แม่สาวเข็มเงิน – ตอนที่ 52 เป็นพยาน

ตอนที่ 52 เป็นพยาน

คำพูดของโจซื่อนั้น ถือว่าพูดได้กินใจหลีโผจื่อเป็นอย่างยิ่ง นางเองก็รู้สึกว่าเจียงป่าวชิงน่ากลัวเช่นกัน ยิ่งตอนที่เปื้อนไปด้วยเลือดหมาดำตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแล้ว ขยับตัวทีหนึ่งก็ราวกับผีที่ปีนขึ้นมาจากใต้ดินอย่างไรอย่างนั้น… คิดมาถึงตรงนี้ หลีโผจื่อก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นเทิ้ม

หลีโผจื่อรีบพูดขึ้นอย่างรวดเร็วว่า “ก็ใช่ ข้าเองก็คิดว่านางกำลังขัดขวางพี่ฉายอยู่ ต่อให้นางจะไม่ได้ถูกผีน้ำอะไรนั่นเข้าสิงร่างจริง ๆ แต่นางจะต้องผิดปกติอย่างแน่นอน พวกเจ้าดูสิ พอนางคลอดออกมานางก็เล่นงานแม่ตัวเองจนตาย อายุยังน้อยก็เล่นงานตัวเองจนปัญญาอ่อน ต่อมาก็เล่นงานพ่อตัวเองจนตายอีก…”

ยิ่งหลีโผจื่อพูดมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองพูดมีเหตุผลมากยิ่งขึ้นเท่านั้น นางตบขาตัวเองดังฉาด “ไอ้หยา! ดีที่ข้าคิดได้ก่อน ไม่อย่างนั้นถ้าเก็บความหายนะไว้ในบ้านต่อไป บ้านเราจะต้องไม่เป็นสุขอย่างแน่นอน” จากนั้นนางก็หันไปพูดกับโจซื่อด้วยความตื่นเต้น “ไม่แน่เรื่องอีหนิวกับแม่หม้ายซ่งเมื่อวันก่อน ก็อาจเป็นฝีมือของเจ้าปัญญาอ่อนนี่ก็ได้”

เมื่อโจซื่อนึกถึงเรื่องนั้น นางก็รู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง เจียงอีหนิวเองก็ไม่เป็นธรรมชาติ เขารีบทำการดึงหัวข้อสนทนาที่แม่ของเขาลากไปไกลกลับมาอีกครั้ง “ว่าแต่ ถ้าเจียงป่าวชิงแยกออกไป แล้ว  แล้วเจียงหยุนชานล่ะ ?”

คงไม่มีเหตุผลที่จะแยกน้องสาวออกไปแล้วเหลือพี่ชายไว้

พูดถึงเจียงหยุนชาน โจซื่อก็รู้สึกลังเลใจอยู่เล็กน้อย

ถึงอย่างไรก็ไม่เคยมีคนเรียนหนังสือที่สามารถสืบทอดวัฒนธรรมต่าง ๆ ต่อไปได้เกิดขึ้นมาในหมู่บ้านละแวกนี้ และการที่เจียงหยุนชานไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนในอำเภอได้นั้น ก็ทำให้ครอบครัวพวกเขาได้หน้าได้ตาอยู่พอสมควร  โดยปกติตอนที่ออกไปพูดคุยกับพวกเพื่อนสะใภ้ พวกนางก็จะรู้สึกอิจฉาที่ตระกูลเจียงสามารถปลูกต้นกล้าพันธุ์ดีได้เช่นนี้

