(นิยายแปล) ตำนานวังหลังของพระชายาขาบู๊ – ตอนที่ 9 คืนที่ยาวนานที่สุดของเฮเลนา 1

 

หลังได้ฟังเรื่องต่าง ๆ จากอเลกเซียและก็โดนอัดข้อมูลเตรียมพร้อมล่วงหน้ามากเท่าที่จะอัดได้แล้ว เฮเลนาก็ตกอยู่สภาพจิตใจอันแปลกประหลาดที่หวั่นวิตกว่าจะโดนอเลกเซียดุ ยิ่งกว่าหวั่นวิตกที่จะพบหน้าจักรพรรดิซะอีก

ทว่าเมื่ออัดข้อมูลรวมถึงฝึกซ้อมสำหรับการมาเยือนของจักรพรรดิจบแล้ว เฮเลนาก็ปฏิบัติกับอเลกเซีย ไม่ใช่ในฐานะ “นางกำนัลติดห้องอเลกเซีย” แต่เป็น “อัลผู้เป็นเพื่อนสมัยเด็ก” ได้ในที่สุด

 

“งั้นหรือคะ สถานการณ์รบกับจักรวรรดิอัลเมดาลำบากถึงเพียงนั้น……”

 

“ใช่ พูดตามตรงแล้วก็อยากจะได้แม่ทัพเพิ่มอีกสักคนสองคนล่ะนะ แต่ว่ายังไงซะท่านบาร์โตโลเมก็คงไม่ตายหรอก ข้านึกภาพคนคนนั้นตายไม่ออกเลยด้วยซ้ำ”

 

“บังเอิญจังนะคะ ฉันเองก็นึกภาพพี่ชายตายไม่ออกเหมือนกันค่ะ”

 

อเลกเซียหัวเราะ และเฮเลนาก็ยิ้มกลับไปเหมือนกัน

บาร์โตโลเม เบอร์การ์ซาร์ด แม่ทัพผู้ครองฉายา “ขุนศึกหมีน้ำเงิน” เป็นชายร่างใหญ่เหมือนหมีสมกับฉายานั้น ในการต่อสู้กับแม่ทัพข้าศึกแบบตัวต่อตัวเขาก็ไม่เคยแพ้แม้แต่ครั้งเดียว ว่ากันว่าในหมู่แปดยอดขุนศึกแล้วพลังรบแบบตัวคนเดียวของเขานับว่าแข็งแกร่งที่สุดเลยทีเดียว

จึงเป็นเรื่องจริงที่เธอนึกภาพบาร์โตโลเมคนนั้นตายในการต่อสู้ไม่ออกเลยด้วยซ้ำ

 

“แต่ก็คงจะลำบากอยู่ไม่ผิดแน่สินะคะ”

 

“ใช่ ตอนนี้กำลังต่อสู้แบบตั้งรับอยู่ที่ป้อมปราการแกรมตรงชายแดนที่ติดกับจักรวรรดิอัลเมดา……แต่ท่านบาร์โตโลเมน่ะไม่ถนัดการต่อสู้แบบตั้งรับเท่าไรนัก ถ้าวิกเตอร์กลับไปถึงแล้วท่านบาร์โตโลเมก็จะเคลื่อนไหวได้ตามใจ จากนั้นสถานการณ์รบอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้”

 

“ฉันพูดเองก็อาจจะแปลก ๆ แต่ไม่ว่าจะคิดยังไงในสถานการณ์นี้ การที่ท่านเฮเลนามาเข้าวังหลังก็คงทำให้แนวหน้าต้องรับภาระหนักขึ้นสินะคะ”

 

“นั่นสินะ ฉันเองก็นำทัพได้ทัพหนึ่ง แล้วก็เข้าใจความคิดของวิกเตอร์ดีดังนั้นต่อให้ไม่มีคำสั่งก็สามารถเคลื่อนไหวเองได้ หากมองจากมุมของวิกเตอร์ก็คงเหมือนเสียตัวหมากที่ใช้งานได้ดีไปล่ะมั้งนะ”

 

‘เฮ้อ’ เฮเลนาถอนหายใจเฮือกใหญ่

เพราะมีเรื่องให้คิดมากเกินไป ก็เลยแทบไม่รู้รสชาติของอาหารมื้อเย็นที่ถูกเตรียมมาให้เลย ยิ่งไปกว่านั้นมันเป็นอาหารที่เมื่อถูกทำขึ้นมาก็ต้องผ่านการทดสอบยาพิษก่อนที่จะนำมาถึงห้องได้ ดังนั้นโดยพื้นฐานมันก็จะเย็นชืดไปหมดแล้ว ต่อให้เป็นอาหารที่เลิศหรูขนาดไหนก็ตามถ้ามันเย็นชืดซะแล้วก็คงดึงความอร่อยออกมาได้ไม่ถึงครึ่ง

