สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน – ตอนที่ 134 แผนของซูจิ่นซี กำแพงมีหูประตูมีช่อง

        แท้จริงแล้วซูจิ่นซีไม่ทราบว่า หลังจากที่นางออกมาจากเรือนของอนุซุน ทันใดนั้นเด็กสาวรับใช้ที่เดิมทีดูราวกับคนอ่อนแอขี้ขลาดพลันเหยียดหลังตรง ดวงตาขี้ขลาดแปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นอย่างเชื่องช้า

        เงาร่างของสาวใช้ผู้ขี้ขลาดอ่อนแอที่ยืนอยู่ตรงหน้าซูจิ่นซีเมื่อครู่นั้นอยู่ที่ใดแล้ว?

        สาวใช้ก้าวเข้าไปในเรือน อนุซุนที่เดิมทีควรหมดสติกลายเป็นผักอยู่ในเรือน ทันใดนั้นก็ลืมตาขึ้นและลุกขึ้นมานั่งบนเตียง

        นี่มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่?

        หลังจากที่ซูจิ่นซีฝังเข็มไป เหตุใดถึงไม่มีผลต่ออนุซุนแม้แต่น้อย?

        “ท่านอนุ!” สาวรับใช้กล่าวขึ้น

        อนุซุนเหลือบตาผ่านทางหน้าต่างมองไปยังหน้าประตูเรือน หลังจากแน่ใจว่าซูจิ่นซีออกไปแล้วจึงกล่าวขึ้นว่า “คราวหลังทำงานระวังหน่อย”

        “เจ้าค่ะ! ”

        สายตาของอนุซุนมืดครึ้ม นางครุ่นคิดอันใดบางอย่าง หลังจากนั้นไม่นานก็กล่าวขึ้นมาว่า “เจ้าเคยได้ยินตำนานเมืองหนานหลีหรือไม่? ”

        “ที่ท่านอนุพูดคือ… ”

        แม้สาวรับใช้จะพูดเพียงครึ่งเดียว ทว่านางกลับคิดตรงกันกับอนุซุน อนุซุนพยักหน้า

        “เห็นกำไลข้อมือของซูจิ่นซีที่แกะสลักดอกปี่อั้นนั่นหรือไม่? มันคือกำไลดอกปี่อั้น คนผู้นั้นคงปรากฏตัวออกมาแล้ว เมื่อเปิดใช้ความสามารถของกำไลดอกปี่อั้นอีกด้านหนึ่ง มันสามารถสร้างพลังได้ไม่มีที่สิ้นสุด ซูจิ่นซีในตอนนี้ไม่เหมือนซูจิ่นซีคนเดิมเมื่อกาลก่อนแล้ว ครั้งหน้าหากยังทำเรื่องโง่ๆ เช่นนี้อีก ก็อย่ามาโทษว่าข้าไม่เกรงใจเจ้า”

        เมื่อพูดถึงช่วงท้าย เสียงของอนุซุนก็ค่อยๆ ดุดันขึ้นมา

        สาวรับใช้รีบคุกเข่าลงกับพื้น “เรื่องในวันนี้เป็นข้าน้อยสะเพร่าเอง อนุโปรดลงโทษ”

        “ลุกขึ้นเถิด! ” อนุซุนกล่าวอีกครั้งว่า “แม้เจ้าจะแหวกหญ้าให้งูตื่น ทว่าตราบใดที่พวกเราไม่มีการเคลื่อนไหวชั่วคราว ซูจิ่นซีก็จะไม่สงสัยพวกเราอย่างแน่นอน”

        “เจ้าค่ะ! ”

        เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ณ เรือนอนุซุน ซูจิ่นซีล้วนไม่ทราบอันใดเลย และไม่ได้สังเกตเลยแม้แต่น้อย

        เมื่อตอนที่พบลวี่หลี ซูจิ่นซีได้ปิดความสามารถในการได้ยินของกำไลปี่อั้นไปแล้ว

        ซูจิ่นซีกลับไปยังเรือนฮั่นเซียง เยี่ยโยวเหยาอยู่ที่เรือนฮั่นเซียงแล้วจริงๆ

        ไม่รู้ว่าเหตุใด ห่างกันเพียงหนึ่งวัน ทว่าในใจของซูจิ่นซี รู้สึกราวกับห่างจากเยี่ยโยวเหยามาสิบกว่าวันแล้วอย่างไรอย่างนั้น

