หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 196 ลากคอพวกมันลงนรก ! (ปลาย)

บทที่ 196 ลากคอพวกมันลงนรก ! (ปลาย)

ชายวัยกลางคนมองหน้าเยี่ยฉวนนิ่งอยู่อึดใจ จึงกล่าวออกมาว่า “ต่อไปไม่ว่าเจ้าจะเป็นผู้ฝึกกระบี่หรือผู้ฝึกยุทธ์ด้านการต่อสู้ระยะประชิด จดจำไว้ว่าอย่าได้ละทิ้งเจตนารมย์ ซึ่งข้ายึดถือมาโดยตลอด ข้าเข้าใจดีถึงสิ่งที่ฝังรากหยั่งลึกอยู่ภายในจิตใจของเจ้า คนเราเมื่อกล้าแกร่งขึ้น พวกเขามักจะมีจินตนาการและความทะเยอทะยานอยากได้อยากเป็นในสิ่งที่ตนไม่เคยได้ไม่เคยเป็น จินตนาการและความทะเยอทะยานบางครั้งก็ให้คุณ แต่บางครั้งก็ให้โทษ เหมือนมนุษย์ปุถุชนทั่วไป คนที่เคยยากจนวันหนึ่งเกิดร่ำรวยขึ้นมา ก็อยากทิ้งภรรยาคนเก่าเพื่อไปหาคนใหม่ที่ทั้งสาวและสวยกว่า…”

เขาหันมามองเยี่ยฉวนเต็มตา “ทางที่ดีเจ้าจงหาสิ่งซึ่งเป็นบรรทัดฐาน… สำหรับทั้งตนเองและผู้อื่น !”

เยี่ยฉวนค้อมกายลงต่ำแสดงคารวะต่อชายวัยกลางคน “ข้าจะจดจำไว้ขอรับ”

คนอาวุโสยิ้ม ริมฝีปากขยับไหว “ส่วนเรื่องสุดท้ายที่ข้าจะพูด เจ้าเป็นคนมีพรสวรรค์เยี่ยมยอดและมีความเฉลียวฉลาด จึงทำให้เกิดข้อได้เปรียบมากมายในการฝึกฝนพลัง แต่ข้อได้เปรียบอาจนำมาซึ่งความเสียเปรียบ คนที่เคยมีชีวิตเรียบง่าย หากวันหนึ่งต้องประสบกับความลำบาก เขาอาจหลงทางและพลาดพลั้ง การเป็นผู้ฝึกกระบี่ทำให้เป็นคนแน่แน่วและมีจิตที่ใสกระจ่าง แต่ถ้าเจ้าไม่เข้าใจในสิ่งที่ข้าพูดในวันนี้ก็อย่าได้เป็นกังวล ยังมีเวลาที่จะทำความเข้าใจอีกมากนัก อย่างที่เขาว่าช้า ๆ จะได้พร้าเล่มงามไงล่ะ !”

เป็นอีกคราที่ชายหนุ่มค้อมตัวลงต่ำ พลางกล่าวว่า “ข้าจะจดจำไว้ขอรับ”

ชายวัยกลางคนทำท่าลังเลนิดหนึ่ง ก่อนหับไปหยิบกล่องสีทองไปหนึ่งส่งให้กับเยี่ยฉวน

ชายหนุ่มรับสิ่งนั้นมาด้วยท่าทางงุนงง ขณะที่อีกฝ่ายพูดยิ้ม ๆ “เปิดสิ !”

เยี่ยฉวนจำต้องทำตาม และเมื่อเปิดกล่องออกดู ภายในนั้นก็ได้บรรลุโลหะแบนมีสัญลักษณ์รูปมังกร ด้านหลังจารึกตัวอักษร

ผู้เยี่ยมยุทธ์แห่งแคว้น !

ผู้เยี่ยมยุทธแห่งแคว้น ? เยี่ยฉวนหยิบโลหะมังกรขึ้นมา สายตามองตรงมายังชายวัยกลางคน งงงวยหนักขึ้นอีก อีกฝ่ายจึงหัวเราะออกมาดัง ๆ “นี่คือตราสัญลักษณ์ของแคว้นหนิง แม้ว่าเจ้าจะไม่ใช่คนของแคว้นหนิง ก็ไม่เป็นไร เจ้าสามารถไปยังที่ใดก็ได้ภายในแคว้นหนิงด้วยตราสัญลักษณ์นี้ นอกจากเจ้าแล้ว มีคนไม่กี่คนที่ใช้ตรานี้”

