หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 194 ข้าจะเป็นเซียนกระบี่ ! (ปลาย)

บทที่ 194 ข้าจะเป็นเซียนกระบี่ ! (ปลาย)

หลังเห็นเช่นนั้น พลันเสียงของอาจารย์ใหญ่จี้เอ่ยขึ้นลอย ๆ ว่า “ถ้าเยี่ยฉวนเป็นศิษย์ของสำนักเหมันตอุดร ต่อให้มิได้เป็นถึงสุดระดับยอดปรมาจารย์ แต่ฝีมือก็ไม่ถึงกับอ่อนด้อย ยิ่งถ้าได้เป็นถึงจ้าวกระบี่ ราชันกระบี่ เซียนกระบี่ หรือแม้แต่ระดับสูงกว่านั้น…สำหรับสำนักเหมันตอุดรแล้ว นั่นจึงจะเป็นการดี ใช่หรือไม่ ?

เด็กหญิงยังเงียบท่าทีเมินเฉย ด้วยตอนนี้เยี่ยหลิงถือว่าเป็นคนของสำนักเหมันตอุดรแล้ว และถ้าจะพูดตามตรง นางก็ไม่อยากให้เยี่ยหลิงติดต่อหรือยุ่งเกี่ยวกับพี่ชายของนางอีก แต่ถ้าเยี่ยฉวนสำเร็จเป็นจ้าวกระบี่ ราชันกระบี่ หรือแม้แต่เซียนกระบี่ ถึงตอนนั้น เขาอาจยื่นมือเข้าช่วยสำนักเหมันตอุดรก็เป็นได้

หลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง เด็กหญิงจึงหันมาตอบคำถามของเยี่ยฉวน “ทางตอนเหนือของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใจกลางแผ่นดินใหญ่ เป็นที่ซึ่งมีอากาศหนาวเย็น !”

ในการสื่อสารกับเยี่ยฉวนครั้งนี้ นางใช้พลังชี่ขั้นลึกลับส่งข้อความไป “สำนักเหมันตอุดรของข้าไม่ได้มีข้อห้ามให้เจ้ากับน้องติดต่อกันหรอก แต่ก็ขึ้นอยู่กับอนาคตของเจ้าว่าสามารถบรรลุขั้นฝึกฝนได้มากน้อยแค่ไหน หากเจ้ายังไม่ได้เป็นเซียนกระบี่ก่อนอายุ 30 จงอย่าได้โผล่หน้ามาให้ข้าเห็น ! เพราะหากเป็นเช่นนั้นเจ้านั่นแหละ จะกลายเป็นตัวถ่วงของนาง !” กล่าวเพียงเท่านั้น คนพูดพลันหันหลังกลับพลางดึงมือเยี่ยหลิงพาหายลับไปจนสุดขอบฟ้า

ส่วนคนด้านล่าง เยี่ยฉวนมัวตกตะลึงกับเหตุการณ์ทันด่วนและเมื่อกลับเป็นตัวของตัวเอง จึงป้องปากตะโกนไล่หลังร่างคนทั้งสองที่หายไปในท้องฟ้า “น้องคอยพี่อยู่ที่นั่นนะ ไว้พี่จะไปเยี่ยม คอยพี่ด้วย…”

บนท้องฟ้าไกลแสนไกล เสียงอ่อนเบาแผ่วผ่านดังขึ้นปานกระซิบ “ท่านพี่…” เยี่ยฉวนเหม่อมองที่บนท้องฟ้านิ่งเนิ่นนาน ในที่สุดเขาค่อยทรุดลงนอนแผ่เหยียดยาวบนพื้นดิน

เขายังคงเหม่อมองนิ่งไปบนฟ้า แววตาเลื่อนลอย โม่อวิ๋นฉีขยับอย่างลังเล ทำท่าจะเดินเข้าไปปลอบโยน ทว่าอาจารย์ใหญ่จี้กลับยับยั้งไว้ก่อน ผู้เฒ่าบอกสั้น ๆ “ปล่อยให้คิดเอง !”

ให้คิดเอง !

