เกิดใหม่เป็นตัวร้ายโหลยๆแล้วทำไม? ผมจะช่วยน้องนางเอก(อวย)ของผมเอง!! – ตอนที่ 184

< < 130 Sec1 > >

“รับอะไรดีคะ”

พี่สาวพนักงานเดินมาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“นั่นสินะ ..ขอรับเป็นชาฝรั่ง แล้วก็คุกกี้ลิ้นแมวครับ”

เอเธอร์พูดตอบด้วยท่วงท่าที่งดงามกระทั่งการขยับปาก ทำให้พี่สาวพนักงานใจเต้นนิดหน่อย

“รับทราบค่ะ ทางนั้น”

“ขอชาชงอย่างดีก็พอครับ” ผมขยิบตาให้ “แล้วก็รอยยิ้ม”

….

“คะ ค่า”

พี่สาวพนักงานเดินกลับไปด้วยใบหน้าที่อย่างกับเปื้อนซอสมะเขือเทศมา เมื่อเธอเดินไปจนพ้นสายตาแล้ว ผมก็กุมขมับตัวเองกับโต๊ะของร้าน

“..น่าอายชิบ”

พูดอะไรไปฟร้ะเนี่ย เก็ทชะมัด ไอ้หมอนี่น่าต่อยชะมัด!

แม้แต่ตัวเองยังอยากต่อยตัวเองขึ้นมาเลย บัดซบ

อนึ่ง ตอนนี้ผมนั่งอยู่กับเอเธอร์ในร้านคาเฟ่ห์ที่ตกแต่งอย่างดีแต่ไม่ได้ใหญ่มาก และใช้วัสดุราคาไม่แพงมาก กล่าวคือมันคือคาเฟ่ห์ธรรมดาทั่วๆไป ไม่ได้หรูหราอะไร แถมไม่ค่อยจะมีคนอีก

“พักนี้ดูไปได้สวยกับเบลลามีนะครับ”

จู่ๆเอเธอร์ก็เปิดหัวเรื่องเกี่ยวกับเบลลามีขึ้นมา

“ไปได้สวยสินะ ..นั่นสินะ ..หึ หึ..นั้นเหรอ แล้วได้ยินมาจากใครล่ะ? ไม่ใช่ว่าเสกตัวอะไรติดตามพวกฉันมาหรอกนะ”

อย่างหลังที่พูดเป็นไปไม่ได้หรอก 

“ได้ยินมาจากแองเจลิน่าครับ”

นั่นไง เห็นมั้ย ..เดี่ยวนะ

“ได้ยินชื่อแองเจลิน่าออกจากปากนายบ่อยจริงนะ” ผมเขม็งใส่ “ก็ไม่ได้อะไรหรอก แต่ช่วยอธิบายหน่อยได้รึเปล่า”

“เป็นห่วงสินะครับ แองเจลิน่าช่างโชคดีที่มีน้องชายดั่งเรเซอร์”

“ไม่ต้องหาเรื่องเลี่ยงตอบเลย ฉันไม่เหลิงหรอกนะบอกให้”

“น่าเสียดายจริงๆครับ”

เอเธอร์กอดอกและหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะพูดพึมพำออกมา

“ผมสนใจเธอนิดหน่อยครับ”

…แองเจลิน่า..

ความรู้สึกหลายอย่างปนอยู่ในใจผม ทั้งเศร้า ทั้งโกรธ ทั้งยินดี ทั้งดีใจ แต่สำคัญที่สุดผมรู้ดีว่านี่เป็นจังหวะดี—ในการปลดปล่อยแองเจลิน่าออกจากคาน

อายุอีกหน่อยก็จะสามสิบแล้วด้วย มีตอนนี้ช้าไปมากก็จริง แต่ก็ยังทันอยู่ 

เอเธอร์เองก็เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม เห็นบ้าบออย่างนี้ แต่ฐานะนี่เข้าขั้นเทพ เป็นบุคลากรที่แม้แต่ราชายังอยากให้แต่งงานกับลูกสาวของตัวเองใจจะขาด จากที่ได้ยินมาน่ะนะ เพราะอย่างนั้นแล้ว–แองเจลิน่า วางใจให้น้องชายคนนี้ได้เลยนะ!

