หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 205 ข้าปกป้องพวกเจ้าไม่ได้อีกแล้ว ! (ปลาย)

บทที่ 205 ข้าปกป้องพวกเจ้าไม่ได้อีกแล้ว ! (ปลาย)

เมื่อออกจากหอคอยแล้ว เยี่ยฉวนเงยหน้ามองไปทางที่คู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่าย ซึ่งกำลังห้ำหั่นกันอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะอาจารย์ใหญ่จี้และชายชราสวมผ้าคลุม ทั้งสองคนนับว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อทั้งฝีมือและความกล้าแกร่ง ดังนั้นจึงปะทะกันอย่าดุเดือด !

ส่วนอีกด้านหนึ่ง จ้าวหอชั้นเก้าแห่งสำนักอัปสรเมรัยและเจียงเยว่เทียนทั้งสองคนไม่ได้ถึงกับไม่ออมมือต่อคู่ต่อสู้  บัดนี้เป้าหมายของคนทั้งสี่คือเพื่อตรึงคู่ต่อสู้ไว้เท่านั้น !

เยี่ยฉวนละสายตาจากคู่ต่อสู้ทั้งหลายและสังเกตไปรอบบริเวณ จึงพบว่าโดยรอบมีสายตาของใครอีกหลายคนกำลังซุ่มจับตาดูการต่อสู้จากมุมมืด ทุกคนที่มาล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือทั้งสิ้น !

พวกเขาแอบซุ่มดูอยู่เพื่อรอเวลาให้คนจากอาณาจักรต้าอวิ๋นออกโรงนำหน้า และพวกเขาจึงเคลื่อนไหวเท่าที่จำเป็น อย่างเช่นเมื่ออาจารย์ใหญ่เกิดเพลี่ยงพล้ำ ! เวลานี้ คนเหล่านั้นไม่นึกกระดากใจอะไรทั้งสิ้น !

อาจารย์ใหญ่จี้ ! เมื่อนึกถึงเช่นนั้นพลันเยี่ยฉวนจับตามองไปที่อาจารย์ใหญ่จี้ เสียงพูดรำพึงพอให้ได้ยิน “เจ้าโม่ เจ้าไป๋ แม่นางจี้… วันนี้คงจะเป็นวันตายของพวกเราแล้วจริง ๆ”

โม่อวิ๋นฉีถอนใจเบา ๆ พลางงัดกระดาษและพู่กันขึ้นมาถือ จากนั้นจึงลงมือเขียนขยุกขยิก

ไป๋เจ๋อหันมาเห็น จึงถามด้วยความสงสัย “เจ้าจะทำอะไร ?”

โม่อวิ๋นฉีค้อนขวับไปทางไป๋เจ๋อ ก่อนก้มหน้าก้มตาเขียน ปากพูดตอบว่า “ข้ากำลังร่างพินัยกรรม ! เวลานี้เช่นนี้จะทำอะไรได้อีก ?”

“พินัยกรรม !” ไป๋เจ๋อถามกลับมา “ว่าแต่ใครจะนำไปส่งให้เจ้า ?”

โม่อวิ๋นฉีหยุดเขียน เขาทำท่าฉุกคิดนิดหนึ่งก่อนส่ายศีรษะและก้มหน้าเขียนต่อไป “ใครก็ช่าง ! ข้าจะร่างให้เสร็จก่อนก็แล้วกัน”  พูดจบหันมาทางคนที่ยืนข้าง ไป๋เจ๋อและคนอื่น “แล้วพวกเจ้า ?”

คนตัวใหญ่ส่ายหน้า “จะให้ข้าเขียนถึงใคร ?”

คนที่กำลังเขียนชะงักเงยหน้าขึ้นมอง “เจ้าไม่มีญาติพี่น้องหรือไง ?”

ไป๋เจ๋อส่ายหน้าอีก “ข้าเติบโตมากับสัตว์ป่าอาศัยอยู่บนภูเขา !”

