หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 193 ข้าจะเป็นเซียนกระบี่ ! (ต้น)

บทที่ 193 ข้าจะเป็นเซียนกระบี่ ! (ต้น)

เมื่อเห็นน้ำตาของเยี่ยฉวนไหลหลั่ง คนอื่นอาจตะลึงงัน ทว่าเจียงจิ่วและบรรดาสหายของเขากลับตกใจยิ่งกว่า ด้วยทุกคนรู้จักนิสัยของเยี่ยฉวนดีว่าเป็นคนใจแข็ง ยอมหลั่งเลือดดีกว่าเสียน้ำตา !

แต่ดูตอนนี้สิ เพียงคำพูดสองสามคำของเยี่ยหลิง กลับทำให้น้ำตาของผู้เป็นพี่หลั่งริน ! เพราะฉะนั้น คงรู้แล้วว่าเยี่ยหลิงเป็นคนสำคัญในใจของเยี่ยฉวนมากมายเหลือเกิน ! แม้แต่เด็กหญิงปริศนาเองยังตกตะลึง นางไม่ค่อยรู้จักเยี่ยฉวน และเป็นคนหนึ่งที่ได้เห็นการต่อสู้ในสนามประลองของชายหนุ่มคนนี้

ถึงกระนั้นนางก็ไม่ค่อยถูกชะตากับเยี่ยฉวนสักเท่าใด

ทว่าด้วยเขากล้าสู้ทั้งยังกล้าฆ่าอย่างไม่เคยเกรงกลัว มันก็ทำให้นางรู้สึกชื่นชมอยู่บ้าง หากด้วยคำพูดของน้องสาวตัวน้อย ชายผู้นี้ที่จริงแล้ว…

ทำให้แม้ว่าจะไม่ค่อยชอบหน้าแต่ก็อดยอมรับไม่ได้ว่าเขาเป็นลูกผู้ชายเต็มตัวคนหนึ่งที่กล้าสู้ กล้าฆ่า ไม่ขี้ขลาด ทำให้นางเกิดความรู้สึกนับถือ ทว่าคำพูดเพียงประโยคเดียวของเยี่ยหลิง กลับทำให้เขา…

คนผู้นี้รักและห่วงใยน้องของเขามากเหลือเกิน !

เป็นความรักที่ไม่มีข้อแม้ !

ขณะที่คนเป็นน้องก็เอาแต่ร่ำไห้น้ำตานองหน้า เยี่ยหลิงมองหน้าเยี่ยฉวนพูดว่า “ท่านพี่เจ้าคะ ข้าอยากเป็นคนเข้มแข็ง !” เยี่ยฉวนมองหน้าน้อง ขณะนิ่งฟังอย่างตั้งใจ

เยี่ยหลิงยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาก่อนจะพูดต่อ “ข้าไม่อยากเป็นตัวถ่วง ท่านพี่… ข้าไม่อยากถูกจับเป็นตัวประกันใช้ข่มขู่พี่อีกแล้ว ข้าอยากโตขึ้นเป็นคนที่เข้มแข็ง อีกหน่อยจะได้ช่วยพี่บ้าง !”

เยี่ยฉวนใช้มือลูบแก้มเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าเล็ก ๆ “พี่ผิดเอง พี่ปกป้องเจ้าไม่ได้ !” เยี่ยหลิงส่ายหน้าจนผมกระจาย หยาดน้ำตาไหลเป็นทาง “ข้าต่างหากที่ผิดเอง ข้าเป็นตัวถ่วงเพราะข้ายังเด็ก ซ้ำยังไร้ประโยชน์…” เยี่ยฉวนส่ายศีรษะเป็นเชิงห้ามปราม “หยุดร้องไห้ได้แล้ว ร้องไห้เป็นเด็กขี้แยน่าเกลียดออก !”

