เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ ตอนที่เจียงป่าวชิงไปตรวจดูอาการให้ไป๋เหล่าจิ่วสามวันครั้ง นางมักจะเจอจิ้นเทียนหยู่เสียส่วนใหญ่ และสิ่งนี้ ทำให้นางต้องพูดว่าหัวหน้าจิ้นคนนี้เอาใจใส่ลูกน้องดีจริง ๆ
แต่ไม่กี่วันที่ผ่านมา มีเรื่องเกิดขึ้นในหมู่บ้านอีกจนได้
หัวหน้าซูลงเขาไปแย่งชิงชายผู้หนึ่งกลับมา ได้ยินว่าชายผู้นั้นหน้าตาหล่อเหลาเอาการ ตอนที่เจียงป่าวชิงฟังเจียงฉิงพูดถึงเรื่องนี้ นางกำลังบดเครื่องปรุงยาด้วยที่กลิ้งยาอยู่ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นเจียงฉิงยังคงจินตนาการถึงใบหน้าหล่อเหลาของชายที่หัวหน้าซูพามา นางก็ยิ้มขำ “อื้อหือ เห็นทีว่าผู้ชายคนนั้นคงจะหล่อมากจริง ๆ ถึงได้ทำให้อาฉิงของเราเริ่มรู้สึกมีเยื่อใยกับใครสักคนเช่นนี้”
อาฉิงรีบโต้แย้ง “ไม่ใช่สักหน่อยพี่ป่าวชิง ข้ากำลังคิดว่าเมื่อถึงตอนนั้น พี่เองก็ลงเขาไปจับผู้ชายหล่อ ๆ กลับมาสักคนสิ… แบบที่หน้าตาน่าเกลียดไม่ต้องพามานะ พี่ป่าวชิงเป็นหญิงสาวงดงาม คนหน้าตาน่าเกลียดไม่คู่ควรกับพี่ป่าวชิงของข้าหรอก”
ก๊อก ๆ ๆ!
ตอนที่สองพี่น้องกำลังพูดคุยเฮฮากันอยู่ในบ้าน ซิ่วผิงก็เคาะประตูจากนอกบ้าน
เจียงฉิงรีบไปเปิดประตู และเมื่อซิ่วผิงเห็นประตูเปิดออก นางก็พูดขึ้นยิ้ม ๆ “พวกเจ้าสองพี่น้องกำลังคุยอะไรกันอยู่ ข้าอยู่ไกล ๆ ยังได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของพวกเจ้าสองพี่น้องเลย”
เจียงฉิงหัวเราะ “เหอะ ๆ ไม่มีอะไรหรอก พี่ซิ่วผิงมามีธุระอะไรหรือเปล่า ?”
สายตาของซิ่วผิงไปหยุดที่เจียงป่าวชิงซึ่งนั่งอยู่ในบ้าน ใบหน้ากลมแดงก่ำแทบจะในทันที แต่นางรีบกระแอมไอกลบเกลื่อน “ผู้ชายคนที่หัวหน้าซูลักพากลับมาครานี้นั้นได้รับบาดเจ็บเยอะมาก ตอนที่แย่งชิงตัวเขากลับมามีการปะทะกันนิดหน่อย หัวหน้าสองจึงสั่งให้ข้ามาเอายาขี้ผึ้งจากหมอเจียง เพื่อจะได้ไม่เป็นการทำลายรูปลักษณ์อันดีของชายคนนั้น”
เจียงป่าวชิงพยักหน้า
การที่หัวหน้าซูไปแย่งชิง พาผู้ชายกลับมาหยอกเล่นนั้นไม่ถือว่าเป็นข่าวใหม่อะไร แต่ละเดือนมักจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเสมอ หัวหน้าซูมีเสน่ห์ที่ต่างออกไป นางไม่เคยบังคับผู้ชายเหล่านี้ที่แย่งชิงกลับมา แม้ว่าพวกเขาจะไม่เต็มใจเอามาก ๆ เมื่อตอนที่เพิ่งถูกนางลักพากลับมาใหม่ ๆ แต่ผ่านไปไม่เท่าไหร่ ผู้ชายที่ถูกจับกลับมาอย่างไม่เต็มใจเหล่านี้ก็ล้วนยอมจำนนต่อเสน่ห์ของหัวหน้าซู และกลายเป็นคนรับใช้ใต้กระโปรงของนาง จนกระทั่งหัวหน้าซูเล่นกับพวกเขาจนเบื่อแล้ว นางก็จะตีพวกเขาให้มึนศีรษะและพาตัวไปปล่อยยังที่ไกล ๆ
