สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน – ตอนที่ 149 นิกายห้าพิษ เพียงได้ยินก็ทำให้ผู้คนหวาดกลัว

        ดวงตาของเยี่ยโยวเหยามืดมนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

        รอบข้างมีแม่นมฮวา พ่อบ้าน และทหารองครักษ์สองสามนายยืนอยู่ พวกเขาไม่กล้าพูดแม้แต่ประโยคเดียว กระทั่งไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ

        ลมหายใจเย็นเยียบและความกดดันจากเยี่ยโยวเหยาแทบจะทำให้ผู้คนหายใจไม่ออก

        “ตอนนั้นหลังจากที่ข้าเข้าห้องไปก็รู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อยจึงขึ้นเตียงไปพักผ่อน แท้จริงถูกพิษได้อย่างไรข้าก็ไม่ทราบเช่นกัน”

        ซูจิ่นซีไม่ได้บอกเยี่ยโยวเหยาว่าเว่ยเหม่ยเจียทำสิ่งใดกับเขา เรื่องนั้นนอกจากองครักษ์คุ้มกันทั้งสี่นายของซูจิ่นซี ยังมีเฉินไท่เฟยและเว่ยเหม่ยเจียเท่านั้นที่รู้ นอกนั้นไม่มีผู้ใดรู้เรื่องนี้อีก ซูจิ่นซีไม่คิดที่จะบอกเยี่ยโยวเหยา นางบอกเพียงว่าเขาถูกวางยาพิษที่หนานย่วน นางจึงรีบพาเขากลับมา

        “จิ้นหนานเฟิง! ” เยี่ยโยวเหยากล่าวเสียงเย็น

        จิ้นหนานเฟิงเป็นทหารอารักขาที่เยี่ยโยวเหยาให้มาอยู่ข้างกายหลังจากที่หลินเฟิงถูกคุมขัง เขารีบเข้าประตูมา “ท่านอ๋อง! ”

        ทันใดนั้นซูจิ่นซีก็รีบจับมือของเยี่ยโยวเหยาเอาไว้ “เยี่ยโยวเหยาเพคะ ท่านต้องการลงมือกับหนานย่วนใช่หรือไม่เพคะ? ”

        “กล้ายื่นมือมาถึงตัวข้า ข้าว่าหลายปีมานี้นางคงหมดความอดทนกับการเป็นไท่เฟยเสียแล้ว”

        ซูจิ่นซีไม่ได้คิดมากว่าเหตุใดเยี่ยโยวเหยาถึงกล่าวเช่นนั้น ทว่านางกลับคิดถึงเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง “เยี่ยโยวเหยา ท่านรอก่อนเพคะ ตอนที่ท่านรู้สึกว่าเหนื่อยล้ามากนั้น ท่านได้เสวยสิ่งใดบางอย่างเข้าไปหรือได้กลิ่นกระไรแปลกๆ บ้างหรือไม่เพคะ? ”

        “กลิ่นกระไรแปลกๆ อย่างนั้นหรือ? ” เยี่ยโยวเหยาคิดย้อนกลับไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “เหมือนว่าจะได้กลิ่นของไม้จันทน์หอมชั่วขณะหนึ่ง”

        บริเวณที่เยี่ยโยวเหยาอาศัยอยู่ในหนานย่วนนั้นอยู่ใกล้กับพระอุโบสถของเฉินไท่เฟยยิ่งนัก ไม่ใช่เรื่องแปลกที่กลิ่นของไม้จันทน์หอมจะลอยมาโดยบังเอิญ ตอนนั้นเยี่ยโยวเหยาไม่ได้คิดอันใดมากนัก บัดนี้เมื่อคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน ครานั้นก็มีเพียงกลิ่นของไม้จันทน์หอมเท่านั้นที่น่าสงสัย

        “น่าเสียดาย เมื่อข้าเดินเข้าประตูมากลิ่นนั้นก็หายไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่มีสิ่งใดตกค้างอยู่ในอากาศแม้แต่น้อย คงถูกจัดการไปเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม ท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันคิดว่าเรื่องนี้มีบางอย่างผิดปกติเพคะ เนื่องจากครั้งนี้ตอนที่ท่านสลบไป พิษที่อยู่ในร่างกายของท่านเป็นพิษชนิดเดียวกันกับที่ซิ่งหลิวหลีวางยาแก่ฮั่วซืออวี้และฮองเฮา หม่อมฉันคิดว่าควรวางแผนระยะยาว ไม่ควรแหวกหญ้าให้งูตื่นนะเพคะ”

        ดวงตาของเยี่ยโยวเหยาหรี่ลงอย่างเชื่องช้า “ดูเหมือนไหวเจียงจะมีความคิดต่อจงหนิงไม่น้อยเลยทีเดียว! คาดไม่ถึงว่าจะยื่นมือมาถึงหนานย่วนแล้ว”

