็มีโอกาสอีกหลายครั้งที่จะหนีออกมาจากเหอศื่อ หรือให้แม่หนีไปในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก ให้เหอศื่อหาแม่ไม่เจอ แม่ก็ไม่ต้องมาทนกับความยากลำบากแบบนี้แล้ว
แต่ก็เป็นเพราะเธอ ยังไงเธอก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่ง ยังต้องเข้าเรียน ต้องมีชีวิตที่มั่นคง
ดังนั้น แม่เลยเลือกที่จะอดทน กล้ำกลืนน้ำตาและความเจ็บปวดในชีวิตไปอย่างเงียบ ๆ โดยที่ไม่ให้ใครรู้
แต่ใครจะไม่รู้ล่ะ เธอจะไม่รู้ได้เหรอ?
เธอเข้าใจอย่างชัดเจน ว่าเรื่องทั้งหมดอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งสาเหตุก็มาจากเธอ
เพราะงั้น มีอยู่หลายครั้งที่เธอรู้สึกเศร้าและเสียใจ เธอมองดูใบหน้าที่แก่ชราของแม่ ผมหงอกที่แซมขึ้นมาบนหัว พร้อมกับสงสัยว่าตัวเธอนั้นสร้างรอยย่นและผมหงอกให้แม่ขึ้นมากี่ที่นะ
ถ้าหากเป็นไปได้ เธอก็หวังจริง ๆ ว่า แม่จะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ทั้งงานอดิเรก การใช้ชีวิต หรือการมีคู่ครองที่อยู่ด้วยกันไปตลอด
เพราะงั้น หลังจากที่เธอได้ฟังสิ่งที่แม่พูดออกมา
เธอก็รู้สึกสั่นสะเทือนไปทั้งร่าง ราวกับว่าความฝันกำลังจะกลายเป็นจริง
ถังลั่วเหยาเอื้อมมือออกไป กุมมือแม่ของเธอ ในลำคอมีเสียงสะอื้นเบา ๆ
“แม่คะ แม่พูดจริงรึเปล่า? ถ้าหากกลับไปทางใต้แล้ว แม่จะอยู่คนเดียวได้จริงๆ เหรอ?”
ในใจเธอยังคงรู้สึกเป็นกังวล
เพราะถึงยังไง แม่ถังก็มาอยู่ที่เมืองหลวงได้เกือบสองปีแล้ว หากกลับไปแล้วยังต้องอยู่คนเดียวอีก แม่จะอยู่ได้จริง ๆ เหรอ?
แม่ถังยิ้มออกมาอย่างอบอุ่น ก่อนจะยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่หางตาถังลั่วเหยาอย่างอ่อนโยน
เธอพูดขึ้นอย่างอ่อนโยนว่า “แน่นอนสิ เด็กโง่ ที่แม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา แม่ก็ต้องคิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เธอไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”
“ดูเธอสิ ตอนนี้ก็โตเป็นสาวแล้ว จะทำตัวเป็นเด็กเจ้าอารมณ์แบบเมื่อก่อนไม่ได้แล้วนะ มีเฟิงยี่ เขาคอยเป็นห่วงก็ถือเป็นโชคดีของเธอแล้ว อย่าได้ใจจนเคยตัวล่ะเข้าใจไหม?”
ถังลั่วเหยาเม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะพึมพำเบา ๆ ว่า “ฉันไม่ได้มีนิสัยแบบนั้นเสียหน่อย”
แม่ถังเห็นแบบนั้นก็อมยิ้ม แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เฟิงยี่ที่ยังอยากรั้งให้แม่อยู่ต่อค่อย ๆ พูดขึ้นว่า “ถ้าแม่รู้สึกว่าทางเหนืออากาศไม่สบาย หน้าหนาวแม่จะไปอยู่ทางใต้ก็ได้ แล้วหน้าร้อนแม่ก็ค่อยกลับมาทางนี้ แบบนี้ก็อยู่ได้ทั้งสองที่แล้ว เดี๋ยวนี้การคมนาคมก็พัฒนาไปไกล อะไร ๆ ก็สะดวกไปหมด”
ถังลั่วเหยารีบพยักหน้าตาม พร้อมกับพูดต่อว่า “ใช่ ๆ แม่ดูสิ ตอนนี้เริ่มฤดูใบไม้ผลิแล้ว อีกสักพักอากาศก็จะค่อย ๆ อุ่นขึ้น ไม่จำเป็นที่แม่จะต้องกลับทางใต้เลย”
แม่ถังมองดูพวกเขาทั้งคู่ แววตาเต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น
เธอตบมือลงไปบนมือของถั่งลั่วเหยาเบา ๆ พร้อมกับพูดขึ้นว่า “เด็กน้อย ต่อให้ทางนี้จะดีแค่ไหน แต่ยังไงนี่ก็ไม่ใช่บ้านเกิดของแม่”
พอแม่พูดคำนี้ออกมา ทั้งสองคนก็ชะงักไป
ถังลั่วเหยาเหมือนจะนึกขึ้นได้ ว่าบ้านเกิดที่แท้จริงของแม่เหมือนจะอยู่ที่ทางใต้
นานมาแล้ว สมัยที่ยังมีสงครามพ่อของเธอได้ผ่านมาทางใต้ ก่อนจะพบกับแม่ที่ยังไม่ได้แต่งงาน ทั้งสองเกิดเป็นรักแรกพบ จากนั้นเริ่มคบหาดูใจกันมา
หลังจากแต่งงาน แม่ก็ตามพ่อมาอยู่ที่ทางเหนือ ก่อนที่พ่อจะลาออกจากงาน ทางเลือกแรกของพ่อกับแม่ก็คือการกลับไปทางใต้
แต่ต่อมาพ่อของเธอก็จากไป แม่จึงอยู่ที่ทางใต้เลี้ยงเธอมาจนโต
และหลังจากนั้น ก็เป็นเพราะเธอ เพราะงั้นทั้งคู่เลยต้องย้ายมาที่เมืองหลวง แม่ทั้งต้องคอยหาหมอรับยา ทั้งต้องคอยช่วยเหลือเธออีก
หลายปีมานี้ต้องคอยร่อนเร่ไปมา ทำให้ไม่ว่าจะอยู่ที่เมืองไหนถังลั่วเหยาก็ไม่มีความรู้สึกของการกลับบ้านเกิดเลยสักครั้ง
แต่เธอนั้นลืมไปแล้ว ว่าแม่กับเธอนั้นต่างกัน
ตอนที่เธอยังเด็ก เธอต้องผ่านเรื่องราวที่ไม่แน่นอนมามากมาย แต่แม่ไม่เหมือนกัน แม่เติบโตขึ้นมาในที่ที่เต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น
แม่ไม่เคยบอกใครมาก่อนเกี่ยวกับเรื่องราวสมัยเด็ก แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่า วัยเด็กของแม่ไม่มีความสุข
เพราะงั้น คนเราเมื่อแก่ตัวลง สิ่งที่คิดถึงและโหยหามากที่สุด ก็คือบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง
ทันใดนั้น ถังลั่วเหยาก็เข้าใจความอดทนทั้งหมดของแม่ที่มีมาตลอด
เธอมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ถึงแม้ในใจจะอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่การที่จะให้แม่เธอกลับไปมีชีวิตแบบสุขกายสบายใจที่ทางใต้ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้
พอคิดได้แบบนี้ เธอก็เอื้อมมือออกไปดึงแม่เข้ามากอด
ใบหน้าของเธอซบอยู่ที่ไหล่แม่ ผ่านไปสักพักเธอถึงจะพูดขึ้นอย่างเนือย ๆ ว่า “แม่ ฉันทำใจปล่อยแม่ไปไม่ได้”
แม่ถังยังคงยิ้มอยู่ หลังจากที่ได้ยินเสียงเธองอแงแบบนั้น
ก่อนจะเอื้อมมือมาตบหลังเธอเบา ๆ พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เด็กโง่ แม่แค่จะไปอยู่ที่ทางใต้ ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้เจอกันแล้วเสียหน่อย ถ้าเธอคิดถึงแม่เมื่อไรก็กลับมาหาแม่สิ จะมาเสียใจแบบนี้ไปทำไมกัน?”
ถังลั่วเหยาคิดไปคิดมามันก็ใช่
ถึงแม้ระยะห่างจะไกลไปสักหน่อย แต่ถ้าอยากเจอจริง ๆ ก็สามารถไปเจอได้ตลอดอยู่แล้ว
พอคิดได้แบบนี้ ความรู้สึกเศร้าเสียใจก็หายไปเยอะเลย
เฟิงยี่ที่เห็นว่าได้ข้อสรุปแล้ว การจะโน้มน้าวให้อยู่ต่อก็คงไม่สำเสร็จแน่นอน
คงทำได้แค่ปลอบใจถังลั่วเหยาก็เท่านั้น
“แม่พูดมาก็ถูก ถ้าทางใต้จะทำให้แม่สบายใจกว่า เราก็เคารพการตัดสินใจของแม่ อย่างมากผมก็แค่พาเธอกลับไปเยี่ยมแม่ก็แค่นั้น”
ถังลั่วเหยาได้ยินเขาพูดปลอบใจแบบนี้ ในใจก็รู้สึกดีขึ้นไม่น้อย จากนั้นเธอก็ค่อย ๆ คลายอ้อมกอดออกจากแม่ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจว่า “งั้นก็ตกลงตามนี้นะ ต่อไปฉันจะกลับไปหาแม่บ่อย ๆ”
ในใจของ แม่ถังรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันที เพราะโดนเธอพูดเย้าแหย่ขึ้นมาแบบนี้ สุดท้ายแม่ถังก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา
“ตกลง ต่อไปเธอจะมาหาแม่ตอนไหนก็ได้ หรือถ้าเธอไม่มีเวลามา อย่างมากแม่ก็แค่รอให้เธอมีลูกสักคน แล้วแม่ก็ค่อยขึ้นมาหาเธอก็ได้”
พอแม่พูดคำนนี้ออกมา ถังลั่วเหยาก็หน้าแดงไปหมด
แต่เฟิงยี่กลับรู้สึกมีความสุขขึ้น จากนั้นเขาก็มองไปที่ถังลั่วเหยาด้วยแววตาลึกซึ้ง ก่อนจะดึงเธอเข้ามาโอบไว้
พร้อมกับรับประกันกับ แม่ถังด้วยสีหน้าจริงจังว่า “แม่ครับ แม่วางใจได้ ผมจะพยายามให้เต็มที่”
ถังลั่วเหยาที่หน้าแดงอยู่แล้วยิ่งหน้าแดงขึ้นไปอีก
ก่อนจะใช้หลังมือตีเข้าที่ท้องของเฟิงยี่เบา ๆ แล้วพูดขึ้นอย่างเขินอายว่า “พูดอะไรเหลวไหลจริง?”
ถังลั่วเหยาไม่ได้ออกแรงมาก ยังไงก็ไม่เจ็บอยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นแค่มือเท่ากำปั้นแมวอย่างเธอจะไปทำอะไรเฟิงยี่ได้
แต่เพื่อให้หญิงสาวมีความสุข เฟิงยี่เลยร้องออกมาหนึ่งที ก่อนจะมองเธออย่างค้อน ๆ พร้อมกับทำท่าทางเจ็บปวดไปด้วย
“ไม่ใช่ว่าแม่พูดแล้วเหรอว่าถ้ามีลูกสักคนแม่จะกลับมา ผมพูดผิดตรงไหนเหรอ?”
ถังลั่วเหยายิ่งรู้สึกโมโหเขาเพิ่มขึ้นไปอีก
เธอหันกลับมาถลึงตาใส่เขาเล็กน้อย