แม่ครัวยอดเซียน – ตอนที่ 89 ตามหาจื่อฉี

ในขณะที่สกุลหลงแยกย้ายกันไปทำธุระ กลับมีคนมาบอกว่าจะขอเข้าพบ
“จ้านเฟิงอวี้ยังมีหน้ามาบ้านข้าอีกเหรอ” เมื่อรู้ว่าคนที่จะมาขอเข้าพบคือใคร หลงเหวินเซวียนก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที เรื่องยังไม่ทันได้สะสาง ยังจะมาแย่งหลานสาวของเขาอย่างหน้าไม่อาย คนสกุลจ้านช่างไร้ยางอายกันจริงๆ จะไม่เจอก็ไม่ได้
“บอกพวกเขา ไปรอที่เรือนรับรอง” แต่ก่อนเมื่อมีคนจากทั้งห้าสกุลมา หลงเหวินเซวียนจะรับรองพวกเขาที่เรือนหลัก แต่ครั้งนี้กลับให้ไปเรือนรับรอง คนที่ไปรายงานก็พอจะเข้าใจสถานการณ์ที่แปลกไปของบ้านสกุลหลงในช่วงนี้ จึงรายงานแขกไปตามความเป็นจริง
ในใจจ้านเฟิงอวี้รู้สึกไม่ดีนัก โดยเฉพาะเมื่อกลับไปสอบถามความจริงจากปากของจ้านเฟิงจวิน บวกกับสายตาพิฆาตที่ปิดไม่มิดของน้องชายตัวเอง เฟิงหลิง ทำให้ร่างกายไม่เป็นดั่งใจ บ้านสกุลจ้านของเขามีคนแบบนี้อยู่ได้อย่างไรกัน เขาได้ยึดสิทธิ์ในการทำพันธสัญญาของจ้านเฟิงจวินกับกิเลนน้ำ แล้วนำเรื่องทั้งหมดแจ้งให้กับหัวหน้าเผ่ากิเลนทราบ จึงเกิดการขอเข้าพบในวันนี้ขึ้น เพียงแต่เขาคิดไม่ถึงว่าหลงเหวินเซวียนจะไม่ไว้หน้าขนาดนี้ ถึงขนาดรับรองพวกเขาที่ตำหนักรอง
“เฟิงอวี้ เมื่อทำผิดไปก็ต้องรู้จักสำนึกผิด” หัวหน้าเผ่ากิเลนเยี่ยฉีพูดขึ้นพลางเอามือตีไปที่ร่างกายที่อ่อนแรงของจ้านเฟิงอวี้เบาๆ
“อาเยี่ย ข้ากลัวว่าเหวินเซวียนจะเกลียดข้า ไม่ให้อภัยข้า อย่างไรเสียสกุลจ้านก็ผิดต่อเขา” เฟิงจวินก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว จะให้เฟิงหลิงเป็นอะไรไปอีกคนไม่ได้ เมื่อนึกถึงผมของน้องชายที่เปลี่ยนจากสีดำเป็นขาว เขาก็อยากจะควักลูกตาออกมา เขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี ถ้าไม่ใช่เพราะพูดถึงชื่อหลิวหลี น้องชายของเขาคนนี้ก็วางแผนจะไปอยู่กับหลงซินเยว่แล้ว
“รู้อยู่แล้วว่าข้าจะไม่ให้อภัย แล้วเจ้ามาที่บ้านสกุลหลงทำไม” หลงเหวินเซวียนผู้ทำหน้าบึ้งตึง เมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายเข้าจีงรีบตอบ
“เหวินเซวียน ข้าอยากจะมาเอง ข้าได้ยินมาว่าหลานสาวของเจ้าทำพันธสัญญากับกิเลน ก็เลยอยากจะมาดู บอกตรงๆ มีความเป็นไปได้อย่างมากเลยที่กิเลนตัวที่ทำพันธสัญญากับหลานสาวของเจ้าจะเป็นลูกของพี่ชายข้า” เยี่ยฉีกล่าว
“เหอ ๆ แย่งหลานสาวข้าไปไม่ได้ ก็เลยใช้เรื่องคู่พันธสัญญาของนางมาแทน เจ้าจะต้องรู้ว่าคู่พันธสัญญาของนางยังมีท่านเอ๋าเลี่ย พวกเจ้าถามท่านเอ๋าเลี่ยแล้วหรือยังล่ะ” หลงเหวินเซวียนพูดถากถาง
