บทที่515 เขาได้ยินแล้ว
เห็นได้ชัดว่า เย่โม่เซินไม่เชื่อเธอ
เมื่อเขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง หานมู่จื่อก็ลุกขึ้นยืน “ฉันจะไปห้องน้ำ”
จากนั้นเธอก็เข้าไปในห้องน้ำเป็นเวลานาน จนกระทั่งพนักงานส่งอาหารโทรมาหานมู่จื่อจึงออกจากห้องน้ำ เมื่อออกมาแล้วเธอก็รับรู้ถึงสายตาของเย่โม่เซินจากนั้นเธอก็เดินไปยังประตูห้องพักผู้ป่วยและรับอาหาร
ทันทีที่เธอออกไป พนักงานส่งอาหารก็มองเห็นเธอและส่งอาหารให้กับเธอ
เพราะมันเป็นเวลาเที่ยงคืนแล้วดังนั้นพนักงานส่งอาหารจึงวางตัวอย่างระมัดระวังต่อหานมู่จื่อ “พี่สาวคนสวย ทานอาหารอย่างมีความสุข หากว่าพี่สาวมีเวลาก็ช่วยคอมเมนต์แสดงความเห็นดีๆให้กันด้วยครับ”
หานมู่จื่อพยักหน้า
ทันทีที่เธอพยักหน้า เธอก็รู้สึกถึงแรงแห่งฆาตกรรมที่อยู่ข้างหลังเธอ
ที่แท้เย่โม่เซินก็กำลังจ้องมองมานี่เอง
เด็กชายส่งอาหารนั้นสัมผัสได้ว่าสีหน้าของเย่โม่เซินนั้นไม่ต้อนรับแขกจึงรีบส่งยิ้มให้หานมู่จื่อและรีบจากไป
หานมู่จื่อปิดประตูห้องผู้ป่วยด้วยมือข้างเดียวจากนั้นก็หมุนตัวกลับมาวางอาหารไว้บนโต๊ะ
ร้านที่เธอเลือกนั้นคอมเมนต์ดีและการห่อสิ่งของนั้นก็ดีด้วย กล่องบรรจุนั้นได้มาตรฐาน ไม่ใช่ร้านข้างถนนที่เป็นหน้าร้านและไม่มีที่นั่งแบบนั้น หานมู่จื่อเคยได้ไปกินที่ร้านของเขาครั้งหนึ่งและรู้สึกว่ามันไม่เลวเลย
เธอนำโจ๊กออกมาตั้งไว้ให้เย็นก่อนจากนั้นก็ย้ายไปวางบนโต๊ะตรงหน้าเย่โม่เซิน
“กินโจ๊กหน่อย”
เธอจ้องมองไปที่เย่โม่เซินด้วยความขุ่นเคืองเล็กน้อยและกล่าว
เย่โม่เซินนั่งอยู่เช่นนั้นหน้าซีดๆจ้องมองเธอ “ป้อนฉัน”
หานมู่จื่อ “?”
เธอคิดว่าตัวเองได้ยินผิดไป
“ฉันปวดท้องและไม่มีแรง”
หานมู่จื่อ “คุณล้อฉันเล่นหรือเปล่า?”
“เมื่อกี้ฉันไปรอด้านนอกนานเกินไป ตอนนี้รู้สึกไม่สบาย เหมือนกับว่ายกมือไม่ขึ้นเลย”
หานมู่จื่อไม่เพียงแต่ไม่สงสารเขาเท่านั้นและยังยิ้มหน้าตาย “คุณแน่ใจเหรอว่าไม่มีแรง?”
รอยยิ้มของเธอนั้นเหมือนกับว่าในวินาทีถัดมาสามารถหยิบชามโจ๊กร้อนๆที่อยู่ตรงหน้าเย่โม่เซินขึ้นมาและโยนมันใส่หัวของเขา เย่โม่เซินครุ่นคิดสักพักแกล้งยื่นมือออกไปและพยายามหยิบช้อน
หานมู่จื่อยืนอยู่ตรงหน้าเขา เธอเพียงแค่ยืนกอดอก สีหน้าเคร่งขรึมและจ้องมองเขา “กินดีๆ มืออย่าสั่น ถ้ามือสั่นขึ้นมา อย่าได้คิดว่าจะได้กินอะไรอีกในคืนนี้และฉันจะไปในทันที”
ขู่ นี่เป็นการข่มขู่เขาโดยเจตนา
แต่เย่โม่เซินจะทำอะไรได้? เพื่อที่จะให้เธออยู่ต่อ การเคลื่อนไหวของเขานั้นมั่นคงและไม่อะไรหกตกหล่นออกมาเลย
จนกระทั่งถึงก้นชาม หานมู่จื่อมองเขาโดยไม่มีรอยยิ้มและพูดอย่างเย็นชา “นี่เรียกว่ามีแรงมากเลยนะ?”
