สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน – ตอนที่ 34 ซูจิ่นซียุ่งยากแล้ว

        ทว่าในท้ายที่สุดซูจิ่นซีก็ไม่ได้ทำอันใดเลย

        หลังจากที่เฝ้ารอให้เงาของเยี่ยโยวเหยาหายไป นางก็ระงับความโกรธไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ วางรายการเครื่องปรุงยาลงบนโต๊ะ และหันหลังกลับออกจากตำหนักฝูอวิ๋น

        “พระชายา แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ไท่เฟยเสวยยาของท่านแล้วอาเจียนเป็นโลหิตไม่หยุดเลย ท่านคิดหาวิธีจัดการเถิดพ่ะย่ะค่ะ! ”

        พอซูจิ่นซีออกมาจากประตู พ่อบ้านก็รีบมาที่หน้าประตูตำหนักฝูอวิ๋นทันที

        สีหน้าของซูจิ่นซีเปลี่ยนไปในทันที ล้วนไม่พูดสิ่งใด ก้าวเท้ายาวโดยไม่ยั้งฝีเท้าวิ่งออกไปจากเรือนชิงโยว

        แม่นมฮวากับลวี่หลีที่รออยู่ที่ประตูตลอดก็รีบตามไป

        พ่อบ้านตกใจเมื่อได้รับสาส์นนี้ เดิมทีเขามาเพื่อรายงานเรื่องนี้ให้เยี่ยโยวเหยาได้รับทราบ ไม่คิดว่าจะได้พบกับซูจิ่นซีที่อยู่หน้าประตูตำหนักฝูอวิ๋น ดังนั้นจึงถือโอกาสบอกซูจิ่นซีด้วยเลย

        พ่อบ้านมองไปก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของซูจิ่นซีที่ประตูเรือนชิงโยวแล้ว ได้แต่ส่ายหัวด้วยความกังวล หลังจากที่รอทหารอารักขารายงานจึงสามารถเข้าไปในตำหนักฝูอวิ๋น

        พอซูจิ่นซีวิ่งมาถึงที่หน้าประตูจวนโยวอ๋อง แม่นมฮวาและลวี่หลีก็ตามนางมาด้วย ซูจิ่นซีขึ้นไปบนรถม้าที่แม่นมฮวาเตรียมเอาไว้ ทั้งสามคนก็มุ่งหน้าไปยังหนานย่วน ระหว่างทางซูจิ่นซีคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าเมื่อเสวยยาพูเอ๋อร์หมิ่นนั่นแล้ว เหตุใดจึงทำให้คนอาเจียนเป็นโลหิตได้

        “ซูจิ่นซี เจ้าให้ยาอะไรกับเสด็จป้าของข้ากันแน่? เจ้าช่างเป็นฆาตกรที่โหดเหี้ยม เจ้ายังมีหน้ามาที่นี่อีกหรือ หัวใจของเจ้าทำด้วยสิ่งใดกัน? ”

        ทันทีที่ซูจิ่นซีก้าวเข้าไปในประตู เว่ยเหม่ยเจียก็ร้องไห้ต่อว่าด่าทอออกมา

        ซูจิ่นซีไม่สนใจเว่ยเหม่ยเจียโดยสิ้นเชิง มุ่งตรงเข้าไปในห้องด้านในของเฉินไท่เฟยเพื่อตรวจชีพจรของนาง

        เนื่องด้วยเฉินไท่เฟยอยู่ในอาการที่แย่จากการอาเจียนเป็นโลหิตมากจนเกินไป ใบหน้าของนางจึงซีดราวกับกระดาษ พื้นและเตียงเต็มไปด้วยโลหิต

        “ซูจิ่นซี เลิกแสดงได้แล้ว เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเจ้าก็คือขยะทางการแพทย์ที่ไม่รู้อันใดเลยเกี่ยวกับการรักษาแม้แต่น้อย ทว่ายังแสร้งเป็นหมอและวินิจฉัยชีพจร เจ้าไม่มีความสามารถนั้นโดยสิ้นเชิง หากว่าเสด็จป้าเป็นกระไรไปละก็ ข้าไม่มีวันปล่อยเจ้าไปแน่”