“เหวินเซวียน เห็นแก่หน้าของข้า ให้หลานสาวของเจ้าออกมาพบข้าสักครั้งได้ไหม” เยี่ยฉีไม่รู้จะทำอย่างไร จึงได้ใช้ความสนิทสนมเข้าช่วย
“ข้าเห็นแก่เจ้า อาเยี่ย แต่นังหนูไม่ได้อยู่ที่นี่ ตอนนั้นพอออกมาจากลานประลอง ก็ถูกท่านเอ๋าเลี่ยพากลับไปที่เผ่ามังกรแล้ว พวกเจ้าไปที่เผ่ามังกรเถอะ จิ่งอู๋ ส่งแขก” หลงเหวินเซวียนพูดจบ ก็ให้ลูกชายคนโตส่งแขก ตัวเองก็เดินออกไปก่อน เขาก้าวผ่านเรื่องนั้นไปไม่ได้ ไม่เจออีกฝ่ายคงจะดีกว่า
“หัวหน้าสกุลจ้าน หัวหน้าสกุลเยี่ย เชิญครับ” หลงจิ่งอู๋ส่งแขกด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มตามมารยาท
“พวกเราไม่ได้รับคำเชื้อเชิญด้วยซ้ำ เฟิงอวี้” เยี่ยฉีพูดขึ้นพลางยิ้มด้วยความเศร้าสร้อย
“เป็นเพราะสกุลจ้านทำให้เจ้าต้องลำบาก” จ้านเฟิงอวี้พูดด้วยท่าทีไร้เรี่ยวแรง เยี่ยฉีไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ตบไหล่จ้านเฟิงอวี้เบาๆ
ณ เผ่ามังกร เอ๋าเลี่ยมองดูสถานที่ที่เป็นของเขา แต่เขากลับถูกห้ามไม่ให้เข้า ทั้งที่เขาเป็นเจ้าของ แล้วมองดูจื่อฉีที่อยู่ด้านนอกเหมือนกัน เอ๋าเลี่ยรู้สึกหงุดหงิด ถ้าไม่ใช่เพราะเด็กคนนี้ รู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมาเลยทำอย่างไรดี
“จื่อฉี มาฝึกฝีมือกับอาเอ๋าเลี่ยหน่อยดีไหม”
“ขอรับ” จื่อฉีตอบด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“เจ้าเด็กนี่ นังหนูก็บอกแล้วว่ามันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเจ้า เจ้าจะไปคิดมากทำไม อีกอย่าง อายุก็น้อย เจ้าจะทำตัวเหี่ยวเฉาอะไรขนาดนี้” เอ๋าเลี่ยทนเห็นสภาพหมดอาลัยตายอยากของจื่อฉีไม่ได้ จึงตบหัวจื่อฉีเข้าไปเต็มแรง
“ท่านอาเอ๋าเลี่ย ไม่ต้องเป็นห่วงนะขอรับ ข้าจะฟ้องท่านพี่แน่” ลงมือหนักจัง เจ็บมาก
“ต้องเป็นแบบนี้สิถึงจะถูก ตอนนี้เจ้ามาแย่งที่ของข้าไปตั้งครึ่งหนึ่ง ยังไม่อนุญาตให้ข้าตบเจ้าอีกหรอ” เอ๋าเลี่ยทำท่าจะตบอีกหนึ่งที จื่อฉีก็รีบหลบ
“พอได้แล้ว มิตินั่นของนังหนูไม่เลว เจ้าอยู่ในนั้นสัก 10 ปี พลังบำเพ็ญเพียรต้องเพิ่มขึ้นแน่ แล้วก็ยังมีข้าคอยซ้อมให้อีก ไม่มีปัญหาแน่อน” เอ๋าเลี่ยตบไหล่จื่อฉีเบาๆ ตบจนจื่อฉีต้องยิ้มแหย ๆ
ครู่หนึ่งผ่านไป กลิ่นหอมโชยมาจากในบ้านของเอ๋าเลี่ย หอมจัง นังหนูทำอะไรอีกแล้วนะ หอมจริง มุมปากของเอ๋าเลี่ยกับจื่อฉีมีของเหลวที่น่าสงสัยไหลออกมา