        ซูจิ่นซีไม่เข้าใจสถานการณ์ของไหวเจียงกับจงหนิงว่าเป็นอย่างไร นางรู้เพียงว่าเยี่ยโยวเหยารับสั่งให้สอบสวนไส้ศึกของไหวเจียงในจงหนิงมาโดยตลอด

        ไหวเจียงเป็นหนึ่งในแคว้นที่เชี่ยวชาญการใช้ยาพิษที่สุดในแผ่นดินเทียนเหอ แม้ราชวงศ์จะเป็นของตระกูลเยวี่ย ทว่าผู้ที่สนับสนุนแคว้นไหวเจียงนี้อย่างแท้จริงกลับเป็นนิกายห้าพิษ

        นิกายห้าพิษเป็นสำนักที่เชี่ยวชาญด้านพิษของไหวเจียง ได้ยินมาว่าประมุขสำนักเป็นสตรีชื่อว่าหลานอวี่ ทว่าไม่เคยมีผู้ใดเห็นว่าสตรีนางนี้หน้าตาเป็นเช่นใด ความสัมพันธ์ระหว่างนิกายห้าพิษกับราชวงศ์เยวี่ยจือนั้นซับซ้อนยิ่งนัก พวกเขาฝึกปรมาจารย์ด้านพิษและผู้ใช้พิษจำนวนมากเพื่อแบ่งกระจัดกระจายและแทรกซึมเข้าไปในแผ่นดินเทียนเหอ กลายเป็นดาบคมให้ไหวเจียงพิชิตโลก และด้วยเหตุนี้ทั่วทุกแคว้นจึงทั้งหวาดกลัวทั้งขุ่นเคืองไหวเจียงเช่นกัน

        ในช่วงเวลานี้ ซูจิ่นซีได้รับรู้เกี่ยวกับไหวเจียงมากขึ้นถึงเพียงนี้แล้ว

        ทันใดนั้นซูจิ่นซีก็นึกขึ้นได้ว่า ก่อนหน้านี้ทูตซ้ายชุดดำผู้นั้นอยู่กับซิ่งหลิวหลีตลอดเวลา แม้ต่อมาซิ่งหลิวหลีจะถูกจับกุมแล้ว ทว่าทูตซ้ายผู้นั้นกลับไม่ตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่แม้แต่น้อย

        ซูจิ่นซีนำเรื่องนี้กล่าวให้เยี่ยโยวเหยาฟังอีกครั้ง

        “หม่อมฉันจำได้ว่าตอนที่อยู่ในเส้นทางลับของหอสุราตู้คังนั้น ชายผู้นั้นเรียกซิ่งหลิวหลีว่าผู้คุมกฎซิ่ง และซิ่งหลิวหลีก็เรียกชายผู้นั้นว่าทูตซ้ายเพคะ”

        เมื่อพูดถึงเรื่องที่ซูจิ่นซีถูกจับเป็นตัวประกันที่หอสุราตู้คัง ทันใดนั้นเยี่ยโยวเหยาก็นึกขึ้นได้ว่าครั้งนั้นซูจิ่นซีไปที่หอสุราตู้คังเพื่อไปซื้อสุราดอกเหมยให้เขา แววตาที่เย็นชาพลันอ่อนโยนลงไม่น้อย

        “นิกายห้าพิษของไหวเจียงมีทูตสองคนซ้ายขวา ทั้งยังมีผู้คุมกฎอีกสี่คน หึ ไหวเจียงให้ความสำคัญกับจงหนิงเสียจริง คาดไม่ถึงว่าจะส่งคนสำคัญของสำนักถึงสองคนมาจัดการที่จงหนิง”

        “ซิ่งหลิวหลีเป็นผู้คุมกฎ นางถูกจัดไว้ให้อยู่ในจวนสกุลซู ตำแหน่งทูตซ้ายในนิกายห้าพิษอยู่สูงกว่าสี่ผู้คุมกฎ เมื่ออยู่ในจงหนิงเขาจะต้องหลบซ่อนตัวเป็นบุคคลสำคัญที่มีตำแหน่งสูงส่งเป็นแน่ นอกจากนั้นเขาเองยังมีวรยุทธ์และทักษะด้านพิษที่สูงส่งกว่าซิ่งหลิวหลีเป็นที่ยิ่ง” ซูจิ่นซีรู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย

        แสงประหลาดแวบเข้ามาในดวงตาของเยี่ยโยวเหยา “เอาล่ะ เรื่องพวกนี้ให้ข้าจัดการเถิด! เจ้าไม่ต้องกลุ้มใจมากมาย”

        “เพคะ! ”

        ซูจิ่นซีสามารถรับรู้ได้ว่าเยี่ยโยวเหยาไม่ต้องการให้นางกังวลกับเรื่องพวกนี้ ความรู้สึกอบอุ่นไหลลงสู่ก้นบึ้งของหัวใจ

        “จิ้นหนานเฟิง จงเร่งฉินเทียนให้ตรวจสอบ และให้คนทางฝั่งหนานย่วนเฝ้าสังเกตการณ์ ข้าต้องการผลลัพธ์เร็วที่สุด”

        “พ่ะย่ะค่ะ! ”

        เยี่ยโยวเหยาต้องการให้คนเฝ้าระวังเฉินไท่เฟยหรือ?

