สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน – ตอนที่ 19 พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก

        “กลับแล้ว กลับมาแล้วเพคะ ช่วงนี้ท่านอ๋องกลับจวนทุกวันเพคะ! ”

        แม่นมฮวายิ้มหน้าบานราวกับดอกไม้

        เยี่ยโยวเหยากลับจวนแล้วหรือ? ซูจิ่นซีดีใจขึ้นมาชั่วขณะ

        “เช่นนั้นตอนนี้ท่านอ๋องประทับอยู่ที่ใดหรือ? ”

        “ประทับอยู่ที่ตำหนักฝูอวิ๋นเพคะ! ”

        ซูจิ่นซีรีบวิ่งลงไปชั้นล่างอย่างมีความสุข มุ่งหน้าไปยังตำหนักฝูอวิ๋นที่อยู่ตรงข้าม

        ทว่าวิ่งไปเพียงแค่สองก้าว ซูจิ่นซีก็หยุดวิ่งกะทันหัน

        ตื่นเต้นอยู่กับการอยากทดสอบพิษบนร่างกายของเยี่ยโยวเหยาจนนางลืมเสียสนิทว่าใบหน้าที่แสนเย็นชาของเยี่ยโยวเหยาไม่ว่าจะไปแห่งใดก็เป็นใบหน้าที่มีไอสังหาร ก่อนหน้านี้นางเกือบจะตายภายใต้น้ำมือของเขา การที่นางพุ่งตัวไปอย่างตื่นเต้นเช่นนี้ไม่ใช่ว่ารนหาที่ตายหรอกหรือ?

        เมื่อคิดได้เช่นนี้ ความปรารถนาของซูจิ่นซีที่อยากจะพบเยี่ยโยวเหยาก็ดูเหมือนจะมอดดับลง ดังนั้นนางจึงหันหลังเดินกลับ

        เมื่อเห็นซูจิ่นซีหันหลังเดินกลับ แม่นมฮวาที่ลงมาชั้นล่างกับซูจิ่นซีจึงถามขึ้น “พระชายา เหตุใดท่านจึงกลับมาเล่าเพคะ? ท่านอ๋องอยู่ที่ตำหนักฝูอวิ๋นนี่เอง เหตุใดท่านไม่เข้าไปหาเพคะ? ”

        แม่นมฮวาเป็นผู้ที่เห็นเยี่ยโยวเหยาเติบโตมา นางจึงเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดว่าจิตวิญญาณที่โดดเดี่ยวของเยี่ยโยวเหยามีลักษณะเย็นชา ต่อต้านผู้คนมากมายเช่นไรในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

        เวลานี้ไม่ง่ายเลยที่ท่านอ๋องจะมีสตรีอยู่ข้างกาย ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ท่านอ๋องโปรดปรานสตรี อีกทั้งเรื่องนี้ยังเผยแพร่ออกไปด้านนอกเสียด้วย ธารน้ำแข็งที่อยู่มานับหมื่นปีสุดท้ายก็เริ่มละลายลง แม่นมฮวาหวังว่าซูจิ่นซีกับเยี่ยโยวเหยาจะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นกว่านี้

        ซูจิ่นซียิ้มแล้วเดินไปที่เรือนอวิ๋นไค

        “ตอนแรกว่าจะไปหาท่านอ๋องเพราะมีเรื่องจะสนทนาด้วยเล็กน้อย ทว่าตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว เรากลับกันเถิด! ”

        หลายวันมานี้ท่านอ๋องไม่มีกิจอันใดให้สะสางก็จะประทับแต่ในจวนนี้ ทว่าพระชายาไม่ได้สติอยู่ตลอด ทั้งสองคนจึงไม่มีโอกาสได้พบเจอกัน วันนี้พระชายาฟื้นแล้ว สมัครใจที่จะไปหาท่านอ๋องด้วยตนเอง แม่นมฮวาไหนเลยจะยอมปล่อยให้โอกาสพบเจอกันของซูจิ่นซีกับเยี่ยโยวเหยาหลุดมือไปได้

        นางยิ้มแล้วลากซูจิ่นซีกลับมา “ในเมื่ออยากเจอท่านอ๋องจะทนอยู่ทำไมเล่าเพคะ ข้าน้อยก็อยู่ด้วย รู้ว่าพวกท่านอายุยังน้อยต่างก็เขินอายเป็นธรรมดา โดยเฉพาะยิ่งเกิดมาเป็นสตรีย่อมต้องรู้สึกเหนียมอาย ไปเถิดเพคะ… ข้าน้อยจะเคาะประตูให้เองเพคะ”

