ภาพเทพอสูรบรรพกาล – ตอนที่ 104

ตอนที่ 104 ฝึกวิชาด้วยความเจ็บปวด

 

ในบ่ออาบน้ำที่ถ้ำของเมิ่งชวน

 

“นายท่่าน เตรียมน้ำร้อนเรียบร้อยแล้วขอรับ” พ่อบ้านหลิวกล่าวด้วยท่าทางนอบน้อม

 

“จำไว้ ให้มันร้อนอยู่ตลอดเวลา อย่าให้น้ำเย็นลง” เมิ่งชวนสั่ง “เอาล่ะ เจ้าไปได้แล้ว”

 

“ขอรับ” พ่อบ้านหลิวถอยออกไป

 

บ่อน้ำนั้นอยู่เหนือห้องต้มน้ำ และมีคนรับใช้อยู่ในห้องนั้นคอยเผาฟืนเพื่อรักษาอุณหภูมิเอาไว้

 

เมิ่งชวนหยิบน้ำเต้าสีเหลืองขึ้นมาแล้วดึงจุกออก เขาเทผงจำนวนมากลงในอ่างน้ำ มันเป็นสมุนไพรที่ถูกบดและผสมเอาไว้ มันจะช่วยในการขัดเกลาจุดที่แปดของเขา หลังจากเทสิ่งที่อยู่ในน้ำเต้าจนหมด น้ำอ่างน้ำก็กลายเป็นสีเขียวอ่อนในทันที จากนั้นเขาก็หยิบขวดหยกสามขวดและเทยาจากในนั้นออกมา เขาบดยาเหล่านั้นและโปรยมันลงในน้ำ

 

‘ยังดีที่สมุนไพรและยาเหล่านี้สามารถแลกได้ที่เขาหยวนชู หากข้าต้องไปเก็บเองล่ะก็คงจะยุ่งยากมากแน่’ เมิ่งชวนยิ้มในขณะที่โปรยลงไป

 

จากนั้นเขาก็หยิบขวดสีดำออกมา ในขวดนี้นั้นมีพลังวินาศอีกาทองอยู่! เมิ่งชวนจ้องมองมันพักหนึ่งก่อนจะดึงจุกออกมาเบาๆ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกและใช้พลังปราณเพื่อดึงกระแสพลังวินาศออกมา กระแสพลังสีขาวทองลอยออกมาและเข้าสู่จมูกของเขา

 

หลังจากดูดซับกระแสพลังวินาศทั้งสองสายนั้นเข้าไป เมิ่งชวนก็ปิดจุกของขวดสีดำกลับเข้าไปทันที

 

เขาใช้วิชากระบี่สำหรับขัดเกลาในทันที โดยการใช้เจตจำนงแห่งกระบี่ เขาชี้นำร่างกายให้ดูดซึมกระแสพลังวินาศ ร่างกายของเขารุ่มร้อนไปทั่วร่าง ขนาดหัวของเขาเองก็ยังร้อนจี๋ แก่นสารแห่่งจิตคอยรักษาสติของเขาเอาไว้ในขณะที่ใช้วิชากระบี่สำหรับขัดเกลา ในที่สุดกระแสพลังวินาศอีกาทองสองส่วนสุดท้ายก็ถูกร่างกายของเขาดูซึมเข้าไปจนหมด และความร้อนในร่างกายของเขาค่อยๆหายไป

 

ยังไม่ถึงขีดจำกัดของข้า ข้ายังขัดเกลาได้ต่ออีก เมิ่งชวนหยิบขวดสีดำขึ้นมาและเปิดจุกออกอีกครั้ง กระแสพลังสีขาวทองสองอีกสองสายไหลเข้าสู่ร่างของเขาอีกครั้ง

 

ในตอนที่เขาดูดซึมกระแสพลังวินาศอีกาทองในขวดจนหมด เมิ่งชวนก็ยังไม่รู้สึกว่าถึงขีดจำกัดอยู่ดี แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่กล้าที่จะทำต่อ

 

‘ขัดเกลาด้วยกระแสพลังวินาศอีกาทองครั้งละขวดก็เพียงพอแล้ว หากข้าดูดซึมมากเกินไป ร่างกายของข้าคงจะทนไม่ไหวเป็นแน่’

 

เขาถอดเสื้อผ้าและลงไปในอ่างน้ำทันที

 