“ให้เป็นพ่อสื่อให้มั้ย?”

ผมยิ้มให้เอเธอร์–หมอนั่นยิ้มตอบกลับ

“ขอปฏิเสธครับ”

“..เห็นแบบนี้แต่ฉันรู้เรื่องที่แองเจลิน่าชอบเยอะมากเลยนา”

“ดูเหมือนว่าเรเซอร์จะเข้าใจผิดไปไกลเลยนะครับที่ผมสนใจไม่ใช่ในเชิงชู้สาวเสียหน่อย ผมสนใจเธอก็คล้ายๆกับสนใจเรเซอร์”

..อะไรกัน น่าเสียดายแฮะ

“แล้วสนใจอะไรในตัวแองเจลิน่าล่ะ? ถ้าคิดจะทำเธอเป็นของเล่นฉันไม่ปล่อยนายไว้แน่”

“คิดว่าเธอเป็นพี่สาวที่ยอดเยี่ยม ผมต้องการจะเรียนรู้การเป็นพี่ที่ดีจากเธอครับ”

เอเธอร์สนใจความสัมพันธ์พี่น้องเนี่ยนะ? ในนิยายต้นฉบับไม่เห็นมีบอกเลย

ไม่สิ ต้องบอกว่าในนิยายไม่เคยเล่าในมุมของเอเธอร์เลยต่างหาก–เอาอีกแล้วไอ้คนเขียน ทิ้งเช็ตติ้งสำคัญสุดๆแบบนี้ได้ยังไงวะ

อ่า คันมืออยากซัดหน้าคนเขียนจังๆสักทีชะมัด

“อะไรดลใจให้สนใจเรื่องพี่น้องเหรอ”

“ทางผมเองก็ไม่แน่ใจเสียเท่าไหร่—คิดว่าสักวันคงได้คำตอบเอง” เอเธอร์แอบถอนหายใจเบาๆ “แล้วกับเบลลามีเป็นยังไงบ้างเหรอครับ ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา”

“..ก็มีทำอาหารด้วยกัน ไปจ่ายตลาดด้วยกัน ดูดาวด้วยกัน จับมือกัน แล้วก็ ..ให้พูดหมดจริงดิ น่าอายชะมัด”

“ไม่จำเป็นหรอกครับ จากที่ได้ยินแล้วเรเซอร์ยังคงความสัมพันธ์ที่ใสซื่อไว้อยู่ผมก็ดีใจ”

…ความสัมพันธ์ที่ใสซื่อ?

“ยังไม่ข้ามเส้นสินะครับ”

“..อ่า ก็ใช่แหละ แล้วมันใช่เรื่องที่คนอย่างนายต้องสนใจด้วยรึ?”

“จะว่าใช่ก็ใช่ครับ ทว่าก็ไม่ใช่เสียทีเดียว”

ย้อนแย้งจังเลยนะ

“ทางนี้สงสัยมานานแล้วแหหละ ว่าทำไมนายถึงดูเอ็นดูเบลลามีเหลือเกิน จะว่าเลือกปฏิบัติเป็นพิเศษก็ได้”

เอเธอร์จะคุยกับเบลลามีอย่างอ่อนโยนและตามใจเธอตลอด–ให้เปรียบเทียบพฤติกรรมก็แอบคล้ายกับที่เคียวยะประพฤติกับเบลลามี อย่างกับกำลังดูแล ‘น้องสาว’ แหนะ