         “ซูจิ่นซี เจ้าคนสารเลว เจ้าได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่ ไสหัวออกไป! ”

        “หุบปากแล้วไสหัวออกไป! ”

        การแสดงออกของซูจิ่นซีนั้นจริงจังมาก นางตวาดเสียงเย็นและไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง นางตัดสินใจหยิบเข็มเงินในถุงยาออกมาด้วยความเร็วที่แข่งกับเวลา และเริ่มฝังเข็มให้กับเฉินไท่เฟย

        เว่ยเหม่ยเจียไม่คิดว่าซูจิ่นซีจะเป็นลูกพลับที่อ่อนนุ่ม ทว่าคิดไม่ถึงว่าซูจิ่นซีจะดุนางจนทำให้นางตัวสั่นด้วยความตกใจ

        เดิมทีเว่ยเหม่ยเจียตกใจกลัวเพราะอาการของเฉินไท่เฟยที่อาเจียนเป็นโลหิต กอปรกับซูจิ่นซีที่ตวาดนางเมื่อครู่ ทำให้น้ำตานางไหลอาบลงมา

        ทันใดนั้นเว่ยเหม่ยเจียก็ก้าวไปข้างหน้าคว้าแขนของซูจิ่นซีที่ถือเข็มเงินอยู่

        “ซูจิ่นซี เจ้าคนสารเลว เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน? รอเสด็จป้าหายแล้ว ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปแน่ เจ้าไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับการแพทย์นี้โดยสิ้นเชิง ข้าบอกให้เจ้าไสหัวออกไป ออกไป ”

        ในเวลานี้ อาการป่วยของเฉินไท่เฟยอันตรายมาก ในฐานะหมอ ซูจิ่นซีไม่สามารถรอช้าได้เลย ประกอบกับสถานการณ์ที่วิกฤตเช่นนี้ สิ่งที่นางเกลียดที่สุดคือสมาชิกในครอบครัวที่จงใจหาเรื่องก่อกวนอย่างไร้เหตุผลสิ้นดี นางสลัดมือของเว่ยเหม่ยเจียทิ้ง

        “ข้าจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย ทุกคนออกไปให้หมด! ”

        ทุกคน?

        ไม่กี่คนที่อยู่ตรงนั้น ต่างตกตะลึงพรึงเพริดกับเยี่ยโยวเหยาที่เพิ่งเดินเข้าประตูมา พวกเขาล้วนต้อนรับเยี่ยโยวเหยาแทบไม่ทัน

        ในบรรดาทุกคนทั้งหมดก็รวมท่านอ๋องด้วยใช่หรือไม่?

        พระชายาอ๋องผู้นี้ช่างกล้าเหลือเกิน

        พวกนางมองไปยังซูจิ่นซีอีกครั้งอย่างเหลือเชื่อ เพียงแต่ซูจิ่นซีที่กำลังฝังเข็มให้กับเฉินไท่เฟยอย่างรวดเร็วและสงบ การเคลื่อนไหวทั้งหมดของโลกภายนอกไม่สามารถเข้ามาในโสตประสาทของนางได้เลย

        “ในทุกคนของเจ้าก็รวมข้าด้วยใช่หรือไม่? ”

        เสียงที่เย็นชาและโกรธเกรี้ยวของเยี่ยโยวเหยาพูดขึ้น

        “หากไม่อยากเห็นเฉินไท่เฟยต้องสวรรคตก็ออกไปให้หมด! แล้วปิดประตูด้วย”

        ซูจิ่นซีไม่เงยหน้าขึ้นมาแม้แต่น้อย นางสอดเข็มเงินเข้าไปในจุดฝังเข็มหลักของเฉินไท่เฟยอย่างชำนาญ