เด็กหญิงดึงตัวพี่ชายของนางให้ทรุดตัวลงนั่งเคียงกัน จากนั้นจึงใช้มือน้อย ๆ ปาดน้ำตาบนหน้าพี่ชาย พร้อมกับพูดว่า “ท่านพี่เจ้าคะ ข้าอยากเข้มแข็งกว่านี้ อยากช่วยพี่ให้มากกว่านี้ อยากปกป้องพี่เหมือนที่ท่านปกป้องข้า !” เยี่ยฉวนยิ้มรับกับคำพูดไร้เดียวสา เขาพูดไม่ออกด้วยความรู้สึกเต็มตื้อจุกคอหอย ใช้มือเช็ดน้ำตาให้น้องป้อย ๆ

ทันใดนั้นเสียงพูดของเด็กหญิงอีกคนดังขึ้นมาว่า “น้องของเจ้ามีแก่นชีวิตที่พิเศษ เจ้าใช้ไฟแห่งจิตวิญญาณช่วยนางให้มีชีวิตได้ แต่ก็เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งไม่ใช่วิธีแก้ไขในระยะยาว มีทางเดียวก็คือต้องพานางไปที่สำนักเหมันตอุดร จึงสามารถแก้ไขปัญหาให้หมดไปได้ตลอดกาล”

เยี่ยฉวนได้ยินเช่นนั้น เขาหันขวับไปทางคนพูด ซึ่งมีสายตาของอีกฝ่ายจับจ้องอยู่ก่อนแล้ว เสียงพูดต่อมาว่า “เจ้าไม่อาจอยู่ปกป้องนางตลอดทั้งชีวิต นางต้องยืนหยัดให้ได้ด้วยตัวเอง หากนางไปอยู่กับข้าที่สำนักเหมันตอุดร พวกเราจะช่วยฝึกฝนให้”

ขณะนั้นเองผู้เฒ่าจี้ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าเยี่ยฉวน ชายหนุ่มเงยหน้ามองอาจารย์ใหญ่จี้ซึ่งก้มลงมองมาที่เยี่ยหลิง “นางมีแก่ชีวิตที่พิเศษ การไปอยู่ที่สำนักเหมันตอุดร ย่อมเกิดผลดีกับนางมากที่สุด”  เยี่ยฉวนค้านเสียงเบาหวิว “พวกเราไม่เคยแยกจากกัน !” ทำเอาผู้เฒ่าถอนใจหากแต่ไม่พูดอะไร

ในตอนนั้นเสียงของเด็กหญิงดังก้องภายในหัวของเยี่ยฉวน “เจ้าเคยคิดไหมว่าตอนนี้สถานการณ์ของเจ้าเป็นอย่างไร ? ถ้านางยังอยู่กับเจ้า มีแต่ตายกับตาย ถ้านางไปอยู่ที่สำนักเหมันตอุดรของข้า พวกเรามีความสามารถเพียงพอที่จะปกป้องนางได้ ข้ารู้ว่าเจ้ารักน้องมาก แต่อย่าให้ความรักทำให้เจ้ากลายเป็นคนเห็นแก่ตัวซี !”

เห็นแก่ตัว ! เยี่ยฉวนกำหมัดแน่น

ในลานกว้างเงียบกริบ สายตาทุกคู่จ้องมองไปที่เยี่ยฉวน หลังจากนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ในที่สุดเยี่ยฉวนหันไปมองเยี่ยหลิงทางเบื้องหน้า ชายหนุ่มคลี่ยิ้มให้น้อง “ได้ พี่ยอมให้เจ้าไปก็ได้ !” ทว่าเด็กน้อยกลับไม่ได้แสดงความยินดีแต่อย่างใด ตรงข้ามนางกลับร้องไห้หนักขึ้น

เพราะนั่นย่อมหมายความว่านางต้องจากกับพี่ชายแล้วจริง ๆ! เยี่ยฉวนเฝ้าลูบไล้ศีรษะอย่างเบามือ พลางปากพูดปลอบโยน “หยุดร้องไห้เถอะ”

จากนั้นจึงจูงมือน้องพาเดินตรงไปที่เด็กหญิง และส่งมือของเยี่ยหลิงให้อีกฝ่าย “ผู้อาวุโส ฝากท่านช่วยดูแลนางด้วยนะขอรับ !”