เย่โม่เซินคิดอยู่ครู่หนึ่ง สายตาของเขาสบกับใบหน้าที่บอบบางของเธอ เขาขยับเข้าไปใกล้เธอและพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “มู่จื่อ ฉลาดเกินไปไม่ดีเลย”
ระยะห่างระหว่างริมฝีปากกับริมฝีปากนั้นห่างกันเพียงสองถึงสามเซนติเมตร ขนตาของหานมู่จื่อสั่นไหว เธอแทบจะสัมผัสริมฝีปากของเย่โม่เซินได้ด้วยการขยับเพียงครั้งเดียว ด้วยอาการมึนงง เธอก็นึกถึงฉากจูบอันร้อนแรงจากเขาเมื่อตอนที่อยู่ใต้ต้นไม้ตรงหน้าโรงพยาบาล
เมื่อนึกเช่นนั้นแล้วใบหน้าของหานมู่จื่อก็ร้อนผ่านเธอก้าวถอยหลังในทันที
“คุณกินโจ๊กเสร็จแล้ว ก็นั่งพักเสียก่อน”
หลังจากพูดเสร็จเธอก็ทำความสะอาดของบนโต๊ะและนำขยะไปทิ้งด้านนอก
ในขณะที่กำลังล้างมือหานมู่จื่อก็มองตัวเองในกระจกอย่างสับสน
เห็นได้ชัดว่า … เธอตัดสินใจที่จะไม่สนใจเขาอีกต่อไป แต่เมื่อเธอเห็นข้อความที่เขาส่งถึงตัวเอง เธอก็ยังอดไม่ได้ที่จะรีบมาเช่นนี้
มู่จื่อ หานมู่จื่อ
เธอดูสภาพตัวเธอเองในตอนนี้
สวมเพียงชุดนอน ทับด้วยเสื้อคลุม ผมกระเซอะกระเซิง
เหมือนแมวตัวน้อยที่น่าสงสาร
เธอลืมความเจ็บปวดที่เธอต้องเผชิญเมื่อห้าปีก่อนไปแล้วหรือ? ตอนนี้เขาดีกับคุณแค่นิดหน่อย คำพูดอ่อนโยน การแสดงเล็กๆน้อยๆ คุณก็ใจอ่อนแล้วงั้นเหรอ?
หลับตาลง ในเวลานี้เธอรู้สึกว่าเธอสิ้นหวังจริงๆ เธอทำได้แค่ปลอบตัวเอง
เพราะเขาได้รับบาดเจ็บเพราะตัวเธอเองดังนั้นเธอจึงต้องมาหาเขาในเวลานี้
ตราบใดที่อาการบาดเจ็บของเขาหายดี เธอก็จะไม่สนใจหรือใส่ใจเขาอีก
โทรศัพท์ในกระเป๋าของเธอสั่นอย่างกะทันหัน
หานมู่จื่อหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดูและพบว่าเสี่ยวเหยียนกำลังโทรหาเธอ
“ฮัลโหล?” เป็นเพราะว่าอยู่ในห้องน้ำดังนั้นหานมู่จื่อจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเบาๆ
เธอมองกลับไปที่ประตูห้องน้ำ ต้องปิดมันหรือเปล่า? เย่โม่เซินจะได้ยินที่เธอพูดหรือไม่?
เมื่อคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เสียงเสี่ยวเหยียนก็ดังสนั่นขึ้นมาจากโทรศัพท์
“หานมู่จื่อเกิดอะไรขึ้นกับเธอ? ดึกดื่นป่านนี้แล้วเธอไปเตร็ดเตร่อยู่ที่ไหน? เธอรู้ไหมว่าเสี่ยวหมี่โต้ววิ่งมาหาฉัน? ให้ตายตอนนี้เธออยู่ไหน? เธอกลัวว่าฉันจะไม่ตกใจหัวใจวายตายงั้นเหรอ?”
