หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 204 ข้าปกป้องพวกเจ้าไม่ได้อีกแล้ว ! (ต้น)

บทที่ 204 ข้าปกป้องพวกเจ้าไม่ได้อีกแล้ว ! (ต้น)

จ้าวหอชั้นเก้าอ้างบัญชาสวรรค์อย่างนั้นหรือ ?

คนที่ไม่ไกลออกไปเท่าใดนัก หลี่เสวียนชางกัดฟันกรอด หน้าตาบูดบึ้ง “เจ้าจะบ้าหรือยังไง ?” ขาดคำเพียงเท่านั้น จ้าวหอชั้นเก้าทะยานเข้าหาคนตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

ตู้ม !

เกิดเสียงดังสนั่นครั่นครืนราวฟ้าพิโรธ ร่างสองร่างพุ่งปะทะพลันแยกห่าง

อีกฝ่ายคือหลี่เสวียนชาง มองเขม็งที่จ้าวหอชั้นเก้า “สำนักอัปสรเมรัยของเจ้าก็ใช่ว่าจะเป็นพวกใจซื่อมือสะอาด เหอะ ยังคิดบังอาจอ้างอยู่ข้างความถูกต้องอย่างนั้นหรือ ? สงสัยว่าสมองของเจ้าคงได้รับความกระทบกระเทือน สติถึงได้เลอะเลือนเช่นนี้ ?!”

จ้าวหอชั้นเก้าแสยะยิ้ม มองหลี่เสวียนชางด้วยสายตาเย็นชา “ไฉนเจ้าจึงชอบพูดจาไร้สาระนัก ? มาสู้กันให้รู้ดีรู้ชั่วไปเลย !” หลังจากนั้น ทั้งเสียงและคนหายวาบจากที่ไปอีกครั้ง

เมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามปรารถนาการต่อสู้ ท้ายที่สุดหลี่เสวียนชางจำต้องเลิกล้มความคิดที่จะเจรจาอย่างสันติ ดังนั้นจึงระงับวาจาไร้ความหมายลงเสียทันที  โดยไม่รอช้า เขาทะยานเข้าต่อสู้กับจ้าวหอชั้นเก้าอย่างรวดเร็ว !

ตู้ม ! ตู้ม ! ตู้ม ! ตู้ม !

ครู่ต่อมาแรงกระเพื่อมของแผ่นดินเลื่อนลั่น เสียงดังเปรี้ยงปร้างจากบริเวณที่คนทั้งสองปะทะกันติดตามมาเป็นระลอก ขณะที่อีกด้านหนึ่ง เจียงเยว่เทียนเผชิญหน้ากับชายในชุดดำซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลเท่าใด

คืนนี้ เขาและจ้าวหอชั้นเก้าจะต้องมาที่นี่อย่างไม่มีข้อแม้ ! ถ้าคืนนี้พวกเขาไม่มาที่นี่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ทำไป จะกลายเป็นไร้ค่าไร้ความหมายทันที !

โดยเฉพาะเจียงเยว่เทียน เขาถือข้างเยี่ยฉวนเต็มประตู ทุกสิ่งจะปราศจากความหมายหากเยี่ยฉวนต้องจบชีวิต ไม่เพียงทุกอย่างจะหมดความหมายเท่านั้น ทว่าตนเองจะต้องถูกตามล่าตามล้างจากสถานศึกษาฉางมู่อย่างแน่นอน !

คนที่ยืนเบื้องหน้าเจียงเยว่เทียน ชายในชุดดำเอ่ยขึ้นก่อน “ท่านกล้านำราชสำนักแห่งแคว้นเจียง มาแขวนไว้กับชีวิตชายผู้นี้ได้อย่างไร ?”

อีกฝ่ายตอบโต้ด้วยท่าทีเยือกเย็นยิ่ง “ในเมื่อสถานศึกษาฉางมู่กระทำการซึ่งความอยุติธรรม ดังนั้นข้าจำต้องมีหน้าที่ขจัดความอยุติธรรมนั้นเสียก็เท่านั้น” ทันทีที่คนพูดขาดคำ ร่างกลับหายไปจากจุดที่อยู่

ชายในชุดดำเห็นเช่นนั้น พลันร่างเลือนหายไปจากที่ตำแหน่งทันที…

เยี่ยฉวนหันไปพูดกับพวกโม่อวิ๋นฉี “พวกเจ้ารีบไป !”