อนึ่ง เธอได้ชวนให้อเลกเซียมาทานด้วยกันแล้วแต่ก็ถูกปฏิเสธอย่างขันแข็ง ดูเหมือนว่านางกำนัลจะรับประทานอาหารที่โรงอาหารเฉพาะสำหรับนางกำนัลเท่านั้น และที่นั่นก็ไม่ต้องมาห่วงเรื่องทดสอบยาพิษเลยสามารถทานอาหารร้อน ๆ ที่ทำเสร็จใหม่ ๆ ได้

 

“เอาล่ะ……ออกกำลังหลังอาหารหน่อยละกัน”

 

“จะทำอะไรหรือคะ?”

 

เฮเลนาเช็ดปากก่อนจะลุกขึ้นเก็บจานชามที่กินเสร็จแล้วคืนบนรถที่ใช้สำหรับเข็นอาหาร

อเลกเซียพยายามรีบร้อนมาเก็บให้แต่ก็ช้าไปซะแล้ว สำหรับเฮเลนาที่แต่เดิมทีแล้วอยู่ในกองทัพซึ่งกินข้าวหม้อเดียวกันโดยไม่แบ่งแยกสูงต่ำ โต๊ะของตัวเองก็ย่อมต้องเก็บด้วยตัวเองเป็นเรื่องธรรมดา

ถึงแม้ว่า ดูยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องที่บุตรีมาร์ควิสควรจะทำก็เถอะ

 

“แน่นอนอยู่แล้ว ก็ต้องวิดพื้นน่ะสิ”

 

“……เอ๋?”

 

“วิดพื้นไง อ้อ อเลกเซีย ถ้าว่างอยู่ก็ช่วยมาขี่หลังของข้าได้ไหม?”

 

“เพื่ออะไรคะ!?”

 

“ก็ถ้าเพิ่มน้ำหนักถ่วงมันจะฝึกฝนได้ดีกว่าไงล่ะ”

 

‘ฮึบ’ เฮเลนาวางมือทั้งสองลงบนพื้นที่ปูพรมอย่างดี และทรงตัวอยู่โดยใช้แค่ปลายเท้ากับมือสองข้าง อเลกเซียมองภาพนั้นอย่างพูดอะไรไม่ออก

เห็นดังนั้นเฮเลนาก็เอียงศีรษะนิด ๆ ด้วยความฉงน

 

“……เป็นอะไรไปเล่า อเลกเซีย”

 

“เอ่อ……นี่มัน อะไรคะ”

 

“เอ้า รีบขึ้นมาบนหลังเร็วเข้าสิ ข้าอยากจะเริ่มฝึกไว ๆ”

 

“…………อะ ค่ะ”

 

ดูเหมือนว่าอเลกเซียจะช่างแม่งเลิกคิดแล้ว ก่อนจะค่อย ๆ ขึ้นไปนั่งบนหลังของเฮเลนา และก็อย่างที่คาดว่าเพราะเป็นหญิงสาวจึงไม่มีน้ำหนักมากนัก

ทว่าเฮเลนาก็ออกแรง ‘ฮึบ’ และเริ่มวิดพื้น

 

“เอ่อ……ท่านเฮเลนาคะ”

 

“สิบหนึ่ง สิบสอง สิบสาม……มีอะไรรึ? สิบสี่ สิบห้า”

 

“ทำไมถึงวิดพื้นคะ?”

 

“เรื่องนั้นมันก็แน่อยู่แล้วไม่ใช่รึ ร่างกายน่ะถ้าไม่ฝึกฝนมันไปเรื่อย ๆ กล้ามเนื้อก็จะลดลงในเวลาไม่นาน ในสนามรบนั้นแค่การขี่ม้าก็ยังต้องใช้แรงพอสมควรเลย ถ้าเอาแต่อยู่ในห้องไปวัน ๆ แบบนี้ก็จะสูญเสียแม้แต่กล้ามเนื้อที่จำเป็น ดังนั้นจึงต้องฝึกฝนทุกวันยังไงล่ะ”

 

“…………งั้นหรือคะ”

 

ไม่รู้ทำไมอเลกเซียถึงกุมขมับ ทว่าเฮเลนาที่กำลังวิดพื้นซ้ำไปซ้ำมาอยู่ใต้เอวของอเลกเซียก็ย่อมไม่เห็นอากัปกิริยานั้น