        ดวงตาของเยี่ยโยวเหยาเบิกกว้างขึ้นทันที มือของเขาที่ไพล่อยู่ข้างหลังค่อยๆ กำแน่น ผู้คนต่างก็รู้สึกถึงรังสีสังหารในร่างของเยี่ยโยวเหยา ทันใดนั้นร่างกายก็สั่นเทาหมอบลงกับพื้นทีละคนๆ

        แม้แต่เว่ยเหม่ยเจียยังตกใจจนหน้าซีด ไม่กล้าพูดสิ่งใดออกมาสักประโยค

        ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน รังสีสังหารรอบกายของเยี่ยโยวเหยาก็ค่อยๆ ลดลง เขาไม่ได้ลงโทษสิ่งใดต่อซูจิ่นซีที่ไม่ให้เกียรติเขาในที่สาธารณะ ทำเพียงหันหลังกลับและเดินออกไปอย่าง ‘เชื่อฟัง’

        ทุกคนล้วนมองไปที่เงาด้านหลังของเยี่ยโยวเหยาอย่างคาดไม่ถึง ทว่าก็ไม่กล้าที่จะล่าช้าแม้แต่น้อย ต่างลุกขึ้นและเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

        น้ำตาบนใบหน้าของเว่ยเหม่ยเจียราวกับไข่มุกที่แตกสลาย ไม่รู้ว่าเพราะเป็นห่วงเรื่องอาการป่วยของเฉินไท่เฟยหรือว่าอิจฉาที่เยี่ยโยวเหยาให้ความอดทนกับซูจิ่นซีซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแม้แต่นางก็ยังไม่กล้าฝันที่จะร้องขออภัยต่อเรื่องที่เกินความคาดหมายเช่นนี้

        “ซูจิ่นซี ทางที่ดีเจ้าควรภาวนาขอให้เสด็จป้าไม่เป็นไรดีกว่า มิเช่นนั้น อย่าโทษข้าแล้วกัน ในเมืองตี้จิงแห่งนี้มีผู้ที่ต้องการชีวิตเจ้าไม่น้อยเลย!  ”

        เมื่อนางพูดจบก็ออกจากประตูไปด้วยท่าทีที่โกรธจัด “ปัง” เสียงประตูปิดลง

        ซูจิ่นซีขังตนเองและเฉินไท่เฟยไว้ด้านในนานกว่าครึ่งชั่วยามก็ยังไม่ออกมา ทุกคนต่างก็เฝ้ารออยู่ด้านนอก

        เมื่อพบว่าเฉินไท่เฟยอาเจียนเป็นโลหิต เว่ยเหม่ยเจียก็ได้ให้คนไปตามหมอหลวงในวังมา ทว่าทันทีที่ได้ฟังว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับซูจิ่นซีผู้เป็นที่โปรดปรานของโยวอ๋องช่วงนี้ หมอหลวงก็บ่ายเบี่ยง กลัวว่าจะเป็นปัญหา เกรงว่าจะเดือดร้อน ไม่มีผู้ใดยอมมาสักคน ในท้ายที่สุดแล้วหมอหลวงฉู่ที่คอยวินิจฉัยให้เฉินไท่เฟยมาตลอดก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ จำต้องมา

        “หมอหลวงฉู่ เหตุใดท่านจึงเพิ่งมาเล่า? ”

        พอเข้ามาที่ประตูก็ถูกเว่ยเหม่ยเจียถามขึ้นทันที

        “พระสนมในวังป่วยกะทันหันขอรับ ดังนั้นจึงล่าช้า ขอประทานอภัยท่านอ๋องและคุณหนูเว่ยด้วยพ่ะย่ะค่ะ ไม่ทราบว่าตอนนี้อาการของไท่เฟยเป็นอย่างไรบ้าง? ”

