หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 197 หอคอยแห่งเรือนจำเปิดใช้งาน ! (ต้น)

บทที่ 197 หอคอยแห่งเรือนจำเปิดใช้งาน ! (ต้น)

“ไปถล่มสถานศึกษาฉางมู่ !” คนเพียงไม่กี่คนในลานกว้างได้ยินเสียงเยี่ยฉวนชัดเจนเต็มสองหู ทุกคนหันมาหันมามองเยี่ยฉวนนัยน์ตาเบิกกว้าง ปากอ้าค้างด้วยความตกตะลึง

โม่อวิ๋นฉีที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด หันมากระซิบกระซาบ น้ำเสียงร้อนรน “พี่หัวขโมยเยี่ย เจ้าจะตามไปแก้แค้นพวกมันหรือไง ?”

เยี่ยฉวนหันมาพยักหน้า “ใช่ !”

อีกฝ่ายจึงหยุดนิ่งใช้ความคิด ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “พี่หัวขโมยเยี่ย พวกเราสู้มันไม่ได้หรอก !” พร้อมกับไป๋เจ๋อที่ส่งเสียงมาสนับสนุนทันที “สู้ไม่ได้แน่ !”

เยี่ยฉวนหันไปสบตาคนทั้งสอง “อันที่จริงข้าก็ไม่คิดว่าจะสู้ไหว แต่ถึงพวกเราไม่จู่โจมก่อน แน่ใจหรือว่าพวกมันจะไม่ตามมาฆ่าเราทีหลัง ?” ทั้งคู่ได้ยินเช่นนั้น ถึงกับนิ่งงันด้วยจนต่อคำถาม

สถานศึกษาฉางมู่แสดงเจตนาที่ชัดเจนว่าต้องการทำลายสถานศึกษาฉางหลาน ! ความสัมพันธ์ของสองสถาบันได้ดำเนินมาถึงจุดนี้ จุดที่ถ้าไม่ใช่ฉางมู่ก็ต้องเป็นฉางหลานที่ใดที่หนึ่ง ต้องดับดิ้นสิ้นชื่อ ! ต่อให้สถานศึกษาฉางหลานไปขอขมา สถานศึกษาฉางมู่ก็คงไม่มีวันยอมปล่อยพวกเขาไปอย่างแน่นอน

หลังจากนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่ โม่อวิ๋นฉีและคนอื่นต่างเริ่มเข้าใจและเห็นคล้อยตาม โม่อวิ๋นฉีจึงพูดกับเยี่ยฉวนว่า “ได้ งั้นพวกเรามาสู้ด้วยกัน !”

เยี่ยฉวนหันไปมองอาจารย์ใหญ่จี้ซึ่งเอ่ยขึ้นด้วยเสียงราบเรียบ “ถ้าเช่นนั้น พวกเรากลับกันก่อน !” ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย

ทันใดนั้น มีคนสองคนปรากฏกายขึ้นมาในลาน พวกเขาคือจ้าวหอชั้นเก้าแห่งสำนักอัปสรเมรัยและเจียงเยว่เทียน จ้าวหอชั้นเก้ามุ่งตรงมาทางเยี่ยฉวน พลางกล่าวทักด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “สหายเยี่ย ดีใจที่ได้พบกันอีก !”

เยี่ยฉวนคารวะตอบกลับจ้าวหอชั้นเก้าและเจียงเยว่เทียนด้วยความจริงใจ “ข้าขอขอบคุณ ที่พวกท่านคอยช่วยเหลือ”

เมื่อเห็นปฏิกิริยาของชายหนุ่มคนตรงหน้า ทั้งจ้าวหอชั้นเก้าและเจียงเยว่เทียนหันมาสบตา ต่างพากันยิ้มแย้มอย่างกว้างขวาง

เหตุใดพวกเขาเลือกที่จะยืนหยัดเคียงข้างและเสนอให้ความช่วยเหลือต่อเยี่ยฉวนในเวลาเช่นนี้ ?  คำตอบก็คือเพื่อสัมพันธภาพอันดีระหว่างพวกเขากับเยี่ยฉวน บัดนี้ได้มาเห็นว่าคนอย่างเยี่ยฉวนรู้จักที่จะแสดงความสำนึกในบุญคุณ เท่านี้ทั้งสองก็เสมือนได้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ด้วยไม่มีใครอยากให้ความช่วยเหลือคนที่ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณคน !

จ้าวหอชั้นเก้าเปล่งเสียงหัวเราะอย่างพออกพอใจ “พวกเจ้ากำลังจะกลับเมืองหลวง ไปกับเรือเหาะของสำนักอัปสรเมรัยก็แล้วกัน พวกเราพร้อมที่จะออกเดินทางเดี๋ยวนี้ !”

เยี่ยฉวนห่อกำปั้นคารวะขอบคุณ “ถ้าเช่นนั้นต้องรบกวนแล้ว ขอบคุณท่านมากขอรับ !” จ้าวหอชั้นเก้ายิ้มแก้มแทบปริ “เรื่องเล็กน้อย เจ้าไม่ต้องเกรงใจ สหายข้า !”

จากนั้นคนทั้งกลุ่มได้ขึ้นเรือเหาะและมุ่งหน้ากลับเมืองหลวง โดยมีจ้าวหอชั้นเก้า เจียงเยว่เทียน และอาจารย์ใหญ่จี้ ตามมาเพื่อช่วยดูแลจึงเดินค่อยออกทางไปพร้อมกัน !

ณ สถานที่แห่งหนึ่ง

ท่ามกลางความสงบเงียบ ทัวป้าเหยียน ยืนนิ่งมองเยี่ยฉวนและพวกที่กำลังเดินทางออกจากสถานที่

เสียงของคนผู้หนึ่งดังขึ้น เป็นชายชราที่อยู่ด้านหลังเอ่ยว่า “โชคดีแล้วที่แคว้นหนิงของเราไม่พลอยติดร่างแหและไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ มิฉะนั้นพวกเราอาจต้องสูญเสียอัจฉริยะยอดฝีมืออีกไม่รู้เท่าไร”

สตรีสูงวัยที่ยืนเคียงข้างพยักหน้า “เยี่ยฉวนกับบรรดาคนที่มาด้วย พลังฝีมือไม่ด้อยเลยสักคน โดยเฉพาะเยี่ยฉวน เป็นคนหนุ่มที่พลังกล้าแกร่งอย่างยิ่ง เผลอบางทีเขาอาจสู้กับคนที่มีขั้นพลังผสานเทพได้สบาย…”

เมื่อพูดถึงตอนนี้ เหมือนนางพลันนึกบางเรื่องได้ จึงพูดด้วยน้ำเสียงเจือเยาะหยัน “เขาว่ากันว่าเมื่อปีก่อนเยี่ยฉวนพาน้องสาวไปยังสถานศึกษาฉางมู่ หวังว่าจะได้รับเลือกเป็นศิษย์ แต่ฉางมู่กลับปฏิสธไม่ยอมรับ… พวกผู้อาวุโสโง่เง่าเหล่านั้น อยู่ดีไม่ว่าดีปล่อยให้สุดยอดฝีมือไปเป็นศิษย์ฉางหลาน ดูตอนนี้สิ ข้าว่าป่านนี้บรรดาผู้อาวุโสและ คณาจารย์ของฉางมู่คงแทบหัวใจสาย จนจะกระอักเป็นโลหิตแล้วกระมัง !”

ทัวป้าเหยียน พูดด้วยน้ำเสียงเมินเฉย “ทุกอย่างเมื่อมีขึ้น ย่อมมีลง !” และคนพูดหันหน้าไปอีกด้าน สายตาเหม่อมองไกลสุดขอบฟ้า “แม้แต่อาณาจักรต้าอวิ๋นที่ยิ่งใหญ่ยังต้องเสื่อมถอย ไม่นานมานี้มีกองกำลังเข้าถึงที่นั่นบ่อยครั้งมากขึ้น พวกแคว้นใกล้เคียงต่างกระเหี้ยนกระหือรือที่จะเข้าไปประลองฝีมือ… ข้าเกรงว่าอีกไม่นานความสงบสุขที่เคยมีในแผ่นดินชิง คงใกล้ถึงจุดจบ”

คนที่ยืนเยื้องไปทางเบื้องหลังของทัวป้าเหยียน พยักหน้าเห็นคล้อยตาม “เคราะห์ดีเหลือเกินที่แคว้นเราไม่ได้พลอยติดร่างแหและต่อต้านเยี่ยฉวน เพราะหากเราต้องสูญเสียเหล่าอัจฉริยะมากมายขนาดนั้น คงไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเราจะต้องลำบากอย่างแน่นอนเพคะ” คนพูดหยุดถอนหายใจเฮือก เสียงกระซิบแผ่วเบา “ถ้าเยี่ยฉวนเป็นคนแคว้นหนิง… น่าเสียดาย !”