หลีโผจื่อเบะปากเล็กน้อย นางส่งเสียงออกมาด้วยความเหยียดหยาม “หึ! คนมีความรู้ คนมีความรู้บ้าบออะไร คนอื่นพูดประจบนิดหน่อยเจ้าก็เชื่อแล้วรึ ?! ถ้าเป็นคนมีความรู้จริง ๆ  ทำไมถึงสอบเป็นถงเชิงไม่ได้ภายในสองครั้งกัน ? อย่าไปพูดถึงคนอื่นเลย ตาเฒ่าสุนที่อยู่หมู่บ้านข้างเราเนี่ย สอบมาห้าสิบปีแล้ว! ปีนี้ก็ปาไปปีที่เจ็ดสิบแล้วยังสอบเป็นถงเชิงไม่ได้เลย ตอนนั้นตาเฒ่าสุนก็ถูกคนคุยโวและยกย่องว่าเรียนหนังสือเก่งแบบนี้ แล้วผู้คนยังเลี้ยงดูเขาจนไม่เป็นงานและขาดความรู้ในเรื่องทั่วไปอีกต่างหาก อายุมากขนาดนี้ยังไม่รู้เรื่องและทำอะไรไม่เป็น แม้แต่ทายาทก็ไม่เหลือไว้สักคน น่าเวทนาจริงเชียว”

หลีโผจื่อพูดมาเช่นนี้ ในใจของโจซื่อก็เหมือนมีอะไรมากระทบกัน หรือว่า… ต้องเลี้ยงเจียงหยุนชานไปจนแก่จริง ๆ ?

แม้จะให้ข้าวกล้องพวกเขาปีละถุง แต่ก็ทำให้รู้สึกเสียดายอยู่พอสมควร  ตั้งหนึ่งถุงถ้วนเชียวนะ!

ข้าวกล้องหนึ่งถุงทำอะไรได้ตั้งมากมาย ถึงจะเลี้ยงหมูแต่ก็ยังสามารถนำมาเชือดกินในช่วงปีใหม่ได้… แต่ถ้าเลี้ยงคนไร้ประโยชน์สองคนนี้ล่ะ ?

สิ้นเปลือง!

“ข้าจะตีเจ้าให้ตาย… ข้าจะตีเจ้าให้ตาย…”

จู่ ๆ เจียงโหย่วฉายที่นอนอยู่บนเตียงอิฐก็พูดเพ้อเจ้อขึ้นมาจนทำให้โจซื่อสะดุ้งตกใจ  ในฉับพลันนั้น นางคิดทันทีว่าจะไม่ปล่อยให้เจียงป่าวชิงตัวกาลกิณีนั่นอาศัยอยู่ในบ้านอีกต่อไป!

……

ตระกูลเจียงไม่ใช่ตระกูลใหญ่อะไร ที่บอกว่าผู้อาวุโสในตระกูล ความเป็นจริงก็แค่คนที่มีอายุเยอะและมีนามสกุลเดียวกันก็เท่านั้นเอง

ทั้งหมดล้วนเป็นครอบครัวที่อาศัยธรรมชาติในการดำรงชีวิตกันทั้งนั้น ตลอดหลายปีมานี้ ชีวิตของพวกเขาไม่ดีเท่าบ้านของท่านปู่เจียงเสียด้วยซ้ำ

ถึงอย่างไรหลายปีมานี้ก็ไม่สามารถเรียกได้ว่าฟ้าฝนดีจริง ๆ ทั้งดินยังไม่มีปุ๋ยอีก และที่ดินคับแคบเพียงไม่กี่ไร่กลับต้องมาเลี้ยงครอบครัวใหญ่ขนาดนั้น มันพอประทังท้องได้เพียงถู ๆ ไถ ๆ เท่านั้น

ทุก ๆ ครั้งเมื่อถึงเวลานี้ พวกเขาก็มักจะรู้สึกอิจฉาบ้านของท่านปู่เจียงอยู่เล็กน้อย  อย่างน้อยในบ้านของท่านปู่เจียงยังสามารถเลี้ยงวัวสองตัวกับไก่ได้บ้าง แต่บ้านของพวกเขากลับไม่มีปัญญาเลี้ยงแม้แต่หมูด้วยซ้ำ

อย่างไรเสีย ตอนที่ท่านปู่เจียงรับเลี้ยงสองพี่น้องในปีนั้น เขาก็รับที่ดินที่บ้านของสองพี่น้องคู่นี้ไปอย่างง่าย ๆ เช่นกัน

ที่ดินเกือบสิบไร่เชียวนา!

