สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน – ตอนที่ 20 แม่สามีเรียกพบ

     ไม่ต้องบอกก็พอจะทราบว่าประสิทธิภาพในการทำงานของพ่อบ้านนั้นสูงเพียงใด

        ช่วงเช้าซูจิ่นซีพึ่งจะเอ่ยถึงเรื่องนี้ไป ช่วงบ่ายก็ให้คนไปหาสิ่งที่ซูจิ่นซีต้องการมาให้อย่างรวดเร็ว

        ในเมื่อสิ่งของมาถึงมือแล้ว ซูจิ่นซีว่างอยู่พอดีจึงเริ่มจัดการของพวกนั้นกับลวี่หลีทันที

        ปกติแล้วกระถางต้นไม้ก็ต้องเอามาปลูกต้นไม้ หากเยี่ยโยวเหยาไม่ชอบต้นไม้ ดอกไม้ใบหญ้าแล้วละก็ ในจวนจะไม่มีสิ่งเหล่านี้ก็ได้ ทว่านางก็สามารถที่จะปลูกต้นไม้สักสองสามกระถางในเรือนอวิ๋นไคของนาง เพราะในยุคปัจจุบันนางก็เป็นผู้ที่ชอบชมนกชมไม้อย่างยิ่ง

        สำหรับด้านหน้าเรือนอวิ๋นไคที่ว่างนั้น… นางคิดจะใช้เป็นที่ปลูกยาสมุนไพร

        หลังจากได้เดินชมรอบจวนไปหนึ่งรอบถ้วน ซูจิ่นซีก็คิดได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง

        ในเมื่อมาแล้วก็ต้องอยู่ให้ได้

        เมื่อก่อนนางอยู่ในที่ที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้า ในยุคนั้นก็มีข้อดีของยุคนั้น ทว่าในยุคนี้ก็มีข้อดีของยุคนี้เช่นกัน

        ยกตัวอย่างเช่น สมัยโบราณนี้ไม่มีแพทย์แผนตะวันตก ดังนั้นแพทย์แผนจีนจึงเป็นที่นิยมมากที่สุด

        ในตัวของนางมีระบบถอนพิษ สิ่งนี้ยังสามารถเลื่อนขั้นได้แสดงให้เห็นว่ายังมีช่องว่างให้พัฒนาอีกมาก นางสามารถใช้สมุนไพรจีนโบราณฝึกฝนฝีมือให้ดีและไม่แน่ว่าอาจพัฒนาถึงทักษะสูงสุดของระบบถอนพิษนี้ก็เป็นได้ นางอยู่ในยุคนี้ยังสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างมาก มากจนกระทั่งอาจทำให้โลกนี้เป็นโลกของพิษเลยก็เป็นได้

        ซูจิ่นซีเดิมทีเป็นคนมองโลกในแง่ดีอยู่แล้ว เมื่อคิดได้แบบนี้ ในโลกใบนี้ของนางจึงเต็มไปด้วยความหวังสำหรับชีวิตในอนาคต

        สู้ ซูจิ่นซี! ลุย!

        ซูจิ่นซีกับลวี่หลีกำลังจัดการกับดอกไม้และต้นไม้ตลอดช่วงบ่าย แม้แต่ข้ารับใช้ที่ว่างงานในจวนหลายคนก็มาช่วย ดูเหมือนพวกเขาจะยุ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย

        ซูจิ่นซีคิดว่าชีวิตแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ไม่มีการต่อสู้ในวัง ไม่มีการต่อสู้ในจวน หากสามารถใช้ชีวิตเรียบง่ายและมั่นคงเช่นนี้ตลอดชีวิตได้ก็คงดีไม่น้อย

        ทว่าข้อเท็จจริงนั้น สวรรค์ไม่ได้กำหนดให้เป็นไปตามที่มนุษย์ต้องการทุกสิ่ง

        เรื่องยุ่งยากมาแล้ว!