เจียงป่าวชิงกลับไปหยิบยาขี้ผึ้งที่ห้องยา แต่มือของนางกลับชะงักไปเล็กน้อย นางนึกขึ้นได้ว่าส่วนผสมของยาขี้ผึ้งนี้ทำขึ้นโดยอ้างอิงจากยาขี้ผึ้งที่กงจี้มอบให้เมื่อก่อน กงจี้เคยให้ยาทาบาดแผลตรงใบหน้าแก่นางหนึ่งกล่อง และผลของมันดีมาก แต่เนื่องจากไม่ชำนาญในด้านนี้ แรกเริ่มนางจึงไม่ได้ตั้งใจจะทำยาเลียนแบบ
ทว่ามีครั้งหนึ่งที่เจียงฉิงได้รับบาดเจ็บ ใบหน้าของนางถูกกิ่งไม้ขูดเป็นแผลใหญ่ชนิดที่ว่าเกือบเสียโฉมแล้ว เนื่องจากกิ่งไม้นั้นมีพิษ ถ้าหากพิษซึมเข้าไปในบาดแผล มันจะเน่าเปื่อยและเป็นหนองยากต่อการรักษา เจียงป่าวชิงจึงไปหาเครื่องปรุงยาที่ค่อนข้างหายากมาถึงจะสามารถรักษาบาดแผลของเจียงฉิงให้ทุเลาและหายไปได้ แต่อย่างไรก็ตาม รอยแผลเป็นที่ทิ้งรอยไว้กลับไม่จางหายไป น่าเสียดายที่ยาขี้ผึ้งธรรมดาแทบไม่มีผลใด ๆ เลย
เจียงป่าวชิงนึกถึงยาทาบาดแผลบริเวณใบหน้าที่กงจี้เคยให้นาง ถึงแม้นางจะไม่ชำนาญด้านนี้ แต่กลับไม่สามารถละเลยต่อรอยแผลเป็นที่อยู่บนใบหน้าของเจียงฉิงได้ จึงเร่งทำการศึกษาความรู้เกี่ยวกับมันทั้งวันทั้งคืนจนในที่สุดก็ทำยาขี้ผึ้งขึ้นมาใหม่ตามส่วนผสมของยาทาแผลที่กงจี้เคยมอบให้ได้สำเร็จ และผลที่ได้นั้นก็ดีกว่ายาทาแผลของกงจี้เล็กน้อย
เจียงป่าวชิงตั้งชื่อให้ยานี้ว่า ยาฟื้นฟูใบหน้า ซึ่งหมายถึงการฟื้นฟูบาดแผลที่ทำให้ใบหน้ากลับมาดูดีอีกครั้งนั่นเอง
ถ้าหากว่าพวกหมอทางฝั่งราชสำนักรู้ว่ายาทาแผลบนใบหน้าที่พวกเขาทำด้วยความอุตสาหะถูกปรับให้ดีขึ้นโดยเด็กผู้หญิงที่ไม่ค่อยชำนาญในด้านนี้ พวกเขาจะต้องไม่เชื่ออย่างแน่นอน
บางครั้ง เจียงป่าวชิงถึงกับคิดว่าถ้า ‘เธอ’ รอให้ตัวเองกลับไปสู่ยุคปัจจุบัน ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น เพียงแค่อาศัยความสามารถในการทำยาฟื้นฟูใบหน้าเพื่อขจัดรอยแผลเป็นและบำรุงผิวนี้ ‘เธอ’ ก็สามารถทำเงินได้มากมายแล้ว
ซิ่วผิงรับยาฟื้นฟูใบหน้าไปจากในมือเจียงป่าวชิง ใบหน้าเล็กยังคงแดงอยู่ในขณะนี้ นางพูดอึกอัก “หมอเจียง เจ้าเองก็อายุไม่น้อยแล้ว ไม่คิดถึงเรื่องแต่งงานบ้างรึ ?”