“ไป ?” โม่อวิ๋นฉีและคนอีกสองคน ต่างหันมามองหน้าคนพูด แต่ละคนสีหน้าตกตะลึงราวกับไม่เชื่อหู  เยี่ยฉวนหุบปากขณะกวาดสายตาไล่เรียงไปทีละใบหน้าของคนทั้งสาม “พวกเจ้าทุกคน ต้องไปเสียจากที่นี่”

โม่อวิ๋นฉีไวกว่าคนอื่นตามเคย เขาเอ่ยถามสียงแหบห้าว “พี่หัวขโมยเยี่ย พูดยังงี้หมายความว่าอย่างไร ?” คนถูกถามเอียงศีรษะไปทางที่กำลังมีการต่อสู้ ก่อนตอบเสียงเบา “พวกเจ้าไม่ควรเอาชีวิตมาทิ้ง !”

เวลานี้เยี่ยฉวนได้ประจักษ์ชัดถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่อย่างดี สำนักใหญ่แห่งฉางหลานตัดสัมพันธ์กับคนที่นี่ ทั้งอาจารย์ใหญ่จี้ก็ไม่อาจอดทนต่อแรงกดดันได้โดยลำพัง นับว่าสถานการณ์ของพวกเขาอยู่ในขั้นวิกฤต !

ถามว่าเขารู้สึกสับสนหรือไม่ ? แน่นอน เขาค่อนข้างสับสน ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูขึ้นมาจริง ๆ เยี่ยฉวนกลับรู้สึกว่าตนเองถึงทางตัน ด้วยเพราะขณะนี้เขายังไม่ได้เป็นเซียนกระบี่ ซึ่งสามารถสังหารศัตรูหลายคนได้ด้วยหนึ่งกระบี่

คนอ่อนแอเกิดจากความรู้สึกหนทางตีบตัน !

เยี่ยฉวนเคยมีประสบการณ์กับความรู้สึกหนทางตีบตันมาก่อน ทว่าเวลานี้เขากลับเข้าใจความรู้สึกนั้นอย่างสุดซึ้ง เมื่อใดที่เขาอ่อนแอ บางครั้งก็ต้องยอมรับต่อโชคชะตา !

เสียงของโม่อวิ๋นฉีดังขึ้นข้างตัว “พี่หัวขโมยเยี่ย พูดอย่างกับว่าเจ้าไม่คิดว่าพวกเราเป็นเพื่อนตายเลยสินะ !”

เยี่ยฉวนหันมาสบตา ขณะที่เจ้าตัวยังคงพูดเสียงแหบห้าวต่ออีกว่า “พวกเราจะยังเป็นผู้เป็นคนอยู่อีกหรือ ถ้าพากันหนีไปและทิ้งให้เจ้ากับอาจารย์ใหญ่จี้ต่อสู้อยู่ที่นี่ ? ที่เจ้าพูดมาก็ถูก เหตุการณ์ตอนนี้ยากที่พวกเราจะรับมือ แต่อย่างน้อยพวกเราจะสู้จนตายไปพร้อมกันทั้งหมด… จะสู้ไปด้วยกัน !”

“แต่ถ้าพวกเจ้ายังขืนอยู่ที่นี่ มีแต่จะตายไปพร้อมกับข้า !” ความจริงเยี่ยฉวนกำลังอ้าปากจะพูดต่อ ทว่าโม่อวิ๋นฉีส่ายหน้าและพูดขึ้นก่อนว่า “เจ้าคิดว่าสถานศึกษาฉางหลานคือบ้าน ที่นี่ก็เป็นบ้านของพวกเราด้วยเหมือนกัน การหนีอาจทำให้มีชีวิตรอด แต่ต้องอยู่อย่างไร้จุดหมาย… ตอนแรกข้าก็อยากหนีไปหรอกนะ แต่เอาเข้าจริงก็ทำเช่นนั้นไม่ได้ ฉะนั้นพวกเรามาเผชิญหน้ากับความตายไปด้วยกันเถอะ ! เจ้าเองเลิกโน้มน้าวข้าได้แล้ว ถ้าขืนยังพยายามโน้มน้าวอีกล่ะก็ กลัวว่าเดี๋ยวข้าจะบ้าจี้ขึ้นมา !”