เด็กหญิงรับมือของเยี่ยหลิงมาจับไว้ ขณะนั้นเยี่ยฉวนพูดขึ้นว่า “นางร่างกายอ่อนแอและเกลียดการต่อสู้ หากนางไปอยู่ที่สำนักเหมัตอุดร และถูกรังแกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้า…”

“วางใจได้ !” สายตาของเด็กหญิงที่มองเยี่ยฉวนเย็นเยียบ “ถ้านางไปอยู่สำนักเหมันตอุดรกับข้า จะไม่มีใครกล้ารังแกนาง !”

เยี่ยฉวนจ้องหน้าเด็กหญิง จากนั้นเขาหันไปหยิบวงแหวนสัมภาระส่งให้เยี่ยหลิง วงแหวนสัมภาระนี้เยี่ยฉวนใช้เก็บสิ่งของที่ยึดมาได้จากศัตรู ซึ่งเป็นของทั้งหมดที่เขามีติดตัว !

เยี่ยฉวนยิ้มน้อย ๆ “เจ้าไปอยู่ที่นั่น อย่ายอมคนมากเกินไป ถ้าใครมารังแกเจ้าต้องตอบโต้กลับไปบ้าง แต่ถ้าเอาชนะไม่ได้ ก็ส่งข่าวมาบอกพี่ แล้วพี่จะรีบตามไปช่วยน้อง เข้าใจไหม ?” เยี่ยหลิงคลี่ยิ้มทั้งน้ำตาพลางใช้หลังมือรีบปาดน้ำตาก่อนจะพยักหน้า “เจ้าค่ะ !”

เด็กหญิงแปลกหน้าพูดขึ้นว่า “เจ้าเก็บวงแหวนสัมภาระไว้เองเถิด เมื่อนางอยู่ที่นั่นก็ไม่จำเป็นต้องใช้ของพวกนี้แล้ว !” เยี่ยฉวนหันไปสบตาคนพูด ก่อนประท้วงว่า “ข้าต้องการจะให้น้อง ข้า…”

ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่สนใจ ทั้งยังตอบสวนกลับทันที “เจ้าคิดว่าสิ่งที่ให้ดีสำหรับนางเช่นนั้นหรือ ? ถ้าขืนให้นางนำสัมภาระขยะพวกนี้ไปด้วย ข้าจะยิ่งรู้สึกอับอาย !”

ชายหนุ่มได้ยินคนตอบมาเช่นนั้น จึงได้แต่นิ่งเงียบ ‘ขยะบ้านเจ้าน่ะสิ สุดยอดศาสตราวุธจิตวิญญาณต่างหาก !’ เขาคิดในใจ

“มันเป็นขยะ ใช่ไหมล่ะ ?” คนถามยังไม่หยุดแค่นั้น

เยี่ยฉวนทำท่าจะต่อความยาว พลันชายชราผู้หนึ่งปรากฏกายออกมาจากทางหนึ่ง “เจ้าเก็บของพวกนี้ไว้เองดีแล้ว เพราะมันจำเป็นสำหรับเจ้าในเวลานี้ที่สุด ส่วนน้องของเจ้าเมื่อไปอยู่ที่สำนักเหมันตอุดร นางจะไม่ขาดแคลนสิ่งเหล่านี้แน่นอน !

เยี่ยหลิงส่งวงแหวนสัมภาระคืนให้พี่ชาย จากนั้นจึงล้วงหยิบไม้แกะสลักเป็นรูปคนขึ้นมา เด็กหญิงชูรูปไม้แกะสลักในมือขึ้นต่อหน้าเยี่ยฉวนพลางยิ้มกว้าง “นี่ก็พอแล้วเจ้าค่ะ !”