บางครั้งก็เห็นแอบลูบหัวด้วย ว่าตามตรง หึง เว้ย

คงเพราะผมส่งสายตาจริงจังไปให้ ทำให้เอเธอร์ได้แต่ต้องตอบตามตรง

“ไม่ทราบเหมือนกันครับ”

“แค่คิดว่าเธออาจจะนำพาผมไปสู่คำตอบที่ผมต้องการก็เป็นได้ ..ทั้งเบลลามีแล้วก็จอมมาร สองคนนี้มีส่วนที่คล้ายกันคือผมปารถนาจะได้คำตอบที่ผมต้องการ”

“คำตอบที่ต้องการที่ว่าคืออะไร”

“ไม่ทราบเหมือนกันครับ”

“ถามจริง?”

พูดซะขนาดนั้นแล้วไม่รู้เนี่ยนะ? 

“อย่างที่รู้ว่าผมสูญเสียความทรงจำครับที่หลงเหลืออยู่มีเพียงความรู้สึกในจิตใต้สำนึกเท่านั้น”

..ปมของเอเธอร์ ในนิยายต้นฉบับไม่เคยมีอยู่ แต่เรื่องหนึ่งที่เหมือนกันคือ–เอเธอร์เอ็นดูเบลลามีเหมือนกัน

บางทีสองคนนี้อาจมีความเกี่ยวข้องบางอย่างก็เป็นได้ อย่างที่เอเธอร์กล่าวไว้ว่าในจิตใต้สำนึกยังหลงเหลือความรู้สึกอยู่

ถ้าหากว่าเอเธอร์มีส่วนเกี่ยวข้องกับเบลลามี ก็หมายความว่าเอเธอร์เกี่ยวข้องกับ ‘ยุคโบราณ’ เป็นตัวตนที่เก่าแก่พอๆกับจอมมาร ทั้งพลังที่เข้าขั้นขี้โกง ทั้งดวงตามหาปราชญ์ปริศนา ทั้งตัวตนของเขา ทุกอย่างคำตอบน่าจะอยู่ที่ยุคโบราณ หรืออยู่ที่จอมมารผู้กุมความลับทั้งหมดในจุดเริ่มต้นของโลกเอาไว้อยู่

แน่นอน ..จอมมารในยุคโบราณย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับเอเธอร์แน่นอน

“ขอถามอะไรหน่อยสิ”

“ครับ?”

“ทำไมนายถึงต้องการจะฆ่าจอมมารกัน ในเมื่อเบลลามีกับจอมมารมีบางอย่างที่คล้านกันอยู่”

ในเมื่อตัวเองให้ความใส่ใจกับเบลลามีแท้ๆ แล้วทำไมถึงให้ความอ่อนโยนกับจอมมารไม่ได้?

“..เพราะผมมีความจำเป็นต้องกำจัดจอมมารกระมังครับ–ตั้งแต่ที่ลืมตาตื่น จอมมารก็คือเป้าหมายแรกของผม”

พูดจบเอเธอร์ก็ยิ้มให้

“ต่อให้เป็นใคร ถ้าคนๆนั้นคือจอมมารก็มีชะตาจะต้องตายด้วยน้ำมือของผม–รู้สึกได้ว่าเป็นอย่างนี้ครับ”

ช่วงขณะหนึ่งเอเธอร์ได้ส่งจิตสังหารออกมาในดวงตา เพียงแค่นั้นผมก็สัมผัสได้ถึงความตาย ทั้งๆที่ผู้ที่ต้องตายคือจอมมาร ไม่ใช่ผมแท้ๆ แต่ผมกลับรู้สึกหวาดกลัว

กลัวยิ่งกว่าตอนที่เผชิญหน้ากับความตายครั้งแรกโดยเซียนคนหนึ่ง ยิ่งกว่าตอนที่ต้องรับมือกับมหามังกรเทียม ยิ่งกว่าทุกๆเหตุการณ์ และบางทียิ่งกว่าจอมมารด้วยซ้ำ

‘..ระวังตัวด้วยนะคะ’

ยูนาพึมพำด้วยเสียงที่จริงจัง ..แม้แต่ยูนาวีรสตรีในตำนานก็ยังหวาดระแวงในตัวของเอเธอร์ ทั้งๆที่จิตสังหารไม่ได้ส่งมาทางผมแท้ๆ ..