        ซูจิ่นซีขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ เป็นแม่ลูกอย่างไรกันนะ?

        ทันใดนั้น คนเฝ้าประตูก็รีบเข้ามาที่ประตูเรือนชิงโยวอย่างรวดเร็ว พ่อบ้านจึงออกจากตำหนักฝูอวิ๋นไป คนเฝ้าประตูพูดบางอย่างกับพ่อบ้าน เมื่อกลับเข้าประตูมาพ่อบ้านรีบรายงานว่า “ท่านอ๋อง คนจากตำหนักเฉิงกานในวังหลวงมาพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ท่านเข้าวัง บอกว่ามีเรื่องต้องการจะสนทนากับท่านพ่ะย่ะค่ะ”

        กลางดึกเช่นนี้ ฮ่องเต้มีเรื่องอันใดถึงยืนกรานให้เยี่ยโยวเหยาเข้าวังในเวลานี้?

        เยี่ยโยวเหยานิ่งเงียบ ทำเพียงพยักหน้า

        พ่อบ้านจึงเดินออกประตูไป จิ้นหนานเฟิงและแม่นมฮวารีบตามออกไป

        “ฮ่องเต้ต้องการเรียกท่านไปปรึกษาเรื่องอันใดหรือเพคะ? ”

        ซูจิ่นซีไม่ค่อยถามเรื่องของเยี่ยโยวเหยา ทว่าไม่รู้เหตุใด ครานี้หัวใจของนางรู้สึกสับสนเล็กน้อยอย่างอธิบายไม่ถูก นางรู้สึกว่าช่วงเวลานี้ไม่สงบสุขเสียเลย กลัวว่าจะมีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นอีกครั้ง

        เยี่ยโยวเหยายื่นมือออกไปจับมือของซูจิ่นซีมาวางไว้ในมือของตน “อาจเป็นเรื่องไหวเจียง วางใจเถิด บัดนี้เขายังไม่กล้าแตะต้องข้า”

        “เพคะ! ” ซูจิ่นซีพยักหน้าเล็กน้อย

        เยี่ยโยวเหยาลุกขึ้น เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็ออกไป

        “เยี่ยโยวเหยา! ”

        “… ”

        เยี่ยโยวเหยาไม่ได้กล่าวอันใด เขาหยุดเดินแล้วมองมายังซูจิ่นซี

        “ไม่มีอันใดเพคะ! ” ซูจิ่นซีกล่าวขึ้น

        การแสดงออกของเยี่ยโยวเหยาเฉยเมย เขาไม่ได้กล่าวสิ่งใดเช่นกัน ทำเพียงหันหลังกลับและเดินออกจากตำหนักฝูอวิ๋นไป

        ซูจิ่นซีลุกขึ้นยืนอีกครั้ง นางเดินตามไปที่ประตูของตำหนักฝูอวิ๋น เฝ้ามองแผ่นหลังเย็นชาของเยี่ยโยวเหยา

        เยี่ยโยวเหยาราวกับรับรู้ถึงการจ้องมองของซูจิ่นซี จึงหยุดเดินและหันกลับมามองซูจิ่นซีอีกครั้ง

        หลังจากนั้นเยี่ยโยวเหยาก็กล่าวกับแม่นมฮวาว่า “พรุ่งนี้ตอนเช้าข้าจะกลับมาทานมื้อเช้าเป็นเพื่อนพระชายา”

        “เพคะ ท่านอ๋อง! ” แม่นมฮวาเผยรอยยิ้มบนใบหน้าทันที

        จนกระทั่งแผ่นหลังของเยี่ยโยวเหยาหายลับไปจากเรือนชิงโยว ทว่าซูจิ่นซียังคงยืนอยู่ที่ประตูครู่ใหญ่

        “พระชายา… พระชายาเพคะ… ”

        หลังจากที่แม่นมฮวาตะโกนเรียกสองครั้งซูจิ่นซีถึงมีสติกลับมา

        “พระชายาเพคะ ตอนเช้าวันพรุ่งนี้ท่านอยากทานสิ่งใดเพคะ? ”

        “เยี่ยโยวเหยาชอบทานสิ่งใดก็ทานสิ่งนั้นเถิด! ”