“หา?” เจียงป่าวชิงรู้สึกงุนงง ไม่รู้ทำไมจู่ ๆ ถึงพูดถึงตัวนางได้ล่ะ
ซิ่วผิงเห็นเจียงป่าวชิงมีท่าทางงุนงงก็กระทืบเท้าและหมุนตัววิ่งจากไปทันที
เจียงป่าวชิงยักไหล่ ก่อนจะหมุนตัวกลับไปบดเครื่องปรุงยาต่อ
เวลาล่วงผ่านไปอีกสักครู่ หูจื่อผู้เป็นเพื่อนเล่นของเจียงฉิงก็มาเกาะประตูเรียกอยู่ตรงช่องประตู “อาฉิง เราไปดูผู้ชายที่หัวหน้าสองลักพากลับมากันเถอะ”
เจียงฉิงกำลังบดยา นางตอบโดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นมอง “ไม่ไป ข้ายังต้องช่วยพี่ชายข้าบดผงยาอีกสักหน่อย”
เจียงป่าวชิงตบไหล่อาฉิง “เอาล่ะ เท่านี้ก็พอ เจ้าออกไปเล่นกับหูจื่อเถอะ”
เจียงฉิงยิ้มให้เจียงป่าวชิง “ข้าไม่ไปหรอกนะพี่ป่าวชิง ออกไปเล่นจะสนุกกว่าช่วยพี่บดยาได้ยังไงกันล่ะ”
หูจื่อจึงวิ่งจากไปอย่างทนไม่ไหว
ทว่าผ่านไปสักครู่ หูจื่อก็กลับมา ท่าทางดูดีอกดีใจและรีบพูดอวดเจียงฉิง “ผู้ชายคนนั้นตื่นแล้ว! ข้ากับคนอื่น ๆ เกาะหน้าต่างดู และเหมือนว่าผู้ชายคนนั้นจะรู้สึก รู้สึก…”
ไม่ว่าอย่างไรหูจื่อก็คิดคำนั้นไม่ออก เจียงฉิงจึงพูดเสริมอย่างหวังดี “รู้สึกเหมือนรักแรกพบใช่ไหมล่ะ ?”
หูจื่อดีใจแทบจะในทันที “ใช่ ๆ รักแรกพบ อาฉิง เจ้ารู้คำเยอะดีหนิ”
เจียงฉิงถอนหายใจ “เป็นเจ้าที่รู้คำน้อยเกินไปต่างหากล่ะ”
หูจื่อไม่สนใจคำพูดแขวะของเจียงฉิง เขายังคงพูดต่อ “อาฉิง เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นผู้ชายที่ถูกหัวหน้าสองของเราฉกชิงขึ้นมาบนเขาไม่โวยวายอะไรเมื่อตื่นขึ้นมา เดิมทีทุกคนอยากไปดูเรื่องสนุก แต่ผู้ชายคนนั้นกลับจับมือหัวหน้าสองของเรา… ไอ้โย! ไอ้โย!!! แต่ผู้ชายคนนั้นหน้าตาหล่อเหลาดีจริง ๆ และเขาคู่ควรกับหัวหน้าสองของเรามากด้วย”
หลังจากนั้นสองสามวัน เจียงป่าวชิงก็เห็นชายรูปงามคนที่หูจื่อบอกว่าคู่ควรกับหัวหน้าสอง
ชายคนนั้นเป็นไข้หวัดมาสามวันแล้วแต่ยังไม่หายสักที หัวหน้าซูคงจะเอาใจใส่ชายคนนั้นพอสมควร นางจึงมาเชิญเจียงป่าวชิงด้วยตัวเองเพื่อให้ไปช่วยรักษาชายผู้มีนามว่า “มู่จิ้งอี๋”
