ณ ปลายสาย น้ำเสียงของท่านย่าเชิ๋นเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“หนิงหนิง ตอนนี้อยู่บ้านรึเปล่า?”
จิ่งหนิงค่อย ๆ วางตะเกียบลง จากนั้นจึงเดินออกมาด้านนอก ก่อนจะกระซิบเสียงเบาว่า “เปล่าค่ะ ท่านย่า มีเรื่องอะไรรึเปล่าคะ?”
ท่านย่าเชิ๋นตอบพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ “ย่าไม่มีอะไร แค่อยากโทรมาถามนิดหน่อย ได้ยินว่า….อีกไม่กี่วันจะต้องไปประเทศ T แล้ว?”
“ใช่ค่ะ คุณป้าถูกใจเหมืองหยกที่หนึ่ง หลานเองก็รู้สึกว่าไม่เลว เลยกะว่าอีกสองสามวันจะไปดูพร้อมกับจิ่งเซินค่ะ”
“อ๋อ แบบนี้นี่เอง งั้นระหว่างทางก็ระวัง ๆ ด้วย หลานต้องใส่ใจสุขภาพตัวเองให้มากนะ มีงานอะไรก็ให้จิ่งเซินไปทำ อย่าเหนื่อยเกินไปล่ะ”
จิ่งหนิงยิ้มออกมาเล็กน้อย “หลานรู้ค่ะท่านย่า ท่านย่าวางใจได้เลย”
“อืม”
แต่พอพูดจบ ท่านย่าเชิ๋นกลับยังไม่วางสาย พอท่านไม่วาง จิ่งหนิงเองก็ไม่กล้ากดวางเช่นกัน
อีกฟากยังไม่ยอมพูดอะไรต่อ ส่วนจิ่งหนิงก็ไม่แน่ใจว่าท่านย่าเชิ๋นต้องการจะสื่ออะไร
ผ่านไปเกือบนาที สุดท้ายจิ่งหนิงก็ทนต่อไปไม่ไหว หญิงสาวจึงเอ่ยปากถามขึ้นว่า “ท่านย่าคะ ท่านย่ามีอะไรอยากจะพูดกับหลานรึเปล่าคะ?”
ที่ปลายสาย น้ำเสียงของท่านย่าเชิ๋นแลดูกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย
“คืออย่างนี้นะ หนิงหนิง ย่าได้ยินมาว่า….หลานเจอแม่บุญธรรมของตัวเองแล้วเหรอ?”
จิ่งหนิงตกใจไปชั่วขณะ สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันที
เธอหันหน้ากลับไปมองทางโม่ไฉ่เวยที่นั่งอยู่ในห้องรับรอง ก่อนจะเดินออกมาหาที่ที่สงบกว่าเดิม จากนั้นก็กระซิบเสียงต่ำว่า “ท่านย่า ทราบได้ยังไงคะ?”
ท่านย่าเชิ๋นตอบกลับพร้อมรอยยิ้มว่า “เรื่องนี้น่ะ หลานอย่าไปโทษป้าของหลานนะ เธอเป็นคนตรงไปตรงมาอยู่แล้ว ไม่ได้มีใจคิดร้ายอะไรหรอก พอดีตอนนั้นกำลังคุยกันอยู่ แล้วป้าก็หลุดปากพูดออกมาน่ะ พอย่าเค้นถามเพิ่มอีกหน่อย หล่อนก็เล่าออกมาจนหมดเลย”
จิ่งหนิงรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที
ท่านย่าเชิ๋นยังพูดเสริมอีกว่า “แม่บุญธรรมของหลาน…สบายดีไหม? พวกหลานเจอกันรึยัง?”
จิ่งหนิงฝืนยิ้มพร้อมกับตอบว่า “ท่านสุขภาพร่างกายแข็งแรงดีค่ะ แต่เพราะเหตุการณ์เมื่อสิบปีที่แล้วส่งผลกระทบต่อจิตใจท่านเป็นอย่างมาก ท่านเลยสูญเสียความทรงจำ ตอนนี้ยังจำอะไรไม่ได้เลยค่ะ”
“โอ้” ที่ปลายสาย ท่านย่าเชิ๋นอุทานเบา ๆ ด้วยความตกใจ
“เห้อ จำไม่ได้ก็ดี เพราะมันก็ไม่ใช่เรื่องดีอะไร บางทีถ้าจำได้ขึ้นมาอาจจะทำให้แย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ”
“ใช่ค่ะ” จิ่งหนิงตอบกลับเสียงเรียบ
ท่านย่าเชิ๋นถอนหายใจออกมาเบา ๆ อีกครั้ง
“หนิงหนิง หลานเองก็อย่าคิดมากนะ ที่ย่าโทรมาวันนี้ก็เพราะเป็นห่วง ถึงยังไงเธอก็เป็นแม่บุญธรรรมของหลาน นั่นก็ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกันกับเรา ถ้าเธอมีปัญหาอะไร หลานต้องรีบบอกนะ พวกเราตระกูลลู่จะเป็นผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งที่สุดของหลานตลอดไป”
จิ่งหนิงยิ้มออกมาเล็กน้อย ในใจรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันที
“ขอบคุณท่านย่ามากเลยนะคะ หลานเข้าใจแล้ว”
“อืม วันหลังถ้ามีเวลาว่างล่ะก็ พาแม่บุญธรรมของหลานมาเจอพวกเราหน่อยดีไหม?”