“ภายในยังบรรจุสิ่งที่เรียกว่า ‘ค่ายกลผสานมังกร’ ด้วยอิทธิฤทธิ์ค่ายกล มันสามารถรวบรวมพลังชี่แห่งมังกร ถ้าเจ้าต้องต่อสู้กับศัตรูในอนาคต ตราบใดที่มีสุดยอดศิลาจิตวิญญาณ ก็สามารถเปิดใช้งานค่ายกลและใช้ประโยชน์จากพลังชี่แห่งมังกรได้ทันที และด้วยพลังชี่แห่งมังกรนี้ มันก็จะช่วยเพิ่มพูนพลังและความกล้าแกร่งให้แก่เจ้า ซึ่งคงจำเป็นสำหรับเจ้ามากในเวลานี้ !”

เยี่ยฉวนได้ยินเช่นนั้น เขารีบเก็บงำตราสัญลักษณ์มังกรทันที “ขอบพระคุณขอรับ !”

ชายวัยกลางคนยิ้มมุมปาก “เจ้ามาเยือนถิ่นของข้าวันนี้ นับว่าพวกเราโชคดีแล้ว ในวันข้างหน้าข้าอาจจะได้พึ่งพาเจ้าบ้าง พ่อหนุ่ม หวังว่าเราจะได้พบกันอีก !” หลังจากนั้น ร่างคนตรงหน้าค่อยพร่าเลือน และต่อมาไม่นานชายวัยกลางคนก็หายไปจากสถานที่

พลันเยี่ยฉวนจึงสังเกตเห็นกล่องสีทองอีกสองใบวางอยู่ในที่ที่ชายวัยกลางคนเคยอยู่ แต่เขาไม่ได้สนใจ หรือคิดไปแตะต้องแต่อย่างใด กลับหันหลังและออกจากที่ไป เพราะไม่ใช่คนละโมบ ! เมื่อกล่องทั้งสองมิใช่สิ่งที่ชายวัยกลางคนมอบให้ เยี่ยฉวนก็ไม่คิดจะเก็บมาเป็นของตน

คล้อยหลังเยี่ยฉวนเพียงครู่เดียว ชายวัยกลางคนกลับมาปรากฏกายอีกครั้งทันที คนผู้นั้นเหลือบมองกล่องสีทองทั้งสองที่วางอยู่ข้างกายเพียงแว่บหนึ่ง พลันเหยียดมุมปากยิ้มอย่างพอใจ “เขาเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีจริง ๆ …น่าเสียดาย ที่เขามิใช่คนแคว้นหนิง… น่าเสียดาย !” เสียงของชายวัยกลางคนเงียบลง พลันร่างคนเลือนหายไปในลานกว้าง

เมื่อเยี่ยฉวนเดินมาถึงปากถ้ำ ภาพที่เห็นเบื้องหน้าพลันเคลื่อนวนหมุนรวดเร็ว ฉับพลันกลับพร่าพรายเลอะเลือน เพียงไม่นานร่างของชายหนุ่มก็หายวับไปจากที่

สักพักใหญ่ถัดมาเยี่ยฉวนจึงค่อยลืมตาขึ้น เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาจึงได้พบว่าตนเองออกมาภายนอกสถานที่แล้ว !

ไม่ไกลนัก กลุ่มคนยืนอยู่เบื้องหน้ามีทั้งอาจารย์ใหญ่จี้ เจียงจิ่ว และคนอื่น !

ทันที่เห็นคนที่ปรากฏตัวออกมา เจียงจิ่วและคนอื่นต่างพากันถอนใจอย่างโล่งอกไปตามกัน โม่อวิ๋นฉีไวกว่าคนอื่นตามเคยด้วยเดินตรงรี่เข้ามาหา เมื่อเข้าถึงตัวเยี่ยฉวน เขาจึงกวาดตามองทั่วตัวชายหนุ่ม “ข้าคิดว่าเจ้าหายไปไหนเสียอีก”

เยี่ยฉวนหน้าเจื่อน “ข้ามาช้าไปหน่อย ขอโทษที่ทำให้ทุกคนต้องคอย”

คนที่เดินเข้ามาทางเยี่ยฉวนเป็นคนถัดมาคือเจียงจิ่ว นางมองหน้าเขาอย่างสงสัยอยู่เป็นครู่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าออกมาแล้วก็ดี งั้นข้าก็จะกลับ !” เสียงพูดยังไม่ทันขาดคำ คนพูดหันหลังให้และเดินลิ่วออกไป

อย่างไรก็ตาม นางเดินห่างออกไปเพียงสองสามก้าวเท่านั้น ก่อนจะหันขวับกลับมามองเยี่ยฉวน พลันตะคอกใส่ด้วยสุ้มเสียงโมโห “ไม่เห็นหรือไงว่าข้าจะออกไป ?”