และนี่ทำให้เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลเจียงตาร้อนอยู่พอสมควร เมื่อพวกเขามาถึงที่บ้านของท่านปู่เจียง พวกเขาก็เห็นว่าฉวนหลี่เจิ้งแห่งชีหลี่โวก็อยู่ที่นี่เช่นกัน

แม้พวกเขาจะไม่ใช่คนที่ชีหลี่โวทั้งหมด แต่ข้าราชการหมู่บ้านเช่นหัวหน้าหมู่บ้าน ถ้าหากว่าไปอยู่ที่หมู่บ้านใดก็ต้องให้เกียรติเขาอยู่พอสมควร  ดังนั้น เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลจึงพากันทักทายฉวนหลี่เจิ้ง

คนที่ไปเชิญพวกเขามาบอกพวกเขาว่าเจียงป่าวชิงหายจากโรคปัญญาอ่อนแล้ว และกำลังโวยวายเพื่อต้องการออกไปอยู่โดยลำพังกับพี่ชายของนาง

หนึ่งในนั้น ชายชราคนหนึ่งที่หนวดของเขาขาวโพลนไปมากกว่าครึ่ง มองท่านปู่เจียงอย่างไม่เห็นด้วย “น้องเจ็ด เจ้าทำผิดต่อเด็กมันใช่หรือไม่ ?  ไม่อย่างนั้น เหตุใดเด็กจึงโวยวายจะออกไปอยู่โดยลำพังเช่นนี้ ?”

หากว่าเรียงตามลำดับอาวุโสในตระกูล ท่านปู่เจียงถือว่าจัดอยู่ในอันดับที่เจ็ด

ได้ยินดังนั้น ท่านปู่เจียงก็ส่งเสียงอุทานเล็กน้อย “อ่า! ดูพี่สองพูดเข้าสิ ตอนที่เจียงป่าวชิงมาที่บ้านข้า สภาพของนางเป็นอย่างไรนั้นพวกท่านก็เห็นแล้ว โง่เขลามากเลยใช่ไหม ? มีใครไม่รู้จักนางบ้าง ?  นอกจากบ้านข้าแล้ว ใครเขาจะยอมรับเลี้ยงคนปัญญาอ่อนแบบนาง พวกข้าเลี้ยงดูจนนางหายป่วย ในบ้านต้องเสียเวลาขนาดไหนพี่ลองคิดดู  สุดท้าย นางก็เป็นหมาป่าตาขาวที่ทำเป็นไม่รู้จักบุญคุณคนบอกว่าจะแยกออกไปอยู่เอง โธ่ใจข้า…! เฮ้อ… ข้าอายุมากขนาดนี้แล้ว จริง ๆ เลย…”

จากนั้นก็มีเสียงเรียกของเจียงอีหนิวดังขึ้นมาจากด้านนอก “ท่านพ่อ ออกมานี่หน่อยขอรับ”

ท่านปู่เจียงจึงทำได้เพียงหยุดการฟ้องลง จากนั้นเขาก็ออกไปดู

ท่านปู่เจียงกับเจียงอีหนิวซุบซิบกันที่ลานบ้านสักพัก ตอนที่กลับเข้ามาอีกครั้ง น้ำเสียงของท่านปู่เจียงก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด “โธ่! ถึงแม้ข้าจะรู้สึกเสียใจมาก แต่เด็กมันโตแล้ว ข้าเองก็ไม่สามารถไปควบคุมสิ่งที่เด็กมันคิดได้”

หลังจากที่เจียงป่าวชิงออกแรงใช้แขนซ้ายของนางในการทำความสะอาดตัวเองเสร็จ นางก็พบว่าเสื้อผ้าสองชุดที่ใส่ได้นั้นเปื้อนเลือดไปตามลำดับเรียบร้อยแล้ว ชุดแรก ตอนที่ถูกแทงที่ไหล่ก่อนหน้านี้ เลือดส่วนใหญ่เปื้อนชุด  อีกอย่าง ด้วยความที่มีบาดแผลที่ไหล่ นางจึงซักผ้าไม่ค่อยสะดวก ต้องโยนมันไว้ด้านข้างแทน ส่วนอีกชุดของนางก็ถูกสาดด้วยเลือดหมาดำ

ในตู้ยังมีอีกสองชุด แต่ทั้งสองชุดนั้นมีบางจุดที่ชำรุดตรงรอยปะ อีกทั้งแขนเสื้อก็ยังออกจะสั้นไปสักหน่อย นางยังไม่ทันได้ซ่อมมัน