จิ่งหนิงรู้สึกลังเลเล็กน้อย
“ช่วงนี้…เกรงว่าอาจจะยังไม่สะดวกเท่าไรค่ะ”
“ทำไมเหรอ?”
จิ่งหนิงถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“ท่านมีสภาวะป่วยทางจิตใจหลังจากเจอกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนใจอย่างรุนแรง เลยไม่ชอบสื่อสารกับคนแปลกหน้า หลานจึงอยากรอให้สถานการณ์ของท่านดีขึ้นกว่านี้สักหน่อย แล้วถึงจะพาท่านไปเจอท่านย่าค่ะ”
ท่านย่าเชิ๋นเข้าใจในทันที “อย่างนี้นี่เอง งั้นก็ไม่เป็นไร เพราะถึงยังไงตอนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เราควรดูสุขภาพร่างกายเธอเป็นหลักอยู่แล้ว หลานเองก็ดูแลเธอดี ๆ นะ”
จิ่งหนิงพยักหน้ารับ
ทั้งสองคุยกับอีกสองสามประโยค ก่อนจะกดวางสายไป
หลังจากวางสาย จิ่งหนิงก็ถอนหายใจออกมายาว ๆ หนึ่งที ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องรับรอง
ภายในห้องรับรอง บรรยากาศเป็นไปอย่างสงบนิ่ง
พอเห็นจิ่งหนิงเดินเข้ามา ลู่จิ่งเซินก็กระซิบถามเสียงเบาว่า “มีอะไรเหรอ?”
จิ่งหนิงส่ายหน้าไปมา “ไม่มีอะไร โทรศัพท์จากท่านย่าน่ะ”
นัยน์ตาของลู่จิ่งเซินลึกล้ำลงไปเล็กน้อย เหมือนจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ
หลังจากที่ทุกคนทานข้าวกันเสร็จเรียบร้อย จิ่งหนิงกับลู่จิ่งเซินก็ไปส่งคู่สามีภรรยาโม่ไฉ่เวยกลับคฤหาสน์ด้วยกัน จากนั้นจึงพากันขับรถกลับบ้าน
พอถึงตอนที่พวกเขาอยู่กันแค่สองต่อสอง ในที่สุดลู่จิ่งเซินก็เอ่ยปากถามถึงเรื่องที่ท่านย่าเชิ๋นโทรเข้ามา
จิ่งหนิงเองก็ไม่ได้ปิดบังอะไร เธอเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟังตั้งแต่ต้นจนจบ
ลู่จิ่งเซินเอื้อมมือมากุมมือเธอไว้ ก่อนจะพูดปลอบใจเธอเบา ๆ ว่า “ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ทางท่านย่าเดี๋ยวผมช่วยคุยให้ เชื่อสิว่าถ้าท่านรู้เรื่องของคุณแม่แล้ว ท่านจะไม่รังเกียจหรอก”
จิ่งหนิงพยักหน้ารับ
ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน จิ่งหนิงก็พาโม่ไฉ่เวยกับ เชวซู่เที่ยวเล่นรอบเมืองหลวงจนทั่ว
ในตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แม้ว่าโม่ไฉ่เวยจะยังจำอดีตไม่ได้ แต่เห็นได้ชัดว่าหล่อนไม่ปฏิเสธจิ่งหนิงอีกต่อไป แถมยังสนิทใจกับเธอมากขึ้นอีกด้วย
จิ่งหนิงเห็นท่าทางสดชื่นแจ่มใสของโม่ไฉ่เวยแล้ว มุมปากของหญิงสาวก็ยกขึ้นเบา ๆ อย่างโล่งใจ
ห้าวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ด้าน เจ้านายหยูก็จัดเตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อย ก่อนจะส่งคนมารายงานจิ่งหนิงว่า สามารถออกเดินทางได้แล้ว
จิ่งหนิงจึงพาอานอานกับจิ้งเจ๋อน้อยไปฝากไว้ที่บ้านจากนั้นก็มาเก็บของ เพื่อไปประเทศ T พร้อมกับพวกเจ้านายหยู
และเพราะว่าพวกเขามีเชวซู่อยู่ด้วย เลยไม่จำเป็นต้องพาหมอไปด้วย
เพราะถึงยังไงบนโลกนี้ ก็มีหมอไม่มากที่มีทักษะทางการแพทย์ดีกว่า เชวซู่