“เจ้าอาศัยอยู่กับสัตว์ป่า !” ทั้งเยี่ยฉวนและจี้อันซื่อหันมามองหน้าไป๋เจ๋อด้วยสายตาฉงนระคนแปลกใจ

เสียงโม่อวิ๋นฉีรำพึงมาเบา ๆ “เจ้ายักษ์ไป๋ ข้าไม่รู้มาก่อนเลยว่าชีวิตเจ้าจะรันทดขนาดนี้…”

แต่ไป๋เจ๋อตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “บิดาบุญธรรมที่เลี้ยงข้ามาเป็นผู้บัญชาการอสูร พวกที่อาศัยอยู่บนเทือกเขามังทุกชีวิตคือครอบครัวของข้า”

สีหน้าของโม่อวิ๋นฉีเครียดเคร่ง “เฮ้อ ไม่ขงไม่เขียนละ…”

ตู้ม !

ทันใดนั้นเสียงดังสนั่นปานฟ้าผ่าดังมาจากข้างบนในระยะไกล ทันใดนั้น พื้นพสุธาข้างล่างก็สั่นไหวครั่นครืน และบังเกิดแผ่นดินแยกแตกออกจนเห็นเป็นชั้นลึงลงในผิวดิน สีหน้าของเยี่ยฉวนและคนอื่นที่เห็นเหตุการณ์แปรเปลี่ยนฉับพลัน และต่างก็พากันหลีกถอยออกห่างร่องรอยแตกนั้น

ตู้ม !

ทันใดนั้นมีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นติดตามมาจากท้องฟ้าเบื้องบน พลันปรากฏร่างสองร่างที่บนอากาศผงะแยกออกจากกัน คนผู้หนึ่งคืออาจารย์ใหญ่จี้และอีกคนคือชายชราสวมผ้าคลุม

ชายชราสวมผ้าคลุมจ้องเขม็งที่อาจารย์ใหญ่จี้ สีหน้าดุดัน “ไม่แปลกใจเลยที่ฉางหลานยังคงอยู่รอดแม้เวลาจะล่วงเลยมานานนักหนา เพราะมีเจ้าเป็นยอดฝีมือกล้าแกร่งเช่นนี้ ใครก็ตามที่คิดจะกำจัดเจ้า คงต้องคิดใหม่ว่าจะต้องมีพลังแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสองเท่า !”

อาจารย์ใหญ่จี้ฉวยไหน้ำเต้าที่เหน็บไว้และยกขึ้นจิบ จนน้ำสุราไหลซึมเป็นทางลงจากมุมปาก จากนั้นเขาเหวี่ยงไหสุราไปอีกทาง ก่อนเบนสายตาไปยังศิษย์ทั้งหลายเบื้องล่าง พลันเขาตะโกนถามเยี่ยฉวนและคนอื่น ๆ “เจ้าเคยนึกเสียใจไหม ที่มาเป็นศิษย์ฉางหลาน ?”

เยี่ยฉวนสั่นศีรษะปฏิเสธ พลางตอบยืนยันเสียงหนักแน่น “ไม่เลย !” เขาไม่เคยนึกเสียใจแม้แต่น้อยที่เป็นศิษย์แห่งสถานศึกษาฉางหลาน !

หากไม่ได้อาจารย์ใหญ่จี้ เยี่ยฉวนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าป่านนี้เยี่ยหลิงน้องสาวจะเป็นอย่างไร อีกอย่างการที่เขาได้มาที่ฉางหลาน ทำให้พบกับโม่อวิ๋นฉีและคนอื่น ต้องบอกว่าสถานศึกษาฉางหลานให้ความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจของเยี่ยฉวนด้วยต่างหาก !

สถานศึกษาฉางหลานจึงเปรียบเสมือนบ้าน ! สมัยที่พวกเขาอาศัยอยู่กับตระกูลเยี่ยที่เมืองชิง ยังไม่ทำให้เขารู้สึกได้เช่นนี้ ! ที่เมืองชิง มีแต่ความเฉยเมยต่อกันและผลประโยชน์เท่านั้น !

ทว่าเมื่อเยี่ยฉวนได้มาอยู่ที่นี่ เขาจึงถ่องแท้ถึงคำว่ามิตรภาพ !