ไป๋เจ๋อซึ่งยืนอยู่อีกด้าน หันมามองคนพูด สายตาแสดงว่าทึ่งไม่น้อย “โอ้โฮ เพิ่งเห็นว่าพูดจาเข้าท่าก็วันนี้ !” โม่อวิ๋นฉีชำเลืองมองไป๋เจ๋อ สีหน้าหงุดหงิด “ทำไมมาว่าเพิ่งพูดเข้าท่า ‘วันนี้’ ? ข้าเป็นของข้าอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วเฟ้ย !”

อีกฝ่ายกลับตีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง “ข้านึกไม่ออกเลยนี่หว่า !”

โม่อวิ๋นฉี “…”

เยี่ยฉวนหันไปมองคนสองสามคู่ที่กำลังต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายในระยะไกล จากนั้นจึงหลับตาลง “นายท่านที่อยู่ในชั้นที่สองขอรับ… พวกเราสนทนากันหน่อยได้ไหม ?”

ไม่มีเสียงตอบรับ !

ชายหนุ่มยังไม่ละความพยายาม จึงลองถามไปอีกครั้ง “ท่านลงมาได้หรือไม่ขอรับ ?”

ทันใดนั้น มีกระดาษสีขาวหนึ่งแผ่นปลิวลงมาจากทางขึ้นชั้นสอง บนกระดาษแผ่นนั้นมีรอยอุ้งเท้าจำนวนหนึ่ง โดยรอยอุ้งเท้ามีการเรียงตัวเป็นรูปวงกลม

เยี่ยฉวนหยิบกระดาษขึ้นดูด้วยแววตาฉงนสนเท่ห์ พึมพำแผ่วเบา “นี่มันหมายความว่ายังไง ?” ไม่ทันไร ปรากฏกระดาษอีกแผ่นลอยละลิ่วลงมาจากชั้นที่สอง คราวนี้บนกระดาษมีรอยอุ้งเท้าสองรอยเรียงเป็นวงกลม จะว่าไปเมื่อพิจารณาให้ถ้วนถี่ รอยเท้าทั้งสองนี้มีความแตกต่างกัน !

เขาลองนำกระดาษทั้งสองแผ่นมาประกบกัน จึงเห็นว่าวงกลมที่สองอยู่เหนือขึ้นไปจากวงกลมที่หนึ่งเล็กน้อย…

“กลิ้งออกไป ?” ความรู้สึกประหลาดใจวูบ

“นี่เขาบอกว่าให้ข้ากลิ้งออกไป อย่างนั้นหรือ ?” เยี่ยฉวนรู้สึกตื้อตันด้วยคำพูด “นายท่าน พวกเรามาสนทนากันไม่ได้จริงหรือ ?”

กระดาษอีกแผ่นลอยลงมาทันที ครั้งนี้กระดาษว่างเปล่า ! ชายหนุ่มรีบตรงเข้าหยิบกระดาษขึ้นมา ทว่าสีหน้าสลดวูบ “กระดาษเปล่า หมายความว่าไม่ยินดีพูดกันซึ่งหน้าสินะ !”

เยี่ยฉวนทำท่าขยับจะพูด พลันกระดาษอีกสองแผ่นก็ปลิวลงมาอีก บนหน้ากระดาษทั้งสองปรากฏรอยเท้ารูปวงกลมสองรอย… นี่คือหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า ต้องการให้เขากลิ้งออกไป !

ชายหนุ่มเหยียดมุมปาก สีหน้าครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ “นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่าอย่าเชื่อความรู้สึกของตนเอง !”

จากนั้นจึงเบนสายตาเหลือบมองขึ้นไปบนทางขึ้นชั้นที่สอง สุดท้ายเขาก็คิดตกแล้วว่าบางสิ่งบนชั้นที่สองเพียงแค่มีความกังวลที่จะมองดูเขาตายไปเฉย ๆ เท่านั้น !