เมื่อต้องเผชิญปัญหา ไม่มีใครพาเขาออกจากปัญหาได้ นอกจากตัวของตนเอง ! จากนั้นไม่นาน เยี่ยฉวนจึงลุกขึ้นจากพื้น มือกำหมัดแน่นขณะหันมาพูดว่า “ข้าจะเป็นเซียนกระบี่ ไม่สิ จ้าวกระบี่ ไม่ดีกว่า ข้าต้องเป็นเซียนกระบี่ เป็นเซียนกระบี่ให้ได้ !”

เซียนกระบี่ ! “ถ้าข้าเป็นเซียนกระบี่ ฉางมู่ก็คงไม่กล้ามารังแก ?! ถ้าข้าเป็นเซียนกระบี่ เยี่ยหลิงไหนเลยจะถูกใครรังแกซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้ ! ถ้าข้าเป็นเซียนกระบี่…”

“ความอ่อนแอคือตราบาปที่ติดตัวมนุษย์ !” หากปราศจากความเข้มแข็ง ก็จะเป็นการยากที่จะเหนี่ยวรั้งอารมณ์  มิตรภาพและความรัก ! ความจริงมักนำมาซึ่งความเจ็บปวดทรมาน ถ้าไม่อยากเจ็บปวดทรมาน ต้องสร้างความเข้มแข็งให้บังเกิดแก่ตนเอง !

คิดได้เช่นนี้ เยี่ยฉวนพลันรู้สึกภายในจิตของตนเริ่มโปร่งโล่งสบาย เป้าหมาย !

บัดนี้เขาได้ตั้งเป้าหมายให้กับตนเองแล้ว !

คือการมุ่งสู่การเป็นเซียนกระบี่ !

ขณะนั้นเอง ภายในกายของเยี่ยฉวน กระบี่หลิงซิ่วกำลังสะท้านสะเทือนอย่างรุนแรง ทันใดนั้นกระบี่ทะยานพุ่งสู่ท้องฟ้า ! ทุกคนในที่นั้น สายตาทุกคู่ต่างตกตะลึง

เบื้องบนเหนือศีรษะของเยี่ยฉวน กระบี่หลิงซิ่วสั่นสะเทือน ก่อให้เกิดความรู้สึกอันไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูด

น่าแปลกประหลาดยิ่งนัก !

อาจารย์ใหญ่จี้มองเขม็งที่เยี่ยฉวน และสีหน้าของผู้เฒ่ายามนี้มองออกว่าสับสนยุ่งยากใจ ชายชราทำท่าเอ่ยปาก ทันใดนั้นพื้นธรณีกลับสั่นสะเทือน และฉับพลันนั้นบรรยากาศรอบด้านพลันเริ่มบิดเบือนผิดรูป !

เมื่อเห็นเช่นนั้น อาจารย์ใหญ่จี้ย่นหัวคิ้ว “ที่นี่กำลังจะสูญสลาย รีบออกไปเร็ว !” จากนั้นจึงยกมือข้างขวาขึ้นโบกเบา ๆ ก่อนคนทั้งจะหมดหายวับไปจากลานกว้างทันที

ที่ด้านนอกสถานที่ ร่างของชราอาจารย์ใหญ่ลดลงสู่พื้นดิน จากนั้นเขาหันกลับไปมอง มีคนหายไปคนหนึ่ง !

เป็นเยี่ยฉวน !

อาจารย์ใหญ่จี้หันขวับไปทางสถานที่ ทว่าทันทีที่หันกลับไปนั้นสถานที่ก็ได้อันตรธานไปเสียแล้ว เขาเกือบตะโกนออกไป ทว่าเสียงปริศนาแว่บขึ้นในใจ… ภายหลังจากนิ่งงันไปชั่วครู่ ชายชราจึงพึมพำกับตนเอง

“เขานั่นเอง…”

เยี่ยฉวนรู้สึกในหัวหนักอึ้ง ราวกับมีลูกตุ้มถ่วงอยู่ภายในก็ปาน ! แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก ความรู้สึกหนักหน่วงค่อยบรรเทาจนหายไปในที่สุด

ชายหนุ่มสะบัดศีรษะอย่างแรง เมื่อลืมตาขึ้นในตอนนั้นเองเขาจึงได้เห็นว่าตนกำลังอยู่ภายในถ้ำ ที่เบื้องหน้าเยี่ยฉวนมีร่างของบุรุษวัยกลางคนกำลังนั่งขัดสมาธิ เขาสวมผ้าคลุมสีขาว ท่าทางภูมิฐานสง่างาม ทว่านั่นเป็นเพียงภาพมายาที่ไร้ตัวตน ! เยี่ยฉวนจึงเขม้นมองไปรอบบริเวณ และหันกลับมาทางชายวัยกลางคน “ผู้อาวุโสขอรับ ?”