และระหว่างที่คุยกันอยู่เธอก็ดันลืมว่าทำไปกี่ครั้งแล้ว เฮเลนาจึงวิดพื้นต่อโดยนับใหม่ตั้งแต่ต้นอีกครั้ง

 

และแล้ว เมื่อจำนวนนั้นเกินหนึ่งร้อยครั้งไปได้ไม่นาน

 

“ขออนุญาตค่ะ พระสนมฟ้าสุริยา”

 

ผู้ที่เข้ามาพร้อมกับเสียงเคาะประตูก็คือหัวหน้านางกำนัลรับใช้ อิซาเบล

โดยปกติแล้วจะต้องรอให้ผู้ที่อยู่ในห้องตอบก่อนจึงจะเปิดประตู แต่อิซาเบลกลับเข้ามาโดยไม่รอคำตอบของทางนี้เลย แปลว่าคงจะเป็นเรื่องเร่งด่วนถึงขนาดนั้น

ทว่าสภาพของเฮเลนาตอนนี้มันเลวร้ายเกินไป

 

“……เอ๋?”

 

“หืม?”

 

“…………อุหวา”

 

ภาพนั้นที่อิซาเบลเข้ามาในห้องแล้วเห็นอยู่ตรงหน้า

คือบุตรีมาร์ควิสผู้เป็น “สนมฟ้าสุริยา” ที่ไม่รู้ทำไมถึงกำลังเอาสองมือยันพื้นและมีนางกำนัลขี่อยู่บนหลัง

ไม่ว่าจะคิดยังไงก็ไม่ใช่สภาพที่จะอธิบายจบได้ในคำเดียวเลย

 

“……อเลกเซีย”

 

“เกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้โปรดให้ฉันได้อธิบายภายหลังด้วยเถอะค่ะ ฉันเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำอะไรแบบนี้นะคะ”

 

“……อืม เอาเถอะ พระสนมฟ้าสุริยาคะ ก่อนอื่นก็ให้อเลกเซียลงมาแล้วก็โปรดยืนขึ้นด้วยค่ะ จะขออนุญาตเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ท่านนะคะ”

 

เมื่อเจอกับสายตากดดันที่ไม่อาจปฏิเสธได้ของอิซาเบล เฮเลนาจึงเชื่อฟังยืนขึ้นอย่างว่าง่าย

สภาพการแต่งกายของเฮเลนานั้นต่อให้อยู่ในห้องก็ไม่นับว่าเหมาะสมเท่าไรนัก ถึงอย่างน้อยมันจะยังดูเป็นชุดเดรสอยู่ แต่เพื่อให้เคลื่อนไหวง่ายกระโปรงยาวจึงโดนฉีกข้างอย่างน่าหวาดเสียว และเพราะร้อนก็เลยปลดกระดุมเปิดอกไว้ นอกจากนั้นยังเหงื่อออกเต็มไปหมดและผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่เป็นทรงเลยสักนิด

จะปล่อยให้ไปยืนต่อหน้าพระจักรพรรดิในสภาพนี้ไม่ได้เป็นอันขาด

 

“ถ้างั้นก่อนอื่น พระสนมฟ้าสุริยา……โปรดอาบน้ำด้วยค่ะ”

 

“……อะ ค่ะ”

 

ไม่ควรไปต่อต้านอย่างเด็ดขาด

สายตานั่นทำให้สัญชาติญาณของเธอบอกเช่นนั้น เฮเลนาพยักหน้าอย่างว่าง่ายและไปยังที่อาบน้ำร้อนซึ่งมีอยู่ในห้อง ถึงจะเรียกว่าที่อาบน้ำร้อนแต่ก็ไม่ได้แปลว่ามีน้ำร้อนอยู่เสมอ มันเป็นเพียงที่สำหรับเอาไว้ใช้งานน้ำร้อนเท่านั้นเอง

ส่วนน้ำร้อนนั้นนางกำนัลรับใช้จะนำมันมาจากที่อื่นด้วยถังส่วนตัว และตอนนี้ในถังส่วนตัวที่อิซาเบลนำมาก็มีน้ำร้อนที่กำลังอุ่นได้ที่อยู่

เฮเลนาไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธเลย

 

อันดับแรกก็ถอดชุดออก แล้วก็เข้าไปยังที่อาบน้ำ แล้วอเลกเซียก็ตามเข้ามาด้วยท่าทางราวกับเคยชิน—เดี๋ยวนะ

 

“……อเลกเซีย?”