หานมู่จื่อ “…ใจเย็นๆ ฉันอยู่โรงพยาบาล”
“โรงพยาบาล? เกิดอะไรขึ้นกับเธอ? เธอไปโรงพยาบาลทำไม?”
คงเป็นเพราะหลับไปและงัวเงียดังนั้นเสี่ยวเหยียนจึงลืมตัวไปว่าเธอต้องมาทำอะไรที่โรงพยาบาล
หานมู่จื่อครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งและเบาเสียงลง “มีเรื่องนิดหน่อย เธอก็รู้ อย่าบอกเสี่ยวหมี่โต้วล่ะ”
เสี่ยวเหยียนนิ่งไปชั่วครู่ อาจเป็นเพราะว่าได้สติแล้วรู้ว่าเธอมาทำอะไรที่โรงพยาบาล
“โอ้ ฉันรู้แล้ว เธอไปโรงพยาบาลเพราะเย่….”
“เสี่ยวเหยียน!”
เสี่ยวเหยียน “โอเค โอเค ฉันจะไม่บอกเขา แต่ว่าเสี่ยวหมี่โต้วนั้นเป็นห่วงเธอมาก อยากจะคุยกับเธอเพื่อเช็คว่าเธอปลอดภัย”
“เธอเอาโทรศัพท์ให้เขา”
หลังจากนั้นหานมู่จื่อก็ได้ยินเสียงซือๆดังมาจากอีกฝ่ายและต่อมาเสียงที่ดูตื่นตระหนกของเสี่ยวหมี่โต้วก็ดังขึ้น
“หม่ามี๊!”
หานมู่จื่อได้ยินเสียงของเขา รอยยิ้มที่จริงใจก็ปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“เสี่ยวหมี่โต้ว ดึกดื่นขนาดนี้แล้ว ทำไมเธอไม่หลับไม่นอน?”
“หึ หม่ามี๊เที่ยงคืนไปแล้วคุณไปไหน เสี่ยวหมี่โต้วเห็นคุณไม่อยู่ในบ้าน!”
“เกิดเรื่องขึ้นกะทันหันดังนั้นเลยต้องออกมา เห็นว่าเสี่ยวหมี่โต้วกำลังหลับฝันอย่างสบายดังนั้นก็เลยไม่ได้ปลุกเธอ เธอจะมาโทษหม่ามี๊ไม่ได้นะ?”
“เชอะ ถ้าหากว่าเป็นเรื่องสำคัญ งั้นเสี่ยวหมี่โต้วจะไม่โทษหม่ามี๊ก็ได้ หม่ามี๊ คุณต้องดูแลร่างกายตัวเองไม่ให้เป็นหวัดนะ”
เมื่อได้ยินคำพูดที่ลูกชายเป็นห่วงและกังวล จิตใจของหานมู่จื่อจึงสั่นไหวและพยักหน้าอย่างสุดแรง “เธอสบายใจได้เลย!”
หลังจากนั้นสองแม่ลูกก็คุยกันอยู่พักหนึ่งจึงวางสายไป
หลังจากวางสายแล้ว หานมู่จื่อก็จ้องมองหน้าจอและยิ้ม จากนั้นก็เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงและหันกลับเพื่อเดินออกไปข้างนอก
ทันทีที่เธอหันกลับ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็ค่อยๆจางลง
เธอจ้องมองคนตรงหน้าเธออย่างว่างเปล่า
เย่โม่เซิน
เขามาได้อย่างไร?
หานมู่จื่อกังวลมากเกี่ยวกับคำถามนี้ เขามาตั้งแต่เมื่อไหร่? คำพูดเธอเมื่อครู่นั้นเขาได้ยินทั้งหมดหรือเปล่า?
เมื่อคิดเช่นนั้นสีหน้าที่สดใสของหานมู่จื่อก็กลายเป็นซีดจาง
สายตาที่เย่โม่เซินจ้องมองเธอนั้นเฉียบคม เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เมื่อกี้คุยกับใคร?”
หานมู่จื่อกัดริมฝีปากล่าง จิตใจของเธอสั่นไหวอย่างรุนแรง
เขาได้ยินทั้งหมดหรือเปล่า? งั้นเขาจะ…
“สนิทสนมขนาดนั้นเลย?” เย่โม่เซินหรี่ตาลงอย่างอันตรายและร่างสูงของเขาก็เบียดเข้ามา เดิมทีห้องน้ำก็คับแคบอยู่แล้วด้วย