ครานี้ชายวัยกลางคนลืมตาขึ้นและมองตรงมาที่เยี่ยฉวน เขากวาดตาดูคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า พลันคลี่ยิ้มพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า “ผู้ฝึกกระบี่ อีกทั้งยังมีทักษะวิทยายุทธ์ และยังฝึกกายาทองคำซึ่งเป็นกายาทองคำที่มีความแตกต่างจากกายาทองคำทั้งหลายทั่วไป… แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือเจ้าไม่มีแม้จุดตันเถียน ทว่ากลับมีทักษะการต่อสู้กล้าแกร่งไร้ที่ติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปณิธานแห่งกระบี่ของเจ้า ข้าเคยพบผู้ฝึกกระบี่มานักต่อนัก และคุ้นเคยต่อปณิธานแห่งกระบี่มาก็มาก แต่ยังไม่เคยเห็นปณิธานแห่งกระบี่เช่นเจ้ามาก่อน ทำให้ข้ารู้สึกตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก”

เยี่ยฉวนเริ่มไหวตัวระมัดระวังอย่างเต็มที่ อีกฝ่ายจับตาดูท่าทีผิดสังเกตของชายหนุ่ม จึงพูดว่า “ทำตัวตามสบาย ข้าไม่มีพิษมีภัย แค่ใคร่อยากจะรู้ว่าใครคืออาจารย์ของเจ้า จะรังเกียจไหมถ้าข้าจะถามว่าอาจารย์ของเจ้าชื่ออะไร ?” เยี่ยฉวนส่ายหน้า

ชายวัยกลางคนจึงพยักหน้าช้า ๆ “งั้นข้าจะไม่บังคับก็แล้วกัน” จากนั้นเขามองตรงมาที่เยี่ยฉวน พลางกล่าวเรียบเรื่อย “เจ้าสามารถทั้งในด้านทักษะยุทธ์ กายา และการฝึกฝนกระบี่… ซึ่งถ้าเป็นเรื่องกายากับกระบี่ ข้าไม่ถนัดนัก แต่ข้าพอจะรู้เกี่ยวกับทักษะยุทธ์อยู่บ้าง ถ้าอาจารย์ของเจ้าไม่ขัดข้อง ข้าจะถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้กับเจ้าก็แล้วกัน !”

เยี่ยฉวนถึงกับตะลึงงัน พลันถามกลับไปอย่างรวดเร็ว “นางไม่ขัดข้องแน่นอน… แต่เพราะเหตุใดกัน ?” ผู้ที่มีอาวุโสกว่ายิ้มมุมปาก “ถ้าวันหนึ่งข้างหน้าแคว้นหนิงเกิดปัญหา ข้าก็หวังว่าเจ้าจะให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้บ้าง”

เยี่ยฉวนครางเสียงต่ำ “ท่านเป็นคนของแคว้นหนิงนั่นเอง !” ชายวัยกลางคนพยักหน้า “มีปัญหาหรือ ?” เยี่ยฉวนส่ายหน้าและตอบว่า “ไม่มี !”

ได้ยินเช่นนั้น ชายวัยกลางคนจึงกล่าวกับเขาว่า “ข้าจะถ่ายทอดทักษะการเคลื่อนไหวที่เรียกว่า ‘จิตวิญญาณการต่อสู้เชื่อมโยง’ ให้”

ทันทีที่สิ้นเสียงคนพูด เขาพลันแบฝ่ามือข้างขวาออกไปด้านหน้า ขณะนั้นที่กลางฝ่ามือบังเกิด ‘พลังแห่งจิตวิญญาณการต่อสู้แปรเปลี่ยน’ !