เจียงป่าวชิงมองดูมู่จิ้งอี๋ที่นั่งพิงหัวเตียงและพบว่าเขาหน้าตาหล่อเหลาดีจริง ๆ ด้วย ดวงตาทรงลูกท้อมีเสน่ห์ แม้เขาจะป่วยอยู่ แต่เสน่ห์อันเหลือล้นของเขาไม่ลดลงเลย
“รุ่ยเอ๋อร์” ผู้ชายคนนั้นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ข้าแค่ป่วยนิด ๆ หน่อยเอง ๆ เจ้าไม่เห็นต้องให้หมอมาดูข้าเลย”
หัวหน้าซูนั่งลงข้างเตียงมู่จิ้งอี๋อย่างนึกสงสาร นางสอดชายผ้าห่มให้เขา “ถ้าเจ้าไม่หายจากไข้หวัดหนึ่งวัน เราก็จะได้ใช้ชีวิตร่วมกันช้าไปอีกหนึ่งวัน หรือเจ้าไม่รีบร้อน ?”
มู่จิ้งอี๋คนนี้คงจะไม่คิดว่าหัวหน้าซูจะกระปรี้กระเปร่าขนาดนี้ นางถึงขั้นกล้าพูดคำว่าใช้ชีวิตร่วมกันต่อหน้าคนอื่น ใบหน้าอ่อนโยนของเขาแข็งทื่อแทบจะในทันที ทว่ามันก็เกือบจะหายวับไปในชั่วพริบตาเช่นเดียวกัน
มู่จิงอี๋รักษาท่าทางให้กลับมาเป็นปกติตามเดิม
เจียงป่าวชิงสังเกตมู่จิ้งอี๋อยู่ตลอด ไม่อย่างนั้นนางคงไม่เห็นถึงอาการพวกนี้
“เอาล่ะ รีบให้หมอเจียงตรวจดูอการเร็วเข้าสิ” หัวหน้าสองพูดอย่างนุ่มนวล “อ้อ และอย่ามองว่าเขาอายุน้อยเชียวล่ะ เห็นหน้าอ่อน ๆ แบบนี้ ทักษะการรักษาโรคของเขาดีมาก เขาต้องรักษาเจ้าให้หายได้แน่ ๆ”
สายตาของมู่จิ้งอี๋ไปหยุดที่เจียงป่าวชิง และมีความหมายที่มองเห็นไม่ชัดเจนฉายแฝงอยู่ในดวงตาของเขา “หมอเจียงงั้นรึ ? คนที่ทำยาฟื้นฟูใบหน้าที่รุ่ยเอ๋อร์นำมาให้เมื่อไม่กี่วันก่อนใช่ไหม ?”
หัวหน้าซูหลีกตัวออกเพื่อให้มู่จิ้งอี๋มองเห็นเจียงป่าวชิงที่ยืนถือกล่องยาอยู่ด้านข้างได้ถนัด “ใช่ คือหมอเจียงคนนี้นี่แหละ เสี่ยวชิงชิง มาช่วยดูอาการจิ้งอี๋ของข้าเร็วสิ ตั้งแต่ขึ้นมาบนหมู่บ้าน เขาก็ป่วยเป็นหวัด ข้าล่ะเป็นห่วงเขามากเลย”
เจียงป่าวชิงพยักหน้ารับ เดินไปนั่งลงบนตั่งเตี้ยเล็ก ๆ ข้างเตียง และจ้องสายตาสังเกตของมู่จิ้งอี๋พร้อมทั้งพูดด้วยสีหน้าราบเรียบ “ยื่นแขนมา”