“หย่า?”
ฟู๋เชียนเชียนเบิกตาโพลง “เธอแน่ใจเหรอ? ”
เมื่อกี้ตอนช่วงเวลาที่คับขัน ฟู๋เชียนเชียนเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสายตาของฉินหนานเซิงต่างก็มองมาที่ลั่วเยียน
ทั้งๆ ที่ทั้งสองคนต่างก็มีกันและกันอยู่ในหัวใจแบบนั้น แล้วทำไมถึงต้องหย่ากันด้วยล่ะ?
“ฉันแน่ใจ”
ลั่วเยียนหลับตาลง น้ำเสียงแหบแห้ง “วันนี้ฉันหาโอกาส หย่ากับฉินหนานเซิง”
หลังจากหย่ากันแล้ว เธอก็จะไม่มีเขาคอยถือหาง แล้วก็จะกลับวงการบันเทิงไม่ได้อีก
ถ้ายังงั้นจะไปเป็นสแตนด์อิน หรือว่า ไปเป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น
บางทีชีวิตที่วุ่นวายที่อยู่ชั้นล่างสุด อาจจะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยก็ได้
ฟู๋เชียนเชียนมองไปที่ซูสือเยว่
ซูสือเยว่ถอนหายใจออกมา ไม่ได้พูดอะไรต่อ ทำเพียงแค่กอดลั่วเยียนเอาไว้แน่น
“ใช่สิ”
ลั่วเยียนถูกซูสือเยว่กอดเอาไว้ แล้วทันใดนั้นก็คิดอะไรขึ้นมาได้
เธอขมวดคิ้วเข้าหากัน “สือเยว่ เมื่อกี้ฉันเห็น……ฉินโม่หานกอดลู่จื่อเหยางั้นเหรอ? ”
“นั่นไม่ใช่ฉินโม่หาน”
พอลั่วเยียนพูดจบ ฟู๋เชียนเชียนที่อยู่ด้านข้างก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน “นั่นคือพี่ชายฝาแฝดของฉินโม่หาน”
“พี่ชายฝาแฝด?”
ลั่วเยียนเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ
ซูสือเยว่แค่เงยหน้าขึ้นมา แล้วก็เล่าเรื่องของลู่จิ่งเฉินให้ลั่วเยียนฟัง
สุดท้าย เธอก็ถอนหายใจออกมา “ลู่จื่อเหยา คือคู่หมั้นของลู่จิ่งเฉิน”
ลั่วเยียนอึ้งไปอยู่นาน แล้วทันใดนั้นก็หัวเราะออกมาเพราะรู้สึกว่าน่าขำ
“ดังนั้น ลู่จิ่งเฉินก็คือศัตรูหัวใจของฉินหนานเซิงงั้นเหรอ? ”
“ฉินหนานเซิงเคารพฉินโม่หานมาตั้งนานหลายปีขนาดนั้น แต่ว่าตอนนี้กลับมาแย่งผู้หญิงกับคนที่หน้าตาเหมือนกับฉินโม่หานเป๊ะๆ อย่างนั้นเหรอ!”