แม้ว่านางเพิ่งจะเย็บชุดกระโปรงให้ตัวเองเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่นางไม่สามารถใส่ชุดกระโปรงตัวนั้นออกไปได้ในตอนนี้  เจียงป่าวชิงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย จากนั้นก็ยิ้มกับตัวเองและตัดสินใจยืมชุดของเจียงหยุนชาน

แม้ว่าเจียงหยุนชานกับเจียงป่าวชิงจะเป็นฝาแฝดกัน แต่ช่วงศีรษะของเจียงหยุนชานกลับสูงกว่าเจียงป่าวชิงเกือบหัวหนึ่ง เสื้อผ้าของเขาจึงใหญ่กว่าเล็กน้อย เจียงป่าวชิงเลือกที่จะยัดชายเสื้อที่เหลือเข้ามาเก็บไว้ในเอว

เจียงหยุนชานมองน้องสาวที่กำลังออกแรงยัดเสื้อผ้าด้วยมือซ้าย ภาพนั้นทำให้เขารู้สึกเศร้าใจ เขาลอบตัดสินใจในใจว่าต่อไปเขาจะต้องทำงานให้หนัก เพื่อให้น้องสาวของเขามีชีวิตที่ดีให้ได้

สองพี่น้องเดินไปที่ห้องใหญ่ด้วยกัน

จะว่าไปแล้ว เนื่องจากหลีโผจื่อกับท่านปู่เจียงรังเกียจเจียงป่าวชิงมาก นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เจียงป่าวชิงเข้ามาในห้องใหญ่

ถึงแม้ว่าการตกแต่งภายในห้องจะไม่ได้สวยงามอะไรมาก แต่เมื่อเทียบกับห้องดินเหนียวที่ขาดพวกวัสดุต่าง ๆ ที่จำเป็นของเจียงป่าวชิงกับเจียงหยุนชานแล้ว ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็คืออันหนึ่งราวกับสวรรค์ อีกอันราวกับบนดินทำนองนั้น

เจียงป่าวชิงกับเจียงหยุนชานเห็นว่าในห้องนี้ นอกจากจะมีท่านปู่เจียง เจียงอีหนิว และฉวนหลี่เจิ้งแล้ว ยังมีคนที่พวกเขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนอีกด้วย ซึ่งพวกเขาดูมีอายุมาก และไม่ต้องเดาก็รู้แล้วว่านี่คือเหล่าผู้อาวุโสในตระกูลเจียง

สองพี่น้องทำความเคารพเหล่าผู้อาวุโสในตระกูลอย่างมีมารยาทที่ดี

ใครเล่าจะไม่ชอบเด็กที่น่ารักมีมารยาทเช่นนี้บ้าง ? ใบหน้าของเหล่าผู้อาวุโสในตระกูลเผยสีหน้าพึงพอใจออกมาให้เห็น

หนึ่งในนั้น ชายชราที่กำลังลูบเคราอยู่ก็ได้พูดขึ้น “เด็ก ๆ พวกเจ้าดีมาก”

ท่านปู่เจียงถือโอกาสพูดขึ้นจากด้านข้าง “ใช่ไหมล่ะ ? พวกข้าใช้เวลาสอนมาเองกับมือเลยนะ”

‘หน้าด้านจริง ๆ’ เจียงป่าวชิงลอบด่าในใจ แต่นางยังคงทำหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู “ใช่เจ้าค่ะ พี่ชายของข้านั้นมีชีวิตที่ไม่ง่ายเลย ทุกครั้งที่กลับจากโรงเรียนในอำเภอเพื่อมาพักที่บ้าน เขาก็จะใช้เวลามากมายเพื่อสอนพวกความรู้ทั่วไปในการดำรงชีวิตให้กับข้า ไม่อย่างนั้น ข้าก็คงจะกลายเป็นเด็กป่าเถื่อนที่ไม่มีใครสนใจไปแล้วเจ้าค่ะ”