และถ้าเขาตายจริง บางทีบางสิ่งที่อยู่บนนั้นอาจจะลงมาก็ได้ ! หรือไม่ก็อาจทำให้บางสิ่งบนนั้น มีชัยเหนือหอคอยแห่งเรือนจำ…

เยี่ยฉวนสั่นศีรษะ “ข้ามันโง่เอง ที่คิดจะขอยืมมือบางสิ่งบนชั้นสองให้มาช่วยต่อสู้กับเรา อันที่จริงนี่ก็นับว่าดีแล้ว ที่บางสิ่งบนนั้นไม่ลงมาตีข้า !”

หลังจากนิ่งไปอึดใจใหญ่ เยี่ยฉวนเหลือบมองขึ้นไปข้างบนและร้องถามออกไป “อาจารย์ขอรับ ท่านอยู่หรือไม่ ?”

เขากำลังร้องหาคนมาช่วยเหลืองั้นหรือ ?

ให้ตายเหอะ สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตเช่นนี้ เขาจึงได้เรียกร้องความช่วยเหลือจากใครต่อใคร แต่ถ้าไม่ร้องขอความช่วยเหลือไม่เพียงแค่ไม่ได้ชื่อว่าเป็นผู้กล้าน่ะสิ ทว่ายังถือว่าเป็นเพื่อร่วมกลุ่มที่ไม่เอาไหนอีกด้วย !

แต่ที่สุดก็หาได้มีคำตอบจากสตรีลึกลับไม่ เยี่ยฉวนเพียรพยายามอีกสองสามรอบ แต่ยังไม่ได้รับคำตอบเหมือนเดิม ! เขาจึงถอดใจและออกจากหอคอยแห่งเรือนจำไป

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

บทที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

“เจ็บสิ”

“เจ็บจะตายอยู่แล้ว !”

เยี่ยฉวนเพิ่งเคยรู้สึกอยากตายเป็นครั้งแรก !

มันเคยเป็นเพียงความเจ็บปวดของเลือดเนื้อภายนอกร่างกาย แต่คราวนี้เขารู้สึกได้ว่าอวัยวะภายในและเส้นเลือดทั้งหลายสั่นสะท้านราวกับกำลังแตกเป็นริ้ว ๆ นี่เป็นความเจ็บปวดในระดับที่ชายหนุ่มไม่เคยสัมผัสมาก่อน !

“เจ้าต้องอดทนไว้ !”

เยี่ยฉวนกัดฟันอย่างอดกลั้น ทั้งร่างยังไม่หยุดสั่น

เขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะหลับตาพักผ่อนสักครู่ แต่ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาทำไม่ได้ เมื่อหมดสติไปแล้วครั้งหนึ่ง ก็เป็นไปได้ว่าคงไม่อาจฟื้นขึ้นมาอีก !

ถ้าข้าไม่ฟื้น จะเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวข้ากัน ?

นางอายุเพียง 12 ปี คนในตระกูลเยี่ยจะเมตตานางหรือไม่ ?

เมื่อคิดถึงเยี่ยหลิง เยี่ยฉวนพลันเงยหน้าขึ้นและร้องคำรามออกมา มือทั้งสองกำแน่น ส่วนใบหน้าก็เต็มไปด้วยสีสันที่บ้าคลั่ง “มาเลย เจ็บมากกว่านี้อีกสิ ฮ่า ๆ ข้าทนได้… ข้า… เจ็บปวดเหลือเกิน ยังไงก็ช่วยเพลาลงหน่อยเถอะ…”

เวลาค่อย ๆ ผ่านไปทีละน้อยจนเยี่ยฉวนไม่รับรู้แล้วว่าทั้งหมดนี้ใช้เวลานานเท่าใด ร่างกายของเขาทรุดลงราวกับร่างเนื้อที่ไร้ซึ่งกระดูกพยุง ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มจะเริ่มกระตุกคล้ายกับคนเป็นโรคลมชัก

อาการชักกระตุกนี้ยังคงดำเนินอยู่ประมาณ 1 เค่อ และเมื่อหยุดลง ร่างของเขาก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ !

เยี่ยฉวนนอนแผ่ราบไปกับพื้น เขาไม่เหลือแรงจะขยับตัวแล้ว !

ในเวลาเดียวกันนั้น ข้างนอกหอคอยแห่งเรือนจำพลันมีเมฆจำนวนมหาศาลรวมตัวกันบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย ทำให้ในไม่ช้าสายฝนเริ่มตกลงมา แต่ทว่าพื้นอื่นที่รอบด้านข้างท้องฟ้ากลับแจ่มใสและมีแสงแดดจ้า พร้อมกันนั้นข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย สายรุ้งอันบางเบาค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน และเมื่อรุ้งสายแรกโผล่ขึ้นมา รุ้งสายที่สองก็ปรากฏขึ้นตาม เช่นเดียวกับรุ้งสายที่สามที่กำลังค่อย ๆ ปรากฏขึ้นภายในหอคอยแห่งเรือนจำนั้น ก่อนที่จู่ ๆ เยี่ยฉวนจะตัวสั่นขึ้นมาเล็กน้อยและรุ้งสายที่สามจะพลันหายวับไป

นี่คือนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์ !

ทุกคนในเมืองชิงปั่นป่วน !

อัจฉริยะได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วระหว่างสองพิภพ เมื่อมีเหตุการณ์ผ่านด่านหรือทะลวงเลื่อนขั้นได้ พวกเขาจะดึงดูดนิมิตของทั้งสวรรค์และโลกมนุษย์ หากจะว่ากันตามจริงแล้ว เรื่องนี้เคยเป็นเพียงตำนานเรื่องเล่าเท่านั้น แต่มาบัดนี้เหตุการณ์อัศจรรย์ได้เกิดขึ้นแล้วในเมืองชิง ดังนั้นทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย

ณ จวนตระกูลเยี่ย ผู้เฒ่าสูงสุด บรรดาผู้อาวุโสและทุกคนในตระกูลต่างมารวมตัวที่ลานกว้างกันพร้อมหน้า ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยคำนับฟ้าและกล่าวอย่างตื่นเต้น “ขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาครอบครัวตระกูลเยี่ยและเยี่ยหลาง !”

ทุกคนในตระกูลเยี่ยคุกเข่าและคำนับลงพร้อมกัน !

ในเวลานี้ ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยต่างยินดีปรีดาอย่างที่สุด !

ภายในคฤหาสน์ตระกูลเจียง

ชายชรามองไปที่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกเหนือจวนตระกูลเยี่ยก่อนที่สีหน้าของเขาจะกลายเป็นน่าเกลียด “เจ้าเยี่ยหลางช่างยิ่งใหญ่อะไรปานนั้น ! เขาสามารถดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้… ใครก็ได้ ไปตามผู้นำตระกูลจางและตระกูลหลีมาที่นี่ที บอกว่าข้ามีเรื่องต้องการหารือ”

ในเมืองชิง วิญญาณนกพิราบผู้พิทักษ์นับไม่ถ้วนโผขึ้นฟ้าแล้วบินไปทุกทิศทุกทาง ภาพนี้เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็นนัก !

เรื่องที่ตระกูลเยี่ยมีผู้ถูกเลือกอยู่หนึ่งคนนั้นไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด และถึงแม้ว่าผู้ถูกเลือกนั้นจะหาได้ยากยิ่ง แต่ผู้ที่มีพรสวรรค์ถึงขนาดดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้นั้นกลับหายากยิ่งกว่า

เป็นที่รู้กันดีว่าต่อแต่นี้ไป ตระกูลเยี่ยได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้นแล้ว !

