หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 206 ข้าคือคนที่อยู่เบื้องหลัง ไม่เชื่อหรือ ? (ต้น)

บทที่ 206 ข้าคือคนที่อยู่เบื้องหลัง ไม่เชื่อหรือ ? (ต้น)

เสียงพึมพำแผ่วเบาของอาจารย์ใหญ่จี้ “ข้าไม่อาจอยู่ปกป้องพวกเจ้าได้อีกแล้ว !” ด้วยคำพูดนั้น พลันเยี่ยฉวนและทุกคนน้ำตาเริ่มรินหลั่งร่ำไห้

เยี่ยฉวนฉวยมือของอาจารย์ใหญ่ขึ้นมาจับไว้แน่น เขาเพิ่งตระหนักแก่ใจก็วันนี้ ว่าความรู้สึกที่มีต่อชายชราอาจารย์ใหญ่ผู้นี้ เป็นความรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นเสมือนญาติ เป็นคนในครอบครัว !

ครอบครัวของเขา !

เช่นเดียวกับโม่อวิ๋นฉี ซึ่งยกฝ่ามือขึ้นปิดหน้าขณะร่ำไห้ สภาพของเขาในเวลานี้ไม่หลงเหลือคราบของชายหนุ่มเจ้าสำราญ ตลกโปกฮาแบบเดิมแม้แต่น้อย

ไป๋เจ๋อนั่งคุกเข่าบีบมือทั้งสองข้างแน่น เขามิได้ร่ำไห้เช่นคนอื่น แต่แววตาหมองมัวราวกับมีม่านหมอกปกคลุม

จี้อันซื่อศีรษะตกซ่อนปิดสีหน้า ยังคงนิ่งเงียบไม่มีเสียงเล็ดลอด

ลมหายใจของอาจารย์ใหญ่ยามนี้ อ่อนเบารวยรินลงทุกขณะ เขาพยายามกวาดสายตามองใบหน้าของศิษย์ไล่เรียงทุกคน ในที่สุดก็มาหยุดลงที่เยี่ยฉวน “หลังจากที่อาจารย์ตาย เจ้าจงทำหน้าที่ในฐานะอาจารย์ใหญ่แห่งสถานศึกษาฉางหลานแทนข้า รับปากสิว่า เจ้าจะช่วยดูแลและจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายพวกเขาอีก”

เยี่ยฉวนพยักหน้าหนักแน่น ก่อนสะอึกคำพูดละล่ำละลัก “ขอรับ !”

ชายชราเหยียดมุมปากยิ้มบางเบา แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้โลหิตทะลักพรวดไหลออกมาตามร่องนิ้วมือที่กุมบาดแผลที่ลำคอ เขาเงยหน้ามองไปในที่แสนไกลบนท้องฟ้า

“ข้าต้องการให้เจ้าทำสองเรื่อง เรื่องแรกถ้าเป็นไปได้ ต่อไปเจ้าช่วยนำร่างของศิษย์ฉางหลานซึ่งแขวนอยู่ตามทางเดินขึ้นเขาฉางซานกลับมา เวลานี้เจ้าคืออาจารย์ใหญ่ ดังนั้นภาระหน้าที่นี้จึงตกอยู่กับเจ้า”

“อีกเรื่องก็คือ ข้ามาจากสถานศึกษาฉางหลานสำนักใหญ่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใจกลางแผ่นดินใหญ่ แต่เพราะข้าไม่ดีเองทำให้อาจารย์ผิดหวัง ถ้าเจ้ามีโอกาส ช่วยกลับไปที่ฉางหลานสำนักใหญ่และคุกเข่าคำนับต่ออาจารย์ขออภัยแทนข้าที บอกเขาว่าข้าคงต้องตอบแทนความเมตตาของเขาในชาติหน้า”

คนพูดจบร่างของผู้เฒ่าทะยานขึ้นสู่อากาศ ต่อมาบังเกิดพลังบางอย่างพุ่งวาบเข้าห่อหุ้มกลุ่มเยี่ยฉวนและพวกทั้งสามไว้ พลันพลังที่เข้าห่อหุ้ม ได้หอบเอาเยี่ยฉวนและพวกลงไปยังเชิงเขาฉางหลานในชั่วพริบตา ขณะเดียวกันร่างของอาจารย์ใหญ่จี้ทะยานสูงสู่อากาศเบื้องบน จากนั้นรังสีสว่างวาบกระจายออกจากร่างของเขา !