ชายวัยกลางคนมองหน้าเยี่ยฉวนพลางพูดว่า “ถึงแม้ว่าเจ้าจะมีจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ แต่ยังกล้าแกร่งไม่พอ เหตุผลเนื่องจากจิตใจของเจ้ายังไม่เข้มแข็งนั่นเอง หัวใจสำคัญของจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้คือ ‘การต่อสู้’ ดังนั้นเจ้าจงนึกถึงตอนที่เจ้าเรียนรู้จิตวิญญาณการต่อสู้เป็นครั้งแรก !”

“เรียนรู้จิตวิญญาณการต่อสู้เป็นครั้งแรก ?” ภาพความทรงจำที่ผุดขึ้นมาในหัวของเยี่ยฉวน คือภายในของกำแพงเมืองชายแดนที่เขาเข้าสกัดกั้นกองทหารม้าเกราะเหล็กจำนวนสามพันนายเพียงผู้เดียว !

ในขณะนั้น เขาลืมนึกถึงความเป็นความตาย ทั้งยังลืมน้องสาวของตนเอง สิ่งที่คิดถึงเพียงสิ่งเดียวในเวลานั้นคือ… การต่อสู้ !

ไม่ว่าคนที่ตนกำลังเผชิญหน้าอยู่จะเป็นใครก็ตาม หรือฝ่ายตรงข้ามมีจำนวนเท่าใด เขาก็จะสู้ !

สู้จนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง !

เมื่อคิดเช่นนั้น กระบี่ภายในพุ่งทะยานออกสู่ภายนอกทันที ทันใดนั้นเคล็ดวิทยายุทธ์กระจายวาบออกจากกระบี่

สรรพเสียงที่ดังออกมาจากกระบี่ หาใช่ปณิธานแห่งกระบี่ ทว่ากลับเป็นจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ !

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

บทที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

“เจ็บสิ”

“เจ็บจะตายอยู่แล้ว !”

เยี่ยฉวนเพิ่งเคยรู้สึกอยากตายเป็นครั้งแรก !

มันเคยเป็นเพียงความเจ็บปวดของเลือดเนื้อภายนอกร่างกาย แต่คราวนี้เขารู้สึกได้ว่าอวัยวะภายในและเส้นเลือดทั้งหลายสั่นสะท้านราวกับกำลังแตกเป็นริ้ว ๆ นี่เป็นความเจ็บปวดในระดับที่ชายหนุ่มไม่เคยสัมผัสมาก่อน !

“เจ้าต้องอดทนไว้ !”

เยี่ยฉวนกัดฟันอย่างอดกลั้น ทั้งร่างยังไม่หยุดสั่น

เขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะหลับตาพักผ่อนสักครู่ แต่ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาทำไม่ได้ เมื่อหมดสติไปแล้วครั้งหนึ่ง ก็เป็นไปได้ว่าคงไม่อาจฟื้นขึ้นมาอีก !

ถ้าข้าไม่ฟื้น จะเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวข้ากัน ?

นางอายุเพียง 12 ปี คนในตระกูลเยี่ยจะเมตตานางหรือไม่ ?

เมื่อคิดถึงเยี่ยหลิง เยี่ยฉวนพลันเงยหน้าขึ้นและร้องคำรามออกมา มือทั้งสองกำแน่น ส่วนใบหน้าก็เต็มไปด้วยสีสันที่บ้าคลั่ง “มาเลย เจ็บมากกว่านี้อีกสิ ฮ่า ๆ ข้าทนได้… ข้า… เจ็บปวดเหลือเกิน ยังไงก็ช่วยเพลาลงหน่อยเถอะ…”

เวลาค่อย ๆ ผ่านไปทีละน้อยจนเยี่ยฉวนไม่รับรู้แล้วว่าทั้งหมดนี้ใช้เวลานานเท่าใด ร่างกายของเขาทรุดลงราวกับร่างเนื้อที่ไร้ซึ่งกระดูกพยุง ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มจะเริ่มกระตุกคล้ายกับคนเป็นโรคลมชัก

อาการชักกระตุกนี้ยังคงดำเนินอยู่ประมาณ 1 เค่อ และเมื่อหยุดลง ร่างของเขาก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ !

เยี่ยฉวนนอนแผ่ราบไปกับพื้น เขาไม่เหลือแรงจะขยับตัวแล้ว !

ในเวลาเดียวกันนั้น ข้างนอกหอคอยแห่งเรือนจำพลันมีเมฆจำนวนมหาศาลรวมตัวกันบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย ทำให้ในไม่ช้าสายฝนเริ่มตกลงมา แต่ทว่าพื้นอื่นที่รอบด้านข้างท้องฟ้ากลับแจ่มใสและมีแสงแดดจ้า พร้อมกันนั้นข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย สายรุ้งอันบางเบาค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน และเมื่อรุ้งสายแรกโผล่ขึ้นมา รุ้งสายที่สองก็ปรากฏขึ้นตาม เช่นเดียวกับรุ้งสายที่สามที่กำลังค่อย ๆ ปรากฏขึ้นภายในหอคอยแห่งเรือนจำนั้น ก่อนที่จู่ ๆ เยี่ยฉวนจะตัวสั่นขึ้นมาเล็กน้อยและรุ้งสายที่สามจะพลันหายวับไป

นี่คือนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์ !

ทุกคนในเมืองชิงปั่นป่วน !

อัจฉริยะได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วระหว่างสองพิภพ เมื่อมีเหตุการณ์ผ่านด่านหรือทะลวงเลื่อนขั้นได้ พวกเขาจะดึงดูดนิมิตของทั้งสวรรค์และโลกมนุษย์ หากจะว่ากันตามจริงแล้ว เรื่องนี้เคยเป็นเพียงตำนานเรื่องเล่าเท่านั้น แต่มาบัดนี้เหตุการณ์อัศจรรย์ได้เกิดขึ้นแล้วในเมืองชิง ดังนั้นทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย

ณ จวนตระกูลเยี่ย ผู้เฒ่าสูงสุด บรรดาผู้อาวุโสและทุกคนในตระกูลต่างมารวมตัวที่ลานกว้างกันพร้อมหน้า ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยคำนับฟ้าและกล่าวอย่างตื่นเต้น “ขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาครอบครัวตระกูลเยี่ยและเยี่ยหลาง !”

ทุกคนในตระกูลเยี่ยคุกเข่าและคำนับลงพร้อมกัน !

ในเวลานี้ ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยต่างยินดีปรีดาอย่างที่สุด !

ภายในคฤหาสน์ตระกูลเจียง

ชายชรามองไปที่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกเหนือจวนตระกูลเยี่ยก่อนที่สีหน้าของเขาจะกลายเป็นน่าเกลียด “เจ้าเยี่ยหลางช่างยิ่งใหญ่อะไรปานนั้น ! เขาสามารถดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้… ใครก็ได้ ไปตามผู้นำตระกูลจางและตระกูลหลีมาที่นี่ที บอกว่าข้ามีเรื่องต้องการหารือ”

ในเมืองชิง วิญญาณนกพิราบผู้พิทักษ์นับไม่ถ้วนโผขึ้นฟ้าแล้วบินไปทุกทิศทุกทาง ภาพนี้เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็นนัก !

เรื่องที่ตระกูลเยี่ยมีผู้ถูกเลือกอยู่หนึ่งคนนั้นไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด และถึงแม้ว่าผู้ถูกเลือกนั้นจะหาได้ยากยิ่ง แต่ผู้ที่มีพรสวรรค์ถึงขนาดดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้นั้นกลับหายากยิ่งกว่า

เป็นที่รู้กันดีว่าต่อแต่นี้ไป ตระกูลเยี่ยได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้นแล้ว !