        เมื่อซูจิ่นซีเดินไปถึงหน้าประตู นางอดไม่ได้ที่จะชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย และค่อยๆ เดินเข้าไปอย่างเชื่องช้า

        เยี่ยโยวเหยากำลังนอนเอนกายบนเตียงไม้จัดการกับเอกสาร เสื้อคลุมสีดำตัวยาวปักลวดลายดอกเก๊กฮวยสีเหลืองทอง ประดับอยู่บนร่างอย่างผ่อนคลาย ผมสีดำยาววาววับทิ้งตัวแผ่กระจายแทบจะห้อยตกลงมาที่พื้น ภาพนั้นช่างงดงามยิ่งนัก

        ซูจิ่นซีค่อยๆ เดินเข้าไปรวบผมของเยี่ยโยวเหยาไว้ในฝ่ามืออย่างระมัดระวัง แล้วนำขึ้นมาพาดไว้บนเตียง

        “กลับมาแล้วหรือ? ”

        เยี่ยโยวเหยาเงยหน้าขึ้นมองซูจิ่นซี

        “ท่านอ๋องมาได้อย่างไรเพคะ? ”

        “ช่วงบ่ายที่กระทรวงอาญามีเรื่องจัดการเล็กน้อย หลังจากเสร็จงานแล้วผ่านมาพอดีจึงแวะเข้ามา วันพรุ่งยังต้องไปกระทรวงอาญาอีก ทางนี้ค่อนข้างใกล้”

        “อ่อ! ”

        ที่แท้ก็แค่ผ่านมา!

        ดูเหมือนว่าซูจิ่นซีจะคิดมากไปเอง นางคิดว่าเยี่ยโยวเหยาคงห่างกับนางไม่ได้ คิดถึงนางจนต้องมาหา!

        ซูจิ่นซีตอบอย่างเฉยเมย

        “ท่านอ๋องเสวยพระกระยาหารเย็นแล้วหรือยังเพคะ? ” ซูจิ่นซีถามขึ้น

        แม่นมฮวาตอบรับขึ้นมาด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มทันทีว่า “พระชายาเพคะ จนถึงตอนนี้ฝ่าบาทก็ยังไม่ได้เสวยเลยเพคะ! ทรงรอพระชายาอยู่ตลอด ข้าน้อยเตรียมสำรับไว้เสวยในยามดึกบ้างแล้ว มิเช่นนั้นพระชายาก็เสวยเป็นเพื่อนฝ่าบาทสักหน่อยเถิดเพคะ! ”

        แต่ซูจิ่นซีทานข้าวเย็นไปแล้ว!

        ทว่าเยี่ยโยวเหยายังไม่ได้ทาน ดังนั้นซูจิ่นซีจึงไม่ปฏิเสธ

        ไม่คิดว่าเยี่ยโยวเหยาจะให้แม่นมฮวานำชุดเครื่องถ้วยชามคู่จากเรือนชิงโยวมาด้วย และยังใช้เครื่องถ้วยชามนั้นในการรับประทานอาหารมื้อดึก

        ซูจิ่นซีทานอาหารเย็นมาแล้ว นางไม่อยากอาหารเท่าใด จึงทานได้ไม่มากนัก

        เยี่ยโยวเหยาก็ดูไม่สนใจสิ่งใดเช่นกัน ดังนั้นจึงทานไม่มากเท่าใด

        หลังจากแม่นมฮวาเก็บสำรับมื้อเย็นไปแล้ว เยี่ยโยวเหยาก็จัดการกับเอกสารต่อ

        ซูจิ่นซีไม่มีสิ่งใดให้ทำ นางนอนบนเตียงอยู่พักหนึ่งทว่าก็นอนไม่หลับ จึงลุกขึ้นเดินไปยังด้านข้างของเยี่ยโยวเหยาอีกครั้ง เพื่อดูว่าเยี่ยโยวเหยากำลังทำอันใดอยู่กันแน่