เนื่องด้วยรังสีแห่งพลังนั้นกล้าแกร่งยิ่ง ทำให้ผู้พบเห็นที่อยู่ในบริเวณต่างหน้าถอดสีด้วยความตระหนกตกใจ ! ไม่เว้นแม้แต่ชายชราสวมผ้าคลุม เขาเบิกตาโพลงจ้องมองมายังร่างของอาจารย์ใหญ่จี้ “จะ เจ้า…”

ทันใดนั้น อาจารย์ใหญ่พุ่งพรวดเข้าหาคนชราสวมผ้าคลุมอย่างรวดเร็ว ฉับพลันนั้นเอง เงาดำสองร่าง จู่ ๆ ก็โผล่เข้ามาจากทิศทางใดไม่ปรากฏ พวกมันพุ่งมาทั้งด้านขวาและซ้ายของอาจารย์ใหญ่จี้ !

ทันทีที่เหลือบเห็นสองร่างเงา ผู้เฒ่าจี้พลันหลับตาลง “พาพวกเขาหนีไป !”

หลังจากนั้น…

ตู้ม !

ระเบิดพลังรุนแรงพุ่งออกจากร่างของอาจารย์ใหญ่จี้… ความกล้าแกร่งแห่งพลังแปรเปลี่ยนร่างทั้งร่างของผู้เฒ่าแหลกกระจายกลายเป็นละไอหมอกโลหิตในทันที…

การระเบิดตนเองของยอดยุทธ์ในขั้นสุดยอดผนึกยุทธ์ ! พลังรุนแรงน่าเกรงขามอะไรอย่างนี้ ?!!

สถานการณ์ที่ท้องฟ้าเบื้องบน พลังระเบิดนั้นได้ส่งแรงกระแทกเงาปริศนาทั้งสองซึ่งปรากฏทางด้านขวาและซ้ายของอาจารย์ใหญ่จี้ก่อนหน้า กระเด็นไกลออกไปและในที่สุดตกลงสู่พื้นดินห่างออกไปนับร้อยจั้ง และนั่นเองทำให้ชายหนุ่มที่ยืนข้างพร้อมทั้งชายชราสวมผ้าคลุมถอยกรูดรวดเร็ว ไม่เพียงแต่พวกเขาที่ตื่นตระหนก ทว่าบรรดายอดยุทธ์ที่ซุ่มอยู่ต่างต้องล่าถอยในเวลาเดียวกัน…

ฉับพลันนั้นความรุนแรงแห่งพลังยังทำให้ยอดเขาฉางหลานถล่มหายไปกว่าครึ่ง !

ขณะที่อาจารย์ใหญ่จี้เลือกที่จะใช้พลังระเบิดชีพของตนเองนั้น  จ้าวหอชั้นเก้าและเจียงเยว่เทียนพลันปรากฏขึ้นข้างเยี่ยฉวนและพวกที่บริเวณเชิงเขา เขามีสีหน้าเคร่งเครียดพูดกับเยี่ยฉวนว่า “เร็วเข้า พวกเราต้องกลับไปที่สำนักอัปสรเมรัย”

“สำนักอัปสรเมรัย !” เจียงเยว่เทียนหันไปมองหน้าจ้าวหอชั้นเก้าราวกับไม่เชื่อหู ! “พาเยี่ยฉวนไปที่นั่น เท่ากับจะทำให้หอสำนักอัปสรเมรัยกลายเป็นสนามประลองได้ !”