อีกด้านหนึ่งโม่อวิ๋นฉีนิ่งคิดก่อนที่จะพูดขึ้นมาว่า “อาจารย์ใหญ่จี้ ข้าจะบอกความจริงกับท่าน ทีแรกข้าเคยนึกเสียใจ…แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าที่แท้ท่านเป็นคนดี และเมื่อมาที่นี่ข้าได้พบกับพี่หัวขโมยเยี่ย เจ้ายักษ์ไป่ และพี่สาวจี้… พี่หัวขโมยเยี่ยและเจ้ายักษ์ถึงแม้จะชอบขี้อิจฉาข้า เพราะเห็นว่าข้าเก่งกว่า หล่อกว่า แต่…”

“เอาล่ะ เอาล่ะ !” เสียงตัดบททันควัน จากนั้นอาจารย์ใหญ่จี้จึงพยักหน้าและโบกมือไปทางไป๋เจ๋อ “เจ้าพูดมากพอแล้ว เอ้าต่อไป ไป๋เจ๋อว่ามาได้เลย !”

โม่อวิ๋นฉีชะงัก “…”

ไป๋เจ๋อก้าวออกมายืนข้างโม่อวิ๋นฉี เขาส่ายหน้าพลางพูดว่า “ข้าไม่เคยเสียใจ !”

“พวกเขาไม่เสียใจที่เป็นศิษย์ฉางหลาน !” เสียงอาจารย์ใหญ่จี้พึมพำจากบนอากาศ พลันยกไหสุราขึ้นเทลงคออึกใหญ่ หลังจากหยุดสูดลมหายใจเข้าปอดหลายเฮือก ทันใดนั้นเขารวบรวมพลังและบีบไหสุราในมือข้างหนึ่ง พลันไหสุรานั้นแตกกระจาย !

ทันใดนั้นอาจารย์ใหญ่จี้แหงนหน้าส่งเสียงหัวเราะลั่นจากเบื้องบนในระยะไกล “พวกเขาไม่เสียใจที่มาเป็นศิษย์ของข้า เป็นศิษย์ฉางหลาน… รู้อย่างนี้ข้าก็พอใจแล้ว…”

หลังจากนั้น อาจารย์ใหญ่จี้พลันกวาดตาไปทางชายชราสวมผ้าคลุมที่อยู่ในระยะห่างออกไป “เข้ามา มาสู้กับข้า !” สิ้นเสียงคนพูด พลันแสงสว่างฉายรังสีฉาบทั่วไปบนท้องฟ้า

ชายชราสวมผ้าคลุมจับตามอง ขณะนั้นเขาค่อยผลักฝ่ามือออกช้า ๆ ก่อนที่จะพลิกฝ่ามือบิดอากาศเบื้องหน้าฉับพลัน !

การบิดเบือน ! ทักษะยุทธ์พิเศษที่มีเฉพาะขั้นผนึกยุทธ์ !

บนท้องฟ้า ปรากฏลำแสงแห่งพลังสาดกระจายครอบคลุมไปทั่วทุกทิศทาง ทั้งกระแสพลังอันแรงกล้ากระเทือนไปถึงภูเขาฉางหลานสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น คนที่อยู่ในที่ราบมีสีหน้าหวั่นวิตกด้วยไม่แน่ใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่างพากันล่าถอยซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เมื่อเห็นชัดเจนต่อสิ่งที่บังเกิด ชายชราสวมผ้าคลุมพลันสีหน้าแปรเปลี่ยน “เจ้า เจ้าต้องการระเบิดร่างตนเอง !”

ขณะนั้นเอง จู่ ๆ ปรากฏเงื่อมเงาปริศนาขึ้นทางด้านขวาและซ้ายของร่างอาจารย์ใหญ่จี้ !

ฉับ ! ฉับ !

กระแสโลหิตพุ่งออกจากลำคอและบริเวณกลางลำตัวของอาจารย์ใหญ่ !

เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา พลังลึกลับพลันเลือนหายไป ขณะเดียวกันกับที่ร่างของอาจารย์ใหญ่จี้ค่อย ๆ ลอยละลิ่วร่วงลงมาจากเบื้องบน

“พวกสองเงาปริศนาเป็นพวกมือสังหารฝีมือขั้นผนึกยุทธ์จากดินแดนอันธกาล ! ระวังตัว !” เสียงตะโกนเตือนดังมาจากอีกด้านหนึ่งของจ้าวหอชั้นเก้า

เบื้องล่าง ทั้งเยี่ยฉวนและคนอื่นต่างตื่นตะลึงทันทีที่เห็นร่างของอาจารย์ใหญ่จี้ร่วงลงมาจากท้องฟ้า โดยเฉพาะจี้อันซื่อ นางส่งเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจแทบสิ้นสติ

ทันใดนั้น เยี่ยฉวนกระโจนพรวดออกไปเบื้องหน้าและตรงเข้ารับร่างของผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ไว้  ชายหนุ่มค่อยประคองอาจารย์ใหญ่จี้ให้นอนราบกับพื้น สายตามองไปเห็นโลหิตทะลักราวสายน้ำออกจากบาดแผลที่ลำคอของชายชรา

เยี่ยฉวนชะงักนิดหนึ่งด้วยความตกใจ ทันใดนั้นเขาล้วงเอายาโอสถเทพประสานออกมา แต่ทว่าอาจารย์ใหญ่จี้กลับยกมือขึ้นกุมบาดแผลที่ลำคอไว้พลางส่ายศีรษะช้า ๆ “ข้าไม่ต้องการยา !”

คนตรงหน้าชะงักมือที่กำลังเทยา เขามองหน้าอาจารย์ใหญ่ ขณะที่คนชราจ้องลึกลงไปในดวงตาของเยี่ยฉวนและคนอื่น ๆ เสียงกระซิบราวรำพึงกับทุกคน “ข้าปกป้อง

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

บทที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

“เจ็บสิ”

“เจ็บจะตายอยู่แล้ว !”

เยี่ยฉวนเพิ่งเคยรู้สึกอยากตายเป็นครั้งแรก !

มันเคยเป็นเพียงความเจ็บปวดของเลือดเนื้อภายนอกร่างกาย แต่คราวนี้เขารู้สึกได้ว่าอวัยวะภายในและเส้นเลือดทั้งหลายสั่นสะท้านราวกับกำลังแตกเป็นริ้ว ๆ นี่เป็นความเจ็บปวดในระดับที่ชายหนุ่มไม่เคยสัมผัสมาก่อน !

“เจ้าต้องอดทนไว้ !”

เยี่ยฉวนกัดฟันอย่างอดกลั้น ทั้งร่างยังไม่หยุดสั่น

เขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะหลับตาพักผ่อนสักครู่ แต่ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาทำไม่ได้ เมื่อหมดสติไปแล้วครั้งหนึ่ง ก็เป็นไปได้ว่าคงไม่อาจฟื้นขึ้นมาอีก !

ถ้าข้าไม่ฟื้น จะเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวข้ากัน ?

นางอายุเพียง 12 ปี คนในตระกูลเยี่ยจะเมตตานางหรือไม่ ?

เมื่อคิดถึงเยี่ยหลิง เยี่ยฉวนพลันเงยหน้าขึ้นและร้องคำรามออกมา มือทั้งสองกำแน่น ส่วนใบหน้าก็เต็มไปด้วยสีสันที่บ้าคลั่ง “มาเลย เจ็บมากกว่านี้อีกสิ ฮ่า ๆ ข้าทนได้… ข้า… เจ็บปวดเหลือเกิน ยังไงก็ช่วยเพลาลงหน่อยเถอะ…”

เวลาค่อย ๆ ผ่านไปทีละน้อยจนเยี่ยฉวนไม่รับรู้แล้วว่าทั้งหมดนี้ใช้เวลานานเท่าใด ร่างกายของเขาทรุดลงราวกับร่างเนื้อที่ไร้ซึ่งกระดูกพยุง ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มจะเริ่มกระตุกคล้ายกับคนเป็นโรคลมชัก

อาการชักกระตุกนี้ยังคงดำเนินอยู่ประมาณ 1 เค่อ และเมื่อหยุดลง ร่างของเขาก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ !

เยี่ยฉวนนอนแผ่ราบไปกับพื้น เขาไม่เหลือแรงจะขยับตัวแล้ว !

ในเวลาเดียวกันนั้น ข้างนอกหอคอยแห่งเรือนจำพลันมีเมฆจำนวนมหาศาลรวมตัวกันบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย ทำให้ในไม่ช้าสายฝนเริ่มตกลงมา แต่ทว่าพื้นอื่นที่รอบด้านข้างท้องฟ้ากลับแจ่มใสและมีแสงแดดจ้า พร้อมกันนั้นข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย สายรุ้งอันบางเบาค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน และเมื่อรุ้งสายแรกโผล่ขึ้นมา รุ้งสายที่สองก็ปรากฏขึ้นตาม เช่นเดียวกับรุ้งสายที่สามที่กำลังค่อย ๆ ปรากฏขึ้นภายในหอคอยแห่งเรือนจำนั้น ก่อนที่จู่ ๆ เยี่ยฉวนจะตัวสั่นขึ้นมาเล็กน้อยและรุ้งสายที่สามจะพลันหายวับไป

นี่คือนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์ !

ทุกคนในเมืองชิงปั่นป่วน !

อัจฉริยะได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วระหว่างสองพิภพ เมื่อมีเหตุการณ์ผ่านด่านหรือทะลวงเลื่อนขั้นได้ พวกเขาจะดึงดูดนิมิตของทั้งสวรรค์และโลกมนุษย์ หากจะว่ากันตามจริงแล้ว เรื่องนี้เคยเป็นเพียงตำนานเรื่องเล่าเท่านั้น แต่มาบัดนี้เหตุการณ์อัศจรรย์ได้เกิดขึ้นแล้วในเมืองชิง ดังนั้นทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย

ณ จวนตระกูลเยี่ย ผู้เฒ่าสูงสุด บรรดาผู้อาวุโสและทุกคนในตระกูลต่างมารวมตัวที่ลานกว้างกันพร้อมหน้า ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยคำนับฟ้าและกล่าวอย่างตื่นเต้น “ขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาครอบครัวตระกูลเยี่ยและเยี่ยหลาง !”

ทุกคนในตระกูลเยี่ยคุกเข่าและคำนับลงพร้อมกัน !

ในเวลานี้ ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยต่างยินดีปรีดาอย่างที่สุด !

ภายในคฤหาสน์ตระกูลเจียง

ชายชรามองไปที่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกเหนือจวนตระกูลเยี่ยก่อนที่สีหน้าของเขาจะกลายเป็นน่าเกลียด “เจ้าเยี่ยหลางช่างยิ่งใหญ่อะไรปานนั้น ! เขาสามารถดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้… ใครก็ได้ ไปตามผู้นำตระกูลจางและตระกูลหลีมาที่นี่ที บอกว่าข้ามีเรื่องต้องการหารือ”

ในเมืองชิง วิญญาณนกพิราบผู้พิทักษ์นับไม่ถ้วนโผขึ้นฟ้าแล้วบินไปทุกทิศทุกทาง ภาพนี้เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็นนัก !

เรื่องที่ตระกูลเยี่ยมีผู้ถูกเลือกอยู่หนึ่งคนนั้นไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด และถึงแม้ว่าผู้ถูกเลือกนั้นจะหาได้ยากยิ่ง แต่ผู้ที่มีพรสวรรค์ถึงขนาดดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้นั้นกลับหายากยิ่งกว่า

เป็นที่รู้กันดีว่าต่อแต่นี้ไป ตระกูลเยี่ยได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้นแล้ว !