        ซูจิ่นซีขมวดคิ้ว ทว่าอย่างไรก็ดิ้นไม่พ้นจากเงื้อมมือของแม่นมฮวา เช่นนั้นจึงปล่อยให้แม่นมฮวาดึงขึ้นบันไดไปตำหนักฝูอวิ๋น

        ทว่าทันทีที่เหยียบขั้นบันไดก็ถูกทหารที่เฝ้าประตูขวางหน้าเอาไว้

        “บุคคลทั่วไปไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้ตำหนักฝูอวิ๋น แม่นมฮวาท่านควรทราบกฎของตำหนักดี”

        “แน่นอนว่าข้าทราบ ทว่าพระชายาไม่ใช่คนที่ไม่มีตำแหน่งอันใด! นางต้องการพบท่านอ๋อง รบกวนเจ้ารายงานให้ท่านอ๋องทราบด้วย”

        ความเป็นจริงเยี่ยโยวเหยามักจะเข้มงวดกับบ่าวรับใช้ในจวนมากและกฎของจวนก็เข้มงวดมากเช่นกัน ไม่ต้องพูดถึงตำหนักฝูอวิ๋น แม้แต่เรือนชิงโยวโดยปกติข้ารับใช้หลวงก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้หรือเข้ามาได้โดยง่าย

        “ท่านอ๋องออกไปแล้ว ไม่ได้ประทับอยู่ในตำหนัก”

        “ว่าอย่างไรนะ? ออกไปแล้วหรือ? ”

        ใบหน้าของแม่นมฮวาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ก่อนที่พระชายาจะฟื้นยังเห็นท่านอ๋องประทับอยู่ในตำหนักฝูอวิ๋นอยู่เลย เหตุใดจึงออกไปรวดเร็วเช่นนี้?

        ฝ่าบาทท่านทราบหรือไม่ว่าพระชายาฟื้นแล้ว?

        “ท่านอ๋องไปที่ใด? แล้วจะกลับมาเมื่อไร? ”

        ทหารอารักขาไม่ได้ให้คำตอบ ทว่าแสดงท่าทีที่เข้มงวดมองไปที่แม่นมฮวา

        วันนี้แม่นมฮวาเป็นกระไร?  เรื่องเช่นนี้เหตุใดไม่รู้จักลำดับความสำคัญ คาดไม่ถึงว่าจะกล้าขนาดถามถึงท่านอ๋องว่าเสด็จไปที่ใด ไม่มีบ่าวรับใช้ผู้ใดที่กล้ากระทำเรื่องเช่นนี้ ทว่ากลับเป็นแม่นมฮวาที่อยู่ข้างกายฝ่าบาทมานานหลายปีที่เอ่ยถามขึ้น

        แม่นมฮวาตระหนักถึงความเย่อหยิ่งของนางในทันใด นางรู้สึกว่าต้องการสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างพระชายากับท่านอ๋องมากเกินไปจนวิตกไปแล้ว ลืมฐานะของนางเสียสิ้น เช่นนั้นจึงได้แต่ถอนหายใจลึกๆ

        “พระชายาเพคะ ในเมื่อท่านอ๋องไม่ได้ประทับอยู่ในตำหนัก เช่นนั้นพวกเรากลับกันเถิดเพคะ! ”

        ซูจิ่นซีไม่ทราบว่าเกิดเหตุอันใดขึ้นกับตนเอง เมื่อทหารอารักขาบอกว่าเยี่ยโยวเหยาไม่ได้อยู่ในจวน นางกลับรู้สึกว่างเปล่าในใจ ซูจิ่นซีเหลือบมองประตูที่หนาและหนักของตำหนักฝูอวิ๋นแล้วจึงหันหลังกลับเรือนอวิ๋นไคกับแม่นมฮวา

        ขณะที่ซูจิ่นซีกับแม่นมฮวาไปหาเยี่ยโยวเหยาที่ตำหนักฝูอวิ๋นนั้น หมอเทวดาหวาที่อยู่ในเรือนอวิ๋นไคก็ได้ลากลับไปแล้ว

        ซูจิ่นซีนอนอยู่บนเตียงอย่างเบื่อหน่าย เล่นสมุนไพรในระบบถอนพิษจนหมดจึงรู้สึกว่าตนเองจะขึ้นราเสียให้ได้

        ตอนอยู่ที่จวนหมาจิ้งจอกสกุลซูนั้นก็มีแต่พวกจอมวางแผนร้ายเต็มไปหมดจนเกือบจะเอาตัวไม่รอด พอมาอยู่ในตำหนักของโยวอ๋องก็น่าเบื่อจนจะตายอยู่แล้ว เมื่อเปลี่ยนสถานที่แน่นอนว่าลมกับน้ำก็ต้องเปลี่ยน ทว่าอยู่ที่นี่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สาย โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์และแหล่งรวมสินค้าเทคโนโลยีอื่นๆ เมื่อไรเรื่องนี้จะจบสิ้นเสียที?