เยี่ยฉวนงงงันเป็นไก่ตาแตก “…” ทว่าคนที่ปล่อยเสียงหัวเราะก๊ากกลายเป็นโม่อวิ๋นฉี

หลังจากนั้น เยี่ยฉวนและเจียงจิ่วก็พากันเดินช้า ๆ ออกไปตามทาง ฝ่ายหญิงพูดเสียงเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ “คนพวกนี้ไม่ยอมเลิกราแน่ ถ้าเจ้าขืนกลับไปเมืองหลวง ไม่ช้าคงต้องตาย !”

ชายหนุ่มตอบกลับเสียงเคร่งขรึม “แต่ข้าต้องเผชิญหน้ากับพวกมัน !”

หญิงสาวคนที่เดินเคียงกันหันมามอง สีหน้าจริงจัง “เช่นนั้นต่อไปข้าคงไม่สามารถมาช่วยเจ้าได้ เพราะมันเกินความสามารถของข้า”

ครานี้เยี่ยฉวนเป็นฝ่ายหยุดเดินและหันมามองเจียงจิ่ว พลางฉีกยิ้มกว้าง “เสี่ยวจิ่ว ท่านช่วยข้ามามากแล้ว ข้าไม่อยากให้ท่านต้องเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป ไม่เป็นการดีสำหรับท่าน ซ้ำจะนำพาความเดือดร้อนมาสู่ราชสำนักเจียงอีกด้วย !”

เจียงจิ่วมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างครุ่นคิด นางอ้าปากจะพูด ทันใดนั้นนางกลับก้าวเข้าไปตรงหน้าเยี่ยฉวน และเหวี่ยงผ้าผืนหนึ่งในมือใส่ที่หน้าอกของชายหนุ่ม “จำไว้นะ ดูแลตัวเอง ต้องดูแลให้ดี เจ้าจะตายไม่ได้ !” พลันคนพูดหันหลังกลับก่อนเดินจ้ำอ้าวออกไป นางเดินด้วยความว่องไวและด้วยความวิตกทุกข์ร้อน ไม่นานร่างของหญิงสาวก็หายลับไปจากสายตา

ทุกคนเดินอย่างเงียบ ๆ อยู่สักพัก พลันเยี่ยฉวนมองไปทางอาจารย์ใหญ่จี้ซึ่งเดินอยู่ไม่ไกล “ข้าจะไปฉางมู่ขอรับ !” อาจารย์ใหญ่จี้หันมามอง สายตาเต็มไปด้วยคำถาม ขณะอ้าปากจะพูด

เยี่ยฉวนพูดเสียงเบา “ข้าจะไปลากคอพวกมันลงนรก !”

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

บทที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

“เจ็บสิ”

“เจ็บจะตายอยู่แล้ว !”

เยี่ยฉวนเพิ่งเคยรู้สึกอยากตายเป็นครั้งแรก !

มันเคยเป็นเพียงความเจ็บปวดของเลือดเนื้อภายนอกร่างกาย แต่คราวนี้เขารู้สึกได้ว่าอวัยวะภายในและเส้นเลือดทั้งหลายสั่นสะท้านราวกับกำลังแตกเป็นริ้ว ๆ นี่เป็นความเจ็บปวดในระดับที่ชายหนุ่มไม่เคยสัมผัสมาก่อน !

“เจ้าต้องอดทนไว้ !”

เยี่ยฉวนกัดฟันอย่างอดกลั้น ทั้งร่างยังไม่หยุดสั่น

เขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะหลับตาพักผ่อนสักครู่ แต่ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาทำไม่ได้ เมื่อหมดสติไปแล้วครั้งหนึ่ง ก็เป็นไปได้ว่าคงไม่อาจฟื้นขึ้นมาอีก !

ถ้าข้าไม่ฟื้น จะเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวข้ากัน ?

นางอายุเพียง 12 ปี คนในตระกูลเยี่ยจะเมตตานางหรือไม่ ?