ไม่ใช่เพียงแต่ในเมืองชิง แต่ยังหมายถึงทั่วในแคว้นเจียงทั้งหมดหรือแม้แต่ในทวีปชิงก็ตาม

ขณะนี้ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยเกือบจะพากันลุกฮือด้วยความตื่นเต้น นอกจากนี้เบี้ยเลี้ยงส่วนตัวของแต่ละคนยังถูกปรับขึ้นเพิ่มอีกหนึ่งเดือนเพื่อเป็นสินน้ำใจ และไม่เพียงเท่านั้น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยยังได้ตรงเข้าไปหาผู้นำตระกูลเพื่อให้ท่านได้มอบตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์ให้แก่เยี่ยหลางอีกด้วย

ผู้นำรุ่นเยาว์นั้นเป็นตำแหน่งที่แตกต่างจากผู้สืบทอดของตระกูล ตำแหน่งผู้สืบทอดนั้นหมายถึงผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคต แต่ตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์นั้นมีศักดิ์และอำนาจมากเป็นอันดับสองรองจากประมุขสูงสุดแห่งตระกูลเยี่ยแต่เพียงผู้เดียว แม้ว่าผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยจะกระทำเกินกว่าอำนาจ แต่เขาก็ไม่สน นั่นเพราะในเร็ว ๆ นี้เยี่ยหลางกำลังจะกลายเป็นอัจฉริยะแห่งยุคที่นานปีจะมีให้พบได้สักหนึ่งหน กระนั้นแล้วท่านผู้นำตระกูลจะสามารถทำอะไรเขาได้ ?

ในวันข้างหน้า วาสนาทั้งหมดของตระกูลเยี่ยคงต้องพึ่งพาเยี่ยหลางแล้ว !

ที่ลานหน้าจวน เยี่ยหลางเงยหน้าขึ้นมองนิมิตบนท้องฟ้า คิ้วขมวดเป็นปมแน่น

เขาทะลวงเลื่อนขั้นได้แล้ว !

เขาได้เลื่อนจากขั้นที่หก ผสานลมปราณเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ !

แต่กระนั้นเยี่ยหลางก็ยังคลางแคลงใจอยู่ เมื่อ 2 ชั่วยามที่แล้วเขาสำเร็จพลังขั้นหลอมรวมลมปราณได้ แต่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์กลับเพิ่งมาปรากฏเอาตอนนี้ ! ดังนั้นแล้วเขาจึงไม่อาจแน่ใจได้ว่า นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์คราวนี้นั้นเกิดจากตนหรือไม่ !

ไม่นานนัก เยี่ยหลางพลันยิ้มออกมาอย่างเย็นชา “หึ หากไม่ใช่ข้าแล้วใครกันเล่าที่จะมีความสามารถในการดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกนี้ ? ดูเหมือนว่าชีวิตนี้ โชคชะตาจะกำหนดให้ข้าเป็นผู้ครอบครองพรสวรรค์อันสุดยอด !”

หลังจากกล่าวได้ดังนั้น เยี่ยหลางก็พลันหมุนตัวและเดินจากไป

ณ หอคอยแห่งเรือนจำ

เยี่ยฉวนนอนอยู่บนพื้น เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจรู้ได้ ในตอนนั้นเองเสียงของสตรีลึกลับพลันดังขึ้นภายในห้อง “ลุกขึ้นเสีย แล้วจงดูที่ร่างกายของเจ้า !”

เยี่ยฉวนค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นและก้มลงมองร่างของตัวเอง เขาชะงักไปทันทีเพราะตอนนี้ผิวของเขามีประกายสีทองจาง ๆ แผ่ออกมา !

“นี่มันอะไรกัน ?” เยี่ยฉวนมองไปรอบ ๆ ด้วยความสับสน

สตรีลึกลับกล่าว “ขั้นกายาทองคำนั้นหมายถึงการปลูกฝังทองคำลงภายในกายหยาบของให้หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ร่างกายที่ถือเป็นรากฐาน เจ้าจึงจำเป็นจะต้องมีพื้นฐานเสียก่อน แต่การที่พื้นฐานของเจ้าจะดีหรือไม่นั้น ก็มิได้เป็นตัวตัดสินว่าเจ้าจะไปได้ไกลแค่ไหน …คนธรรมดาทั่วไปมัวแต่เพียงฝึกฝนเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายภายนอก แต่ละเลยความมั่นคงจากอวัยวะภายใน ทว่าในความเป็นจริงแล้วต้องเริ่มฝึกฝนจากภายในจึงจะดีที่สุด เมื่อกล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะภายในทั้งหมดของเจ้าแข็งแรงเท่านั้นจึงจะสามารถทนรับต่อแรงปะทะจากภายนอกได้ แม้ว่าเจ้าจะได้รับความเจ็บปวดเหนือมนุษย์ในตอนนี้ แต่มันก็จะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า หรือหากเจ้าลองมองให้ดี เจ้าก็จะเห็นประโยชน์ของมันตั้งแต่ตอนนี้”