        เยี่ยโยวเหยาไม่ได้ปิดบังซูจิ่นซี กลับดึงซูจิ่นซีให้นั่งลงบนพรมข้างเตียงไม้และให้ซูจิ่นซีอ่านจดหมายกับเขาด้วย

        ซูจิ่นซีพบว่า เยี่ยโยวเหยาไม่เพียงแต่เกิดมารูปงามเท่านั้น ลายมือก็เขียนได้ไม่เลวเลยทีเดียว

        ตัวอักษรที่อยู่บนจดหมายนั้นใช้อักษรสิงซู [1] ไหลลื่นดั่งสายน้ำ ลักษณะการเขียนดูแข็งแกร่งมีพลัง

        ขณะที่ซูจิ่นซีมองอยู่ นางก็หนุนมือของเยี่ยโยวเหยาและหลับไป

        เมื่อรับรู้ถึงลมหายใจของซูจิ่นซีที่ค่อยๆ มั่นคงและสม่ำเสมอ เยี่ยโยวเหยาจึงวางจดหมายในมือลง ก้มปัดผมที่คลอเคลียอยู่ข้างหูของซูจิ่นซีออกอย่างแผ่วเบา นิ้วมือลูบไล้ไปบนคิ้วของซูจิ่นซีราวกับต้องการทำให้คิ้วของซูจิ่นซีเรียบขึ้น แม้ในยามหลับซูจิ่นซีก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว

        หากซูจิ่นซีลืมตาในตอนนี้ นางคงต้องประหลาดใจที่ความเย็นชาและใบหน้าดุดันน่ากลัวจนทำให้ผู้ที่พบเห็นต่างตกใจของเยี่ยโยวเหยา กำลังแสดงความรัก ทะนุถนอม และอ่อนโยนออกมา

        แท้จริงแล้วเมื่อคืนเยี่ยโยวเหยาได้กลับไปที่จวนโยวอ๋องแล้ว ทว่าเมื่อนั่งอยู่ในเรือนชิงโยวที่ไม่มีซูจิ่นซี เขากลับรู้สึกไม่คุ้นชิน เบื้องหน้าเขามักมีเงาร่างของซูจิ่นซีโผล่ไปโผล่มาในเรือนชิงโยวอยู่ตลอด

        แม้แต่เยี่ยโยวเหยาเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหตุใดถึงมาที่จวนสกุลซูได้ ยิ่งไปกว่านั้นท่านอ๋องผู้สง่างามที่สามารถเข้ามาทางประตูหน้าได้อย่างเปิดเผย ทว่าเขากลับไม่ใช้เส้นทางปกติ กลับปีนกำแพงเข้ามาเสียนี่

        คราแรกแม่นมฮวาคิดจะเข้ามาบอกให้ซูจิ่นซีและเยี่ยโยวเหยาเข้าพักผ่อนเร็วเสียหน่อย ทว่าเมื่อเดินมาถึงหน้าประตูและเห็นท่าทางของเยี่ยโยวเหยากับซูจิ่นซีเช่นนี้ จึงไม่ได้เข้ามารบกวนอีก แม่นมฮวาลากลวี่หลีไปนอนอย่างร้อนอกร้อนใจ

        ไม่รู้ว่าเยี่ยโยวเหยาไปเมื่อใด เมื่อซูจิ่นซีตื่นนอนในเช้าวันรุ่งขึ้น เยี่ยโยวเหยาก็ไม่อยู่แล้ว ตัวนางเองก็นอนอยู่บนเตียงไม้

        หากไม่ใช่เพราะยังมีเอกสารอยู่บนโต๊ะข้างเตียงไม้จำนวนหนึ่ง ซูจิ่นซีคงคิดว่าเมื่อคืนตนเองฝันไป และเยี่ยโยวเหยาไม่ได้มาที่นี่

        ทันใดนั้นซูจิ่นซีก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้ นางรีบเปิดผ้าห่มดูในทันใด เมื่อมั่นใจว่าตนเองยังคงสวมใส่เสื้อผ้าอย่างเรียบร้อยดีจึงวางใจ

        เมื่อคืนนางนอนหลับสนิทถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?