        หากตลอดชีวิตนี้นางไม่ได้กลับคืนสู่ยุคเดิมแล้วละก็… ต้องอยู่ในมิตินี้จนแก่ตาย จากตอนนี้อายุเพียงสิบห้าปี อย่างน้อยนางก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสามสิบ สี่สิบปีเชียวหรือ!

        โอ้! พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก…

        ไม่อยากจะนึกถึงเรื่องพวกนี้เสียเลย พอนึกทีไรความคิดอยากฆ่าตัวตายก็ผุดขึ้นมา

        แม่นมฮวาทนไม่ได้ที่เห็นซูจิ่นซีเบื่อหน่ายเช่นนี้ “พระชายาเพคะ หรือว่าให้พ่อบ้านพาท่านเดินชมรอบจวนดีหรือไม่เพคะ? ท่านมาอยู่ที่นี่ก็นานแล้ว ยังไม่เคยออกไปจากเรือนชิงโยวนี้เลย ยังไม่เคยเดินรอบเรือนเสียด้วยซ้ำไป! ”

        ซูจิ่นซีคิดว่าความคิดนี้ก็ไม่เลว ได้ยินมาว่าพระราชวังโบราณนั้นสร้างขึ้นมาอย่างประณีตงดงาม คิดเสียว่าเดินทางไปเที่ยวเล็กๆ น้อยๆ ก็แล้วกัน

        ทว่าความจริงแล้วซูจิ่นซีคิดผิดมหันต์

        เพียงแค่หนึ่งรอบ ซูจิ่นซีก็เกือบจะทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความอ่อนเพลีย

        การก่อสร้างและการจัดเรียงเครื่องเรือนในจวนกว้างใหญ่ หรูหรา และมีสง่าราศีเป็นอย่างมาก

        ทว่าในลานที่งดงามเช่นนี้ นอกจากจะเห็นต้นไม้ กับกระถางไม้ประดับที่เจอบ่อยๆ ซูจิ่นซีก็ไม่เห็นดอกไม้ใบหญ้าแม้แต่นิดเดียว

        ที่นี่มีอิฐกระเบื้องเคลือบสีเขียวอยู่ทุกหนทุกแห่งและการประดับประดาด้วยสีดำที่ดูเคร่งขรึมนั้นก็น่ากลัวยิ่งกว่าเหลิ่งกง [1] เสียอีก

        เยี่ยโยวเหยาแท้จริงแล้วเป็นบุคคลที่น่าเบื่อผู้หนึ่งหรือ? อยู่ที่แบบนี้ไม่อึดอัดแย่หรืออย่างไร?

        “พ่อบ้าน ท่านอ๋องของพวกเจ้าไม่ชอบจำพวกภูเขาจำลอง ดอกไม้ หรือนก อันใดเช่นนี้บ้างหรือ? ”

        “ท่านอ๋องมีกิจค่อนข้างมาก ไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องพวกนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”

        พ่อบ้านตอบกลับอย่างสุภาพ

        ซูจิ่นซีได้ฟังก็รู้ได้ว่าเป็นคำพูดที่เกรงอกเกรงใจและลื่นหู เป็นถึงท่านอ๋องถ้าอยากจะสร้างให้จวนตนเองมีน้ำตกไหลจากภูเขาจำลอง ดอกไม้ นก บ่อเลี้ยงปลา อันใดเทือกนั้น เพียงแค่สั่งให้พ่อบ้านเฒ่าจัดการเสียก็หมดเรื่อง จะทำให้ตนเองเดือดร้อนลำบากด้วยเหตุใดกัน

        ซูจิ่นซีทราบดีว่าหากตนเองถามต่อไปก็ไม่ได้ความอันใดขึ้นมา นางจึงไม่อยากจะถามให้มากความ

        “พ่อบ้าน รบกวนท่านช่วยซื้อพวกกระถางต้นไม้กับเมล็ดพันธุ์ดอกไม้มาให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่? ”

        พ่อบ้านเฒ่ายิ้มรับไม่ได้ปฏิเสธอันใด “ไม่ทราบว่าพระชายาอยากจะได้เมื่อไรหรือพ่ะย่ะค่ะ? ”

        เหตุใดจึงพูดได้อย่างถูกใจเสียจริง?