เยี่ยฉวนสูดลมหายใจเข้าจนลึกแล้วประสานมืออย่างช้า ๆ ขณะนี้เขารู้สึกได้เลยว่าลมปราณภายในปั่นป่วนพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งร่าง !

เมื่อรู้สึกได้เช่นนี้ เยี่ยฉวนก็บังเกิดความยินดีเหลือประมาณ

จริงดังที่สตรีลึกลับกล่าว ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากเมื่อก่อน !

ไม่เพียงเท่านั้น หากจะพูดถึงความแข็งแกร่งแล้ว เทียบกับเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย อาจกล่าวได้ว่าชายหนุ่มไม่รู้สึกกดดันเลยสักนิดหากตอนนี้จะต้องประมือกับคู่ต่อสู้ตัวฉกาจแบบตัวต่อตัว ยกตัวอย่างเช่น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยที่ถึงแม้จะมีลำดับพลังอยู่ในขั้นผสานลมปราณ แต่ก็ใช้ชีวิตแบบสุขสบายมาตลอด ไม่เคยต้องได้รับความยากลำบากอะไร

เยี่ยฉวนรีบร้อนถามเมื่อฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ “ท่านผู้อาวุโส ตอนนี้น้องสาวข้าได้รับความเจ็บป่วยทุกข์ทรมาณจากพิษธาตุเย็น ท่านพอจะช่วยได้หรือไม่ ?”

สตรีลึกลับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม “เด็กหญิงตัวเล็กคนนั้นน่ะหรือ ?”

เยี่ยฉวนพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว

สตรีลึกลับพลันกล่าว “แน่นอน ข้ามีหนทางรักษานาง แต่น้องสาวของเจ้าไม่อาจเข้ามาในหอคอยแห่งนี้ได้”

“ทำไม ?” เยี่ยฉวนงงงวย

สตรีลึกลับตอบ “จิตวิญญาณของหอคอยนี้กำลังหลับใหลอยู่ในห้วงลึกแห่งภวังค์ แม้ว่าตอนนี้มันจะยอมรับเจ้าเป็นเจ้านาย แต่เจ้าก็ยังไม่ได้ครอบครองกฎแห่งเต๋าเลยแม้แต่ข้อเดียว ดังนั้นเจ้าจึงไม่สามารถพาคนอื่นมาที่นี่ได้ หรือหากเจ้าดึงดันจะพาใครสักคนเข้ามา มันก็จะกำจัดคนแปลกหน้าผู้นั้นทันทีโดยสัญชาตญาณ”

เมื่อได้ยินดังนี้ใบหน้าของเยี่ยฉวนจึงสลดลง “ดูเหมือนคงมีแต่ข้าจะต้องพาน้องสาวเข้าไปหาหมอในเมืองหลวงเท่านั้น”

ขณะนี้เขาเองก็เปรียบเสมือนลูกนกที่ใกล้จะแตกรัง กล่าวคือหากเขาต้องการที่จะบรรลุขั้นหลอมรวมลมปราณให้ได้ เขาก็ต้องตามหาวิญญาณกระบี่เพื่อจะดูดซับเข้าไป แต่วิญญาณกระบี่ขั้นสูงนั้นสูงค่ามากจนมิอาจประมาณค่าได้ ทั่วทั้งเมืองชิงอาจจะมีแค่เล่มเดียวเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ตระกูลเยี่ยจะมีในครอบครองเลย ! แต่ในสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองในแคว้นเจียงอย่างเมืองหลวง ไม่แน่ว่าอาจจะมีวิญญาณกระบี่อยู่บ้างก็ได้ !

Comment

Options

not work with dark mode
Reset