ทัวป้าเหยียนสีหน้าสงสัย หากน้ำเสียงกลับสงบเยือกเย็น “เขาเป็นคนยังไง ? พูดอย่างกับคนคนนั้นจะใส่ใจเรื่องครอบครัวและชาติบ้านเมือง อะไรอย่างนั้น ?!”

เสียงสตรีสูงวัยคู่สนทนาถอนใจอีกครั้ง “ฝ่าบาทเพคะ พระองค์อาจจะยังไม่ทราบว่า เมื่อครั้งที่ชายหนุ่มคนนั้นได้ประจักษ์ว่าทหารแคว้นถังกระทำต่อพลเมืองของแคว้นเจียงเยี่ยงทาสรับใช้ แต่คนที่อยู่ที่นั่นไม่มีใครกล้าลุกขึ้นต่อต้าน เยี่ยฉวนเป็นคนเดียวที่กล้าออกหน้า จนสุดท้ายเขาก็เป็นคนที่ออกไปเผชิญหน้ากับกองทหารม้าเกราะเหล็กสามพันนายแห่งแคว้นถัง… “

“นอกเหนือจากความเป็นยอดคน ก็เป็นเหตุการณ์ครั้งนั้นเองที่ทำให้ราชสำนักเจียงแห่งแคว้นเจียงออกโรงในการช่วยเหลือเยี่ยฉวน ชายคนนี้เขาเป็นอัจฉริยะเพคะ เป็นอัจฉริยะอย่างยากหาผู้ใดเสมอเหมือน ทั้งยังเป็นคนรักผืนแผ่นดินเกิดและครอบครัว ยอมสู้จนตัวตายเพื่อเกียรติยศศักดิ์ศรีของแคว้นเจียง จึงน่าอยู่หรอกที่ราชสำนักเจียงจะกางแขนปกป้องอย่างเต็มที่และดึงเขาไว้ให้อยู่เคียงข้าง !”

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

บทที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

“เจ็บสิ”

“เจ็บจะตายอยู่แล้ว !”

เยี่ยฉวนเพิ่งเคยรู้สึกอยากตายเป็นครั้งแรก !

มันเคยเป็นเพียงความเจ็บปวดของเลือดเนื้อภายนอกร่างกาย แต่คราวนี้เขารู้สึกได้ว่าอวัยวะภายในและเส้นเลือดทั้งหลายสั่นสะท้านราวกับกำลังแตกเป็นริ้ว ๆ นี่เป็นความเจ็บปวดในระดับที่ชายหนุ่มไม่เคยสัมผัสมาก่อน !

“เจ้าต้องอดทนไว้ !”

เยี่ยฉวนกัดฟันอย่างอดกลั้น ทั้งร่างยังไม่หยุดสั่น

เขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะหลับตาพักผ่อนสักครู่ แต่ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาทำไม่ได้ เมื่อหมดสติไปแล้วครั้งหนึ่ง ก็เป็นไปได้ว่าคงไม่อาจฟื้นขึ้นมาอีก !

ถ้าข้าไม่ฟื้น จะเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวข้ากัน ?

นางอายุเพียง 12 ปี คนในตระกูลเยี่ยจะเมตตานางหรือไม่ ?

เมื่อคิดถึงเยี่ยหลิง เยี่ยฉวนพลันเงยหน้าขึ้นและร้องคำรามออกมา มือทั้งสองกำแน่น ส่วนใบหน้าก็เต็มไปด้วยสีสันที่บ้าคลั่ง “มาเลย เจ็บมากกว่านี้อีกสิ ฮ่า ๆ ข้าทนได้… ข้า… เจ็บปวดเหลือเกิน ยังไงก็ช่วยเพลาลงหน่อยเถอะ…”

เวลาค่อย ๆ ผ่านไปทีละน้อยจนเยี่ยฉวนไม่รับรู้แล้วว่าทั้งหมดนี้ใช้เวลานานเท่าใด ร่างกายของเขาทรุดลงราวกับร่างเนื้อที่ไร้ซึ่งกระดูกพยุง ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มจะเริ่มกระตุกคล้ายกับคนเป็นโรคลมชัก

อาการชักกระตุกนี้ยังคงดำเนินอยู่ประมาณ 1 เค่อ และเมื่อหยุดลง ร่างของเขาก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ !

เยี่ยฉวนนอนแผ่ราบไปกับพื้น เขาไม่เหลือแรงจะขยับตัวแล้ว !

ในเวลาเดียวกันนั้น ข้างนอกหอคอยแห่งเรือนจำพลันมีเมฆจำนวนมหาศาลรวมตัวกันบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย ทำให้ในไม่ช้าสายฝนเริ่มตกลงมา แต่ทว่าพื้นอื่นที่รอบด้านข้างท้องฟ้ากลับแจ่มใสและมีแสงแดดจ้า พร้อมกันนั้นข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย สายรุ้งอันบางเบาค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน และเมื่อรุ้งสายแรกโผล่ขึ้นมา รุ้งสายที่สองก็ปรากฏขึ้นตาม เช่นเดียวกับรุ้งสายที่สามที่กำลังค่อย ๆ ปรากฏขึ้นภายในหอคอยแห่งเรือนจำนั้น ก่อนที่จู่ ๆ เยี่ยฉวนจะตัวสั่นขึ้นมาเล็กน้อยและรุ้งสายที่สามจะพลันหายวับไป

นี่คือนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์ !

ทุกคนในเมืองชิงปั่นป่วน !

อัจฉริยะได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วระหว่างสองพิภพ เมื่อมีเหตุการณ์ผ่านด่านหรือทะลวงเลื่อนขั้นได้ พวกเขาจะดึงดูดนิมิตของทั้งสวรรค์และโลกมนุษย์ หากจะว่ากันตามจริงแล้ว เรื่องนี้เคยเป็นเพียงตำนานเรื่องเล่าเท่านั้น แต่มาบัดนี้เหตุการณ์อัศจรรย์ได้เกิดขึ้นแล้วในเมืองชิง ดังนั้นทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย

ณ จวนตระกูลเยี่ย ผู้เฒ่าสูงสุด บรรดาผู้อาวุโสและทุกคนในตระกูลต่างมารวมตัวที่ลานกว้างกันพร้อมหน้า ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยคำนับฟ้าและกล่าวอย่างตื่นเต้น “ขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาครอบครัวตระกูลเยี่ยและเยี่ยหลาง !”

ทุกคนในตระกูลเยี่ยคุกเข่าและคำนับลงพร้อมกัน !

ในเวลานี้ ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยต่างยินดีปรีดาอย่างที่สุด !

ภายในคฤหาสน์ตระกูลเจียง

ชายชรามองไปที่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกเหนือจวนตระกูลเยี่ยก่อนที่สีหน้าของเขาจะกลายเป็นน่าเกลียด “เจ้าเยี่ยหลางช่างยิ่งใหญ่อะไรปานนั้น ! เขาสามารถดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้… ใครก็ได้ ไปตามผู้นำตระกูลจางและตระกูลหลีมาที่นี่ที บอกว่าข้ามีเรื่องต้องการหารือ”

ในเมืองชิง วิญญาณนกพิราบผู้พิทักษ์นับไม่ถ้วนโผขึ้นฟ้าแล้วบินไปทุกทิศทุกทาง ภาพนี้เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็นนัก !

เรื่องที่ตระกูลเยี่ยมีผู้ถูกเลือกอยู่หนึ่งคนนั้นไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด และถึงแม้ว่าผู้ถูกเลือกนั้นจะหาได้ยากยิ่ง แต่ผู้ที่มีพรสวรรค์ถึงขนาดดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้นั้นกลับหายากยิ่งกว่า

เป็นที่รู้กันดีว่าต่อแต่นี้ไป ตระกูลเยี่ยได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้นแล้ว !