        เมื่อพ่อบ้านเฒ่าเข้ามาพูดว่าทางตำหนักหนานย่วนของเฉินไท่เฟย ส่งคนมารายงานให้ซูจิ่นซีเข้าพบพรุ่งนี้เช้า

        แม่สามีเรียกมาพบเช่นนี้! ซูจิ่นซีขมวดคิ้วอย่างเคร่งเครียด

        เจ้าของร่างเดิม เดิมทีมีใบหน้าที่น่าเกลียด โง่เขลาเบาปัญญา ไม่มีผู้ใดอยากจะคบหาสมาคมด้วย อีกทั้งยังเป็นสตรีที่ไท่จื่อทิ้งขว้าง เมื่อไม่ต้องการก็ผลักมาให้เยี่ยโยวเหยา คิดจะให้นางมาเป็นความอัปยศแก่เยี่ยโยวเหยา

        ลูกสะใภ้ที่เป็นความอัปยศเช่นนี้ เป็นไปได้อย่างไรที่แม่สามีจะเรียกเข้าพบ

        ทั้งยังเป็นเฉินไท่เฟยเรียกพบ ที่สำคัญยังเลือกตอนที่เยี่ยโยวเหยาไม่ได้อยู่ในจวนเสียด้วย ก่อนหน้านี้ซูจิ่นซีได้คุยกับพ่อบ้านจึงเข้าใจแล้วว่าเยี่ยโยวเหยาอยู่จวนน้อยมาก หนึ่งเดือนจะอยู่จวนเพียงแค่สองถึงสามวัน ในเมื่อวันนี้พึ่งจะออกไปก็ไม่มีเหตุผลที่วันนี้ตอนกลางคืนจะกลับมา

        ไม่แปลกหากจะบอกว่าพรุ่งนี้เฉินไท่เฟยจะจัดงานเลี้ยงที่หงเหมิน [1] เพื่อเป็นเหตุผลในการวางแผนที่จะจัดการกับนางในภายหลัง หากเยี่ยโยวเหยาไปพร้อมกับนางด้วยก็ดีน่ะสิ!

        ซูจิ่นซีคิดแบบนี้ไม่ใช่ว่าขี้ขลาดตาขาว ทว่ากลัวความยุ่งยากและปัญหา

        หากนางตั้งใจที่จะอยู่ในตำหนักของโยวอ๋องต่อไปในอนาคต จะต้องไม่ทำให้แม่สามีอย่างเฉินไท่เฟยโกรธเคืองมากจนเกินไป ไม่อาจทราบได้ว่าวันพรุ่งนี้จะมีสิ่งใดรอนางอยู่บ้าง อย่างน้อยดูปฏิกิริยาของแม่นมฮวาและคนอื่นๆ ในช่วงสองถึงสามวันที่ผ่านมาก็คล้ายว่าเยี่ยโยวเหยาจะมีทัศนคติที่ไม่เลวต่อนาง มีเขาอยู่เช่นนี้ ไม่แน่ว่าเมื่อถึงเวลานั้นอาจสามารถแบ่งเบาภาระปัญหาได้ไม่มากก็น้อย

        อย่างไรเสีย ตอนนี้นางก็อยู่ในฐานะชายาอ๋อง

        “พ่อบ้าน วันนี้ตอนกลางคืนท่านอ๋องจะกลับมาหรือไม่? ”

        แม้ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ทว่าซูจิ่นซีก็ยังอยากจะสอบถามอยู่ดี

        พ่อบ้านที่ฉลาดผู้นี้จึงเข้าใจความหมายของซูจิ่นซีได้โดยทันที

        “เรื่องในจวนมีองครักษ์เงาคอยรายงานต่อท่านอ๋องเป็นประจำอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ เรื่องที่ไท่เฟยอยากจะพบท่าน วันนี้กลางคืนท่านอ๋องก็อาจรับรู้แล้วเช่นกัน”

        พ่อบ้านตอบกลับอย่างสุภาพ หมายความว่าท่านอ๋องอาจรับรู้เรื่องนี้ ทว่าจะกลับหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องที่ฐานะที่เป็นเพียงพ่อบ้านเช่นตนจะสามารถตอบได้เช่นกัน