เมื่อคิดถึงเยี่ยหลิง เยี่ยฉวนพลันเงยหน้าขึ้นและร้องคำรามออกมา มือทั้งสองกำแน่น ส่วนใบหน้าก็เต็มไปด้วยสีสันที่บ้าคลั่ง “มาเลย เจ็บมากกว่านี้อีกสิ ฮ่า ๆ ข้าทนได้… ข้า… เจ็บปวดเหลือเกิน ยังไงก็ช่วยเพลาลงหน่อยเถอะ…”

เวลาค่อย ๆ ผ่านไปทีละน้อยจนเยี่ยฉวนไม่รับรู้แล้วว่าทั้งหมดนี้ใช้เวลานานเท่าใด ร่างกายของเขาทรุดลงราวกับร่างเนื้อที่ไร้ซึ่งกระดูกพยุง ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มจะเริ่มกระตุกคล้ายกับคนเป็นโรคลมชัก

อาการชักกระตุกนี้ยังคงดำเนินอยู่ประมาณ 1 เค่อ และเมื่อหยุดลง ร่างของเขาก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ !

เยี่ยฉวนนอนแผ่ราบไปกับพื้น เขาไม่เหลือแรงจะขยับตัวแล้ว !

ในเวลาเดียวกันนั้น ข้างนอกหอคอยแห่งเรือนจำพลันมีเมฆจำนวนมหาศาลรวมตัวกันบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย ทำให้ในไม่ช้าสายฝนเริ่มตกลงมา แต่ทว่าพื้นอื่นที่รอบด้านข้างท้องฟ้ากลับแจ่มใสและมีแสงแดดจ้า พร้อมกันนั้นข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย สายรุ้งอันบางเบาค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน และเมื่อรุ้งสายแรกโผล่ขึ้นมา รุ้งสายที่สองก็ปรากฏขึ้นตาม เช่นเดียวกับรุ้งสายที่สามที่กำลังค่อย ๆ ปรากฏขึ้นภายในหอคอยแห่งเรือนจำนั้น ก่อนที่จู่ ๆ เยี่ยฉวนจะตัวสั่นขึ้นมาเล็กน้อยและรุ้งสายที่สามจะพลันหายวับไป

นี่คือนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์ !

ทุกคนในเมืองชิงปั่นป่วน !

อัจฉริยะได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วระหว่างสองพิภพ เมื่อมีเหตุการณ์ผ่านด่านหรือทะลวงเลื่อนขั้นได้ พวกเขาจะดึงดูดนิมิตของทั้งสวรรค์และโลกมนุษย์ หากจะว่ากันตามจริงแล้ว เรื่องนี้เคยเป็นเพียงตำนานเรื่องเล่าเท่านั้น แต่มาบัดนี้เหตุการณ์อัศจรรย์ได้เกิดขึ้นแล้วในเมืองชิง ดังนั้นทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย

ณ จวนตระกูลเยี่ย ผู้เฒ่าสูงสุด บรรดาผู้อาวุโสและทุกคนในตระกูลต่างมารวมตัวที่ลานกว้างกันพร้อมหน้า ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยคำนับฟ้าและกล่าวอย่างตื่นเต้น “ขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาครอบครัวตระกูลเยี่ยและเยี่ยหลาง !”

ทุกคนในตระกูลเยี่ยคุกเข่าและคำนับลงพร้อมกัน !

ในเวลานี้ ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยต่างยินดีปรีดาอย่างที่สุด !

ภายในคฤหาสน์ตระกูลเจียง

ชายชรามองไปที่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกเหนือจวนตระกูลเยี่ยก่อนที่สีหน้าของเขาจะกลายเป็นน่าเกลียด “เจ้าเยี่ยหลางช่างยิ่งใหญ่อะไรปานนั้น ! เขาสามารถดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้… ใครก็ได้ ไปตามผู้นำตระกูลจางและตระกูลหลีมาที่นี่ที บอกว่าข้ามีเรื่องต้องการหารือ”

ในเมืองชิง วิญญาณนกพิราบผู้พิทักษ์นับไม่ถ้วนโผขึ้นฟ้าแล้วบินไปทุกทิศทุกทาง ภาพนี้เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็นนัก !

เรื่องที่ตระกูลเยี่ยมีผู้ถูกเลือกอยู่หนึ่งคนนั้นไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด และถึงแม้ว่าผู้ถูกเลือกนั้นจะหาได้ยากยิ่ง แต่ผู้ที่มีพรสวรรค์ถึงขนาดดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้นั้นกลับหายากยิ่งกว่า

เป็นที่รู้กันดีว่าต่อแต่นี้ไป ตระกูลเยี่ยได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้นแล้ว !