ไม่ใช่เพียงแต่ในเมืองชิง แต่ยังหมายถึงทั่วในแคว้นเจียงทั้งหมดหรือแม้แต่ในทวีปชิงก็ตาม

ขณะนี้ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยเกือบจะพากันลุกฮือด้วยความตื่นเต้น นอกจากนี้เบี้ยเลี้ยงส่วนตัวของแต่ละคนยังถูกปรับขึ้นเพิ่มอีกหนึ่งเดือนเพื่อเป็นสินน้ำใจ และไม่เพียงเท่านั้น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยยังได้ตรงเข้าไปหาผู้นำตระกูลเพื่อให้ท่านได้มอบตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์ให้แก่เยี่ยหลางอีกด้วย

ผู้นำรุ่นเยาว์นั้นเป็นตำแหน่งที่แตกต่างจากผู้สืบทอดของตระกูล ตำแหน่งผู้สืบทอดนั้นหมายถึงผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคต แต่ตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์นั้นมีศักดิ์และอำนาจมากเป็นอันดับสองรองจากประมุขสูงสุดแห่งตระกูลเยี่ยแต่เพียงผู้เดียว แม้ว่าผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยจะกระทำเกินกว่าอำนาจ แต่เขาก็ไม่สน นั่นเพราะในเร็ว ๆ นี้เยี่ยหลางกำลังจะกลายเป็นอัจฉริยะแห่งยุคที่นานปีจะมีให้พบได้สักหนึ่งหน กระนั้นแล้วท่านผู้นำตระกูลจะสามารถทำอะไรเขาได้ ?

ในวันข้างหน้า วาสนาทั้งหมดของตระกูลเยี่ยคงต้องพึ่งพาเยี่ยหลางแล้ว !

ที่ลานหน้าจวน เยี่ยหลางเงยหน้าขึ้นมองนิมิตบนท้องฟ้า คิ้วขมวดเป็นปมแน่น

เขาทะลวงเลื่อนขั้นได้แล้ว !

เขาได้เลื่อนจากขั้นที่หก ผสานลมปราณเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ !

แต่กระนั้นเยี่ยหลางก็ยังคลางแคลงใจอยู่ เมื่อ 2 ชั่วยามที่แล้วเขาสำเร็จพลังขั้นหลอมรวมลมปราณได้ แต่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์กลับเพิ่งมาปรากฏเอาตอนนี้ ! ดังนั้นแล้วเขาจึงไม่อาจแน่ใจได้ว่า นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์คราวนี้นั้นเกิดจากตนหรือไม่ !

ไม่นานนัก เยี่ยหลางพลันยิ้มออกมาอย่างเย็นชา “หึ หากไม่ใช่ข้าแล้วใครกันเล่าที่จะมีความสามารถในการดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกนี้ ? ดูเหมือนว่าชีวิตนี้ โชคชะตาจะกำหนดให้ข้าเป็นผู้ครอบครองพรสวรรค์อันสุดยอด !”

หลังจากกล่าวได้ดังนั้น เยี่ยหลางก็พลันหมุนตัวและเดินจากไป

ณ หอคอยแห่งเรือนจำ

เยี่ยฉวนนอนอยู่บนพื้น เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจรู้ได้ ในตอนนั้นเองเสียงของสตรีลึกลับพลันดังขึ้นภายในห้อง “ลุกขึ้นเสีย แล้วจงดูที่ร่างกายของเจ้า !”

เยี่ยฉวนค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นและก้มลงมองร่างของตัวเอง เขาชะงักไปทันทีเพราะตอนนี้ผิวของเขามีประกายสีทองจาง ๆ แผ่ออกมา !

“นี่มันอะไรกัน ?” เยี่ยฉวนมองไปรอบ ๆ ด้วยความสับสน

สตรีลึกลับกล่าว “ขั้นกายาทองคำนั้นหมายถึงการปลูกฝังทองคำลงภายในกายหยาบของให้หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ร่างกายที่ถือเป็นรากฐาน เจ้าจึงจำเป็นจะต้องมีพื้นฐานเสียก่อน แต่การที่พื้นฐานของเจ้าจะดีหรือไม่นั้น ก็มิได้เป็นตัวตัดสินว่าเจ้าจะไปได้ไกลแค่ไหน …คนธรรมดาทั่วไปมัวแต่เพียงฝึกฝนเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายภายนอก แต่ละเลยความมั่นคงจากอวัยวะภายใน ทว่าในความเป็นจริงแล้วต้องเริ่มฝึกฝนจากภายในจึงจะดีที่สุด เมื่อกล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะภายในทั้งหมดของเจ้าแข็งแรงเท่านั้นจึงจะสามารถทนรับต่อแรงปะทะจากภายนอกได้ แม้ว่าเจ้าจะได้รับความเจ็บปวดเหนือมนุษย์ในตอนนี้ แต่มันก็จะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า หรือหากเจ้าลองมองให้ดี เจ้าก็จะเห็นประโยชน์ของมันตั้งแต่ตอนนี้”

