ซูสือเยว่อึ้งไปในทันที
เธอมองไปที่ฟู๋เชียนเชียนอย่างงุ่มง่าม ตอนนี้เธอรู้สึกว่าไม่สามารถเข้าใจในข้อมูลนี้ได้
แสดงว่า……
ผู้ชายคนเมื่อกี้นี้ ไม่ใช่ฉินโม่หาน แต่ว่าเป็นผู้ชายคนอื่นอย่างนั้นเหรอ?
นี่……
มันเป็นไปได้ยังไงกัน?
เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่า ฉินโม่หานมีพี่น้องฝาแฝดด้วย!
ถ้าเกิดว่าไม่ใช่พี่น้องฝาแฝดแล้วล่ะก็ แล้วผู้ชายคนนั้นคือใครกัน?
คนแปลกหน้าที่หน้าตาเหมือนฉินโม่หานอย่างนั้นเหรอ?
หรือว่า……
เหมือนกับเจียงหลี ที่ถูกขงเนี่ยนโหรวให้ทำศัลยกรรมเปลี่ยนใบหน้า?
แต่ว่า……
พอฟู๋เชียนเชียนเห็นท่าทางที่ตื่นตระหนกของซูสือเยว่ ก็ถอนหายใจออกมา
เธอไม่รู้ว่าการที่เธอเล่าเรื่องนี้ให้ซูสือเยว่มันถูกต้องหรือเปล่า และก็ไม่รู้ว่าที่เธอทำแบบนี้ผลลัพธ์มันจะเป็นยังไง
แต่ว่า……
ถ้าไม่สามารถทนมองซูสือเยว่เสียใจต่อไปแบบนี้ได้อีกแล้ว
หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกๆ ราวกับว่าได้ตัดสินใจอะไรบางอย่าง แล้วก็เอ่ยปากพูดกับซูสือเยว่
“ผู้ชายคนนั้นชื่อว่าลู่จิ่งเฉิน เป็นพี่ชายแท้ๆ ของฉินโม่หาน”
“ตอนนั้นแม่ของพวกเขาลู่เนี่ยนโหรวมีลูกชายทั้งหมดสองคน”
“แต่ว่าเพื่อที่จะไม่ให้ลูกของเธอถูกขงเนี่ยนโหรวคุกคาม ดังนั้นตอนที่คลอดลูกนั้น ก็เลยมอบลูกชาย 1 คนให้คนอื่นไปรับเลี้ยงดู”
“เรื่องนี้ แม้แต่ท่านปู่ฉินก็ไม่รู้”
“แต่ว่าก่อนที่ลู่เนี่ยนโหรวจะเสียชีวิตก็เคยเขียนจดหมายฉบับหนึ่งให้กับพ่อของแกเจี่ยนหมิงจง ในจดหมายฉบับนั้นพูดถึงลูกคนนี้ แล้วก็ให้ช่องทางการติดต่อของพ่อแม่ที่รับเลี้ยงดูของเธออีกด้วย”
“แต่ว่า……”
ฟู๋เชียนเชียนถอนหายใจ “ตอนนั้นพ่อของแกถูกขงเนี่ยนโหรวใช้ยาลบความทรงจำของเขา แล้วก็ถูกเนรเทศไปอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ต่างประเทศ”
“เขาอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ บนภูเขาขาดการติดต่อจากโลกภายนอก แล้วก็เลี้ยงหลิงซือยู่กับหลิงหรานจนโต”
“หลังจากนั้น เพราะว่าแกแล้ว ฉินโม่หานก็ใช้ความพยายามอย่างมาก ตามหาพ่อของแกเจี่ยนหมิงจงกลับมาจนได้……”
“เรื่องหลังจากนั้นเป็นยังไงแกเองก็รู้ หลังจากที่เจี่ยนหมิงจงรื้อฟื้นความทรงจำขึ้นมาได้ อยู่มาวันหนึ่งก็เปิดกล่องจดหมายของตัวเอง แล้วก็ได้เห็นจดหมายที่ล่าช้าไปมากกว่า 20 กว่าปี”
“หลังจากนั้นเขาก็ส่งหลิงซือยู่กับหลิงหรานไปตามหาเด็กคนนี้”
ซูสือเยว่สับสน
เธอเงยหน้ามองฟู๋เชียนเชียน
“ดังนั้นหมายความว่า……”
“ก่อนหน้านี้ที่พ่อบอกฉันว่า หลิงซือยู่กับหลิงหรานไปตามหาแฟนในอินเทอร์เน็ตของหลิงซือยู่ ที่จริงพ่อหลอกฉันเหรอ? ”
ที่แท้พวกเขาไปตามหาพี่ชายแท้ๆ ของฉินโม่หานงั้นเหรอ?