“สำนักอัปสรเมรัยถือข้างเยี่ยฉวนไม่ใช่หรือ ?” ทั้งเยี่ยฉวนและเพื่อนทั้งสามหันมามองจ้าวหอชั้นเก้าอย่างไม่อยากเชื่อต่อสิ่งที่ได้ยิน จ้าวหอตั้งใจจะให้พวกเขาหนีไปที่หอสำนักอัปสรเมรัย เพราะเวลานี้กล่าวได้ว่า ยอดยุทธ์ขั้นสุดยอดผนึกยุทธ์ไม่ต่ำกว่าโหลหนึ่งกำลังมาตามล่าพวกเขาทั้งสี่ !

ถ้าพวกเยี่ยฉวนหนีไปที่หอสำนักอัปสรเมรัย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหอสำนักอัปสรเมรัยจะกลายเป็นสนามประลองไปโดยสิ้นเชิง !

เยี่ยฉวนมีท่าทางไม่แน่ใจ และกำลังอ้าปากจะคัดค้าน แต่จ้าวหอชั้นเก้ากลับขัดจังหวะขึ้นทันที “เร็วเถอะ อย่ามัวชักช้า” จากนั้นเขาหันไปมองเจียงเยว่เทียน “ท่านพี่เจียง ช่วยข้าคุ้มกันพวกเขาและตามมาขอรับ !”

พลันคนพูดสะบัดมือขวาและหายวับไปจากจุดที่ยืนพร้อมด้วยเยี่ยฉวนและจี้อันซื่อ เจียงเยว่เทียนชะงักงันไปเสี้ยววินาที ก่อนสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด “มาเดิมพันข้างเยี่ยฉวนกัน !” ทันทีที่พูดจบ เขาและโม่อวิ๋นฉีพร้อมด้วยไป๋เจ๋อหายวาบไปจากสถานที่อย่างรวดเร็ว

เมื่อคนทั้งกลุ่มหายไปหมดแล้ว หลี่เสวียนชางและชายชุดดำพลันปรากฏตัวขึ้น ณ จุดที่คนทั้งกลุ่มเพิ่งหายไป สายตาเหี้ยมเกรียมของหลี่เสวียนชางจับตามองเงาดำของกลุ่มคนที่บนท้องฟ้าไกลออกไป “พวกสำนักอัปสรเมรัย มันคงเสียสติไปแล้ว ?”

ภายในใจของเขาเกิดความฉงนสนเท่ห์อย่างยิ่ง เพียงต้องการปกป้องเยี่ยฉวนและคนอีกไม่กี่คน สำนักอัปสรเมรัยกล้าเสี่ยงต่อความไม่พอใจของกองกำลังอำนาจทั้งหลาย ! ซ้ำร้ายจะเป็นที่ปรากฏชัดเจนว่าการกระทำจะยั่วยุมหาอำนาจเหล่านั้น !

บัดนี้เหล่ายอดยุทธ์ขั้นพลังผนึกยุทธ์นับสิบอยู่ที่นี่ ในจำนวนนี้ สามถึงสี่คนมีขั้นพลังระดับสุดยอดผนึกยุทธ์ !

ที่สำคัญสถานศึกษาฉางมู่แห่งอาณาจักรต้าอวิ๋นและสำนักมือสังหารแห่งดินแดนอันธกาลก็มาร่วมอยู่ด้วยเช่นกัน !

ทั้งสองสำนักหาใช่กองกำลังระดับสามอย่างใดไม่ !

สำนักอัปสรเมรัยกล้าขัดแย้งกับกองกำลังทั้งสองในเวลาเดียวกันเชียวหรือ ?

ใกล้กับหลี่เสวียนชางเป็นชายในชุดดำพูดเสียงกระซิบ “ต้องมีใครสักคนอยู่เบื้องหลังเยี่ยฉวนแน่ !”

“ใครสักคนอย่างนั้นหรือ ?” หลี่เสวียนชางสีหน้าเกรี้ยวกราดดุดัน “ใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังมัน ทั้งไอ้เยี่ยฉวนและพวก จะต้องถูกเด็ดหัวภายในวันนี้ !”