เยี่ยฉวนสูดลมหายใจเข้าจนลึกแล้วประสานมืออย่างช้า ๆ ขณะนี้เขารู้สึกได้เลยว่าลมปราณภายในปั่นป่วนพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งร่าง !

เมื่อรู้สึกได้เช่นนี้ เยี่ยฉวนก็บังเกิดความยินดีเหลือประมาณ

จริงดังที่สตรีลึกลับกล่าว ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากเมื่อก่อน !

ไม่เพียงเท่านั้น หากจะพูดถึงความแข็งแกร่งแล้ว เทียบกับเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย อาจกล่าวได้ว่าชายหนุ่มไม่รู้สึกกดดันเลยสักนิดหากตอนนี้จะต้องประมือกับคู่ต่อสู้ตัวฉกาจแบบตัวต่อตัว ยกตัวอย่างเช่น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยที่ถึงแม้จะมีลำดับพลังอยู่ในขั้นผสานลมปราณ แต่ก็ใช้ชีวิตแบบสุขสบายมาตลอด ไม่เคยต้องได้รับความยากลำบากอะไร

เยี่ยฉวนรีบร้อนถามเมื่อฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ “ท่านผู้อาวุโส ตอนนี้น้องสาวข้าได้รับความเจ็บป่วยทุกข์ทรมาณจากพิษธาตุเย็น ท่านพอจะช่วยได้หรือไม่ ?”

สตรีลึกลับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม “เด็กหญิงตัวเล็กคนนั้นน่ะหรือ ?”

เยี่ยฉวนพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว

สตรีลึกลับพลันกล่าว “แน่นอน ข้ามีหนทางรักษานาง แต่น้องสาวของเจ้าไม่อาจเข้ามาในหอคอยแห่งนี้ได้”

“ทำไม ?” เยี่ยฉวนงงงวย

สตรีลึกลับตอบ “จิตวิญญาณของหอคอยนี้กำลังหลับใหลอยู่ในห้วงลึกแห่งภวังค์ แม้ว่าตอนนี้มันจะยอมรับเจ้าเป็นเจ้านาย แต่เจ้าก็ยังไม่ได้ครอบครองกฎแห่งเต๋าเลยแม้แต่ข้อเดียว ดังนั้นเจ้าจึงไม่สามารถพาคนอื่นมาที่นี่ได้ หรือหากเจ้าดึงดันจะพาใครสักคนเข้ามา มันก็จะกำจัดคนแปลกหน้าผู้นั้นทันทีโดยสัญชาตญาณ”

เมื่อได้ยินดังนี้ใบหน้าของเยี่ยฉวนจึงสลดลง “ดูเหมือนคงมีแต่ข้าจะต้องพาน้องสาวเข้าไปหาหมอในเมืองหลวงเท่านั้น”

ขณะนี้เขาเองก็เปรียบเสมือนลูกนกที่ใกล้จะแตกรัง กล่าวคือหากเขาต้องการที่จะบรรลุขั้นหลอมรวมลมปราณให้ได้ เขาก็ต้องตามหาวิญญาณกระบี่เพื่อจะดูดซับเข้าไป แต่วิญญาณกระบี่ขั้นสูงนั้นสูงค่ามากจนมิอาจประมาณค่าได้ ทั่วทั้งเมืองชิงอาจจะมีแค่เล่มเดียวเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ตระกูลเยี่ยจะมีในครอบครองเลย ! แต่ในสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองในแคว้นเจียงอย่างเมืองหลวง ไม่แน่ว่าอาจจะมีวิญญาณกระบี่อยู่บ้างก็ได้ !

Comment

Options

not work with dark mode
Reset