ไม่ใช่เพียงแต่ในเมืองชิง แต่ยังหมายถึงทั่วในแคว้นเจียงทั้งหมดหรือแม้แต่ในทวีปชิงก็ตาม

ขณะนี้ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยเกือบจะพากันลุกฮือด้วยความตื่นเต้น นอกจากนี้เบี้ยเลี้ยงส่วนตัวของแต่ละคนยังถูกปรับขึ้นเพิ่มอีกหนึ่งเดือนเพื่อเป็นสินน้ำใจ และไม่เพียงเท่านั้น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยยังได้ตรงเข้าไปหาผู้นำตระกูลเพื่อให้ท่านได้มอบตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์ให้แก่เยี่ยหลางอีกด้วย

ผู้นำรุ่นเยาว์นั้นเป็นตำแหน่งที่แตกต่างจากผู้สืบทอดของตระกูล ตำแหน่งผู้สืบทอดนั้นหมายถึงผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคต แต่ตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์นั้นมีศักดิ์และอำนาจมากเป็นอันดับสองรองจากประมุขสูงสุดแห่งตระกูลเยี่ยแต่เพียงผู้เดียว แม้ว่าผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยจะกระทำเกินกว่าอำนาจ แต่เขาก็ไม่สน นั่นเพราะในเร็ว ๆ นี้เยี่ยหลางกำลังจะกลายเป็นอัจฉริยะแห่งยุคที่นานปีจะมีให้พบได้สักหนึ่งหน กระนั้นแล้วท่านผู้นำตระกูลจะสามารถทำอะไรเขาได้ ?

ในวันข้างหน้า วาสนาทั้งหมดของตระกูลเยี่ยคงต้องพึ่งพาเยี่ยหลางแล้ว !

ที่ลานหน้าจวน เยี่ยหลางเงยหน้าขึ้นมองนิมิตบนท้องฟ้า คิ้วขมวดเป็นปมแน่น

เขาทะลวงเลื่อนขั้นได้แล้ว !

เขาได้เลื่อนจากขั้นที่หก ผสานลมปราณเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ !

แต่กระนั้นเยี่ยหลางก็ยังคลางแคลงใจอยู่ เมื่อ 2 ชั่วยามที่แล้วเขาสำเร็จพลังขั้นหลอมรวมลมปราณได้ แต่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์กลับเพิ่งมาปรากฏเอาตอนนี้ ! ดังนั้นแล้วเขาจึงไม่อาจแน่ใจได้ว่า นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์คราวนี้นั้นเกิดจากตนหรือไม่ !

ไม่นานนัก เยี่ยหลางพลันยิ้มออกมาอย่างเย็นชา “หึ หากไม่ใช่ข้าแล้วใครกันเล่าที่จะมีความสามารถในการดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกนี้ ? ดูเหมือนว่าชีวิตนี้ โชคชะตาจะกำหนดให้ข้าเป็นผู้ครอบครองพรสวรรค์อันสุดยอด !”

หลังจากกล่าวได้ดังนั้น เยี่ยหลางก็พลันหมุนตัวและเดินจากไป

ณ หอคอยแห่งเรือนจำ

เยี่ยฉวนนอนอยู่บนพื้น เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจรู้ได้ ในตอนนั้นเองเสียงของสตรีลึกลับพลันดังขึ้นภายในห้อง “ลุกขึ้นเสีย แล้วจงดูที่ร่างกายของเจ้า !”

เยี่ยฉวนค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นและก้มลงมองร่างของตัวเอง เขาชะงักไปทันทีเพราะตอนนี้ผิวของเขามีประกายสีทองจาง ๆ แผ่ออกมา !