 

“การรับใช้พระสนมฟ้าสุริยาคือหน้าที่ของฉันค่ะ”

 

“ไม่สิ……แค่อาบน้ำน่ะข้าทำเองได้”

 

“หน้าที่ของฉันค่ะ ได้โปรดให้ฉันจัดการนะคะ”

 

“เอ๋—……”

 

อย่างน้อยการอาบน้ำเนี่ยก็อยากจะทำคนเดียวนะ

ถึงจะคิดแบบนั้นแต่อิซาเบลก็คงไม่ยอมให้ทำ และอเลกเซียก็คงจะไม่ถอยด้วย ช่วยไม่ได้แฮะ

เธอปล่อยให้อเลกเซียขัดถูชำระล้างร่างกายตามต้องการรวมทั้งสระผมให้ด้วย ถ้าไม่คอยสะกดจิตใจตัวเองเอาไว้ว่า ‘เรากลายเป็นแค่ตุ๊กตาไปแล้ว’ คงรู้สึกอายจนอยากจะตายเลยทีเดียว

 

และแล้วหลังจากอาบน้ำเสร็จ การแสดงโชว์แต่งตัวตุ๊กตาที่จัดโดยอเลกเซียกับอิซาเบลก็ได้เริ่มขึ้น

โดนเตรียมชุดเดรสนานาชนิดมาให้ลอง แล้วก็โดนมัดคอร์เซ็ตอย่างแน่นซะจนเลือดไม่ไหลเวียน พอสวมชุดแล้วก็โดนบอกว่า “ไม่เวิร์คนะคะ” แล้วก็โดนถอดออก รู้สึกได้เลยว่าตอนนี้สภาพจิตใจค่อย ๆ โดนบั่นทอนไปเรื่อย ๆ แล้ว

 

หลังจากโดนจัดโชว์แต่งตัวไปไม่รู้กี่ครั้ง สุดท้ายก็มาจบลงที่ชุดเดรสชุดหนึ่ง แล้วก็นั่งลงบนโซฟาได้ซะที

‘นี่มันเหนื่อยกว่าวิดพื้นพันครั้งอีกมั้งเนี่ย’ เธอรู้สึกอ่อนล้าไปทั้งร่างกายจนถึงกับคิดแบบนั้นขึ้นมา

 

“เท่านี้ก็คงพอแล้วกระมังค่ะ”

 

“ค่ะ หัวหน้านางกำนัล”

 

“ถ้างั้นก็ ท่านเฮเลนา—ถึงเวลาพอดีเลยค่ะ”

 

‘ฉึบ’ อิซาเบลถอยหลังไปหนึ่งก้าว

ในเวลาเดียวกันนั้นประตูที่อยู่ด้านหลังของเธอก็ค่อย ๆ เปิดออก

อเลกเซียกับอิซาเบลหันหน้าไปทางประตูนั้นและโค้งศีรษะลงต่ำ

 

“พอแล้ว ไม่ต้องทำตัวน่าอึดอัดแบบนั้นหรอก”

 

ชายคนหนึ่งค่อย ๆ เดินเข้ามาจากอีกฟากของประตู

เส้นผมสีเงินใสกระจ่างราวหยดน้ำที่เกาะอยู่บนแก้วเงิน ใบหน้าที่ได้รูปงดงามราวกับได้รับการแกะสลักสรรค์สร้างออกมา แต่ก็ยังมีร่องรอยของความไร้เดียงสาเหลืออยู่ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่ราวกับจะมองทะลุทุกสิ่งนั้นอาจจะสามารถมัดหัวใจของหญิงสาวทุกคนเลยก็เป็นได้—เขาเป็นชายรูปงามถึงขนาดที่ทำให้คิดแบบนั้น

 

ชายที่สมบูรณ์แบบถึงระดับที่เฮเลนาไม่เคยพบมาก่อนเลยจนถึงตอนนี้

ชายผู้นั้นที่มาเยือนเฮเลนาในค่ำคืนนี้ ก็คือผู้กุมอำนาจสูงสุดในประเทศแห่งนี้

 

“เจ้าสินะลูกสาวของแอนตัน ทำตัวตามสบายเถอะ ส่วนพวกเจ้าก็ออกไปซะ คงไม่มีใครโง่เง่าถึงขนาดจะมาเป็นก้างในการสนทนาของเรากับสนมหรอกใช่ไหม”

 

ชายผู้นั้นที่กำลังหัวเราะ ‘หึ ๆ’ และวางท่าใหญ่โตอย่างถึงที่สุดนั่นแหละ

คือองค์จักรพรรดิ—ฟาร์มาส ดีล ลูเครเซีย กันเกรฟ

 

 

Comment

Options

not work with dark mode
Reset