พลังที่แท้จริงของเอเธอร์ยังคงเป็นปริศนา ผมไม่สามารถวัดระดับเอเธอร์ได้ ไม่สามารถตีค่าเอเธอร์ไว้ว่าเท่ากับยูนาหรือไรเดน อาคาสะ ได้ตรงๆแล้ว ..ผมรู้สึกได้โดยสัญชาตญาณ หากจำเป็นจริงๆผมต้องใช้ชีวิตตัวเองแลกในการกำจัดเอเธอร์

สามครั้ง คือขีดจำกัดในการใช้ดาบสะบั้นมิติ–วิธีเดียวที่จะฆ่าเอเธอร์ให้ตายได้มีแค่การใช้ดาบสะบั้นมิติเท่านั้น .. และสำคัญที่สุดเลยคือ–จะให้เอเธอร์รู้ว่าเบลลามีเป็นจอมมารไม่ได้เด็ดขาด

..ถ้าเกิดว่า—ถ้าเกิดว่า—ถ้าเกิดว่า—ถ้า—-ถ้า

ในหัวเอาแต่วิเคราะห์เรื่องของเอเธอร์จนเวลาหนึ่งนั้นผ่าไนปช้าเอามากๆ ตอนนั้นเองเสียงวางถาดก็ดังขึ้น เรียกสติผมออกจากการมโน

“มาแล้วค่ะ ชาฝรั่ง คุกกี้ลิ้นแมว ชาชงอย่างดี” พี่สาวพนักงานหันมาทางผม “แล้วก็รอยยิ้มค่ะ”

..เกือบไป

“ขอบคุณมากจริงๆครับ”

ผมรับชามาและจิบทันที

บรรยากาศตึงเครียดผ่อนลงบ้างแล้ว ผมถอนหายใจโล่งอก และพึ่งสังเกตุเห็นว่าเอเธอร์มองมาทางผมไม่หยุดเลย

“เหงื่อออกเยอะไปแล้วนะครับ”

พอถูกเอเธอร์ทักผมก็พึ่งสังเกตุเห็นเสื้อเชิ้ตที่ท่วมเหงื่อ ..พอรู้สึกอย่างนั้นจู่ๆท้องก็ร้องขึ้นมา

ร่างกายทำงานหนักเกินไปนั้นเหรอ?

“พลังที่แท้จริงของเรเซอร์ไม่ใช่ยูนาหรือว่าพรสวรรค์ทางเวทมนตร์ แต่เป็นการวิเคราะห์ที่เข้าขั้นสัตว์ประหลาด การเปลี่ยนหนึ่งวิเป็นทฤษฎีและแผนการณ์ได้เป็นสิบๆแผนช่างน่าอัศจรรย์..ผมละสงสัยจริงๆครับว่าทำได้ยังไง” เอเธอร์เอียงคอและยิ้มให้ “ว่าแต่–ติดใจเรื่องของผมขนาดนั้นเลยเหรอครับเนี่ย”

ฮะๆๆๆ

ผมหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะแสยะยิ้มให้

“ไอ้กร๊วกเอ้ย”

กวนประสาทเป็นบ้า 

ผมนำมือมาแตะเสื้อและใช้เวทย์ลมเป่าเสื้อตัวเองให้แห้ง

“เข้าเรื่องต่อไปกันได้แล้ว”

“เรื่องการเมืองโลกในปัจจุบันสินะครับ”

“อ่า”

เอเธอร์เท้าคางและค่อยๆเล่าให้ฟัง

“จริงๆแล้วช่วงนี้ค่อนข้างวุ่นวายเลยครับ อาณาจักรสี่มหาอำนาจเหมือนจะทะเลาะกันเองแล้วด้วย ระหว่างฟัฟนิร์ เนลยอน และแซร์อิซ เกรล ทั้งสองฝั่งทะเลาะกันบ่อยมากในช่วงนี้ ถ้าหากการประชุมโลกคราวนี้ไม่ลงลอย”

“ไปทำอีท่าไหนถึงทะเลาะกันได้”

ทางผมในช่วงสามเดือนไม่รู้โลกภายนอกเลย ..สามเดือนนี้ก็ฝึกใช้ความสามารถในการบัฟพลังกาย บัฟโชคที่จอมมารใช้ในตอนเกาะวาเรอร์ ฝึกใช้การาวิเทีย ฝึกรูปแบบการต่อสู้หลายอย่าง และวิเคราะห์เรื่องที่ผ่านมาทั้งหมด

“สักอาณาจักรมีหนอนบ่อนไส้ของเรนอยู่ครับ อีกทั้งยังเป็นหนอนบ่อนไส้ตัวบิ๊กระดับสูงสุดของอาณาจักรเลย” เอเธอร์กล่าวต่อ “บางทีอาจจะมีสักอาณาจักรหนึ่งเข้าร่วมกับเรนไปแล้วก็เป็นได้ เห็นว่ากันอย่างนี้น่ะครับ ที่ว่ามาก็ใช่ว่าจะมีแค่หนึ่งด้วย อาจจะมีเป็นสิบเลย”

“..แบบนี้นี่เอง”

งานประชุมโลกคราวนี้–ท่าจะวุ่นวายแฮะ

 

****

“โดนเกลียดแล้วสินะเรา”

หนิงนั่งกอดเข่าอยู่ระหว่างทางสัญจรของรถม้าและผู้คน เธอมองรอบๆเมืองด้วยใบหน้าที่ซึมเศร้า 

“จุ้นมากไปสินะ ..ไม่ควรยุ่งเรื่องส่วนตัวนี่เอง ..ผิดไปแล้ว–ต้องไปขอโทษด้วยรึเปล่านะ” หนิงถอนหายใจ “ต้องไปบอกเรเซอร์ด้วยสินะ จะได้ไม่พลาดซ้ำรอยกัน”

หนิงหลับตาและซุกหัวตัวเองกับเข่า

“..อาาา…แย่ชะมัด..อยากจะร้องไห้ …ทำไมต้องโกรธกันขนาดนั้นด้วย..แค่อยากช่วยเอง”

เหมือนกับที่ทั้งสองคนเคยช่วยฉันมาก่อน—แค่นั้นเองแท้ๆ

หนิงนึกย้อนกลับไปในงานวันเกิดของตัวเอง เป็นครั้งแรกที่เธอได้พบกับยูจิและเรเซอร์ รักแรกและเพื่อนคนแรกของเธอ

… 

เอ๊ะ

ไม่นานฝนก็เริ่มหยดลงใส่หัวเธอ หนิงแหงนหน้าขึ้นไปบนฟ้าและ–โดนห่าฝนอัดเข้าใส่

“มาตกอะไรเวลานี้เนี่ย ..” หนิงเริ่มหน้ามืด “ซัดให้หายทั้งเมืองทั้งฝนเลยดีมั้ยนะ?”