“นี่มันอะไรกัน ?” เยี่ยฉวนมองไปรอบ ๆ ด้วยความสับสน

สตรีลึกลับกล่าว “ขั้นกายาทองคำนั้นหมายถึงการปลูกฝังทองคำลงภายในกายหยาบของให้หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ร่างกายที่ถือเป็นรากฐาน เจ้าจึงจำเป็นจะต้องมีพื้นฐานเสียก่อน แต่การที่พื้นฐานของเจ้าจะดีหรือไม่นั้น ก็มิได้เป็นตัวตัดสินว่าเจ้าจะไปได้ไกลแค่ไหน …คนธรรมดาทั่วไปมัวแต่เพียงฝึกฝนเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายภายนอก แต่ละเลยความมั่นคงจากอวัยวะภายใน ทว่าในความเป็นจริงแล้วต้องเริ่มฝึกฝนจากภายในจึงจะดีที่สุด เมื่อกล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะภายในทั้งหมดของเจ้าแข็งแรงเท่านั้นจึงจะสามารถทนรับต่อแรงปะทะจากภายนอกได้ แม้ว่าเจ้าจะได้รับความเจ็บปวดเหนือมนุษย์ในตอนนี้ แต่มันก็จะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า หรือหากเจ้าลองมองให้ดี เจ้าก็จะเห็นประโยชน์ของมันตั้งแต่ตอนนี้”

เยี่ยฉวนสูดลมหายใจเข้าจนลึกแล้วประสานมืออย่างช้า ๆ ขณะนี้เขารู้สึกได้เลยว่าลมปราณภายในปั่นป่วนพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งร่าง !

เมื่อรู้สึกได้เช่นนี้ เยี่ยฉวนก็บังเกิดความยินดีเหลือประมาณ

จริงดังที่สตรีลึกลับกล่าว ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากเมื่อก่อน !

ไม่เพียงเท่านั้น หากจะพูดถึงความแข็งแกร่งแล้ว เทียบกับเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย อาจกล่าวได้ว่าชายหนุ่มไม่รู้สึกกดดันเลยสักนิดหากตอนนี้จะต้องประมือกับคู่ต่อสู้ตัวฉกาจแบบตัวต่อตัว ยกตัวอย่างเช่น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยที่ถึงแม้จะมีลำดับพลังอยู่ในขั้นผสานลมปราณ แต่ก็ใช้ชีวิตแบบสุขสบายมาตลอด ไม่เคยต้องได้รับความยากลำบากอะไร

เยี่ยฉวนรีบร้อนถามเมื่อฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ “ท่านผู้อาวุโส ตอนนี้น้องสาวข้าได้รับความเจ็บป่วยทุกข์ทรมาณจากพิษธาตุเย็น ท่านพอจะช่วยได้หรือไม่ ?”

สตรีลึกลับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม “เด็กหญิงตัวเล็กคนนั้นน่ะหรือ ?”

เยี่ยฉวนพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว

สตรีลึกลับพลันกล่าว “แน่นอน ข้ามีหนทางรักษานาง แต่น้องสาวของเจ้าไม่อาจเข้ามาในหอคอยแห่งนี้ได้”

“ทำไม ?” เยี่ยฉวนงงงวย

สตรีลึกลับตอบ “จิตวิญญาณของหอคอยนี้กำลังหลับใหลอยู่ในห้วงลึกแห่งภวังค์ แม้ว่าตอนนี้มันจะยอมรับเจ้าเป็นเจ้านาย แต่เจ้าก็ยังไม่ได้ครอบครองกฎแห่งเต๋าเลยแม้แต่ข้อเดียว ดังนั้นเจ้าจึงไม่สามารถพาคนอื่นมาที่นี่ได้ หรือหากเจ้าดึงดันจะพาใครสักคนเข้ามา มันก็จะกำจัดคนแปลกหน้าผู้นั้นทันทีโดยสัญชาตญาณ”

เมื่อได้ยินดังนี้ใบหน้าของเยี่ยฉวนจึงสลดลง “ดูเหมือนคงมีแต่ข้าจะต้องพาน้องสาวเข้าไปหาหมอในเมืองหลวงเท่านั้น”

ขณะนี้เขาเองก็เปรียบเสมือนลูกนกที่ใกล้จะแตกรัง กล่าวคือหากเขาต้องการที่จะบรรลุขั้นหลอมรวมลมปราณให้ได้ เขาก็ต้องตามหาวิญญาณกระบี่เพื่อจะดูดซับเข้าไป แต่วิญญาณกระบี่ขั้นสูงนั้นสูงค่ามากจนมิอาจประมาณค่าได้ ทั่วทั้งเมืองชิงอาจจะมีแค่เล่มเดียวเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ตระกูลเยี่ยจะมีในครอบครองเลย ! แต่ในสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองในแคว้นเจียงอย่างเมืองหลวง ไม่แน่ว่าอาจจะมีวิญญาณกระบี่อยู่บ้างก็ได้ !

Comment

Options

not work with dark mode
Reset