        ไม่รู้ว่าตนเองหลับไปบนพรมข้างเตียงได้อย่างไร และไม่รู้ว่าเมื่อเช้านี้เยี่ยโยวเหยาออกไปตั้งแต่เมื่อใด

        แม่นมฮวากับลวี่หลียกอุปกรณ์ล้างหน้าเข้ามาให้ซูจิ่นซี หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ซูจิ่นซีก็ให้แม่นมฮวาไปแจ้งฮั่วซื่อ

        ซูจิ่นซีเรียกทุกคนที่อยู่ในจวนให้มารวมตัวกันที่หน้าห้องโถง เนื่องจากมีเรื่องสำคัญมากจะประกาศ

        เดิมทีซูจิ่นซีให้แม่นมฮวาแจ้งเวลานัดพบเป็นตอนเช้า ทว่าใกล้จะเที่ยงแล้ว ซูจิ่นซีก็ยังไม่ปรากฏตัวออกมา

        “นี่มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่? ซูจิ่นซีให้พวกเราหลายคนมารออยู่ที่นี่ กำลังวางอำนาจบาตรใหญ่ต่อพวกเราอยู่หรือ? ”

        อนุนางหนึ่งที่รออย่างเบื่อหน่ายกล่าวขึ้น

        อนุหลิ่วดันมวยผมของตนอย่างแผ่วเบา นางถือกระจกบานเล็กส่องใบหน้าตนเองไม่หยุดหย่อน “โอ้ เจ้าคิดมากไปแล้วกระมัง? การวางอำนาจบาตรใหญ่นี้ เมื่อวานพวกเราก็ได้ประสบแล้วไม่ใช่หรืออย่างไร? คุณหนูเจ็ดของพวกเราไม่เคยทำอันใดอย่างปกติมาก่อน ไม่แน่ว่าวันนี้คงจะมีแผนอันใดใหม่ๆ มาหลอกล่ออีกเป็นแน่”

        “นางคิดแผนกระไรมาหลอกล่อ? หญิงผู้หนึ่งออกเรือนไปแล้ว ให้นางกลับมาพักที่เหนียงเจียสองสามวันก็ไม่เลวแล้ว หรือนางยังจะก่อความวุ่นวายอันใดได้อีก? ”

        “หึ! ”

        อนุหลิ่วเหลือบมองอนุผู้นั้นอย่างดูถูก จากนั้นก็หันมาแต่งหน้าตนเองในกระจกต่อไป โดยไม่พูดจาอันใด

        “พี่หญิง ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ท่านยังเป็นเสาหลักของพวกเรา! วันนี้ท่านพี่ไม่อยู่ ท่านถือเป็นผู้นำในจวนแห่งนี้ ท่านจะปล่อยให้หญิงชั่วใจบาปอย่างซูจิ่นซีกลับมาคุยโวโอ้อวดหรือ? ท่านคิดเห็นอย่างไร พูดออกมาสิเจ้าคะ! ”

        “ใช่แล้ว เพียงท่านพี่พูดสักประโยค เหล่าน้องหญิงล้วนฟังท่านพี่อยู่แล้ว! ”

        “จริงเจ้าค่ะ ท่านพี่ ท่านพี่พูดออกมาสิเจ้าคะ! ”

        ในเวลานี้ บรรดาอนุต่างส่งเสียงพูดกับฮั่วซื่อ

        ทว่าฮั่วซื่อที่นั่งบนเก้าอี้ที่มีตำแหน่งรองลงมาจากพระชายา กลับหลับตาตั้งสติ ไม่ได้พูดอันใดสักคำ

        “พี่หญิงทุกท่าน พูดสิ่งใดพึงระวัง! กำแพงมีหูประตูมีช่อง ผู้อื่นที่ว่าตอนนี้คือพระชายาโยวอ๋อง” อนุหลิ่วพูดด้วยท่าทางไม่จริงใจ เห็นได้ชัดว่ามีเจตนาแฝงอยู่ “อีกอย่าง ตอนนี้ท่านพี่ถูกคุมขังอยู่ในคุกชั่วคราวไม่สามารถกลับมาได้ ทว่าไม่ใช่จะไม่กลับมาตลอดไป ดูพวกท่านแต่ละคนดีใจอย่างกับกระไร”