ในขณะที่เขานั่งลงพิงกำแพงหินของอ่างอาบน้ำที่เต็มไปด้วยสมุนไพร สมุนไพรทั้งหลายก็ค่อยๆซึบเข้าไปในร่างกายของเขา มันเข้าสู่กระดูกและกล้ามเนื้อ จนก่อกวนพลังวินาศที่เขาดูดซึมเข้าไปอย่างรุนแรง ขัดขวางไม่ให้มันผสมเข้ากับร่างกายของเขา

 

หลังจากเขาดูดซึมพลังวินาศอีกาทองเข้าไป มันก็เริ่มทำลายร่างกายของเขาแล้ว แต่ว่าเส้นประสาทในร่างกายของเขานั้นถูกทำลายลงก่อนที่มันจะได้รับรู้ความเจ็บปวดเสียอีก ขวดพลังอีกาทองหนึ่งขวดนั้นมีกระแสพลังวินาศอยู่เพียงเก้าสาย จากคัมภีร์แล้ว การดูดซึมกระแสพลังวินาศทั้งหมดพร้อมๆกันจะทำได้เพียงแค่เกิดอาการบาดเจ็บสาหัสต่อผู้ที่ผ่านการขัดเกลาจุดที่เจ็ดเท่านั้น แต่เขานั้นจะไม่ตาย

 

แต่หากเขาดูดซึมมากเกินไป ร่างกายของเขาคงจะพังลงไปจริงๆ สมุนไพรเหล่านี้ที่อยู่ในอ่างน้ำที่กำลังซึมเข้าไปในร่างของเขานั้นจะคอยรักษาส่วนที่เสียหาย สิ่งหนึ่งทำลาย อีกสิ่งหนึ่งคอยรักษา

 

เมิ่งชวนรู้สึกราวกับมีมดจำนวนนับไม่ถ้วนชอนไชในกระดูกและเนื้อของเขา ความเจ็บปวดทำให้ร่างของเขากระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ ผิวหนังของเขาเป็นสีแดงก่ำ เส้นเลือดปูดโปน ความเจ็บปวดถาโถมเข้าใส่ในทันที ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานก่อนที่เขาจะหยิบผ้าเช็ดตัวที่เตรียมมาก่อนหน้านี้ยัดเข้าใส่ปาก

 

เขากัดผ้าขนหนูและส่งเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดออกมา

 

‘ทนไว้ ทนไว มันก็แค่ความเจ็บปวด ไม่ได้ถึงตาย’

 

หากเขาไม่มีสมุนไพรในอ่างน้ำเพื่อช่วยในการฝึกวิชาล่ะก็ ร่างกายแทบทุกส่วนของเขาก็จะได้รับบาดเจ็บ แม้เขาจะไม่รู้สึกเจ็บปวดมากนัก แต่เขาจะรักษาพวกมันอย่างไรล่ะ? เขาหยวนชูจะต้องทุ่มทุนมหาศาลในการรักษาเขา และมันจะต้องใช้เวลากว่าครึ่งปีเขาถึงจะหายดี มันเป็นอะไรที่โง่มากในการเสียเวลาครึ่งปีไปกับการดูดซับกระแสพลังวินาศอีกาทองหนึ่งขวด และการขัดเกลาจุดที่แปดจะใช้พลังวินาศอีกาทองถึง 120 ขวด เขาใช้เวลาหกสิบปีในการขัดเกลาจุดที่แปดอย่างเดียวไม่ได้หรอก

 

วิธีเดียวในการขัดเกลาจุดที่แปดก็คือการใช้อ่างสมุนไพร แม้ว่ามันจะเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แต่มันก็ช่วยลดความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุด และมันยังคอยช่วยรักษาเขาอย่างต่อเนื่อง ทำให้วันพรุ่งนี้เขามีพละกำลังเต็มเปี่ยม

 

อ่านตอนล่าสุดที่ mynovel.co หรือ www.thai-novel.com

 

‘ทนไว้ ทนไว้’ เมิ่งชวนกัดผ้าเช็ดตัวและจับขอบอ่างน้ำแน่น เขาจับแน่นจนทิ้งรอยนิ้วมือเอาไว้บนกำแพงหิน เลือดไหลออกมาจากเล็บที่แตกและไหลลงสู่อ่างน้ำ

 

เขานึกถึงภาพตอนที่อสูรบุกเมืองตงหนิง นึกถึงภาพของพ่อแม่ที่ใช้ร่างของตนเพื่อปกป้องลูกของพวกเขา แต่สุดท้ายก็ถูกสังหารอย่างไร้ปราณี ผู้อาวุโสสามที่เข้าไปขวางเหล่าอสูรเพื่อปกป้องลูกตระกูลที่ยังเด็กทั้งหลาย ก่อนที่สุดท้ายจะถูกสังหาร หรือสำนักเต๋าเพลิงตะวันที่ต้องเผชิญกับเหล่าอสูรจนแทบจะล่มสลาย

 

มีแค่ความแข็งแกร่งเท่านั้น!