ไม่ใช่เพียงแต่ในเมืองชิง แต่ยังหมายถึงทั่วในแคว้นเจียงทั้งหมดหรือแม้แต่ในทวีปชิงก็ตาม

ขณะนี้ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยเกือบจะพากันลุกฮือด้วยความตื่นเต้น นอกจากนี้เบี้ยเลี้ยงส่วนตัวของแต่ละคนยังถูกปรับขึ้นเพิ่มอีกหนึ่งเดือนเพื่อเป็นสินน้ำใจ และไม่เพียงเท่านั้น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยยังได้ตรงเข้าไปหาผู้นำตระกูลเพื่อให้ท่านได้มอบตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์ให้แก่เยี่ยหลางอีกด้วย

ผู้นำรุ่นเยาว์นั้นเป็นตำแหน่งที่แตกต่างจากผู้สืบทอดของตระกูล ตำแหน่งผู้สืบทอดนั้นหมายถึงผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคต แต่ตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์นั้นมีศักดิ์และอำนาจมากเป็นอันดับสองรองจากประมุขสูงสุดแห่งตระกูลเยี่ยแต่เพียงผู้เดียว แม้ว่าผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยจะกระทำเกินกว่าอำนาจ แต่เขาก็ไม่สน นั่นเพราะในเร็ว ๆ นี้เยี่ยหลางกำลังจะกลายเป็นอัจฉริยะแห่งยุคที่นานปีจะมีให้พบได้สักหนึ่งหน กระนั้นแล้วท่านผู้นำตระกูลจะสามารถทำอะไรเขาได้ ?

ในวันข้างหน้า วาสนาทั้งหมดของตระกูลเยี่ยคงต้องพึ่งพาเยี่ยหลางแล้ว !

ที่ลานหน้าจวน เยี่ยหลางเงยหน้าขึ้นมองนิมิตบนท้องฟ้า คิ้วขมวดเป็นปมแน่น

เขาทะลวงเลื่อนขั้นได้แล้ว !

เขาได้เลื่อนจากขั้นที่หก ผสานลมปราณเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ !

แต่กระนั้นเยี่ยหลางก็ยังคลางแคลงใจอยู่ เมื่อ 2 ชั่วยามที่แล้วเขาสำเร็จพลังขั้นหลอมรวมลมปราณได้ แต่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์กลับเพิ่งมาปรากฏเอาตอนนี้ ! ดังนั้นแล้วเขาจึงไม่อาจแน่ใจได้ว่า นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์คราวนี้นั้นเกิดจากตนหรือไม่ !

ไม่นานนัก เยี่ยหลางพลันยิ้มออกมาอย่างเย็นชา “หึ หากไม่ใช่ข้าแล้วใครกันเล่าที่จะมีความสามารถในการดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกนี้ ? ดูเหมือนว่าชีวิตนี้ โชคชะตาจะกำหนดให้ข้าเป็นผู้ครอบครองพรสวรรค์อันสุดยอด !”

หลังจากกล่าวได้ดังนั้น เยี่ยหลางก็พลันหมุนตัวและเดินจากไป

ณ หอคอยแห่งเรือนจำ

เยี่ยฉวนนอนอยู่บนพื้น เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจรู้ได้ ในตอนนั้นเองเสียงของสตรีลึกลับพลันดังขึ้นภายในห้อง “ลุกขึ้นเสีย แล้วจงดูที่ร่างกายของเจ้า !”

เยี่ยฉวนค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นและก้มลงมองร่างของตัวเอง เขาชะงักไปทันทีเพราะตอนนี้ผิวของเขามีประกายสีทองจาง ๆ แผ่ออกมา !

“นี่มันอะไรกัน ?” เยี่ยฉวนมองไปรอบ ๆ ด้วยความสับสน

สตรีลึกลับกล่าว “ขั้นกายาทองคำนั้นหมายถึงการปลูกฝังทองคำลงภายในกายหยาบของให้หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ร่างกายที่ถือเป็นรากฐาน เจ้าจึงจำเป็นจะต้องมีพื้นฐานเสียก่อน แต่การที่พื้นฐานของเจ้าจะดีหรือไม่นั้น ก็มิได้เป็นตัวตัดสินว่าเจ้าจะไปได้ไกลแค่ไหน …คนธรรมดาทั่วไปมัวแต่เพียงฝึกฝนเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายภายนอก แต่ละเลยความมั่นคงจากอวัยวะภายใน ทว่าในความเป็นจริงแล้วต้องเริ่มฝึกฝนจากภายในจึงจะดีที่สุด เมื่อกล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะภายในทั้งหมดของเจ้าแข็งแรงเท่านั้นจึงจะสามารถทนรับต่อแรงปะทะจากภายนอกได้ แม้ว่าเจ้าจะได้รับความเจ็บปวดเหนือมนุษย์ในตอนนี้ แต่มันก็จะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า หรือหากเจ้าลองมองให้ดี เจ้าก็จะเห็นประโยชน์ของมันตั้งแต่ตอนนี้”