        “ยิ่งเร็วยิ่งดี แล้วก็… ข้าว่าหน้าเรือนอวิ๋นไคมันรู้สึกว่างเปล่าไปเสียหน่อย ข้าสามารถจะเอาสิ่งใดไปวางไว้สักเล็กน้อยได้หรือไม่เล่า? ”

        พ่อบ้านคิดไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง “ขอเพียงแค่พระชายาสนใจเรื่องการปลูกเท่านั้น อย่างไรก็ตามอย่ามากเกินไป และประการสำคัญคืออย่าเข้าใกล้ตำหนักฝูอวิ๋นของฝ่าบาทก็เพียงพอแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

        เดิมทีหากคิดจะเปลี่ยนแปลงพื้นที่ทุกตารางนิ้วและต้นไม้ทุกต้นของเรือนชิงโยวนี้ทั้งหมดจะต้องเรียนขออนุญาตท่านอ๋องก่อนจึงจะสามารถทำได้ เรื่องนี้จะพูดอย่างไรก็จะต้องรอท่านอ๋องแสดงความเห็นก่อน พ่อบ้านจึงจะสามารถนำเรื่องมารายงานให้ซูจิ่นซีได้ ทว่าไม่รู้เหตุใดพ่อบ้านจึงนึกถึงซูจิ่นซีก่อน

        หากแต่ก่อนเรียนถามว่าท่านอ๋องไม่ชอบภูเขาจำลอง ดอกไม้ นกกระไรเทือกๆ นี้บ้างหรือ ประโยคนั้นตนเองก็มีคำตอบให้อย่างแน่นอน

        ไม่ทราบว่าพระชายาต้องการจะปลูกสิ่งใดไว้หน้าเรือนอวิ๋นไค ใช่ปลูกดอกไม้หรือไม่?

        ในชีวิตของท่านอ๋องเหมือนว่าจะไม่เคยมีสิ่งของพวกนี้เลย อันที่จริงเขาก็ตั้งตารอให้ตำหนักโยวอ๋องแห่งนี้มีกระถางดอกไม้ใบหญ้า อยากรู้นักว่าจะเป็นเช่นไรกัน

        และก็ไม่อาจทราบได้ว่าหากท่านอ๋องทรงเห็นว่าพระชายาปลูกต้นไม้แล้วจะแสดงอาการออกมาเช่นไร

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน สามพันปีก่อนที่แผ่นดินเทียนเหอจะได้รับการจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ สกุลซู ตระกูลแพทย์ที่เก่าแก่และร่ำรวยแห่งแคว้นจงหนิง ภายในห้องที่รกร้างทรุดโทรมห้องหนึ่ง บุตรสาวคนที่เจ็ด ‘ซูจิ่นซี’ เสื้อผ้าขาดลุ่ย ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลถูกมัดติดกับเสา ข้างกายคือสาวงามนางหนึ่ง นางสวมอาภรณ์หรูหรา ในมือถือกริชค่อยๆ เฉือนลงบนร่างกายของซูจิ่นซี “ไอ้โง่ เจ้ายังไม่ยอมอ้าปากพูดอีกหรือ หยกกิเลนอยู่ที่ใด” ร่างของซูจิ่นซีสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด ทว่าปากก็ยังถูกปิดสนิทให้ไม่สามารถพูดได้แม้แต่คำเดียว ดวงตาสีเข้มมืดมนคลอด้วยหยาดน้ำตา ส่งสายตาวิงวอนต่อสาวงามนางนั้น หญิงสาวยิ้มมุมปากอย่างพอใจแล้วดึงผ้าที่อุดปากซูจิ่นซีออก สาวงามตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด “พูด! ” แต่นางกลับคาดไม่ถึงว่าซูจิ่นซีจะร้องไห้ส่งเสียงดังสนั่นราวกับเด็กน้อยขึ้นมา “พี่หญิงเป็นคนหลอกลวง ฮือ…ฮือฮือ…บอกว่าจะให้ข้ากินปลา ท่านพี่หลอกข้า ฮือฮือ ลวี่หลี… ข้าเจ็บเหลือเกิน! ลวี่หลี…ฮือฮือฮือ…ข้าเลือดไหล ลวี่หลี…” ดวงตาส่องประกายของสาวงามหม่นแสงลงทันที กริชในมือยกขึ้นจ่อคอของซูจิ่นซีอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย “หุบปาก! หากยังตะโกนอีก ข้าจะฆ่าเจ้าเสียตอนนี้! ” ซูจิ่นซีหวาดกลัวเสียจนหยุดส่งเสียงร้องไห้ในทันใด อีกทั้งยังมองสาวงามด้วยแววตาขยาด ทว่าในขณะที่ดวงตาอันสับสนของซูจิ่นซีมองทะลุผ่านสาวงามไปยังบุรุษผู้มีรังสีมืดมนบนเก้าอี้ไม้จันทน์สีแดงแปดเหลี่ยมข้างหลังนาง ซูจิ่นซีก็รู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา

Comment

Options

not work with dark mode
Reset