ไม่ใช่เพียงแต่ในเมืองชิง แต่ยังหมายถึงทั่วในแคว้นเจียงทั้งหมดหรือแม้แต่ในทวีปชิงก็ตาม

ขณะนี้ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยเกือบจะพากันลุกฮือด้วยความตื่นเต้น นอกจากนี้เบี้ยเลี้ยงส่วนตัวของแต่ละคนยังถูกปรับขึ้นเพิ่มอีกหนึ่งเดือนเพื่อเป็นสินน้ำใจ และไม่เพียงเท่านั้น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยยังได้ตรงเข้าไปหาผู้นำตระกูลเพื่อให้ท่านได้มอบตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์ให้แก่เยี่ยหลางอีกด้วย

ผู้นำรุ่นเยาว์นั้นเป็นตำแหน่งที่แตกต่างจากผู้สืบทอดของตระกูล ตำแหน่งผู้สืบทอดนั้นหมายถึงผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคต แต่ตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์นั้นมีศักดิ์และอำนาจมากเป็นอันดับสองรองจากประมุขสูงสุดแห่งตระกูลเยี่ยแต่เพียงผู้เดียว แม้ว่าผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยจะกระทำเกินกว่าอำนาจ แต่เขาก็ไม่สน นั่นเพราะในเร็ว ๆ นี้เยี่ยหลางกำลังจะกลายเป็นอัจฉริยะแห่งยุคที่นานปีจะมีให้พบได้สักหนึ่งหน กระนั้นแล้วท่านผู้นำตระกูลจะสามารถทำอะไรเขาได้ ?

ในวันข้างหน้า วาสนาทั้งหมดของตระกูลเยี่ยคงต้องพึ่งพาเยี่ยหลางแล้ว !

ที่ลานหน้าจวน เยี่ยหลางเงยหน้าขึ้นมองนิมิตบนท้องฟ้า คิ้วขมวดเป็นปมแน่น

เขาทะลวงเลื่อนขั้นได้แล้ว !

เขาได้เลื่อนจากขั้นที่หก ผสานลมปราณเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ !

แต่กระนั้นเยี่ยหลางก็ยังคลางแคลงใจอยู่ เมื่อ 2 ชั่วยามที่แล้วเขาสำเร็จพลังขั้นหลอมรวมลมปราณได้ แต่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์กลับเพิ่งมาปรากฏเอาตอนนี้ ! ดังนั้นแล้วเขาจึงไม่อาจแน่ใจได้ว่า นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์คราวนี้นั้นเกิดจากตนหรือไม่ !

ไม่นานนัก เยี่ยหลางพลันยิ้มออกมาอย่างเย็นชา “หึ หากไม่ใช่ข้าแล้วใครกันเล่าที่จะมีความสามารถในการดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกนี้ ? ดูเหมือนว่าชีวิตนี้ โชคชะตาจะกำหนดให้ข้าเป็นผู้ครอบครองพรสวรรค์อันสุดยอด !”

หลังจากกล่าวได้ดังนั้น เยี่ยหลางก็พลันหมุนตัวและเดินจากไป

ณ หอคอยแห่งเรือนจำ

เยี่ยฉวนนอนอยู่บนพื้น เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจรู้ได้ ในตอนนั้นเองเสียงของสตรีลึกลับพลันดังขึ้นภายในห้อง “ลุกขึ้นเสีย แล้วจงดูที่ร่างกายของเจ้า !”

เยี่ยฉวนค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นและก้มลงมองร่างของตัวเอง เขาชะงักไปทันทีเพราะตอนนี้ผิวของเขามีประกายสีทองจาง ๆ แผ่ออกมา !

“นี่มันอะไรกัน ?” เยี่ยฉวนมองไปรอบ ๆ ด้วยความสับสน

สตรีลึกลับกล่าว “ขั้นกายาทองคำนั้นหมายถึงการปลูกฝังทองคำลงภายในกายหยาบของให้หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ร่างกายที่ถือเป็นรากฐาน เจ้าจึงจำเป็นจะต้องมีพื้นฐานเสียก่อน แต่การที่พื้นฐานของเจ้าจะดีหรือไม่นั้น ก็มิได้เป็นตัวตัดสินว่าเจ้าจะไปได้ไกลแค่ไหน …คนธรรมดาทั่วไปมัวแต่เพียงฝึกฝนเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายภายนอก แต่ละเลยความมั่นคงจากอวัยวะภายใน ทว่าในความเป็นจริงแล้วต้องเริ่มฝึกฝนจากภายในจึงจะดีที่สุด เมื่อกล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะภายในทั้งหมดของเจ้าแข็งแรงเท่านั้นจึงจะสามารถทนรับต่อแรงปะทะจากภายนอกได้ แม้ว่าเจ้าจะได้รับความเจ็บปวดเหนือมนุษย์ในตอนนี้ แต่มันก็จะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า หรือหากเจ้าลองมองให้ดี เจ้าก็จะเห็นประโยชน์ของมันตั้งแต่ตอนนี้”

เยี่ยฉวนสูดลมหายใจเข้าจนลึกแล้วประสานมืออย่างช้า ๆ ขณะนี้เขารู้สึกได้เลยว่าลมปราณภายในปั่นป่วนพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งร่าง !

เมื่อรู้สึกได้เช่นนี้ เยี่ยฉวนก็บังเกิดความยินดีเหลือประมาณ

จริงดังที่สตรีลึกลับกล่าว ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากเมื่อก่อน !

ไม่เพียงเท่านั้น หากจะพูดถึงความแข็งแกร่งแล้ว เทียบกับเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย อาจกล่าวได้ว่าชายหนุ่มไม่รู้สึกกดดันเลยสักนิดหากตอนนี้จะต้องประมือกับคู่ต่อสู้ตัวฉกาจแบบตัวต่อตัว ยกตัวอย่างเช่น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยที่ถึงแม้จะมีลำดับพลังอยู่ในขั้นผสานลมปราณ แต่ก็ใช้ชีวิตแบบสุขสบายมาตลอด ไม่เคยต้องได้รับความยากลำบากอะไร

เยี่ยฉวนรีบร้อนถามเมื่อฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ “ท่านผู้อาวุโส ตอนนี้น้องสาวข้าได้รับความเจ็บป่วยทุกข์ทรมาณจากพิษธาตุเย็น ท่านพอจะช่วยได้หรือไม่ ?”

สตรีลึกลับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม “เด็กหญิงตัวเล็กคนนั้นน่ะหรือ ?”

เยี่ยฉวนพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว

สตรีลึกลับพลันกล่าว “แน่นอน ข้ามีหนทางรักษานาง แต่น้องสาวของเจ้าไม่อาจเข้ามาในหอคอยแห่งนี้ได้”

“ทำไม ?” เยี่ยฉวนงงงวย

สตรีลึกลับตอบ “จิตวิญญาณของหอคอยนี้กำลังหลับใหลอยู่ในห้วงลึกแห่งภวังค์ แม้ว่าตอนนี้มันจะยอมรับเจ้าเป็นเจ้านาย แต่เจ้าก็ยังไม่ได้ครอบครองกฎแห่งเต๋าเลยแม้แต่ข้อเดียว ดังนั้นเจ้าจึงไม่สามารถพาคนอื่นมาที่นี่ได้ หรือหากเจ้าดึงดันจะพาใครสักคนเข้ามา มันก็จะกำจัดคนแปลกหน้าผู้นั้นทันทีโดยสัญชาตญาณ”

เมื่อได้ยินดังนี้ใบหน้าของเยี่ยฉวนจึงสลดลง “ดูเหมือนคงมีแต่ข้าจะต้องพาน้องสาวเข้าไปหาหมอในเมืองหลวงเท่านั้น”

ขณะนี้เขาเองก็เปรียบเสมือนลูกนกที่ใกล้จะแตกรัง กล่าวคือหากเขาต้องการที่จะบรรลุขั้นหลอมรวมลมปราณให้ได้ เขาก็ต้องตามหาวิญญาณกระบี่เพื่อจะดูดซับเข้าไป แต่วิญญาณกระบี่ขั้นสูงนั้นสูงค่ามากจนมิอาจประมาณค่าได้ ทั่วทั้งเมืองชิงอาจจะมีแค่เล่มเดียวเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ตระกูลเยี่ยจะมีในครอบครองเลย ! แต่ในสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองในแคว้นเจียงอย่างเมืองหลวง ไม่แน่ว่าอาจจะมีวิญญาณกระบี่อยู่บ้างก็ได้ !

Comment

Options

not work with dark mode
Reset