“ฉันคิดว่าฉินหนานเซิงแย่งไม่ได้อย่างแน่นอน”
ซูสือเยว่คลี่ยิ้มออกมา “แล้วถ้าเกิดว่าลู่จื่อเหยากับลู่จิ่งเฉินแต่งงานกัน แล้วระหว่างฉินหนานเซิงกับลู่จื่อเหยาไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น เธอยังจะหย่ากับเขาอยู่ไหม? ”
ลั่วเยียนพยักหน้า “สือเยว่ เธออย่าลืมนะ ว่าที่ผ่านมา ฉินหนานเซิงคือคนที่อยากจะหย่า ฉันแค่ไม่ยินยอมเท่านั้นเอง”
“ตอนนี้……ฉันยอมแล้ว”
ลั่วเยียนยังไม่ทันจะพูดจบ รถพยาบาลก็แล่นมาถึงโรงพยาบาล
ซูสือเยว่กับฟู๋เชียนเชียนก็หยุดพูดเรื่องนี้ก่อน แล้วก็พากันพยุงลั่วเยียนเข้าไปในโรงพยาบาล
“แผลนี้ แสดงว่าอีกฝ่ายจะเล่นงานคุณถึงชีวิตเลยนะ”
ในโรงพยาบาล พยาบาลที่รับผิดชอบทำแผลให้ลั่วเยียนก็พูดไปด้วย แลวก็ชี้ไปที่ตำแหน่งแผลที่กระดูกไหปลาร้าของลั่วเยียน
“เห็นได้ชัดว่าคนคนนั้นมีความรู้ทางการแพทย์”
“ตำแหน่งนี้ ถ้าเกิดว่าลึกกว่านี้อีกนิดหนึ่ง ก็โดนเส้นเลือดใหญ่แล้ว……”
“ถ้าเกิดว่าโดนเส้นเลือดใหญ่ขึ้นมาอย่าว่าแต่เสียชีวิตได้ง่ายเลย พวกคุณยังบอกว่าอาวุธสังหารเป็นมีดทำครัวในร้านอาหารซะอีก”
“ต้องรู้ว่า มีดทำครัวในร้านอาหาร ไม่แน่ว่าผ่านการหั่นเนื้อมาก่อน อาจจะมีแบคทีเรียละปรสิตจำนวนมาก……”
“ถ้าเกิดว่ามันเข้าไปในเส้นเลือดใหญ่ มันสามารถฆ่าเธอได้เลยนะ!”
พยาบาลพูดไปด้วยพร้อมกับหันไปมองซูสือเยว่ด้วย “คนที่ทำร้ายเธอ ต้องมีความเกลียดชังเธอมากแค่ไหนกัน? ”
“ความเกลียดชังใหญ่หลวงมาก”
ซูสือเยว่ยังไม่ทันจะพูดอะไร ลั่วเยียนที่นั่งเงียบไม่ได้พูดอะไรก็กลับหัวเราะออกมา
“น่าจะสิบกว่าปีแล้วล่ะ”
น่าจะเป็นตั้งแต่ตอนที่เจอลู่จื่อเหยาที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ลู่จื่อเหยาก็คิดว่าจะแย่งทุกอย่างไปจากเธอได้อย่างไร
ตอนนั้นที่เธอหลงกับครอบครัว ก็ถูกส่งไปสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า
แล้วคนในครอบครัวของเธอก็ตามหาสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าจนเจอ
ตอนที่พ่อกับแม่มาถึงสถานรับเลี้ยงนั้น ลู่จื่อเหยาก็ขโมยสร้อยคอที่ลั่วเยียนใส่ติดคอไว้ตลอด แล้วสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าก็ส่งเธอไปหาพ่อแม่ตระกูลลั่วในฐานะลั่วเยียน
โชคดีที่แม่ตระกูลลั่วแค่มองแว๊บเดียวก็รู้เลยว่าลู่จื่อเหยาไม่ใช่ลูกสาวของตัวเอง สุดท้ายก็ตามหาลั่วเยียนเจอ แล้วก็พาลู่จื่อเหยากลับมาเลี้ยงดูที่บ้านด้วยความใจดี
ตอนนั้นลั่วเยียนยังคิดว่าที่ลู่จื่อเหยาขโมยสร้อยคอของเธอในตอนนั้น ก็เป็นแค่เรื่องเด็กๆ เล่นกันเท่านั้นเอง