“ท่านปรมาจารย์ ผู้นำเผ่ากับผู้อาวุโสของเผ่ากิเลนมาขอเข้าพบ” เอ๋าป๋อเหวินไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในการประลอง รู้แค่เพียงว่าหลิวหลีได้รับบาดเจ็บ แล้วท่านปรมาจารย์ก็พาหลิวหลีไปรักษาอาการบาดเจ็บที่สระมังกรโลหิต ยังดีที่มังกรตัวน้อยรู้ว่าคนที่ได้รับบาดเจ็บคือหลิวหลี ก็เลยไม่ได้พูดอะไร เรื่องหลิวหลีกับบ้านสกุลจ้านก็ไม่ได้บอกเอ๋าป๋อเหวินได้รับรู้
“เจ้าว่าใครมานะ ไม่พบ” เอ๋าเลี่ยเลิกคิ้ว ยังมีหน้ามาที่เผ่ามังกรอีกหรอ
จากนั้นก็เห็นชายในชุดดำพุ่งเข้ามาจับตัวจื่อฉี “เจ้าคือลูกของข้า”
“ปล่อยมือ” เอ๋าเลี่ยมองดูกลุ่มคนที่มาแบบไม่ได้รับเชิญด้วยความไม่พอใจ แล้วใช้พลังเซียนโจมตีชายผู้อยู่ในชุดดำให้ออกไป
“ท่านอาเอ๋าเลี่ย เขาคือพ่อข้า” จื่อฉีพูดด้วยความสับสน สัมผัสของสายโลหิตบอกกับเขาว่าชายชุดดำที่อยู่ตรงหน้าเขาคือพ่อของเขา
“อ่อ มาหาคนในครอบครัวอีกแล้วสินะ” ตอนนี้เอ๋าเลี่ยรู้สึกขยาดกับการนับญาติเหลือเกิน
“อาเยี่ย คือลูกของข้า” โม่ฉีถูกเยี่ยฉีพยุงขึ้น แล้วพูดขึ้นด้วยความตื้นตันใจ
“ท่านพี่ ใจเย็นก่อน ค่อยๆพูด” เยี่ยฉีดึงโม่ฉีไว้แล้วพูดขึ้น
“จื่อฉี หากเจ้าบอกว่าไม่ ข้าจะโยนพวกเขาสองคนออกไปทันที” พลังเซียนไหลบ่าทั่วร่างเอ๋าเลี่ย ขอเพียงแค่จื่อฉีเอ่ยปาก เขาจะลงมือทันที เอ๋าป๋อเหวินที่อยู่ข้าง ๆ เห็นแล้วก็ตกใจ พวกเขาสองเผ่าไม่ใช่เพื่อนที่ดีต่อกันหรอ ทำไมสถานการณ์จึงตึงเครียดเช่นนี้
“ท่านอาเอ๋าเลี่ย เขาเป็นคนในครอบครัวของข้า ข้าขอถามอะไรเขาหน่อยได้ไหม” จื่อฉีมองดูชายที่อยู่ในชุดดำด้วยแววตาที่ซับซ้อน
“ก็ได้ เจ้าถามเถอะ”
“ข้าแค่อยากจะถามเจ้าว่าทำไมข้าถึงเกิดที่โลกมนุษย์” จื่อฉีมองไปที่โม่ฉีแล้วถามขึ้น
“เจ้าเกิดที่โลกมนุษย์ นางเกลียดข้าขนาดนั้นเลยหรอ ถึงขนาดหนีไปอยู่ที่โลกมนุษย์” เมื่อโม่ฉีได้ยิน ก็รู้สึกเจ็บปวด
“แม่ของเจ้าคือกิเลนหยกขาว เกิดความเข้าใจผิดกับพี่ชายของข้า เมื่อตั้งท้องจึงออกจากเผ่ากิเลนไป เผ่ากิเลนสัมผัสได้ว่า แม่ของเจ้าหลังจากคลอดเจ้าก็ได้หายไป พี่ชายของข้ารู้เข้าก็ได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก สติเลยไม่ค่อยปกติ” เยี่ยฉีเห็นว่าพี่ชายอาการกำเริบ ก็อดที่จะพูดขึ้นมาไม่ได้
“ข้าไม่เคยเห็นหน้าท่านแม่ ตั้งแต่อยู่ในไข่จนกระทั่งลืมตาข้าก็เห็นท่านพี่ นางดูแลข้ามาโดยตลอด ถึงขนาดช่วยชีวิตข้า ไฟที่มาพร้อมกับข้าคือเพลิงอัสนีคราม เป็นเพราะมีแนวเขตต้องห้าม ข้าเกือบจะโดนเพลิงอัสนีครามเผาตายอยู่ในนั้น” จื่อฉีพูดได้ครึ่งหนึ่งก็หยุดไปสักพัก
“เพลิงอัสนีคราม เป็นไฟของอวี้หลิน” โม่ฉีพูดขึ้นพลางมองไปที่จื่อฉีด้วยแววตาเจ็บปวด