เจียงป่าวชิงคล้อยตามและเขี่ยคำพูดยกยอตัวเองของท่านปู่เจียงมาที่พี่ชายของนางแทน จากนั้นนางก็โยนป้ายคำว่า ‘ไม่มีใครสนใจ’ กลับไป ซึ่งนั่นทำให้ท่านปู่เจียงโมโหจนหน้าดำคร่ำครึทันที ไม่ต้องพูดว่ามันน่าเกลียดแค่ไหนเลย

เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลเริ่มพากันพูดชมเจียงหยุนชานกันยกใหญ่ พวกเขาพากันชมว่าเจียงหยุนชานเป็นพี่ชายที่ดีและมีความรับผิดชอบตั้งแต่ยังเด็ก

เจียงหยุนชานถูกชมจนเขาเขินอายเล็กน้อย เมื่อนึกถึงคำพูดที่น้องสาวเคยเน้นไว้ก่อนหน้านี้ เขาก็รีบพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ทั้งหมดล้วนเป็นความดีของวงศ์ตระกูลเจียงของเราขอรับ ข้านั้นได้รับการอบรมบ่มเพาะตามแบบฉบับวงศ์ตระกูลมาตั้งแต่เล็ก จึงไม่กล้ายกตนข่มท่านขอรับ”

การที่ผลักคำพูดชมเชยไปไว้บนแบบฉบับวงศ์ตระกูลที่ลวงตาอะไรนั่น ก็เท่ากับเป็นการพูดชมคนในวงศ์ตระกูลเจียงเหล่านี้เช่นกัน

เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลฟังจนไม่ต้องถามว่าพวกเขารู้สึกสบายในใจมากเพียงใด จากนั้นพวกเขาก็ยิ่งถูกชะตากับสองพี่น้องคู่นี้มากกว่าเดิม

ท่านปู่เจียงที่ฟังอยู่ด้านข้างลอบก่นด่าเจียงหยุนชานในใจว่าเขาเป็นคนเจ้าเล่ห์ที่ชอบประจบสอพลอคนอื่น เขารีบพูดขึ้นทันที “วันนี้ที่เชิญผู้อาวุโสในตระกูลทุกท่านมาที่นี่ ก็เพื่อจะให้ทุกท่านมาเป็นพยาน…”

แม่สาวเข็มเงิน

แม่สาวเข็มเงิน

–เจียงป่าวชิง– ผู้สืบทอดรุ่นที่สี่สิบห้าแห่งตระกูลเก่าแก่ที่ขึ้นชื่อเรื่องการฝังเข็ม ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทว่าแทนที่จะได้ไปฟังคำพิพากษาในยมโลก แต่โชคชะตากลับพัดพาให้วิญญาณของเธอไปเกิดใหม่ในร่างของเด็กสาวปัญญาอ่อนในชนบทแสนห่างไกล ไกลแสนไกลเสียจนความเจริญ ความศิวิไลซ์ กระทั่งความรู้ก็ไม่สามารถเข้าถึงได้ หมู่บ้านเล็ก ๆ ในชนบท….นิสัยเลวทรามสะเทือนขวัญของผู้คน…. ญาติพี่น้องร่วมตระกูลที่เห็นแก่ตัวและหวังแต่ผลประโยชน์ เด็กสาวอ่อนแอและพี่ชายเพียงหนึ่งเดียวจะรักษาชีวิตให้รอดปลอดภัย จากสถานการณ์ที่ไม่ต่างจากถูกรายล้อมด้วยฝูงหมาป่าแสนชั่วร้ายได้อย่างไร?หมาป่าที่จ้องมองด้วยสายตาหิวกระหาย เตรียมพร้อมฉีกทึ้งเนื้อหนัง ขย่ำเหยื่อตัวน้อย ๆอย่างพวกนางลงท้องทุกเวลา นางจะเปลี่ยนคมมีดให้เป็นเข็ม และใช้ปลายเข็มที่มีกระหน่ำแทง จนทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกแสนบิดเบี้ยวใบนี้กลับกลายเป็นสิ่งวิจิตรตระการตา “……แต่ว่า คุณชายที่ป่วยคนนั้นน่ะ มาทางนี้ก่อนสิเจ้าคะ ข้าว่า…เรามาสะสางบัญชีที่ติดค้างไว้กันก่อนดีกว่า ! ……”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset