เกิดใหม่เป็นตัวร้ายโหลยๆแล้วทำไม? ผมจะช่วยน้องนางเอก(อวย)ของผมเอง!! – ตอนที่ 252

< < 162 Sec2 > >

“เอาละๆ จากนี้จะเริ่มการประชุมละนะ”

ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงจากจอมอนิเตอร์เท่านั้น ผู้คนภายในห้องต่างก็ไม่เห็นหน้าตาของกันและกัน ทว่า ท่ามกลางความมืดนี้ เรื่องราวบทต่อไปก็ต้องดำเนินต่อไป–ผู้ที่เดินเข้าสู่แสงสว่างก็คือ ‘เรน’ 

เรนแสยะยิ้มให้ผู้คนทุกคนภายในห้องประชุมสีมืดแห่งนี้ ก่อนที่เจ้าตัวจะเริ่มการประชุม–-ขณะเดียวกัน

 

****

ภายในห้องรับแขกของคฤหาสน์ทรงญี่ปุ่นอันเป็นที่อยู่อาศัยของเจ้าหญิงแห่งตระกูลอามาเทราสึ ‘โทมิเรีย’ ได้เกิดการพูดคุยเล็กๆระหว่าง ผม, อานิม่า และ โทมิเรีย ,ไรเดน อาคาสะ ขึ้น

“นี่คือความเป็นมาทั้งหมดเมื่อหลายสิบปีก่อนที่เรื่องจะมาถึงปัจจุบันนี้ค่ะ”

นับจากที่พูดคุยกับโทมิเรีย เวลาก็ปาไปเกือบจะชั่วโมงแล้ว เธอเล่าทุกอย่างให้ฟัง ใช่ ทุกอย่างเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นสงครามภายในอาณาจักร และก็ตรงตามที่ผมรู้ เพียงแค่ที่เธอเล่ามันเป็นมุมมองจากคนภายในโดยตรง ซึ่งมีคุณค่าให้ฟังอย่างยิ่ง

แต่เรื่องราวก็ประมาณเดียวกัน หลายสิบปีก่อน อาณาจักรเนลยอนได้เกิดการต่อสู้เพื่อล้มล้างระบบการปกครองอยู่หลายต่อหลายครั้ง และสิบปีก่อน ซึ่งไม่นานมานี้เอง อาณาจักรแห่งนี้ก็ได้ยกเลิกระบบการปกครองแบบราชาคือผู้นำ เปลี่ยนมาเป็นระบบที่ประชาชนจะต้องเลือกผู้นำ แน่นอนว่าไม่ได้ใกล้เคียงเสียทุกอย่าง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วก็ใกล้เคียงกับคำว่า ‘ประชาธิปไตร’ ที่สุด และเป็นที่แห่งแรกที่โลกใบนี้มีการปกครองอย่างนี้ผุดขึ้นมา

เธอเล่าว่าราษฏรเป็นฝ่ายชนะสงครามภายในก็จริง แต่ก็ไม่สามารถจัดการพวกเชื้อสายราชวงศ์และขุนนางได้เด็ดขาด ผลคือภายในการปกครอง ณ ปัจจุบันนี้ พวกสายเลือดวิเศษก็ยังเป็นใหญ่เป็นโตอยู่เบื้องหลังอยู่ดี ราว 60/40 ทำให้เกิดการต่อสู้ที่คล้ายกับสงครามเย็นมาตลอดสิบปี ต่างฝ่ายก็ต่างหาวิธีกำจัดศัตรูให้ได้อยู่จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันนี้–ที่เป็นโค้งสุดท้ายของการต่อสู้ภายใน

“ฝั่งที่สนับสนุนสายเลือดราชวงศ์ให้ขึ้นปกครองอาณาจักรได้ร่วมมือกับ มหามังกรวารี ‘เนลยอน’ แล้วก็มีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะยืมมือของอาชยากรโลก ‘เรน’ ในการเตรียมกาณณ์หลายๆอย่างอีกด้วยค่ะ”

โทมิเรียยื่นรายงานเอกสารฉบับหนึ่งมาให้ผม เมื่อหยิบมันมาอ่านดูก็พบกับเนื้อหาการทดลองผิดศีลธรรมที่ไม่น่าชมเสียเท่าไหร่

“เรน และ ‘อามาเทราซึ ฮิโรโตะ’ ได้ร่วมมือทำการทดลองหลายๆอย่าง ทั้งการสร้างอาวุธ การพัฒนาวิชาไสยศาสตร์ รวมถึง–การทดลองมนุษย์ เพื่อสร้างอาวุธสงคราม การทดลองหลายๆอย่างประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะการทดลองมนุษย์ภายใต้ชื่อโปรเจ็ค ‘การเกิดใหม่ของวิญญาณระดับเทพ’ ” โทมิเรียหรี่ตาลงอย่างนิ่งสงบ “การทดลองนี้เป็นการเอาเด็กกำพร้ามาทดลองมานาในร่างกายให้ผิดแปลกไปจากที่ควรค่ะ เพื่อที่จะเข้าถึงการปรับเปลี่ยนมานาโครงสร้างทั้งหมดในร่างกายให้ได้ ฉันเองก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่ว่า ..การทดลองนี้มีเด็กต้องเสียชีวิตไปกว่าร้อยกว่าพันคนกว่ามันจะสำเร็จ พวกเขาตั้งใจจะสร้างผู้ถือครองวิญญาณระดับเทพที่เข้ากับวิญญาณระดับเทพที่สุดขึ้นมาในฐานะอาวุธสงคราม”

ถึงจุดนี้ผมก็พอจะเดาได้ว่าใครคือมนุษย์ทดลองเรื่องที่โทมิเรียกำลังเล่า

“วิญญาณระดับเทพที่เป็นตัวทดลองในการทดลองนี้ก็คือ ‘ราชาไสยศาสตร์’ ค่ะ”

..ผมเชื่อว่าราชาไสยศาสตร์คนนั้นเต็มใจในการทดลองครั้งนี้ แม้จะรู้ว่ามันคือการเอาชีวิตเด็กมาใช้แล้วทิ้งก็ตาม

‘ถ้าเป็นอาจารย์ที่ฉันรู้จัก เขาไม่มีทางทำอย่างนั้นค่ะ’

แต่ว่าเขาทำไปแล้ว เวลาหลายพันปีทำให้เขาตัดสินใจล้ำเส้นของตัวเองไปแล้ว ..และใช่แล้ว มนุษย์ทดลองที่ประสบความสำเร็จอย่างน่ายินดีก็คือ ‘วิน’ ว่าแล้วก็มีเรื่องให้เอะใจตั้งหลายอย่าง ว่าตามตรงผมก็พอรู้ตัวตั้งแต่แรกแล้วละ 

การเข้ากันกับวิญญาณระดับเทพราวกับถอดแบบมานั่น อย่างน้อยแค่ในแง่การดึงประสิทธิภาพของวิญญาณระดับเทพมาให้มากที่สุด วินก็ทำได้ดีกว่าผมมาก เพราะเธอคือมนุษย์ทดลองเพื่อราชาไสยศาสตร์

“คุณสุภาพบุรุษเพลิงสังหารเองก็คงจะรู้จัก ‘วิน’ ดีสินะคะ”

“อ่า

“ก็จริงที่การทดลองนั้นมีทั้งเด็กที่ปกติดี กับเด็กที่ไม่ปกติอย่างเธอ เธอคือเด็กที่เป็นโรคมานาทวีคูณค่ะ โรคที่เธอเป็นคือคำสาปที่จะเกิดกับฝาแฝด พละกำลังและสติปัญญา โดยปกติมันจะถูกแบ่งให้เท่าๆกันตามที่ร่างกายควรได้รับ ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนหนึ่งได้สติปัญญาของอีกคนไปทั้งหมด อีกคนได้พละกำลังของอีกคนไปทั้งหมด หนึ่งคนจะมีร่างกายที่สมบูรณ์กว่าคนทั่วๆไปแลกกับการที่ไร้สติ หนึ่งคนจะได้ปัญญาที่มากกว่าคนทั่วๆไปแลกกับร่างกายที่ไม่ต่างกับเศษเนื้อ วินคือเศษเนื้อค่ะ ฝาแฝดของเธอได้ร่างกาย”

อานิม่าได้ยินอย่างนั้นไม่รู้ทำไมถึงมีน้ำตาไหลออกมา

“เอ่อ”

“เล่าต่อเลยค่ะ”

เพราะเข้าใจความรู้สึกของทุกคนดีกว่าใครในฐานะเทพแห่งจิตวิญญาณกระมัง?

“เรนได้ทำการทดลองกับเธอหลายๆอย่าง ขั้นตอนไม่พูดถึงจะดีกว่า แต่ในท้ายที่สุดวินก็ได้รับร่างกายกลับคืนมา พร้อมกับเป็นผู้สำเร็จเพียงหนึ่งเดียวในการทดลองที่เต็มไปด้วยซากศพของผู้บริสุทธิ์ ..ปัจจุบันนี้เธอก็ทำงานให้กับฝั่งผู้สนับสนุนสายเลือดราชวงศ์ โดยที่ทำหน้าที่เป็นมือขวาให้กับมหามังกรวารีค่ะ”

“แล้วเรื่องของวินมันเกี่ยวอะไรกับฉัน?”

“หน้าที่ที่อยากจะมอบให้คุณก็คือ–การฆ่าวินค่ะ”

“จากที่ได้ยินมา ท่านโทมิเรียเองก็สนิทกับวินดีไม่ใช่หรือครับ?”

“..ยังไงการต่อสู้ครั้งนี้ ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ มันก็คือหลุมศพของเธอค่ะ จากการใช้พลังทั้งหมดของราชาไสยศาสตร์”

“เลยจะให้ฉันเป็นคนฆ่าก่อนที่ยัยนั่นจะสร้างปัญหาให้ในวงกว้างสินะ?”

โทมิเรียพยักหน้าตอบกลับอย่างไม่เต็มใจนัก ..แม้เธอจะอยู่ในฝั่งที่คล้ายกับตัวดียังไง แต่ในท้ายที่สุดสิ่งที่จะทำในการต่อสู้ก็ไม่ต่างกับอีกฝ่าย ‘ฆ่า’ นี่แหละคือวิธีชนะการต่อสู้ชิงอำนาจ

แน่นอน ผมไม่คิดจะต่อว่าอะไร มันคือเรื่องปกติบนโลกใบนี้ ถ้าเกิดเอาไปพูดในโลกใบเก่า ผมคงโดนรุมด่าหาว่าเพี้ยนไปแล้ว แต่ถ้าเป็นโลกนี้ทุกคนต่างรู้กันดี ..ว่าการจะชนะได้นั้นจำเป็นต้องสละหลายๆอย่าง ตั้งแต่บนหน้าประวัติศาสตร์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของโลกใบนี้ก็มีการเสียสละ การช่วงชิงที่แสนน่ารังเกียจมากมายเกิดขึ้น 

ต่อให้ที่ทำจะเป็นเพราะหวังดีต่อผู้คนส่วนมากก็ตาม แต่ก็อย่าได้คิดว่าตัวเองนั้นดีกว่าคนอื่นเชียว

“ใช่ค่ะ”

โทมิเรียตอบกลับตรงๆ เธอเป็นเจ้าหญิงที่เข็มแข็งและไม่ได้อ่อนต่อโลก

“ขอปฏิเสธ”

โทมิเรียทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อสายตา ส่วนไรเดนนั้นก็เริ่มจะขยับมือตัวเอง–ถ้าพูดช้ากว่านี้ หัวผมอาจจะหลุดออกบ่าไปแล้วก็ได้

“แต่ว่าไม่ใช่เพราะฉันไม่กล้าพอจะฆ่าวิน แต่เป็นเพราะมันไม่ใช่เป้าหมายของฉันในคราวนี้ต่างหาก จะตอบตกลงทำไมล่ะ ถ้าทางนี้ไม่ได้สิ่งที่อยากได้น่ะ”

“เช่นนั้นอยากได้อะไรหรือคะ? ฉันพร้อมจะหามาให้ทุกอย่างเลย กระทั่งร่างกายของฉั–”

“เป้าหมายเดียวก็คือฆ่าเรน ไม่ใช่การไปหาเรื่องกับมนุษย์ทดลองที่ใกล้ตายแล้ว”

“..เรนเองก็คือเป้าหมายในคราวนี้ค่ะ เพียงแต่เขาเป็นเป้าหมายรองๆ ที่สำคัญที่สุดคือตัวการใหญ่อย่างเนลยอน แล้วก็ผู้นำตระกูลอามาเทราสึคนปัจจุบันค่ะ”

“นั่นน่ะคือเป้าหมายของพวกเธอ แต่ไม่ใช่ฉัน เข้าเรื่องเลยนะ เจ้าหญิงโทมิเรีย”

ผมเปลี่ยนท่านั่งที่คล้ายกับนอนพิงของตัวเองให้จริงจังมากขึ้น 

“ฟัฟนิร์ตกลงร่วมมือกับเธอภายใต้เงื่อนไขอะไร?”

“..เธอจะเป็นคนหยุดเนลยอนเอง”

“ฉันก็เหมือนกัน จะร่วมมือกับเธอ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า-เรนจะต้องตายแน่นอน ยิ่งกว่าเนลยอน แล้วก็ยิ่งกว่าผู้นำตระกูลอะไรนั่น คนที่ควรตายที่สุดบนโลกใบนี้ก็คือเรน”

….

บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นมา สีหน้าที่ผ่อนคลายของโทมิเรียได้หายไปแล้ว นอกจากนั้นผมก็สัมผัสถึงแรงกดดันจากไรเดนได้เล็กน้อยด้วย

“ไม่คิดว่าเธอจะมีความสามารถพอฆ่าเรนให้ตายสนิทได้นะ”

ไรเดนโพล่งขึ้นมา เนื้อหาที่พูดเหมือนจะดูถูกผม แต่ไม่ใช่ เขาพูดมาด้วยข้อเท็จจริงที่ผมไม่อาจเถียงได้โดยทันที เพราะมันมีมูลความจริงอยู่ในระดับหนึ่ง

“เท่าที่ทราบ เธอได้ต่อสู้กับเรนมาแล้วถึงสองครั้ง และเจตนาที่จะหาทางฆ่าเรนทั้งหมดสามครั้ง อาณาจักรฟัฟนิร์หนึ่งครั้ง โศกนาฏกรรมเกาะวาเรอร์หนึ่งครั้ง งานประชุมโลกหนึ่งครั้ง แต่ทุกๆครั้งที่ว่าเรนยังคงลอยนวลอยู่ดี กล่าวคือเธอไม่สามารถหาทางฆ่าเรนได้อย่างเด็ดขาดพอ”

ที่พูดมาก็จริง กำลังรบของเรนมีมากพอจะขยี้ผมให้ไม่สามารถเข้าถึงตัวมันได้ แต่..

“..ครั้งนี้จะต่างออกไป ถ้าไม่เชื่อจะพิสูจน์ก็ได้นะครับ คุณยอดนักรบ”

“ไม่จำเป็นหรอก เธอจะไม่ได้รับหน้าที่ให้ยุ่งกับเรนในคราวนี้อย่างไม่มีข้อแม้”

“ช่วยอธิบายหน่อยได้รึเปล่าครับ?”

ทั้งผมและไรเดนต่างตั้งแง่ใส่กัน โดยไม่รู้ตัว พวกเราได้ส่งจิตสังหารใส่กันโดยไม่มีฝ่ายใดเกรงกลัวกันและกัน

“เรื่องจัดการเรน จะเป็นหน้าที่ของ ไรเดน ค่ะ”

“…”

“ตามที่พวกเราวางแผนเอาไว้ มันไม่ใช่หน้าที่ที่คุณต้องทำค่ะ ถ้าไม่เห็นด้วย ทางเราก็ยินดีให้คุณปฏิเสธ และสัญญาว่าจะไม่เล่นงานลับหลัง”

น่าเสียดายแฮะ

เมื่อคุยกันจบแล้ว ผมจึงลุกขึ้นออกจากโซฟา ทว่าโทมิเรียกลับโพล่งขึ้นมาก่อน

“แต่ไม่ว่ายังไงก็ยังอยากยืมพลังของคุณอยู่ดี”

“…”

“ไรเดน อาคาสะ คือยอดนักรบผู้ยิ่งใหญ่ค่ะ เป็นนักรบที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะอย่างนั้นเรนจึงไม่ใช่คู่มือของเขา รวมถึงลูกน้องของเรนเองก็ด้วย ฉันขอสัญญาค่ะ ว่าเขาจะเป็นคนที่ปริดชีพเรนให้กับคุณอย่างแน่นอน”

เอาอะไรมามั่นใจขนาดนั้น–ในวินาทีแรกที่เธอโพล่งขึ้น ผมสงสัยอย่างนั้น ทว่าข้อสงสัยทั้งหมดก็ถูกตอบกลับทันทีที่จ้องตาของเธอเข้าไป

เพราะคนที่ชื่อ ไรเดน อาคาสะ คนนั้น แข็งแกร่งถึงขนาดทำให้ทุกคนเชื่อไปในทางเดียวยังไงละ ผู้แข็งแกร่งที่เข้าต่อสู้กับเอเธอร์หลายต่อหลายครั้ง บ้างก็สามารถชนะศึกตามเป้าหมายได้ บ้างก็พ่ายแพ้ แต่ที่แน่นอนคือ ไรเดน สามารถเอาตัวรอดมันได้ทุกครั้ง รวมถึงหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของเอเธอร์ทั้งหมดได้

ผมรู้ดีว่าการรอดจากเอเธอร์มันคือเรื่องที่ยากขนาดไหน หมอนั่นแข็งแกร่ง อย่างกับอยู่กันคนละโลก ..การให้ ไรเดน รับหน้าที่สังหารตัวอันตรายที่สุดคงจะดีที่สุด

ผมถอนหายใจเฮือกโต ปรับอารมณ์ให้เรียบร้อยก่อนจะพูดขึ้น

“ตกลงครับ”

เมื่อได้ยินคำตอบของผม โทมิเรียก็ถอนหายใจโล่งอก ทำให้สถานการณ์กลับมาดีเหมือนเดิม

จากนั้นก็พูดคุยรายละเอียดยิบย่อย เป็นอันจบเนื้อหางานที่ต้องทำ ..

 

****

เรื่องงานคุยจบในไม่กี่ชั่วโมง แต่ก็ดันคุยเรื่องอื่นกับโทมิเรียจนลากยาว ตอนนี้ก็เริ่มเย็นแล้วด้วยสิ พึ่งจะนึกได้ด้วย สงสัยคุยเพลินเกิน

“เรื่องที่พักยังไม่จัดการเลยแฮะ”

“ถ้าเรื่องนั้นไม่มีปัญหาค่ะ ทางเราจัดการให้แล้ว”

โทมิเรียยื่นเอกสารอีกฉบับมาให้ผม

“..”

“ท่านสุภาพบุรุษเพลิงสังหาร จะต้องไปอยู่ที่คฤหาสน์ของท่านเบ็นจิโร่ค่ะ”

เจอกันเร็วกว่าที่คิดแฮะ–อืม 

“เบ็นจิโร่สนับสนุนฝั่งพวกเธอสินะ”

“ใช่ค่ะ พึ่งคุยตกลงกับเขาเมื่อเช้านี้เอง”

เอาเวลาไหนไปคุยฟร้ะ?

แต่ก็ช่างเถอะ ดีแล้วแหละมั้ง?

เอาตามนั้นละกัน

เอกสารที่โทมิเรียให้มามีรายละเอียดที่อยู่ของคฤหาสน์เบ็นจิโร่ เหมือนว่าจะแยกกันอยู่กับตระกูลหลักของตัวเอง ที่ที่เธออยู่คือตระกูลสาขาที่เธอสร้างที่พักขึ้นมาเอง ค่อนข้างไกลจากที่นี่ทีเดียว

“ถ้านั้นก็ขอตัวก่อนนะ ไว้เจอกัน เจ้าหญิงโทมิเรีย แล้วก็คุณไรเดน”

โทมิเรียโบกมือลาผม ไรเดนโค้งศรีษะให้ผม เมื่อทักทายกันจบแล้ว ผมกับอานิม่าก็เดินออกจากคฤหาสน์ของเธอ และรีบตรงไปตามทางเดินในแผนที่

ระหว่างทางแสงสีแดงยามเย็นค่อยๆจางหายไป เหลือแต่เพียงความมืดที่มีแสงสีขาวจากเมืองที่สวยงามสาดส่อง—อาณาจักรแห่งนี้ช่างสวยงาม ใช่ สวยงามที่สุดเลย

ผมหยุดเดิน มองไปที่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผม ใบหน้าที่คุ้นเคย สีหน้าท่าทางที่คุ้นเคย

เส้นผมสีเหลืองรวบไว้เป็นทรงโพนี่เทล ดวงตาสีฟ้าราวมหาสมุทร หมวกแก็ปที่เป็นเอกลักษณ์ ลักษณะการแต่งตัวที่อย่างกับว่ากำลังไปเที่ยวทะเลอยู่ตลอดเวลา เสื้อยืดสีขาว เสื้อนอกขนาดโอเวอร์ไซส์ลายพระอาทิตย์อสดงและก้อนเมฆ กางเกงขาสั้น แล้วก็รองเท้าแต๊ะเกี้ย

มนุษย์ทดลองที่พูดถึงเมื่อไม่นานมานี้ ‘วิน’ มายืนอยู่ตรงหน้าผมแล้ว

“บังเอิญจังนะ”

ไม่ชวนให้คิดอย่างนั้นเลยแฮะ

“มาเที่ยวน่ะ”

“เหรอ ดูเป็นทริปเที่ยวที่วุ่นวายน่าดู”

วินนำมือไขว่ไปที่ข้างหลังและค่อยๆเดินเข้ามาหาผม จนกระทั่งหน้าของพวกเราแทบจะติดกัน เจ้าตัวจ้องหน้าผมด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ไม่นานก็ผละหัวออกจากผมและมายืนกอดคอผมแทนเสียอย่างนั้น

“ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เดี่ยวพาไปเที่ยวดีเปล่า เพื่อนเลิฟ”

..ผมยิ้มตอบกลับ

“นั่นสินะ”

ในอนาคตอันใกล้ ผมจะรู้สึกตัวได้ว่าถ้าไม่ตามเธอไปน่าจะดีกว่า

ใช่ ..บางที..ถ้าไม่รู้จักกันมากกว่านี้ น่าจะดีกับทุกฝ่ายมากกว่าเมื่อจุดจบมาถึง แต่ว่าตัวผมในตอนนั้นไม่ได้คิดอย่างนั้น จึงได้เดินตามเธอไปท่ามกลางความมืดที่มีแสงส่องอย่างน่าอุ่นใจตลอดเวลา—ทางเดินที่ผมเดินอยู่ในตอนนั้น มันบ่งบอกความเป็นวินได้ดีระดับหนึ่งเลย

ความมืดมิดที่เย็นยะเยือกคือสิ่งที่เธอต้องพบ เป็นตัวเธอดั่งเดิม แต่เธอเลือกจะเป็นแสงสว่างที่แสนอบอุ่น ถึงกระนั้น ไม่ช้าก็เร็ว แสงก็จะถูกความมืดกลืนกินไปจนหมด เพราะถ่านเวทมนตร์มันจะหมดเมื่อมืดจนเกินไปนั่นเอง

รอยยิ้มนั่น ท่าทางร่าเริงนั่น มันกำลังจะหายไปเพียงแค่กดสวิตซ์ เธอคืออาวุธสงคราม เพียงแค่กดปุ่มเดียว ทุกอย่างก็จะระเบิด รวมถึงตัวเธอด้วย ผมควรจะรู้ตัวให้เร็วกว่านี้–ว่าบนโลกนี้มีสิ่งที่ไม่ควรจะรู้สึกด้วยอยู่ อย่างเช่นตัวตนที่จะอยู่หรือตายตามใจคนอื่น หรือไม่ก็ ผมอาจจะรู้อยู่แล้ว แต่กำลังหลอกตัวเองอยู่

ทำไมกัน?

เพราะเธอคือแสงสว่างที่ดูอบอุ่นกระมัง? อย่างไรซะ มนุษย์ก็ชอบสถานที่ที่ดูอบอุ่นกว่าที่ที่หนาวเหน็บจนถึงตายได้อยู่แล้วนี่?

เอาเถอะ เรื่องมันก็แค่-ผมในอนาคตจะเสียใจที่ได้รู้จักกับเธอ เรื่องมันก็แค่นั้น

 

เกิดใหม่เป็นตัวร้ายโหลยๆแล้วทำไม? ผมจะช่วยน้องนางเอก(อวย)ของผมเอง!!

เกิดใหม่เป็นตัวร้ายโหลยๆแล้วทำไม? ผมจะช่วยน้องนางเอก(อวย)ของผมเอง!!

เกิดใหม่เป็นตัวร้ายโหลยๆแล้วทำไม? ผมจะช่วยน้องนางเอก(อวย)ของผมเอง!!
Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง เกิดใหม่เป็นตัวร้ายโหลยๆแล้วทำไม? ผมจะช่วยน้องนางเอก(อวย)ของผมเอง!! << 0 >> รู้สึกว่าโลกเราช่วงนี้จะฮิตต่างโลกกันสินะ? ถ้าจำไม่ผิดนวนิยายประเภทไลทโนเวลของญี่ปุ่นในยุค 2020 จะฮิตกันเอาเรื่องเลย ขนาดผมก็เคยอ่าน หรือเคยดูอนิเมที่ดัดแปลงจากนิยายมาอีกทีไม่น้อยเลย ใช่ มันค่อนข้างสนุกเลย อาจจะเป็นเพราะมันช่วยสนองนีทให้ผมก็ได้ เพราะปกติผมมักจะเป็นผู้แพ้เป็นประจำทั้งๆที่พยายามากแล้ว พอได้เห็นคนๆหนึ่งประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม ซึ่งนั่นก็คือพระเอกมันก็ชวนให้รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเขาด้วย พร้อมไปกับสาวๆในฮาเร็มของแกด้วยอะนะ แต่ด้วยความที่เป็นตลาดที่ใหญ่ ทำให้มีหลายความเห็นตามไปด้วย หลายครั้งที่นิยายแนวนี้จะถูกวิจารย์ในเชิงไม่ดี อาทิเช่น ส้ำซากจำเจ เดาทางง่าย ตัวละครผู้หญิงง่าย ทุกอย่างง่ายไปหมด บางเม้นต์ก็ร้ายแรงขนาดบอกว่า ‘นี่ไม่ใช่นิยายแต่เป็นสินค้า’ อืม ถ้าในมุมผมก็ไม่ได้รังเกียจอะไรหรอก ออกไปในทางชอบด้วยซ้ำ แต่ขอติหน่อยเถอะ ตัวร้ายส่วนใหญ่ในเรื่องแนวนี้โคตรจะไม่น่าให้อภัย คนอะไรมันจะเลวได้ขนาดนั้น เลวถึงแก่นแท้เลยพวกตัวร้ายในนิยายต่างโลกเนี่ย ไม่น่าให้อภัยที่สุด โง่ก็โง่ กระจอกก็กระจอกชิบหายเลย ไร้ความคิดความอ่าน กลับตัวก็ไม่เป็น

Comment

Options

not work with dark mode
Reset