เขากวาดตามองรอบข้าง “เยี่ยฉวนอายุไม่เท่าไรก็เป็นปรมาจารย์วิทยายุทธ์ และยังเป็นปรมาจารย์กระบี่ ถ้าไม่กำจัดเสียในวันนี้ ข้าเกรงว่าต่อไปจะไม่เป็นผลดีพวกเจ้าทั้งหลาย หากวันหนึ่งวันใดที่คนผู้นั้นเป็นจ้าวกระบี่ หรือถึงแม้จะเป็นเพียงผู้ฝึกกระบี่ แต่มันก็คงมีโอกาสทะยานขึ้นสู่ราชันกระบี่สูงยิ่ง !”

ท่ามกลางความเงียบงัน ชายชราสวมผ้าคลุมพร้อมชายหนุ่มทะยานมาในอากาศ ติดตามคนทั้งกลุ่มไป ! เยี่ยฉวนต้องตาย !

เหล่าเฒ่าพิลึกพวกนี้อยู่มานานปี ต่างล้วนเข้าใจความนัยแห่งวาจา “กำจัดทั้งทีต้องถอนรากถอนโคน มิให้โงหัวขึ้นมาได้อีก” ถ้าปล่อยเยี่ยฉวนไปวันนี้ เขาจะนำพาหายนะมาสู่พวกตนในวันหน้า !

เมื่อเห็นทุกคนเริ่มไหวตัว หลี่เสวียนชางแสยะยิ้มชั่วร้าย “ดีละ ในวันนี้พวกเราจะถล่มสำนักอัปสรเมรัยและล้างพวกมันออกไปจากโลกยุทธภพด้วย !” จากนั้นทั้งหลี่เสวียนชางและชายชราสวมผ้าคลุมก็หายวับไปจากที่พร้อมกัน

คงถึงกาลที่เมืองหลวงสิ้นสุดความสงบสุขเสียแล้ว !!!

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

บทที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

“เจ็บสิ”

“เจ็บจะตายอยู่แล้ว !”

เยี่ยฉวนเพิ่งเคยรู้สึกอยากตายเป็นครั้งแรก !

มันเคยเป็นเพียงความเจ็บปวดของเลือดเนื้อภายนอกร่างกาย แต่คราวนี้เขารู้สึกได้ว่าอวัยวะภายในและเส้นเลือดทั้งหลายสั่นสะท้านราวกับกำลังแตกเป็นริ้ว ๆ นี่เป็นความเจ็บปวดในระดับที่ชายหนุ่มไม่เคยสัมผัสมาก่อน !

“เจ้าต้องอดทนไว้ !”

เยี่ยฉวนกัดฟันอย่างอดกลั้น ทั้งร่างยังไม่หยุดสั่น

เขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะหลับตาพักผ่อนสักครู่ แต่ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาทำไม่ได้ เมื่อหมดสติไปแล้วครั้งหนึ่ง ก็เป็นไปได้ว่าคงไม่อาจฟื้นขึ้นมาอีก !

ถ้าข้าไม่ฟื้น จะเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวข้ากัน ?

นางอายุเพียง 12 ปี คนในตระกูลเยี่ยจะเมตตานางหรือไม่ ?

เมื่อคิดถึงเยี่ยหลิง เยี่ยฉวนพลันเงยหน้าขึ้นและร้องคำรามออกมา มือทั้งสองกำแน่น ส่วนใบหน้าก็เต็มไปด้วยสีสันที่บ้าคลั่ง “มาเลย เจ็บมากกว่านี้อีกสิ ฮ่า ๆ ข้าทนได้… ข้า… เจ็บปวดเหลือเกิน ยังไงก็ช่วยเพลาลงหน่อยเถอะ…”

เวลาค่อย ๆ ผ่านไปทีละน้อยจนเยี่ยฉวนไม่รับรู้แล้วว่าทั้งหมดนี้ใช้เวลานานเท่าใด ร่างกายของเขาทรุดลงราวกับร่างเนื้อที่ไร้ซึ่งกระดูกพยุง ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มจะเริ่มกระตุกคล้ายกับคนเป็นโรคลมชัก

อาการชักกระตุกนี้ยังคงดำเนินอยู่ประมาณ 1 เค่อ และเมื่อหยุดลง ร่างของเขาก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ !

เยี่ยฉวนนอนแผ่ราบไปกับพื้น เขาไม่เหลือแรงจะขยับตัวแล้ว !

ในเวลาเดียวกันนั้น ข้างนอกหอคอยแห่งเรือนจำพลันมีเมฆจำนวนมหาศาลรวมตัวกันบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย ทำให้ในไม่ช้าสายฝนเริ่มตกลงมา แต่ทว่าพื้นอื่นที่รอบด้านข้างท้องฟ้ากลับแจ่มใสและมีแสงแดดจ้า พร้อมกันนั้นข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย สายรุ้งอันบางเบาค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน และเมื่อรุ้งสายแรกโผล่ขึ้นมา รุ้งสายที่สองก็ปรากฏขึ้นตาม เช่นเดียวกับรุ้งสายที่สามที่กำลังค่อย ๆ ปรากฏขึ้นภายในหอคอยแห่งเรือนจำนั้น ก่อนที่จู่ ๆ เยี่ยฉวนจะตัวสั่นขึ้นมาเล็กน้อยและรุ้งสายที่สามจะพลันหายวับไป

นี่คือนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์ !

ทุกคนในเมืองชิงปั่นป่วน !

อัจฉริยะได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วระหว่างสองพิภพ เมื่อมีเหตุการณ์ผ่านด่านหรือทะลวงเลื่อนขั้นได้ พวกเขาจะดึงดูดนิมิตของทั้งสวรรค์และโลกมนุษย์ หากจะว่ากันตามจริงแล้ว เรื่องนี้เคยเป็นเพียงตำนานเรื่องเล่าเท่านั้น แต่มาบัดนี้เหตุการณ์อัศจรรย์ได้เกิดขึ้นแล้วในเมืองชิง ดังนั้นทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย

ณ จวนตระกูลเยี่ย ผู้เฒ่าสูงสุด บรรดาผู้อาวุโสและทุกคนในตระกูลต่างมารวมตัวที่ลานกว้างกันพร้อมหน้า ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยคำนับฟ้าและกล่าวอย่างตื่นเต้น “ขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาครอบครัวตระกูลเยี่ยและเยี่ยหลาง !”

ทุกคนในตระกูลเยี่ยคุกเข่าและคำนับลงพร้อมกัน !

ในเวลานี้ ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยต่างยินดีปรีดาอย่างที่สุด !

ภายในคฤหาสน์ตระกูลเจียง

ชายชรามองไปที่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกเหนือจวนตระกูลเยี่ยก่อนที่สีหน้าของเขาจะกลายเป็นน่าเกลียด “เจ้าเยี่ยหลางช่างยิ่งใหญ่อะไรปานนั้น ! เขาสามารถดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้… ใครก็ได้ ไปตามผู้นำตระกูลจางและตระกูลหลีมาที่นี่ที บอกว่าข้ามีเรื่องต้องการหารือ”

ในเมืองชิง วิญญาณนกพิราบผู้พิทักษ์นับไม่ถ้วนโผขึ้นฟ้าแล้วบินไปทุกทิศทุกทาง ภาพนี้เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็นนัก !

เรื่องที่ตระกูลเยี่ยมีผู้ถูกเลือกอยู่หนึ่งคนนั้นไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด และถึงแม้ว่าผู้ถูกเลือกนั้นจะหาได้ยากยิ่ง แต่ผู้ที่มีพรสวรรค์ถึงขนาดดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้นั้นกลับหายากยิ่งกว่า

เป็นที่รู้กันดีว่าต่อแต่นี้ไป ตระกูลเยี่ยได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้นแล้ว !