        ซูจิ่นซีผิดหวังเล็กน้อยในใจ ทว่าก็แอบมีความหวังเล็กๆ

        คิดอยู่นาน จู่ๆ ซูจิ่นซีก็พูดออกมาว่า “ท่านสามารถช่วยนำคำพูดของข้าส่งสาส์นถึงท่านอ๋องได้หรือไม่? ”

        “เรื่องนี้… ทำได้พ่ะย่ะค่ะ! ”

        ซูจิ่นซีคิดทบทวนอีกครั้ง

        “ท่านให้คนนำคำพูดของข้าส่งถึงท่านอ๋องที บอกว่าพิษในร่างกายของเขาทั้งหมดข้าสามารถช่วยรักษาได้”

        ขอเพียงเยี่ยโยวเหยาสามารถไปพบเฉินไท่เฟยกับนาง คำพูดด้านหลังนี่นางไม่ได้กล่าวออกไป ทว่าประโยคด้านหน้าก็ถือว่ามีความหมายแฝงแล้ว ซูจิ่นซีเชื่อว่าเยี่ยโยวเหยาสามารถเข้าใจได้หลังจากที่ฟังคำพูดนี้

        ทว่าพ่อบ้านเมื่อได้ฟังคำพูดของซูจิ่นซีก็แทบจะก้าวไปปิดปากของนาง

        ท่านอ๋องได้รับพิษเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ในจวนมีเพียงไม่กี่คนที่กล้าพูดถึง? คำพูดนี้หากท่านอ๋องได้ยินเข้าอาจทำให้หัวหลุดจากบ่าได้ทันที

        ทว่าปัญหาก็ได้ผ่านไปแล้ว เพียงแต่พ่อบ้านยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับซูจิ่นซีอยู่บ้าง

        ปัดข่าวลือเกี่ยวกับโรคทางประสาทและรูปลักษณ์ของพระชายาที่เคยประสบมาก่อนทิ้งไป ในเมืองตี้จิงนี้ต่างก็รับรู้ทั่วกันว่าตระกูลแพทย์สกุลซูมีไม้เสียที่ใช้ไม่ได้เช่นซูจิ่นซีอยู่ นางกล้าพูดได้อย่างไรว่าจะสามารถรักษาพิษในร่างกายของท่านอ๋องได้หมด?

        พิษนั้นคือพิษที่แม้แต่ผู้ที่มีพรสวรรค์ทางการแพทย์อย่างท่านหมออวิ๋นไท่ ณ ไท่อีเวี่ยน [2] และหมอเทวดาหวาที่อยู่ใต้อาณัติท่านอ๋องยังช่วยอันใดไม่ได้!

        หลังจากไตร่ตรองดูแล้วพ่อบ้านก็ไม่อาจเชื่อคำพูดของซูจิ่นซีได้ในครานี้ ทว่าเนื่องจากพระชายาขอให้เขานำสาส์นดังกล่าวไปให้ฝ่าบาท ไม่นานหลังจากนั้นเขาจึงนำไปส่งให้ แม้จะมีข้อสงสัยแต่ไม่ได้ถามสิ่งใดให้มากความ

        ตั้งแต่ได้ยินข่าวการเรียกพบของเฉินไท่เฟย ซูจิ่นซีก็ว้าวุ่นใจตลอดช่วงบ่าย นางนั่งอยู่บนชั้นสองของเรือนอวิ๋นไค มองที่ประตูเรือนชิงโยวเพื่อรอให้เยี่ยโยวเหยากลับมา

        เยี่ยโยวเหยา ท่านจะกลับมาหรือไม่?