ฟู๋เชียนเชียนพยักหน้า “ใช่”
“ผู้ชายที่ไม่สุภาพแม้แต่นิดเดียวเมื่อกี้นี้ คือคนที่พ่อของเธอให้หลิงซือยู่กับหลิงหรานไปตามกลับมา”
“เขาชื่อว่าลู่จิ่งเฉิน ใช้นามสกุลเดี๋ยวกลับลู่เนี่ยนโหรว”
ซูสือเยว่กัดริมฝีปาก แล้วก็พยักหน้าเงียบๆ
แบบนี้สิถึงจะถูก
แบบนี้สิถึงจะถูก……
ฉินโม่หานของเธอ ไม่มีวันทำกับเธอแบบนี้อย่างแน่นอน
เขาไม่มีทางหักหลังเธอ แล้วก็มีคู่หมั้นอะไรนั่นหรอก
แต่ว่า……
เธอเงยหน้าขึ้นมามองใบหน้าของฟู๋เชียนเชียนในทันที
“แล้วฉินโม่หานล่ะ? ”
“เขา……”
ฟู๋เชียนเชียนกัดริมฝีปาก สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า “เกี่ยวกับเรื่องของฉินโม่หาน……”
“ฉันบอกว่าแกจะทำใจให้ดีๆ ”
ซูสือเยว่กัดริมฝีปาก มือทั้งสองข้างของเธอบีบผ้าห่มที่คลุมตัวเองอยู่นั้นแม่น “ว่ามา”
ตอนที่เธอเอ่ยปากพูด 2 คำนั้น น้ำเสียงของเธอก็สั่นอย่างรุนแรง
ที่จริงซูสือเยว่ก็มีการคาดเดาไว้บ้างแล้ว
ถ้าเกิดว่าฉินโม่หานสบายดี คนอื่นก็ไม่มีทางให้ลู่จิ่งเฉินมาปลอมตัวเป็นเขาหรอก
ถ้าเกิดว่าฉินโม่หานสบายดี ไม่มีทางที่เขาจะไม่เฝ้าอยู่ข้างๆ เธอ และไม่ปล่อยให้เธอเศร้าโศกอยู่ตรงนั้นโดยที่ไม่สนใจไยดี
เธอกับริมฝีปากแน่น ความกังวลในหัวใจมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
แต่ว่าเธอก็พยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองไว้ แล้วก็รอฟังคำตอบของฟู๋เชียนเชียน
“เขา……”
ฟู๋เชียนเชียนสูดน้ำมูก “ตอนนี้เขาหลับใหลไม่ได้สติ แถมประสิทธิภาพของร่างกายเขาก็ลดลงเรื่อยๆ ”
“ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า ถ้าเกิดว่าเขายังไม่ฟื้นขึ้นมาล่ะก็ เป็นไปได้ว่า……ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งปี เขาก็อาจจะเสียชีวิตลง”
ซูสือเยว่ถลึงตา
“เป็นไปได้ยังไง……”
เป็นไปได้ยังไง?
ครั้งก่อนที่เธอเห็นเขานั้น……
ถึงแม้ว่าเขาจะหมดสติ แต่ว่าสถานที่ตรงนั้นก็ยุ่งเหยิง
ตอนนั้นเธอยังจำได้อย่างชัดเจน ว่าเขาไม่ได้เป็นแบบนี้
อย่างน้อยก็ไม่ได้เป็นเหมือนที่ฟู๋เชียนเชียนพูด
นี่มันเป็นเวลาแค่ 1 อาทิตย์เท่านั้นเอง
มันเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่?
“เขาโดนยาของขงเนี่ยนโหรว”
ฟู๋เชียนเชียนหลับตาลง แล้วก็พยายามอย่างดีที่สุดที่จะเล่าให้ซูสือเยว่ฟัง เกี่ยวกับเรื่องของฉินโม่หานที่จี้หนานเฟิงเคยเล่าให้เธอฟังก่อนหน้านี้
“วันนั้นหลังจากที่ทั้งหมดสติไป ฉินโม่หานตาตื่นขึ้นมา”
“เขาบอกว่าความทรงจำของเขามันสับสนมาก เขาจำไม่ได้เลยว่าเขากับเจียงหลีได้ทำเรื่องอย่างว่ากันหรือเปล่า……”
“แต่ว่าเจียงหลีก็ยืนยันว่าพวกเขาทำ แถมยังบอกว่า……”
ฟู๋เชียนเชียนกัดริมฝีปาก “แถมยังบอกว่า ฉินโม่หานอยู่บนเตียงกับเธอ แถมยังร้องเรียกแม่ด้วย……”
“เธอยังบอกอีกว่า ตอนที่ฉินโม่หานขึ้นเตียงกับเธอนั้น ไม่ได้เรียกเธอแค่แม่ แถมยังเล่าให้เธอฟังว่าเขาคิดถึงแม่ตั้งแต่เด็กจนโต……”
“แถมยังบังคับให้เจียงหลีตอบรับคำพูดของเขา ให้เรียกเขาว่าลูกชาย……”
แต่หลังจากนั้นก็ยังมีอะไรอีกมากมาย ที่ฟู๋เชียนเชียนไม่ได้พูดออกมา
ถึงแม้ว่าเธอไม่ได้เห็นท่าทางของเจียงหลีในตอนนั้น แต่ว่าตอนที่ฟังจี้หนานเฟิงเล่าให้ฟังนั้นเธอก็กัดฟันแน่น ฟู๋เชียนเชียนคาดเดาได้เลยว่า ท่าทางของเจียงหลีในตอนนั้น มันสามารถทำให้คนอื่นโมโหได้มากแค่ไหน
ซูสือเยว่กัดริมฝีปาก มือทั้งสองข้างของเธอบีบผ้าห่มแน่น จนนิ้วเริ่มซีด
เป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้
ที่เธอบอกว่าเป็นไปไม่ได้ มันไม่ใช่เพราะว่าเธอพยายามบังคับตัวเองไม่ให้เชื่อ แต่ว่าเธอเชื่อ ว่าเรื่องทั้งหมดมันไม่ใช่เรื่องจริง
คนเป็นสามีภรรยาย่อมเข้าใจกันดี มันทำให้เธอรู้ได้อย่างชัดเจนว่า ฉินโม่หานไม่ได้ชอบทำเรื่องแบบนี้
แม้แต่ ตอนที่อยู่บนเตียงนั้น เขาก็เป็นคนขยันขันแข็งมาก ไม่ค่อยพูดอะไรเท่าไหร่
ทุกครั้งที่พูด เขาพูดแค่เพื่อที่จะหยอกล้อเธอเท่านั้น
เขาไม่ใช่คนที่จะร้องเรียกแม่ไปด้วย แล้วก็ทำเรื่องอย่างว่าไปด้วยอย่างแน่นอน
เรื่องนี้ เธอเข้าใจดีมากกว่าใคร
แล้วยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่อยู่บนเตียงฉินโม่หานไม่เคยบังคับให้ผู้หญิงตอบรับเขา หรือเรียกเขาว่าอะไรทั้งนั้น……
อย่างไรก็ตาม ความห้าวหาญของเขามันเกินกว่าที่คนอื่นจะจินตนาการได้ แม้แต่เสียงยังไม่ต่อเนื่องกัน แล้วเขาจะมาพูดอะไรที่ปะติดปะต่อเป็นเรื่องราวได้ยังไง?
พอคิดได้แบบนี้แล้วเธอก็กัดริมฝีปากของตัวเองนั่น เธอสามารถสรุปในใจของตัวเองได้ในทันที ว่าเจียงหลีกับฉินโม่หานนั้น ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเลย
ถ้าเกิดว่าเจียงหลีเคยทำเรื่องอย่างว่ากลับฉินโม่หานจริงๆ เธอไม่มีทางพูดเรื่องแบบนั้นออกมาอย่างแน่นอน
แต่ว่าตอนนั้นฉินโม่หานถูกวางยานอนหลับ ตัวเขาเองยังจำได้ไม่ชัดเจน คนอื่นก็ยิ่งไม่ชัดเจนมากกว่าเขาอีก
หญิงสาวหลับตาลง “แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”
“หลังจากนั้น……”
ฟู๋เชียนเชียนถอนหายใจออกมา “ฉินโม่หานก็ไม่ยอมพูดอะไรเลย อารมณ์ของเขาดูผิดปกติเล็กน้อย”
“แผนของแกกับจี้ว่านเชิ่งในวันนั้น ที่จริงมันล้มเหลว”
“จี้ว่านเชิ่งไม่สามารถจับขงเนี่ยนโหรวได้ แถมยังถูกขงเนี่ยนโหรวควบคุมอีก”
“แต่ว่าโชคดีที่พ่อของแกเจี่ยนหมิงจงพาคนบุกไปที่บ้านหลังที่แกไปเจอฉินโม่หาน ถึงได้เผชิญหน้ากับขงเนี่ยนโหรวต่อ”
“ในคืนที่เจียงหลีพูดเรื่องพวกนั้นออกมา……”
“ฉินโม่หานก็บุกเข้าไปในฐานทัพของขงเนี่ยนโหรวเพียงคนเดียว หลังจากที่ช่วยเหลือจี้ว่านเชิ่งออกมาได้แล้วนั้น ก็ยอมตายไปพร้อมกับขงเนี่ยนโหรว
“ตอนที่ทุกคนไปเจอเขานั้น เขาก็อยู่ในสภาพนี้แล้ว แถมยังเฝ้าศพของขงเนี่ยนโหรวไว้ข้างกาย”