ไม่ใช่เพียงแต่ในเมืองชิง แต่ยังหมายถึงทั่วในแคว้นเจียงทั้งหมดหรือแม้แต่ในทวีปชิงก็ตาม

ขณะนี้ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยเกือบจะพากันลุกฮือด้วยความตื่นเต้น นอกจากนี้เบี้ยเลี้ยงส่วนตัวของแต่ละคนยังถูกปรับขึ้นเพิ่มอีกหนึ่งเดือนเพื่อเป็นสินน้ำใจ และไม่เพียงเท่านั้น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยยังได้ตรงเข้าไปหาผู้นำตระกูลเพื่อให้ท่านได้มอบตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์ให้แก่เยี่ยหลางอีกด้วย

ผู้นำรุ่นเยาว์นั้นเป็นตำแหน่งที่แตกต่างจากผู้สืบทอดของตระกูล ตำแหน่งผู้สืบทอดนั้นหมายถึงผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคต แต่ตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์นั้นมีศักดิ์และอำนาจมากเป็นอันดับสองรองจากประมุขสูงสุดแห่งตระกูลเยี่ยแต่เพียงผู้เดียว แม้ว่าผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยจะกระทำเกินกว่าอำนาจ แต่เขาก็ไม่สน นั่นเพราะในเร็ว ๆ นี้เยี่ยหลางกำลังจะกลายเป็นอัจฉริยะแห่งยุคที่นานปีจะมีให้พบได้สักหนึ่งหน กระนั้นแล้วท่านผู้นำตระกูลจะสามารถทำอะไรเขาได้ ?

ในวันข้างหน้า วาสนาทั้งหมดของตระกูลเยี่ยคงต้องพึ่งพาเยี่ยหลางแล้ว !

ที่ลานหน้าจวน เยี่ยหลางเงยหน้าขึ้นมองนิมิตบนท้องฟ้า คิ้วขมวดเป็นปมแน่น

เขาทะลวงเลื่อนขั้นได้แล้ว !

เขาได้เลื่อนจากขั้นที่หก ผสานลมปราณเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ !

แต่กระนั้นเยี่ยหลางก็ยังคลางแคลงใจอยู่ เมื่อ 2 ชั่วยามที่แล้วเขาสำเร็จพลังขั้นหลอมรวมลมปราณได้ แต่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์กลับเพิ่งมาปรากฏเอาตอนนี้ ! ดังนั้นแล้วเขาจึงไม่อาจแน่ใจได้ว่า นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์คราวนี้นั้นเกิดจากตนหรือไม่ !

ไม่นานนัก เยี่ยหลางพลันยิ้มออกมาอย่างเย็นชา “หึ หากไม่ใช่ข้าแล้วใครกันเล่าที่จะมีความสามารถในการดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกนี้ ? ดูเหมือนว่าชีวิตนี้ โชคชะตาจะกำหนดให้ข้าเป็นผู้ครอบครองพรสวรรค์อันสุดยอด !”

หลังจากกล่าวได้ดังนั้น เยี่ยหลางก็พลันหมุนตัวและเดินจากไป

ณ หอคอยแห่งเรือนจำ

เยี่ยฉวนนอนอยู่บนพื้น เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจรู้ได้ ในตอนนั้นเองเสียงของสตรีลึกลับพลันดังขึ้นภายในห้อง “ลุกขึ้นเสีย แล้วจงดูที่ร่างกายของเจ้า !”

เยี่ยฉวนค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นและก้มลงมองร่างของตัวเอง เขาชะงักไปทันทีเพราะตอนนี้ผิวของเขามีประกายสีทองจาง ๆ แผ่ออกมา !

“นี่มันอะไรกัน ?” เยี่ยฉวนมองไปรอบ ๆ ด้วยความสับสน

สตรีลึกลับกล่าว “ขั้นกายาทองคำนั้นหมายถึงการปลูกฝังทองคำลงภายในกายหยาบของให้หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ร่างกายที่ถือเป็นรากฐาน เจ้าจึงจำเป็นจะต้องมีพื้นฐานเสียก่อน แต่การที่พื้นฐานของเจ้าจะดีหรือไม่นั้น ก็มิได้เป็นตัวตัดสินว่าเจ้าจะไปได้ไกลแค่ไหน …คนธรรมดาทั่วไปมัวแต่เพียงฝึกฝนเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายภายนอก แต่ละเลยความมั่นคงจากอวัยวะภายใน ทว่าในความเป็นจริงแล้วต้องเริ่มฝึกฝนจากภายในจึงจะดีที่สุด เมื่อกล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะภายในทั้งหมดของเจ้าแข็งแรงเท่านั้นจึงจะสามารถทนรับต่อแรงปะทะจากภายนอกได้ แม้ว่าเจ้าจะได้รับความเจ็บปวดเหนือมนุษย์ในตอนนี้ แต่มันก็จะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า หรือหากเจ้าลองมองให้ดี เจ้าก็จะเห็นประโยชน์ของมันตั้งแต่ตอนนี้”