        “ก่อนหน้านี้เสด็จป้าอาเจียนเป็นโลหิตตลอดเวลา หลังจากซูจิ่นซีมาก็ให้พวกข้าออกมาหมดเลย เหลือแค่นางผู้เดียวด้านในนั่น ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรพวกเราไม่มีผู้ใดสามารถรู้ได้”

        เว่ยเหม่ยเจียร้องไห้ไปพูดไป

        “ไม่ทราบว่าก่อนหน้านี้ที่ไท่เฟยเสวยยาไม่เหมาะสมเข้าไปนั้นคือยาใด สามารถนำมาให้ข้าน้อยดูได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

        เมื่อมีเยี่ยโยวเหยาอยู่ หมอหลวงฉู่จึงไม่กล้าที่จะเอ่ยถามตรงๆ ว่าซูจิ่นซีสั่งยาใดให้เฉินไท่เฟยเสวย ทำได้เพียงสอบถามอย่างสงวนท่าที

        เว่ยเหม่ยเจียชังน้ำหน้าซูจิ่นซีขึ้นใจ  เฝ้าภาวนาว่าหมอหลวงฉู่จะวินิจฉัยออกมาว่าอาการของเฉินไท่เฟยเป็นเช่นนี้เพราะทานยาของซูจิ่นซีจึงรีบไปนำยาที่ซูจิ่นซีทิ้งไว้ให้เฉินไท่เฟยก่อนหน้านี้ แล้วนำมาให้หมอหลวงฉู่

        หมอหลวงฉู่มองดูอยู่นาน ทว่ากลับมองเนื้อความไม่ออก

        “คุณหนูเว่ย ท่านแน่ใจหรือว่ายานี้เป็นยาที่พระชายาอ๋องมอบให้กับเฉินไท่เฟยนะขอรับ? ”

        “หมอหลวงฉู่ เสด็จป้าอาเจียนเป็นโลหิตสาเหตุเพราะยานี่หรือไม่? ตกลงยานี้มันคือยากระไร? ”

        หมอหลวงฉู่มองดูยาเม็ดเล็กๆ ในมืออีกครั้งอย่างละเอียด บดแล้ววางลงบนปลายนิ้วใช้มือคลำ ดมกลิ่นและลิ้มรส สีหน้าของเขาดูจริงจัง ซักครู่เดียวก็ไม่ได้พูดกระไรออกมาแม้แต่น้อย

        “ข้าบอกแล้วไง ถึงแม้ว่าพี่สะใภ้จะมาจากครอบครัวแพทย์ ทว่าทุกคนล้วนรู้ว่านางไม่เคยได้เรียนรู้ทักษะการแพทย์ของสกุลซูมาก่อนเลย ผู้ที่ไม่เข้าใจการแพทย์จะสามารถมาวินิจฉัยสั่งยารักษาให้คนตามใจตนเองได้อย่างไรกัน!  เสด็จพี่เพคะ ท่านรีบไปพาพี่สะใภ้ออกมาดีกว่า! นางอยู่ในนั้นตั้งนานแล้ว อาการของเสด็จป้าจะถูกทำให้ทรมานไปถึงไหนแล้วก็ไม่อาจทราบได้”

        เวลานี้เว่ยเหม่ยเจียฟื้นคืนสติ ไม่บุ่มบ่ามเหมือนครั้งที่ไม่ยอมให้ซูจิ่นซีเข้าไปที่ประตูนั้นอีกต่อไป

        “หือ? หมอหลวงฉู่ ท่านก็คิดเช่นนี้ใช่หรือไม่? ”

        เยี่ยโยวเหยาเพิกเฉยต่อเว่ยเหม่ยเจียและย้อนถามหมอหลวงฉู่

        แม้ว่าหมอหลวงฉู่จะเป็นหมอที่สำนักหมอหลวงมาหลายปีแล้ว ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับใบหน้าที่เย็นชาของเยี่ยโยวเหยาราชาผู้ชั่วร้ายแล้วก็เหมือนกับผู้อื่นที่รู้สึกขี้ขลาดขึ้นมา