เยี่ยฉวนสูดลมหายใจเข้าจนลึกแล้วประสานมืออย่างช้า ๆ ขณะนี้เขารู้สึกได้เลยว่าลมปราณภายในปั่นป่วนพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งร่าง !

เมื่อรู้สึกได้เช่นนี้ เยี่ยฉวนก็บังเกิดความยินดีเหลือประมาณ

จริงดังที่สตรีลึกลับกล่าว ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากเมื่อก่อน !

ไม่เพียงเท่านั้น หากจะพูดถึงความแข็งแกร่งแล้ว เทียบกับเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย อาจกล่าวได้ว่าชายหนุ่มไม่รู้สึกกดดันเลยสักนิดหากตอนนี้จะต้องประมือกับคู่ต่อสู้ตัวฉกาจแบบตัวต่อตัว ยกตัวอย่างเช่น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยที่ถึงแม้จะมีลำดับพลังอยู่ในขั้นผสานลมปราณ แต่ก็ใช้ชีวิตแบบสุขสบายมาตลอด ไม่เคยต้องได้รับความยากลำบากอะไร

เยี่ยฉวนรีบร้อนถามเมื่อฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ “ท่านผู้อาวุโส ตอนนี้น้องสาวข้าได้รับความเจ็บป่วยทุกข์ทรมาณจากพิษธาตุเย็น ท่านพอจะช่วยได้หรือไม่ ?”

สตรีลึกลับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม “เด็กหญิงตัวเล็กคนนั้นน่ะหรือ ?”

เยี่ยฉวนพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว

สตรีลึกลับพลันกล่าว “แน่นอน ข้ามีหนทางรักษานาง แต่น้องสาวของเจ้าไม่อาจเข้ามาในหอคอยแห่งนี้ได้”

“ทำไม ?” เยี่ยฉวนงงงวย

สตรีลึกลับตอบ “จิตวิญญาณของหอคอยนี้กำลังหลับใหลอยู่ในห้วงลึกแห่งภวังค์ แม้ว่าตอนนี้มันจะยอมรับเจ้าเป็นเจ้านาย แต่เจ้าก็ยังไม่ได้ครอบครองกฎแห่งเต๋าเลยแม้แต่ข้อเดียว ดังนั้นเจ้าจึงไม่สามารถพาคนอื่นมาที่นี่ได้ หรือหากเจ้าดึงดันจะพาใครสักคนเข้ามา มันก็จะกำจัดคนแปลกหน้าผู้นั้นทันทีโดยสัญชาตญาณ”

เมื่อได้ยินดังนี้ใบหน้าของเยี่ยฉวนจึงสลดลง “ดูเหมือนคงมีแต่ข้าจะต้องพาน้องสาวเข้าไปหาหมอในเมืองหลวงเท่านั้น”

ขณะนี้เขาเองก็เปรียบเสมือนลูกนกที่ใกล้จะแตกรัง กล่าวคือหากเขาต้องการที่จะบรรลุขั้นหลอมรวมลมปราณให้ได้ เขาก็ต้องตามหาวิญญาณกระบี่เพื่อจะดูดซับเข้าไป แต่วิญญาณกระบี่ขั้นสูงนั้นสูงค่ามากจนมิอาจประมาณค่าได้ ทั่วทั้งเมืองชิงอาจจะมีแค่เล่มเดียวเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ตระกูลเยี่ยจะมีในครอบครองเลย ! แต่ในสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองในแคว้นเจียงอย่างเมืองหลวง ไม่แน่ว่าอาจจะมีวิญญาณกระบี่อยู่บ้างก็ได้ !

Comment

Options

not work with dark mode
Reset