พูดจบหนิงก็รู้สึกตัวและปิดปากตัวเองด้วยมือ

“เกือบไปๆ”

หนิงเอาสองมือมาปิดหัวตัวเอง และวิ่งออกจากจุดที่นั่งอยู่ เธอพยายามวิ่งให้เร็วที่สุดในแบบของมนุษย์ธรรมดา หรือง่ายๆก็วิ่งแบบไม่ให้สะดุดตาคนอื่น ทั้งๆที่ถ้าตั้งใจเธอสามารถวิ่งกลับไปถึงที่พักได้ในไม่กี่วิ

ทว่าระหว่างวิ่งดันเกิดวิกฤต

“กลับไปต้องตัวเหม็นแน่แบบนี้!! จะปล่อยให้ตัวเปียกไม่ได้—ทำไงดีๆๆๆ”

อย่างที่บอกหนิงให้ความใส่ใจกับรูปลักษณ์ตัวเองมาก

หนิงวิ่งวนไปมาก่อนจะสังเกตุเห็นหลังคาเปล่าๆสำหรับหลบฝน ทันทีที่พบเธอก็ตรงเข้าไปหลบฝนโดยไม่ดูเลยว่ามีใครอยู่บ้าง

“ฟู่ว รอดไป”

หนิงปัดเศษฝนออกจากตัว และสำรวจสภาพชุดของตัวเอง

“แหงะ! นี่ขนาดรีบแล้วยังไม่ทันเหรอเนี่ย”

ชุดของหนิงยับเยินสุดๆ เวลาเพียงไม่กี่วิท่ามกลางสายฝนได้เปลี่ยนเธอจากแมวผู้สูงส่งกลายเป็นแมวบ้านที่พึ่งโดนจับอาบน้ำมา

“..โถ่ว..หืม?”

ข้างๆของหนิงมีชายรูปงาม? ไม่เชิง สาวรูปหล่อ? อย่างไรก็ช่าง หนิงไม่สามารถทราบเพศสภาพของเขาได้จากภายนอก แต่ที่แน่ๆคือเขาเป็นมนุษย์ที่มีทั้งสเน่ห์ของผู้ชายและผู้หญิงอย่าลงตัว

เขามีผมสีน้ำเงินเข้มมัดจุกตั้งแต่ปลายคอยาวลงมาถึงบริเวณเอว ไว้ผมทรงเดียวกับเรย์ ดวงตาสีเหลืองและมีลักษณะคล้ายสัตว์เลือดเย็นเหมือนมังกร–ดวงตาแบบคล้ายกับตัวหนิงเองด้วย สูงถึงร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร ถ้าเป็นผู้หญิงก็ถือว่าสูงเอามากๆ ร่างกายดูไม่ใหญ่มากแต่ก็มีกล้ามเนื้ออยู่ สวมเสื้อยืดสีขาวและกางเกงยีนซ์ ข้างๆมีดาบทรงเรเปียร์สีเทาเหน็บไว้อยู่ รวมๆเขาแต่งตัวเรียบๆราคาถูกแต่เพราะคนใส่จึงให้ความรู้สึกดูดี อย่างไรก็เถอะ เขาน่าจะเหมาะกับชุดทักซิโด้ดีนะ …ระหว่างที่คิดเรื่อยเปื่อยหนิงไปสะดุดกับบริเวณหน้าอกของเขาเข้า

บริเวณเสื้อยืดสีขาวมีหน้าอกนูนออกมา ทำให้ทราบว่าแท้จริงแล้วคนๆนี้คือ ‘ผู้หญิง’ แถมหน้าอกยังใหญ่โคตร

เพราะเอาแต่จ้องทำให้อีกฝ่ายมองมาทางหนิง และยิ้มเจื่อนๆให้

ดูเท่และสวยแบบสง่างาม กลับกันก็เป็นคนขี้เกรงใจ—ไม่รู้เหตุใดหนิงจึงเข้าใจนิสัยของอีกฝ่ายได้เพียงแค่เห็นรอยยิ้ม

“มาหลบฝนเหมือนกันเหรอครับ?”

ครับเหรอ? หายากที่จะมีผู้หญิงที่พูดแบบผู้ชาย หนิงแปลกใจเล็กน้อยเพราะไม่เคยพบเคยเห็นแต่ก็ไม่ได้อะไรกับเขา

“ค่ะ จู่ๆฝนก็ตกลำบากแย่เลย”

หนิงบีบน้ำออกจากปลายกระโปรงชุดวันพีซของเธอด้วยสีหน้าเซ็งๆ 

“..ลำบากแย่เลยนะครับ”

เขาตรงหน้ายิ้มให้–และพูดต่อ

“ขอแนะนำตัวก่อนนะครับ พวกเราคงต้องหลบฝนกันอีกสักพักเลย”

“ค่ะ ฉัน ..เอ่อ.. ‘ริน’ ค่ะ”

ยังไงก็แล้วแต่ เลี่ยงบอกชื่อจริงน่าจะดีกว่า เห็นแบบนี้แต่หนิงก็เป็นคนใหญ่คนโตด้วย

“รินสินะครับ ผม— ‘ชิน’ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”

ไม่ใช่แค่ทางหนิงที่ปิดบังชื่อจริงของตัวเอง ..ชินหรือชินดร้า ได้มาเยือนจักรวรรดิราชามังกรแล้ว

 

เกิดใหม่เป็นตัวร้ายโหลยๆแล้วทำไม? ผมจะช่วยน้องนางเอก(อวย)ของผมเอง!!

เกิดใหม่เป็นตัวร้ายโหลยๆแล้วทำไม? ผมจะช่วยน้องนางเอก(อวย)ของผมเอง!!

เกิดใหม่เป็นตัวร้ายโหลยๆแล้วทำไม? ผมจะช่วยน้องนางเอก(อวย)ของผมเอง!!
Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง เกิดใหม่เป็นตัวร้ายโหลยๆแล้วทำไม? ผมจะช่วยน้องนางเอก(อวย)ของผมเอง!! << 0 >> รู้สึกว่าโลกเราช่วงนี้จะฮิตต่างโลกกันสินะ? ถ้าจำไม่ผิดนวนิยายประเภทไลทโนเวลของญี่ปุ่นในยุค 2020 จะฮิตกันเอาเรื่องเลย ขนาดผมก็เคยอ่าน หรือเคยดูอนิเมที่ดัดแปลงจากนิยายมาอีกทีไม่น้อยเลย ใช่ มันค่อนข้างสนุกเลย อาจจะเป็นเพราะมันช่วยสนองนีทให้ผมก็ได้ เพราะปกติผมมักจะเป็นผู้แพ้เป็นประจำทั้งๆที่พยายามากแล้ว พอได้เห็นคนๆหนึ่งประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม ซึ่งนั่นก็คือพระเอกมันก็ชวนให้รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเขาด้วย พร้อมไปกับสาวๆในฮาเร็มของแกด้วยอะนะ แต่ด้วยความที่เป็นตลาดที่ใหญ่ ทำให้มีหลายความเห็นตามไปด้วย หลายครั้งที่นิยายแนวนี้จะถูกวิจารย์ในเชิงไม่ดี อาทิเช่น ส้ำซากจำเจ เดาทางง่าย ตัวละครผู้หญิงง่าย ทุกอย่างง่ายไปหมด บางเม้นต์ก็ร้ายแรงขนาดบอกว่า ‘นี่ไม่ใช่นิยายแต่เป็นสินค้า’ อืม ถ้าในมุมผมก็ไม่ได้รังเกียจอะไรหรอก ออกไปในทางชอบด้วยซ้ำ แต่ขอติหน่อยเถอะ ตัวร้ายส่วนใหญ่ในเรื่องแนวนี้โคตรจะไม่น่าให้อภัย คนอะไรมันจะเลวได้ขนาดนั้น เลวถึงแก่นแท้เลยพวกตัวร้ายในนิยายต่างโลกเนี่ย ไม่น่าให้อภัยที่สุด โง่ก็โง่ กระจอกก็กระจอกชิบหายเลย ไร้ความคิดความอ่าน กลับตัวก็ไม่เป็น

Comment

Options

not work with dark mode
Reset