แล้วอีกอย่างวันนั้นลู่จื่อเหยาก็ได้ขอโทษเธอแล้ว บอกว่าเธอรู้สึกว่าสร้อยคอมันสวยดี ก็เลยอยากจะแอบขโมยมายืมใส่วันเดียวแล้วก็คืน
และหลังจากนั้น ลู่จื่อเหยาก็เลียนแบบลายมือของลั่วเยียน ตอนที่ลั่วเยียนไม่ทันรู้ตัว ก็แอบขัดจดหมายที่ฉินหนานเซิงตอบกลับลั่วเยียนมา แล้วก็กลายเป็นคนที่เขียนจดหมายหาฉินหนานเซิงมาตลอด
ตอนที่ลั่วเยียนรู้ตัว ลู่จื่อเหยาก็เอาใบรับรองอาการป่วยระยะสุดท้ายของเธอออกมา
ลั่วเยียนเห็นแก่อาการป่วยระยะสุดท้ายของเธอ ก็เลยไม่ได้ไปถือสาอะไรลู่จื่อเหยาอีก
เธอนึกว่า ถ้าเกิดว่าตัวเองเก็บเรื่องราวไว้ในใจ ก็จะมอบความทรงจำดีๆ ให้กับลู่จื่อเหยาก่อนเธอเสียชีวิต
แม้แต่หลังจากที่ลู่จื่อเหยาเสียชีวิตไปแล้ว ต่อให้ฉินหนานเซิงจะไม่เคยเชื่อเลยว่าเธอต่างหากที่เป็นคนเขียนจดหมายกับเขา เธอก็ยังไม่เคยโทษอะไรลู่จื่อเหยาเลย
ถึงยังไงในสายตาของลั่วเยียน ลู่จื่อเหยาเป็นเพียงเด็กสาวน่าสงสารคนหนึ่งที่ต้องการรักษาภาพลักษณ์ที่ดีต่อหน้าผู้ชายที่เธอรักก่อนที่เธอจะเสียชีวิตเท่านั้น
พ่อแม่รับเธอกลับมาเลี้ยงดูที่บ้าน แต่ว่าก็ไม่ได้มีเงินช่วยรักษาให้เธอ ที่จริงแล้วก็ถือว่าตระกูลลั่วติดหนี้ลู่จื่อเหยาอยู่
แต่……
เรื่องทั้งหมดนี้ ตอนที่ลั่วเยียนเห็นลู่จื่อเหยาที่ “ตาย”ไปนานแล้ว ทั้งหมดมันก็กลายเป็นความโกรธ
ที่แท้ที่ผ่านมา เธอก็ถูกลู่จื่อเหยาหลอก!
อาการป่วยระยะสุดท้ายมันเป็นของปลอม
อยากจะครอบครองฉินหนานเซิงต่างหากที่เป็นเรื่องจริง!
แม้กระทั่งตอนนี้ ลู่จื่อเหยากับฉินหนานเซิงแยกกันมาตั้งหลายปีขนาดนี้แล้ว ตอนที่เธอกลับมาอีกครั้ง คนที่ฉินหนานเซิงแคร์ก็ยังเป็นลู่จื่อเหยา!
และจนถึงวันนี้ ลั่วเยียนก็พึ่งจะเข้าใจ
ที่แท้ตั้งแต่ต้นจนจบ ลู่จื่อเหยาก็ยังคงหลอกใช้เธอ หลอกลวงเธอ แล้วก็เล่นกับเธอเหมือนเธอเป็นลิงอย่างไรอย่างนั้น!
ฟู๋เชียนเชียนกัดริมฝีปาก “แต่ว่าลั่วเยียน ถ้าเกิดว่ามันเป็นอย่างที่เธอพูดล่ะก็……”
“เธอต่างหากไม่ใช่เหรอที่ควรจะเห็นลู่จื่อเหยาเป็นศัตรู แล้วทำไมเขาถึง……”
“เชียนเชียน”
ซูสือเยว่มองไปที่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของลั่วเยียน ส่งสัญญาณเพื่อให้เธอหยุดพูด
ความจริงแล้ว สิ่งต่างๆ ที่ลู่จื่อเหยาได้ทำกับลั่วเยียนนั้น น่าจะเป็นเธอต่างหากที่เกลียดลู่จื่อเหยา ลู่จื่อเหยาไม่ควรจะเกลียดเธอ
แต่ว่าตอนนี้ ลู่จื่อเหยากลับเกือบจะผลักลั่วเยียนไปสู่ความตาย
ถึงแม้ว่าแท้จริงแล้วมันอาจจะไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่ว่าเป็นความอิจฉาริษยารึเปล่า?
อิจฉาที่ครอบครัวของลั่วเยียนมีความสุข พ่อแม่ของเธอรักเธออย่างสุดซึ้ง และน้องชายของเธอที่พร้อมจะช่วยเหลือเธอได้ทุกเมื่อ
แม้แต่ ขนาดที่ลู่จื่อเหยาจากไปไม่นานเท่าไหร่ แต่ว่าในใจของฉินหนานเซิง ก็เริ่มแอบมีที่สำหรับลั่วเยียนอยู่บ้างแล้ว
ถ้าไม่อย่างนั้น ตอนที่เกิดเรื่องนั้นขึ้นกับลั่วเยียน ฉินหนานเซิงคงไม่ยืนขึ้นเป็นคนแรก และยอมให้ครอบครัวดุด่า เพื่อที่จะแต่งงานกับลั่วเยียนหรอก
เรื่องพวกนี้……
เกรงว่าต่อให้ลู่จื่อเหยามาแทนที่ลั่วเยียนในการเขียนจดหมายกับฉินหนานเซิง ก็ไม่สามารถทำได้
“พวกเธอออกไปก่อนเถอะ ฉันอยากอยู่คนเดียวสักพัก”
ลั่วเยียนถอนหายใจออกมา หลับตาและพูด
ซูสือเยว่พยักหน้า หลังจากกำชับเธอไม่กี่ประโยค ก็ดึงมือฟู๋เชียนเชียนและออกจากห้องไป
พอออกมาจากห้องผู้ป่วย ซูสือเยว่ก็ได้เจอกับหานหยุนที่มาหาเธอ
“ได้ยินว่าเจียงหลีตายแล้วเหรอ?”
หานหยุนกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหยุดอยู่ข้างๆ ซูสือเยว่ แล้วก็ถามด้วยเสียงเบา
ซูสือเยว่ขมวดคิ้วและพยักหน้า “ทำไมเหรอ?”
ทำไมจู่ๆ หานหยุนถึงได้เป็นห่วงเจียงหลีขึ้นมา?
“ลำบากแล้ว”
หานหยุนถอนหายใจออกมา แล้วก็ยื่นเอกสารในมือให้ซูสือเยว่ “ผมหาวิธีที่จะทำให้ฉินโม่หานฟื้นขึ้นมาเจอแล้ว”
“ที่เขาหมดสติไม่ฟื้นขึ้นมา เหตุผลหลักๆ น่าจะเป็นเพราะว่าเขาไม่มีความปรารถนาที่จะมีชีวิตรอด”
“ถ้าพูดตามหลักเหตุผล ฉินโม่หานมีคุณ มีลูกทั้งสามคน ไม่ควรจะไม่ปรารถนาที่จะรอด ดังนั้นผมก็เลยวิเคราะห์ดู ปัญหามันน่าจะอยู่ที่เจียงหลี”
“เขาต้องคิดว่าตัวเองกับเจียงหลีมีอะไรบางอย่าง มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเขากับคนที่หน้าตาเหมือนกับแม่ของเขาเป๊ะ ดังนั้นก็เลยรู้สึกเจ็บปวด รู้สึกผิดต่อคุณ รู้สึกผิดต่อแม่ของเขา ดังนั้นก็เลยไม่มีความปรารถนาที่จะมีชีวิตต่อ”
“ถ้าเกิดว่าให้เจียงหลีไปยอมรับความผิดต่อหน้าเขา แก้ไขความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาสองคน บางทีอาจจะมีโอกาสทำให้เรื่องมันดีขึ้นก็ได้!”