เยี่ยฉวนสูดลมหายใจเข้าจนลึกแล้วประสานมืออย่างช้า ๆ ขณะนี้เขารู้สึกได้เลยว่าลมปราณภายในปั่นป่วนพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งร่าง !

เมื่อรู้สึกได้เช่นนี้ เยี่ยฉวนก็บังเกิดความยินดีเหลือประมาณ

จริงดังที่สตรีลึกลับกล่าว ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากเมื่อก่อน !

ไม่เพียงเท่านั้น หากจะพูดถึงความแข็งแกร่งแล้ว เทียบกับเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย อาจกล่าวได้ว่าชายหนุ่มไม่รู้สึกกดดันเลยสักนิดหากตอนนี้จะต้องประมือกับคู่ต่อสู้ตัวฉกาจแบบตัวต่อตัว ยกตัวอย่างเช่น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยที่ถึงแม้จะมีลำดับพลังอยู่ในขั้นผสานลมปราณ แต่ก็ใช้ชีวิตแบบสุขสบายมาตลอด ไม่เคยต้องได้รับความยากลำบากอะไร

เยี่ยฉวนรีบร้อนถามเมื่อฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ “ท่านผู้อาวุโส ตอนนี้น้องสาวข้าได้รับความเจ็บป่วยทุกข์ทรมาณจากพิษธาตุเย็น ท่านพอจะช่วยได้หรือไม่ ?”

สตรีลึกลับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม “เด็กหญิงตัวเล็กคนนั้นน่ะหรือ ?”

เยี่ยฉวนพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว

สตรีลึกลับพลันกล่าว “แน่นอน ข้ามีหนทางรักษานาง แต่น้องสาวของเจ้าไม่อาจเข้ามาในหอคอยแห่งนี้ได้”

“ทำไม ?” เยี่ยฉวนงงงวย

สตรีลึกลับตอบ “จิตวิญญาณของหอคอยนี้กำลังหลับใหลอยู่ในห้วงลึกแห่งภวังค์ แม้ว่าตอนนี้มันจะยอมรับเจ้าเป็นเจ้านาย แต่เจ้าก็ยังไม่ได้ครอบครองกฎแห่งเต๋าเลยแม้แต่ข้อเดียว ดังนั้นเจ้าจึงไม่สามารถพาคนอื่นมาที่นี่ได้ หรือหากเจ้าดึงดันจะพาใครสักคนเข้ามา มันก็จะกำจัดคนแปลกหน้าผู้นั้นทันทีโดยสัญชาตญาณ”

เมื่อได้ยินดังนี้ใบหน้าของเยี่ยฉวนจึงสลดลง “ดูเหมือนคงมีแต่ข้าจะต้องพาน้องสาวเข้าไปหาหมอในเมืองหลวงเท่านั้น”

ขณะนี้เขาเองก็เปรียบเสมือนลูกนกที่ใกล้จะแตกรัง กล่าวคือหากเขาต้องการที่จะบรรลุขั้นหลอมรวมลมปราณให้ได้ เขาก็ต้องตามหาวิญญาณกระบี่เพื่อจะดูดซับเข้าไป แต่วิญญาณกระบี่ขั้นสูงนั้นสูงค่ามากจนมิอาจประมาณค่าได้ ทั่วทั้งเมืองชิงอาจจะมีแค่เล่มเดียวเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ตระกูลเยี่ยจะมีในครอบครองเลย ! แต่ในสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองในแคว้นเจียงอย่างเมืองหลวง ไม่แน่ว่าอาจจะมีวิญญาณกระบี่อยู่บ้างก็ได้ !

Comment

Options

not work with dark mode
Reset