        ทว่ารอแล้วรอเล่า รอจนตัวเองเผลอหลับไปก็ยังคงไม่พบแม้แต่เงาของเยี่ยโยวเหยา

        “พระชายาเพคะ เสด็จไปบรรทมที่เตียงเถิดนะเพคะ! ต้องลมเช่นนี้อาจทำให้ท่านประชวรได้นะเพคะ”

        ซูจิ่นซีถูกเสียงของแม่นมฮวาทำให้ตื่น ประตูเรือนชิงโยวมืดสนิทมองไม่เห็นสิ่งใดแล้ว อย่างแรกที่นางทำคือมองไปทางตำหนักฝูอวิ๋นทันที ในตำหนักไม่มีแม้แต่แสงไฟ ตำหนักที่สูงสง่าและยิ่งใหญ่นั้นมืดและเงียบสนิท ทำให้หัวใจของซูจิ่นซีเหน็บหนาว

        “ท่านอ๋องยังไม่กลับมาหรือ? ”

        แม่นมฮวาถอนหายใจเฮือกใหญ่

        “ท่านอ๋องมีหน้าที่ที่ต้องแบกรับใหญ่หลวงนัก กิจค่อนข้างเยอะเพคะ! ”

        ผู้คนในตำหนักนี้ดูเหมือนจะเห็นอกเห็นใจกันมาก พวกเขาพูดอย่างมีไหวพริบและไม่ทำร้ายจิตใจผู้อื่น

        ซูจิ่นซีหัวเราะกับตนเองในใจ

        ซูจิ่นซี เหตุใดเจ้าจึงไม่พึ่งตัวเองเล่า จะอ่อนแอให้ผู้ใดมาแลมามองกัน?

        หรือว่าเจ้าจะมองว่าตนเองเป็นพระชายาโยวอ๋องไปแล้วจริงๆ ?

        ตื่นเสียเถิด !

        เขากับเจ้าแม้แต่คำนับฟ้าดินยังไม่เคยเสียด้วยซ้ำ เช่นนี้จะเรียกว่าคู่สามีภรรยาได้อย่างไร?

        มีที่พักพิงอิงอาศัยอย่างปลอดภัยก็ดีเพียงใดแล้ว

        ซูจิ่นซีสูดหายใจเข้าลึกๆ หลังจากคิดดูแล้ว นางก็ไม่ได้ผิดหวังอันใดมากนัก ถอนหายใจกับตัวเองแรงๆ เพียงครั้งเดียวจึงเข้านอนห่มผ้าและผล็อยหลับไปจนรุ่งสาง

        กระทั่งพระอาทิตย์ส่องก้น ซูจิ่นซีจึงค่อยๆ ตื่นขึ้นมา

        แสงยามเช้าที่ส่องเข้ามาในตา ซูจิ่นซีค่อยๆ ลืมตาขึ้น เมื่อเห็นดวงอาทิตย์สีแดงห้อยอยู่สูงนอกหน้าต่าง ซูจิ่นซีก็เด้งตัวออกจากเตียงทันที

        ยุคที่ไร้เสียงนาฬิกาปลุกช่างน่ากลัวเสียเหลือเกิน คิดไม่ถึงว่าจะนอนเกินเวลาแล้ว

        เมื่อวานพ่อบ้านบอกว่าคนจากหนานย่วนขอให้นางไปถึงในเวลาแปดเก้าโมงเช้า แดดส่องถึงก้นขนาดนี้แล้ว แต่ไม่มีใครเรียกให้ตื่นเลย ไม่รู้ด้วยว่าหนานย่วนไกลจากที่นี่หรือไม่ การเดินทางก็ไม่สะดวก เจอแม่สามีครั้งแรกก็สายแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นสมัยโบราณ แม้แต่สมัยปัจจุบันเรื่องการไปพบหน้าแม่สามีก็ยุ่งยากเหมือนกัน

        ซูจิ่นซียืนอยู่บนพื้น มองหาเสื้อผ้าของนางอย่างไม่สนใจอันใด แม่นมฮวาได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวของซูจิ่นซีที่ลุกตื่นจากที่นอน นางยกอุปกรณ์ชำระล้างใบหน้าและผ้าเช็ดร่างกายเข้ามา รอยยิ้มบนใบหน้าของนางราวกับมีเลศนัย ดูมีความสุขมาก

        “แม่นมฮวา พวกเจ้าก็ไม่รู้จักปลุกข้าเล่า ตอนนี้กี่โมงแล้ว? ”

        “กี่โมง? ”

        เอ่อ… ซูจิ่นซีตบหน้าผากตนเอง “หมายถึงตอนนี้ยามใดแล้ว! ”

        แม่นมฮวาไม่ได้ตอบคำถามของซูจิ่นซี ทว่าเพียงเผยยิ้มที่มีความสุขกลับมาอีกครั้ง

        แม่นมฮวาวางสิ่งของทั้งหมดในมือลง นางยืนตัวตรงริมหน้าต่าง ไขว้มือไว้ทางด้านข้างลำตัว จงใจกระแอมไอแห้งๆ ปากของนางก็บุ้ยชี้ออกไปทางหน้าต่างและยิ้มแล้วยิ้มอีก “พระชายาเพคะ ท่านดูสิเพคะว่าผู้ใดมา? ”

        ซูจิ่นซีสงสัยจึงมองออกไปทางหน้าต่าง แค่เพียงมองลงไปข้างล่างเท่านั้นตาของนางก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง

        โอ้ สวรรค์!!!

        นางไม่ได้มองผิดไปใช่หรือไม่?

        เยี่ยโยวเหยา???

        คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเยี่ยโยวเหยา!!!

        เขากลับมาตั้งแต่เมื่อไรกัน???

……

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน สามพันปีก่อนที่แผ่นดินเทียนเหอจะได้รับการจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ สกุลซู ตระกูลแพทย์ที่เก่าแก่และร่ำรวยแห่งแคว้นจงหนิง ภายในห้องที่รกร้างทรุดโทรมห้องหนึ่ง บุตรสาวคนที่เจ็ด ‘ซูจิ่นซี’ เสื้อผ้าขาดลุ่ย ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลถูกมัดติดกับเสา ข้างกายคือสาวงามนางหนึ่ง นางสวมอาภรณ์หรูหรา ในมือถือกริชค่อยๆ เฉือนลงบนร่างกายของซูจิ่นซี “ไอ้โง่ เจ้ายังไม่ยอมอ้าปากพูดอีกหรือ หยกกิเลนอยู่ที่ใด” ร่างของซูจิ่นซีสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด ทว่าปากก็ยังถูกปิดสนิทให้ไม่สามารถพูดได้แม้แต่คำเดียว ดวงตาสีเข้มมืดมนคลอด้วยหยาดน้ำตา ส่งสายตาวิงวอนต่อสาวงามนางนั้น หญิงสาวยิ้มมุมปากอย่างพอใจแล้วดึงผ้าที่อุดปากซูจิ่นซีออก สาวงามตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด “พูด! ” แต่นางกลับคาดไม่ถึงว่าซูจิ่นซีจะร้องไห้ส่งเสียงดังสนั่นราวกับเด็กน้อยขึ้นมา “พี่หญิงเป็นคนหลอกลวง ฮือ…ฮือฮือ…บอกว่าจะให้ข้ากินปลา ท่านพี่หลอกข้า ฮือฮือ ลวี่หลี… ข้าเจ็บเหลือเกิน! ลวี่หลี…ฮือฮือฮือ…ข้าเลือดไหล ลวี่หลี…” ดวงตาส่องประกายของสาวงามหม่นแสงลงทันที กริชในมือยกขึ้นจ่อคอของซูจิ่นซีอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย “หุบปาก! หากยังตะโกนอีก ข้าจะฆ่าเจ้าเสียตอนนี้! ” ซูจิ่นซีหวาดกลัวเสียจนหยุดส่งเสียงร้องไห้ในทันใด อีกทั้งยังมองสาวงามด้วยแววตาขยาด ทว่าในขณะที่ดวงตาอันสับสนของซูจิ่นซีมองทะลุผ่านสาวงามไปยังบุรุษผู้มีรังสีมืดมนบนเก้าอี้ไม้จันทน์สีแดงแปดเหลี่ยมข้างหลังนาง ซูจิ่นซีก็รู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา

Comment

Options

not work with dark mode
Reset