ครั้งนี้ลู่หลันจือเองก็ได้ประโยชน์จากจิ่งหนิงพอสมควร หล่อนจึงคอยให้ความร่วมมือมาตลอดทาง โดยไม่มีการก่อเรื่องอะไรเลย
มีเพียงหนุ่มน้อย เห้อหยวนของหล่อนนั่นล่ะ ที่โทรศัพท์มาอยู่หลายครั้ง เหมือนกับว่าอยากให้ลู่หลันจือพาเขาไปด้วย แต่กลับโดนลู่หลันจือปฏิเสธ
ถึงแม้ลู่หลันจือจะชอบเล่นสนุก ทำตัวไร้สาระไปวัน ๆ แต่หากเธอต้องทำอะไรที่เป็นงานเป็นการขึ้นมา เธอก็จะให้ความสำคัญกับมันมากเลยทีเดียว
อีกอย่าง ครั้งนี้มีลู่จิ่งเซินตามมาด้วย เธอก็เลยไม่กล้าทำตัวเหลวไหลแบบเมื่อก่อนอีก
ลู่จิ่งเซินเองก็ขี้เกียจจะสนใจเธอ เพราะงั้นระหว่างทาง ทั้งคู่เลยแทบจะไม่คุยกันเลย
เขาโมโหที่ลู่หลันจือแอบมาพบจิ่งหนิงเป็นการส่วนตัวอยู่หลายครั้ง แถมยังฟ้องเธออีกว่า ลู่จิ่งเซินนั้นเป็นพวกเนรคุณ ตอนเด็ก ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณป้าคนนี้ ทุกคนคงไม่รู้หรอกว่าลู่จิ่งเซินในตอนนั้นจะถูกคนข้างนอกรังแกไปมากเท่าไร
ส่วนจิ่งหนิงก็ได้แค่ยิ้มออกมาอย่างหมดหนทาง แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร มีเพียงแค่พูดปลอบใจเธอไม่กี่ประโยคเท่านั้น
ขณะเดียวกัน หญิงสาวก็แอบเตือนลู่จิ่งเซินกราย ๆ ว่าพออยู่ต่อหน้าคนนอกแล้ว ก็ไม่ควรทำให้ลู่หลันจือต้องรู้สึกเสียหน้ามากเกินไป
แม้ว่าในตระกูล ทุกคนค่อนข้างจะมีอคติกับหล่อน แถมยังไม่ค่อยมีคนเชื่อถือสักเท่าไร
แต่ถึงยังไง ตอนนี้ก็มีคนนอกอยู่ด้วย ทั้งยังเป็นการทำธุรกิจที่มีลู่หลันจือเป็นสะพานเชื่อมอีก
หากแสดงท่าทีเย็นชากับลู่หลันจือมากเกินไป อาจจะทำให้คนข้างนอกรู้สึกได้ว่าเธอไม่มีฐานะหรือตำแหน่งในตระกูลลู่
ซึ่งถ้าเรื่องแบบนี้ถูกเผยแพร่ ในอนาคตลู่หลันจือเองก็อาจจะใช้ชีวิตยากขึ้น
พอลู่จิ่งเซินได้ยินจิ่งหนิงพูดแบบนั้น ผ่านไปสักพัก ท่าทางของเขาที่มีต่อลู่หลันจือก็ดีขึ้นมากพอสมควร
ลู่หลันจือเองก็รู้ดี ว่าคงเป็นฝีมือของคนกลางอย่างจิ่งหนิงแน่ ๆ ส่วนหนึ่งก็แอบดีใจ แต่อีกส่วนก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่า ตัวเองเลี้ยงเด็กหนุ่มคนนี้มาจนโต กลับจัดการไม่ได้เท่าหญิงสาวที่เป็นคนนอกเลยเหรอนี่
คำว่าได้ผู้หญิงแล้วลืมแม่ มันเป็นแบบนี้เองสินะ
ทว่ามันก็เป็นความคิดเพียงแวบเดียวที่ทำให้รู้สึกแทงใจนิดหน่อยเท่านั้น ไม่นานความคิดเหล่านั้นก็ถูกโยนออกไปจากหัวอย่างรวดเร็ว
พอทุกคนเดินทางมาถึงประเทศ T ก็เป็นเวลากว่าบ่ายสามโมงแล้ว
เจ้านายหยูได้ทำการติดต่อคนให้มารอรับพวกเขาที่สนามบินไว้ตั้งแต่แรก
เขาทำธุรกิจเกี่ยวกับหินหยกมานาน อีกทั้งในประเทศ T ก็มีเหมืองหยกอยู่ไม่น้อย ดังนั้น เจ้านายหยูจึงคุ้นเคยกับพื้นที่แถบนี้เป็นอย่างดี
ชายหนุ่มจัดการทุกอย่างไว้เรียบร้อย รวมถึงนัดคนมารับพวกเขาด้วย ลู่จิ่งเซินเลยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม มีแค่พาจิ่งหนิงตามพวกเขาไปที่โรงแรมเท่านั้น