หุ่นไม้แกะสลักคล้ายเยี่ยฉวน ! เยี่ยฉวนเอ่ยปากทำท่าจะพูดอะไรอีก ขณะนั้นเองเด็กหญิงแปลกหน้าฉวยข้อมือเยี่ยหลิงไว้ แสดงท่าทางให้รู้ว่าถึงเวลาต้องจากลากันแล้ว เมื่อเห็นดังนั้นเยี่ยฉวนจึงรีบเอ่ยถามออกไป “สำนักเหมันตอุดร อยู่ที่ไหนขอรับ ?” เด็กหญิงแปลกหน้าจ้องหน้าเยี่ยฉวน เห็นได้อย่างชัดเจนว่านางไม่อยากตอบคำถาม

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

บทที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

“เจ็บสิ”

“เจ็บจะตายอยู่แล้ว !”

เยี่ยฉวนเพิ่งเคยรู้สึกอยากตายเป็นครั้งแรก !

มันเคยเป็นเพียงความเจ็บปวดของเลือดเนื้อภายนอกร่างกาย แต่คราวนี้เขารู้สึกได้ว่าอวัยวะภายในและเส้นเลือดทั้งหลายสั่นสะท้านราวกับกำลังแตกเป็นริ้ว ๆ นี่เป็นความเจ็บปวดในระดับที่ชายหนุ่มไม่เคยสัมผัสมาก่อน !

“เจ้าต้องอดทนไว้ !”

เยี่ยฉวนกัดฟันอย่างอดกลั้น ทั้งร่างยังไม่หยุดสั่น

เขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะหลับตาพักผ่อนสักครู่ แต่ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาทำไม่ได้ เมื่อหมดสติไปแล้วครั้งหนึ่ง ก็เป็นไปได้ว่าคงไม่อาจฟื้นขึ้นมาอีก !

ถ้าข้าไม่ฟื้น จะเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวข้ากัน ?

นางอายุเพียง 12 ปี คนในตระกูลเยี่ยจะเมตตานางหรือไม่ ?

เมื่อคิดถึงเยี่ยหลิง เยี่ยฉวนพลันเงยหน้าขึ้นและร้องคำรามออกมา มือทั้งสองกำแน่น ส่วนใบหน้าก็เต็มไปด้วยสีสันที่บ้าคลั่ง “มาเลย เจ็บมากกว่านี้อีกสิ ฮ่า ๆ ข้าทนได้… ข้า… เจ็บปวดเหลือเกิน ยังไงก็ช่วยเพลาลงหน่อยเถอะ…”

เวลาค่อย ๆ ผ่านไปทีละน้อยจนเยี่ยฉวนไม่รับรู้แล้วว่าทั้งหมดนี้ใช้เวลานานเท่าใด ร่างกายของเขาทรุดลงราวกับร่างเนื้อที่ไร้ซึ่งกระดูกพยุง ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มจะเริ่มกระตุกคล้ายกับคนเป็นโรคลมชัก

อาการชักกระตุกนี้ยังคงดำเนินอยู่ประมาณ 1 เค่อ และเมื่อหยุดลง ร่างของเขาก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ !

เยี่ยฉวนนอนแผ่ราบไปกับพื้น เขาไม่เหลือแรงจะขยับตัวแล้ว !

ในเวลาเดียวกันนั้น ข้างนอกหอคอยแห่งเรือนจำพลันมีเมฆจำนวนมหาศาลรวมตัวกันบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย ทำให้ในไม่ช้าสายฝนเริ่มตกลงมา แต่ทว่าพื้นอื่นที่รอบด้านข้างท้องฟ้ากลับแจ่มใสและมีแสงแดดจ้า พร้อมกันนั้นข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย สายรุ้งอันบางเบาค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน และเมื่อรุ้งสายแรกโผล่ขึ้นมา รุ้งสายที่สองก็ปรากฏขึ้นตาม เช่นเดียวกับรุ้งสายที่สามที่กำลังค่อย ๆ ปรากฏขึ้นภายในหอคอยแห่งเรือนจำนั้น ก่อนที่จู่ ๆ เยี่ยฉวนจะตัวสั่นขึ้นมาเล็กน้อยและรุ้งสายที่สามจะพลันหายวับไป

นี่คือนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์ !

ทุกคนในเมืองชิงปั่นป่วน !

อัจฉริยะได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วระหว่างสองพิภพ เมื่อมีเหตุการณ์ผ่านด่านหรือทะลวงเลื่อนขั้นได้ พวกเขาจะดึงดูดนิมิตของทั้งสวรรค์และโลกมนุษย์ หากจะว่ากันตามจริงแล้ว เรื่องนี้เคยเป็นเพียงตำนานเรื่องเล่าเท่านั้น แต่มาบัดนี้เหตุการณ์อัศจรรย์ได้เกิดขึ้นแล้วในเมืองชิง ดังนั้นทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย

ณ จวนตระกูลเยี่ย ผู้เฒ่าสูงสุด บรรดาผู้อาวุโสและทุกคนในตระกูลต่างมารวมตัวที่ลานกว้างกันพร้อมหน้า ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยคำนับฟ้าและกล่าวอย่างตื่นเต้น “ขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาครอบครัวตระกูลเยี่ยและเยี่ยหลาง !”

ทุกคนในตระกูลเยี่ยคุกเข่าและคำนับลงพร้อมกัน !

ในเวลานี้ ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยต่างยินดีปรีดาอย่างที่สุด !

ภายในคฤหาสน์ตระกูลเจียง

ชายชรามองไปที่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกเหนือจวนตระกูลเยี่ยก่อนที่สีหน้าของเขาจะกลายเป็นน่าเกลียด “เจ้าเยี่ยหลางช่างยิ่งใหญ่อะไรปานนั้น ! เขาสามารถดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้… ใครก็ได้ ไปตามผู้นำตระกูลจางและตระกูลหลีมาที่นี่ที บอกว่าข้ามีเรื่องต้องการหารือ”

ในเมืองชิง วิญญาณนกพิราบผู้พิทักษ์นับไม่ถ้วนโผขึ้นฟ้าแล้วบินไปทุกทิศทุกทาง ภาพนี้เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็นนัก !

เรื่องที่ตระกูลเยี่ยมีผู้ถูกเลือกอยู่หนึ่งคนนั้นไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด และถึงแม้ว่าผู้ถูกเลือกนั้นจะหาได้ยากยิ่ง แต่ผู้ที่มีพรสวรรค์ถึงขนาดดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้นั้นกลับหายากยิ่งกว่า

เป็นที่รู้กันดีว่าต่อแต่นี้ไป ตระกูลเยี่ยได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้นแล้ว !

ไม่ใช่เพียงแต่ในเมืองชิง แต่ยังหมายถึงทั่วในแคว้นเจียงทั้งหมดหรือแม้แต่ในทวีปชิงก็ตาม

ขณะนี้ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยเกือบจะพากันลุกฮือด้วยความตื่นเต้น นอกจากนี้เบี้ยเลี้ยงส่วนตัวของแต่ละคนยังถูกปรับขึ้นเพิ่มอีกหนึ่งเดือนเพื่อเป็นสินน้ำใจ และไม่เพียงเท่านั้น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยยังได้ตรงเข้าไปหาผู้นำตระกูลเพื่อให้ท่านได้มอบตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์ให้แก่เยี่ยหลางอีกด้วย

ผู้นำรุ่นเยาว์นั้นเป็นตำแหน่งที่แตกต่างจากผู้สืบทอดของตระกูล ตำแหน่งผู้สืบทอดนั้นหมายถึงผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคต แต่ตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์นั้นมีศักดิ์และอำนาจมากเป็นอันดับสองรองจากประมุขสูงสุดแห่งตระกูลเยี่ยแต่เพียงผู้เดียว แม้ว่าผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยจะกระทำเกินกว่าอำนาจ แต่เขาก็ไม่สน นั่นเพราะในเร็ว ๆ นี้เยี่ยหลางกำลังจะกลายเป็นอัจฉริยะแห่งยุคที่นานปีจะมีให้พบได้สักหนึ่งหน กระนั้นแล้วท่านผู้นำตระกูลจะสามารถทำอะไรเขาได้ ?

ในวันข้างหน้า วาสนาทั้งหมดของตระกูลเยี่ยคงต้องพึ่งพาเยี่ยหลางแล้ว !

ที่ลานหน้าจวน เยี่ยหลางเงยหน้าขึ้นมองนิมิตบนท้องฟ้า คิ้วขมวดเป็นปมแน่น

เขาทะลวงเลื่อนขั้นได้แล้ว !

เขาได้เลื่อนจากขั้นที่หก ผสานลมปราณเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ !

แต่กระนั้นเยี่ยหลางก็ยังคลางแคลงใจอยู่ เมื่อ 2 ชั่วยามที่แล้วเขาสำเร็จพลังขั้นหลอมรวมลมปราณได้ แต่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์กลับเพิ่งมาปรากฏเอาตอนนี้ ! ดังนั้นแล้วเขาจึงไม่อาจแน่ใจได้ว่า นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์คราวนี้นั้นเกิดจากตนหรือไม่ !

ไม่นานนัก เยี่ยหลางพลันยิ้มออกมาอย่างเย็นชา “หึ หากไม่ใช่ข้าแล้วใครกันเล่าที่จะมีความสามารถในการดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกนี้ ? ดูเหมือนว่าชีวิตนี้ โชคชะตาจะกำหนดให้ข้าเป็นผู้ครอบครองพรสวรรค์อันสุดยอด !”

หลังจากกล่าวได้ดังนั้น เยี่ยหลางก็พลันหมุนตัวและเดินจากไป

ณ หอคอยแห่งเรือนจำ

เยี่ยฉวนนอนอยู่บนพื้น เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจรู้ได้ ในตอนนั้นเองเสียงของสตรีลึกลับพลันดังขึ้นภายในห้อง “ลุกขึ้นเสีย แล้วจงดูที่ร่างกายของเจ้า !”

เยี่ยฉวนค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นและก้มลงมองร่างของตัวเอง เขาชะงักไปทันทีเพราะตอนนี้ผิวของเขามีประกายสีทองจาง ๆ แผ่ออกมา !

“นี่มันอะไรกัน ?” เยี่ยฉวนมองไปรอบ ๆ ด้วยความสับสน

สตรีลึกลับกล่าว “ขั้นกายาทองคำนั้นหมายถึงการปลูกฝังทองคำลงภายในกายหยาบของให้หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ร่างกายที่ถือเป็นรากฐาน เจ้าจึงจำเป็นจะต้องมีพื้นฐานเสียก่อน แต่การที่พื้นฐานของเจ้าจะดีหรือไม่นั้น ก็มิได้เป็นตัวตัดสินว่าเจ้าจะไปได้ไกลแค่ไหน …คนธรรมดาทั่วไปมัวแต่เพียงฝึกฝนเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายภายนอก แต่ละเลยความมั่นคงจากอวัยวะภายใน ทว่าในความเป็นจริงแล้วต้องเริ่มฝึกฝนจากภายในจึงจะดีที่สุด เมื่อกล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะภายในทั้งหมดของเจ้าแข็งแรงเท่านั้นจึงจะสามารถทนรับต่อแรงปะทะจากภายนอกได้ แม้ว่าเจ้าจะได้รับความเจ็บปวดเหนือมนุษย์ในตอนนี้ แต่มันก็จะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า หรือหากเจ้าลองมองให้ดี เจ้าก็จะเห็นประโยชน์ของมันตั้งแต่ตอนนี้”

เยี่ยฉวนสูดลมหายใจเข้าจนลึกแล้วประสานมืออย่างช้า ๆ ขณะนี้เขารู้สึกได้เลยว่าลมปราณภายในปั่นป่วนพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งร่าง !

เมื่อรู้สึกได้เช่นนี้ เยี่ยฉวนก็บังเกิดความยินดีเหลือประมาณ

จริงดังที่สตรีลึกลับกล่าว ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากเมื่อก่อน !

ไม่เพียงเท่านั้น หากจะพูดถึงความแข็งแกร่งแล้ว เทียบกับเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย อาจกล่าวได้ว่าชายหนุ่มไม่รู้สึกกดดันเลยสักนิดหากตอนนี้จะต้องประมือกับคู่ต่อสู้ตัวฉกาจแบบตัวต่อตัว ยกตัวอย่างเช่น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยที่ถึงแม้จะมีลำดับพลังอยู่ในขั้นผสานลมปราณ แต่ก็ใช้ชีวิตแบบสุขสบายมาตลอด ไม่เคยต้องได้รับความยากลำบากอะไร

เยี่ยฉวนรีบร้อนถามเมื่อฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ “ท่านผู้อาวุโส ตอนนี้น้องสาวข้าได้รับความเจ็บป่วยทุกข์ทรมาณจากพิษธาตุเย็น ท่านพอจะช่วยได้หรือไม่ ?”

สตรีลึกลับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม “เด็กหญิงตัวเล็กคนนั้นน่ะหรือ ?”

เยี่ยฉวนพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว

สตรีลึกลับพลันกล่าว “แน่นอน ข้ามีหนทางรักษานาง แต่น้องสาวของเจ้าไม่อาจเข้ามาในหอคอยแห่งนี้ได้”

“ทำไม ?” เยี่ยฉวนงงงวย

สตรีลึกลับตอบ “จิตวิญญาณของหอคอยนี้กำลังหลับใหลอยู่ในห้วงลึกแห่งภวังค์ แม้ว่าตอนนี้มันจะยอมรับเจ้าเป็นเจ้านาย แต่เจ้าก็ยังไม่ได้ครอบครองกฎแห่งเต๋าเลยแม้แต่ข้อเดียว ดังนั้นเจ้าจึงไม่สามารถพาคนอื่นมาที่นี่ได้ หรือหากเจ้าดึงดันจะพาใครสักคนเข้ามา มันก็จะกำจัดคนแปลกหน้าผู้นั้นทันทีโดยสัญชาตญาณ”

เมื่อได้ยินดังนี้ใบหน้าของเยี่ยฉวนจึงสลดลง “ดูเหมือนคงมีแต่ข้าจะต้องพาน้องสาวเข้าไปหาหมอในเมืองหลวงเท่านั้น”

ขณะนี้เขาเองก็เปรียบเสมือนลูกนกที่ใกล้จะแตกรัง กล่าวคือหากเขาต้องการที่จะบรรลุขั้นหลอมรวมลมปราณให้ได้ เขาก็ต้องตามหาวิญญาณกระบี่เพื่อจะดูดซับเข้าไป แต่วิญญาณกระบี่ขั้นสูงนั้นสูงค่ามากจนมิอาจประมาณค่าได้ ทั่วทั้งเมืองชิงอาจจะมีแค่เล่มเดียวเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ตระกูลเยี่ยจะมีในครอบครองเลย ! แต่ในสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองในแคว้นเจียงอย่างเมืองหลวง ไม่แน่ว่าอาจจะมีวิญญาณกระบี่อยู่บ้างก็ได้ !

Comment

Options

not work with dark mode
Reset