“อวี้หลิน คือชื่อของแม่เจ้า ตอนแรกที่แม่เจ้าท้องเจ้า นางร่างกายอ่อนแอมาก พ่อของเจ้าเป็นห่วงแม่ของเจ้า หวังว่านางจะละทิ้งเจ้า เพื่อรักษาชีวิตตัวเอง แต่นางไม่ยอม จึงพาเจ้าหนีออกจากเผ่ากิเลน แล้วก็หายตัวไป นางน่าจะใช้ทุกอย่างที่มี เพื่อให้กำเนิดเจ้าออกมา” เยี่ยฉีพูดเสริมขึ้น
จื่อฉีนิ่งเงียบไป ไม่รู้จะพูดอะไร ตอนนี้เขารู้สึกสับสน
“เพี๊ยะ” เอ๋าเลี่ยตบหัวจื่อฉีเต็มแรง
“คิดอะไรของเจ้า ลองดูท่านพี่ของเจ้า นางพยายามเพื่ออะไร ถ้าหากว่าเจ้าต้องการ พวกเราต้องช่วยเจ้าอยู่แล้ว” เอ๋าเลี่ยเห็นจื่อฉีสับสนจึงพูดขึ้น
จื่อฉีลองคิดๆดู ท่านพี่พยายามหาหญ้าคืนวิญญาเพื่อทำยาคืนวิญญาณ ถ้าอย่างนั้นเขาก็ควรจะไปตรวจสอบดู ตรวจสอบดูว่าแม่ของเขายังอยู่หรือไม่
“ขอโทษนะ ตอนนี้ข้ายังไม่อยากยอมรับเจ้า อีกอย่างข้าได้ทำพันธสัญญาไปแล้ว ก็คงไม่สามารถกลับเผ่ากิเลนกับพวกเจ้าได้ หากท่านพี่ไม่ได้ว่าจะอะไร ข้าจะไปที่เผ่ากิเลนแน่นอน” จื่อฉีนิ่งไปสักพัก พยายามรวบรวมความกล้าแล้วพูดออกมา
“อาเยี่ย เขาไม่ยอมรับข้า” โม่ฉีพูดขึ้นพลางมองไปที่จื่อฉี
“ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็เป็นพ่อของเขา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้” เยี่ยฉีพูดปลอบพี่ชาย
“เอิ่ม ทำไมคนเยอะขนาดนี้” ทันใดนั้นเองหลิวหลีก็เปิดประตูออกมา มองผู้นำเผ่ามังกรกับคนแปลกหน้าอีกสองคนด้วยความมึนงง นางเพียงแค่ไปทำอาหารเลี้ยงฉลองที่ทำพันธสัญญากับจื่อฉีได้สำเร็จ แต่เพียงพริบตาเดียวทำไมมีคนเยอะขนาดนี้แล้วล่ะ เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ
……………………………………

แม่ครัวยอดเซียน

แม่ครัวยอดเซียน

นิยายโรแมนติก-ย้อนยุค-ฝึกเซียนที่นางเอกทำอาหารเก่งมาก อ่านไปหิวไปแน่นอน! นางย้อนเวลามาอยู่ในร่างของ ‘หลี่หลิวหลี’ ลูกนอกสมรสของตระกูลเศรษฐี และมีชะตาแห่งเซียน! หลังจากจากเข้าสู่วิถีแห่งการฝึกตนเพื่อเป็นเซียน นางก็ได้หินเหล็กชิ้นหนึ่งมาโดยบังเอิญ จึงต้องตามรวบรวมเพลิงอัคคีทั้ง 9 เพื่อสร้างมิติของตนเอง แถมงูตัวสีแดงที่เก็บกลับมายังเป็นถึงสัตว์ศักดิ์สิทธิ์อย่างมังกรโลหิต! เท่านั้นยังไม่พอ เด็กน้อยที่เก็บ(?)ได้ดันเป็นชายหนุ่มรูปงามอันดับหนึ่งแห่งโลกเซียน!! เส้นทางการเป็นเซียนของหลิวหลีช่างดูรุ่งโรจน์และราบรื่น ทว่า… นางใฝ่ฝันมาตั้งแต่ชาติที่แล้วว่าอยากเป็นแม่ครัว ดังนั้น นางจึงไม่แยแสว่าที่แห่งนี้คือโลกแห่งเซียน ฝึกตนแล้วอย่างไร? บำเพ็ญเพียรแล้วอย่างไร? เป็นเซียนแล้วเป็นแม่ครัวด้วยไม่ได้รึ? แม้จะต้องบำเพ็ญเพียรวิถีเซียน แต่วิถีแม่ครัวนางก็จะไม่ละทิ้งเด็ดขาด!

Options

not work with dark mode
Reset