        ซูจิ่นซีกล่าวอย่างเฉยเมย หลังจากนั้นนางก็ออกจากตำหนักฝูอวิ๋นไปที่เรือนอวิ๋นไค

        ซูจิ่นซีคิดว่าบางทีนางอาจคิดมากเกินไป หรือบางทีในตอนนี้นางอาจไม่เข้าใจเยี่ยโยวเหยามากพอ

        ใช่ นางไม่เข้าใจจริงๆ

        นอกจากรู้ว่าเยี่ยโยวเหยาเป็นโยวอ๋องที่น่าสะพรึงกลัวแห่งจงหนิง และเป็นประมุขของจวนอ๋องแห่งนี้แล้ว นางก็ไม่รู้สิ่งใดอีกเลย

        กระทั่งตัวตนที่แท้จริงของเขายังยากที่จะเข้าใจ

        เขาทั้งร้อนทั้งเย็นกับนาง ไม่มีความแน่นอน นางไม่รู้เลยว่าเขาคิดอย่างไร กระทั่งยังเป็นเรื่องยากที่จะได้ยินคำว่า “ชอบ” จากปากของเขา

        ทั้งยังมีวิหารวิญญาณของเขาอีก กองทัพหุนของเขาเหล่านั้นมีตัวตนอยู่อย่างไร ร่างกายของเขาแบกรับความลับอันใดอยู่กันแน่?

        ทั้งคืนนี้ ซูจิ่นซีนอนไม่หลับแม้แต่น้อย

        เช้าวันรุ่งขึ้น พ่อบ้านรีบร้อนเข้ามาจากด้านนอก “แย่แล้ว แย่แล้ว พระชายาพ่ะย่ะค่ะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ”

        พ่อบ้านผู้สุขุมเยือกเย็นเสมอมา หายากที่จะควบคุมอารมณ์ไม่ได้เช่นนี้ เกิดเรื่องใหญ่อันใดขึ้นกันแน่?

        เยี่ยโยวเหยาเกิดเรื่องอันใดขึ้นแล้วใช่หรือไม่?

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน สามพันปีก่อนที่แผ่นดินเทียนเหอจะได้รับการจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ สกุลซู ตระกูลแพทย์ที่เก่าแก่และร่ำรวยแห่งแคว้นจงหนิง ภายในห้องที่รกร้างทรุดโทรมห้องหนึ่ง บุตรสาวคนที่เจ็ด ‘ซูจิ่นซี’ เสื้อผ้าขาดลุ่ย ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลถูกมัดติดกับเสา ข้างกายคือสาวงามนางหนึ่ง นางสวมอาภรณ์หรูหรา ในมือถือกริชค่อยๆ เฉือนลงบนร่างกายของซูจิ่นซี “ไอ้โง่ เจ้ายังไม่ยอมอ้าปากพูดอีกหรือ หยกกิเลนอยู่ที่ใด” ร่างของซูจิ่นซีสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด ทว่าปากก็ยังถูกปิดสนิทให้ไม่สามารถพูดได้แม้แต่คำเดียว ดวงตาสีเข้มมืดมนคลอด้วยหยาดน้ำตา ส่งสายตาวิงวอนต่อสาวงามนางนั้น หญิงสาวยิ้มมุมปากอย่างพอใจแล้วดึงผ้าที่อุดปากซูจิ่นซีออก สาวงามตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด “พูด! ” แต่นางกลับคาดไม่ถึงว่าซูจิ่นซีจะร้องไห้ส่งเสียงดังสนั่นราวกับเด็กน้อยขึ้นมา “พี่หญิงเป็นคนหลอกลวง ฮือ…ฮือฮือ…บอกว่าจะให้ข้ากินปลา ท่านพี่หลอกข้า ฮือฮือ ลวี่หลี… ข้าเจ็บเหลือเกิน! ลวี่หลี…ฮือฮือฮือ…ข้าเลือดไหล ลวี่หลี…” ดวงตาส่องประกายของสาวงามหม่นแสงลงทันที กริชในมือยกขึ้นจ่อคอของซูจิ่นซีอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย “หุบปาก! หากยังตะโกนอีก ข้าจะฆ่าเจ้าเสียตอนนี้! ” ซูจิ่นซีหวาดกลัวเสียจนหยุดส่งเสียงร้องไห้ในทันใด อีกทั้งยังมองสาวงามด้วยแววตาขยาด ทว่าในขณะที่ดวงตาอันสับสนของซูจิ่นซีมองทะลุผ่านสาวงามไปยังบุรุษผู้มีรังสีมืดมนบนเก้าอี้ไม้จันทน์สีแดงแปดเหลี่ยมข้างหลังนาง ซูจิ่นซีก็รู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา

Comment

Options

not work with dark mode
Reset