        “เรียนท่านอ๋อง ยาที่พระชายาใช้ข้าน้อยไม่เคยเห็นและไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนพ่ะย่ะค่ะ ตามหลักแล้วยาชนิดนี้ไม่สามารถให้ผู้ใดใช้ได้ตามอำเภอใจ โดยเฉพาะไท่เฟยที่เป็นสตรีสูงศักดิ์”

        “หมอหลวงฉู่ ท่านไม่เคยได้กลิ่นไม่เคยพบเห็น ก็ไม่ได้หมายความว่าบางสิ่งจะไม่มีอยู่จริง หรือว่าท่านมีทักษะทางการแพทย์ที่ไม่ดี แล้วยังต้องการให้ผู้อื่นเป็นกบในกะลาเหมือนกับท่านอีกหรือ? ”

        ทันทีที่คำพูดของหมอหลวงฉู่เอ่ยจบ เสียงแดกดันของซูจิ่นซีก็ดังมาจากห้องด้านใน

        “แอ๊ด” เสียงประตูเปิดจากด้านใน ซูจิ่นซีศีรษะชุ่มไปด้วยเหงื่อ นางเดินออกมาด้วยดวงตาที่เหนื่อยล้า

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน สามพันปีก่อนที่แผ่นดินเทียนเหอจะได้รับการจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ สกุลซู ตระกูลแพทย์ที่เก่าแก่และร่ำรวยแห่งแคว้นจงหนิง ภายในห้องที่รกร้างทรุดโทรมห้องหนึ่ง บุตรสาวคนที่เจ็ด ‘ซูจิ่นซี’ เสื้อผ้าขาดลุ่ย ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลถูกมัดติดกับเสา ข้างกายคือสาวงามนางหนึ่ง นางสวมอาภรณ์หรูหรา ในมือถือกริชค่อยๆ เฉือนลงบนร่างกายของซูจิ่นซี “ไอ้โง่ เจ้ายังไม่ยอมอ้าปากพูดอีกหรือ หยกกิเลนอยู่ที่ใด” ร่างของซูจิ่นซีสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด ทว่าปากก็ยังถูกปิดสนิทให้ไม่สามารถพูดได้แม้แต่คำเดียว ดวงตาสีเข้มมืดมนคลอด้วยหยาดน้ำตา ส่งสายตาวิงวอนต่อสาวงามนางนั้น หญิงสาวยิ้มมุมปากอย่างพอใจแล้วดึงผ้าที่อุดปากซูจิ่นซีออก สาวงามตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด “พูด! ” แต่นางกลับคาดไม่ถึงว่าซูจิ่นซีจะร้องไห้ส่งเสียงดังสนั่นราวกับเด็กน้อยขึ้นมา “พี่หญิงเป็นคนหลอกลวง ฮือ…ฮือฮือ…บอกว่าจะให้ข้ากินปลา ท่านพี่หลอกข้า ฮือฮือ ลวี่หลี… ข้าเจ็บเหลือเกิน! ลวี่หลี…ฮือฮือฮือ…ข้าเลือดไหล ลวี่หลี…” ดวงตาส่องประกายของสาวงามหม่นแสงลงทันที กริชในมือยกขึ้นจ่อคอของซูจิ่นซีอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย “หุบปาก! หากยังตะโกนอีก ข้าจะฆ่าเจ้าเสียตอนนี้! ” ซูจิ่นซีหวาดกลัวเสียจนหยุดส่งเสียงร้องไห้ในทันใด อีกทั้งยังมองสาวงามด้วยแววตาขยาด ทว่าในขณะที่ดวงตาอันสับสนของซูจิ่นซีมองทะลุผ่านสาวงามไปยังบุรุษผู้มีรังสีมืดมนบนเก้าอี้ไม้จันทน์สีแดงแปดเหลี่ยมข้างหลังนาง ซูจิ่นซีก็รู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา

Comment

Options

not work with dark mode
Reset