        ตั้งแต่เมื่อวานที่ซูจิ่นซีบอกว่า หากมีผู้ใดพบคนวางยาพิษได้ก่อนฮั่วซื่อ จากนี้ไปซูจิ่นซีก็จะให้ผู้นั้นเป็นฮูหยินของสกุลซูแทนฮั่วซื่อ เดิมทีอนุหลิ่วที่เป็นพวกเดียวกับฮั่วซื่อก็ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนอย่างไรอย่างนั้น คำพูดล้วนเป็นศัตรูกับฮั่วซื่อทั้งภายในและภายนอก

        ซูเซียนฮุ่ยไม่อาจทนดูได้อีกต่อไป

        “อนุหลิ่วเจ้ามันเกลือเป็นหนอน เจ้าหมายความว่าอย่างไร? ข้าปฏิบัติไม่ดีกับเจ้าตั้งแต่เมื่อใดกัน? ”

        “หึ! ”

        อนุหลิ่วส่งเสียงอย่างเย็นชา ไม่ชายตามองซูเซียนฮุ่ยแม้แต่น้อย

        แท้จริงแล้วอนุหลิ่วพูดถูก กำแพงมีหูประตูมีช่อง!

        เวลานี้ซูจิ่นซีกำลังนั่งอยู่ในซุ้มศาลาไม่ไกลจากที่นี่นัก

        แม้จะห่างไปเสียหน่อย ทว่าพอเปิดกำไลปี่อั้น ทุกคำพูดของทุกคนที่อยู่ตรงนั้น ซูจิ่นซีล้วนได้ยินทุกประโยค

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน สามพันปีก่อนที่แผ่นดินเทียนเหอจะได้รับการจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ สกุลซู ตระกูลแพทย์ที่เก่าแก่และร่ำรวยแห่งแคว้นจงหนิง ภายในห้องที่รกร้างทรุดโทรมห้องหนึ่ง บุตรสาวคนที่เจ็ด ‘ซูจิ่นซี’ เสื้อผ้าขาดลุ่ย ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลถูกมัดติดกับเสา ข้างกายคือสาวงามนางหนึ่ง นางสวมอาภรณ์หรูหรา ในมือถือกริชค่อยๆ เฉือนลงบนร่างกายของซูจิ่นซี “ไอ้โง่ เจ้ายังไม่ยอมอ้าปากพูดอีกหรือ หยกกิเลนอยู่ที่ใด” ร่างของซูจิ่นซีสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด ทว่าปากก็ยังถูกปิดสนิทให้ไม่สามารถพูดได้แม้แต่คำเดียว ดวงตาสีเข้มมืดมนคลอด้วยหยาดน้ำตา ส่งสายตาวิงวอนต่อสาวงามนางนั้น หญิงสาวยิ้มมุมปากอย่างพอใจแล้วดึงผ้าที่อุดปากซูจิ่นซีออก สาวงามตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด “พูด! ” แต่นางกลับคาดไม่ถึงว่าซูจิ่นซีจะร้องไห้ส่งเสียงดังสนั่นราวกับเด็กน้อยขึ้นมา “พี่หญิงเป็นคนหลอกลวง ฮือ…ฮือฮือ…บอกว่าจะให้ข้ากินปลา ท่านพี่หลอกข้า ฮือฮือ ลวี่หลี… ข้าเจ็บเหลือเกิน! ลวี่หลี…ฮือฮือฮือ…ข้าเลือดไหล ลวี่หลี…” ดวงตาส่องประกายของสาวงามหม่นแสงลงทันที กริชในมือยกขึ้นจ่อคอของซูจิ่นซีอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย “หุบปาก! หากยังตะโกนอีก ข้าจะฆ่าเจ้าเสียตอนนี้! ” ซูจิ่นซีหวาดกลัวเสียจนหยุดส่งเสียงร้องไห้ในทันใด อีกทั้งยังมองสาวงามด้วยแววตาขยาด ทว่าในขณะที่ดวงตาอันสับสนของซูจิ่นซีมองทะลุผ่านสาวงามไปยังบุรุษผู้มีรังสีมืดมนบนเก้าอี้ไม้จันทน์สีแดงแปดเหลี่ยมข้างหลังนาง ซูจิ่นซีก็รู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา

Comment

Options

not work with dark mode
Reset