 

หากแข็งแกร่งเขาก็จะสังหารอสูรและช่วยผู้คนเหล่านั้นได้!

 

ข้าอยากจะแข็งแกร่งมากกว่านี้!

 

ความเจ็บปวดเล็กน้อยแค่นี้จะไปทำอะไรได้ล่ะ? แทนที่จะต้องไปสิ้นหวังไร้หนทางไปต่อในภายหลัง ข้ายอมทนทรมาณในตอนที่อยู่ในเขาหยวนชูนี่เสียดีกว่า ข้าจะต้องแข็งแกร่งกว่านี้! ยิ่งข้าแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี! ความเจ็บปวดน่ะรึ? เอาสิ เจ็บปวดให้มากกว่านี้อีกสิ! ดวงตาของเมิ่งชวนเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง เขากัดผ้าเช็ดตัวจนมีเลือดไหลออกมาจากมัน

 

 

ในตอนกลางคืน ขุนนางเทียนซิงโหวกำลังสอนวิชา

 

หลิวชีเยว่และศิษย์อีกหกคนตั้งใจรับฟัง

 

“ป่ายอี่ ฟูฉาง เฉียนยู่” ขุนนางเทียนซิงโหวตะโกนด้วยความเย็นชา “พวกเจ้าสามคนอยู่ไม่ไกลจากการผ่านเก้าถ้ำปริศนา จากนั้นพวกเจ้าต้องลงจากภูเขาแล้วเจ้าสู่สนามรบ! ข้าเห็นว่าพวกเจ้าอยู่บนเขาหยวนชูมากเกินไปแล้ว มันสบายและสงบเกินไป พวกเจ้าพึงพอใจกับความสามารถของพวกเจ้าที่มีอยู่เท่านั้น พวกเจ้าไม่มีความคิดอยากจะแข็งแกร่งขึ้นเลย!”

 

ศิษย์ที่เป็นเทพอสูรทั้งสามคนตัวสั่น

 

“ศิษย์เน้นไปที่การฝึกส่วนตัวขอรับ” ป่ายอี่กล่าวตอบในทันที

 

“ศิษย์ด้วยขอรับ” ฟูชางและเฉียนยู่กล่าวเช่นกัน

 

“อย่างนั้นรึ? แต่จากที่ข้ารู้มา พวกเจ้าเอาแต่ไปตีสนิทกับคนอื่น เจ้าเอาแตต่อวดวิชาเกาฑัณฑ์ของพวกเจ้าที่เต๋าเจี่ยวหลิง อีกทั้งยังเชิญศิษย์เทพอสูรมากมายไปที่ถ้ำฝึกวิชาของเจ้าทุกๆวันอีกด้วย”ขุนนางเทียนซิงโหวกล่าว

 

ฟูฉางกล่าวด้วยท่าทางนอบน้อม “ท่านอาจารย์อีกเพียงหนึ่งปีพวกเราก็จะได้ลงจากเขา หลังจากที่ลงจากเขาแล้วพวกเราก็จะต้องสู้เคียงข้างเทพอสูรคนอื่นๆ ดังนั้นแล้วพวกเราควรจะทำความรู้จักกับคนอื่นๆเอาไว้ก่อนจะได้ทำงานร่วมกันได้อย่างสะดวกในภายหลัง”

 

“นี่เจ้ายังมีหน้ามาเถียงอีกรึ?” ขุนนางเทียนซิงโหวพูดอย่างเย็นชา “เจ้ารู้ไหมว่ามีเทพอสูรกี่คนที่ต้องต่อสู้กันในขณะที่พวกเจ้าได้ฝึกวิชากันอย่างสงบสุขบนเขาหยวนชูกัน!? ขนาดมนุษย์อายุยี่สิบหลายๆคนยังเสี่ยงชีวิตเข้ารับราชการทหาร แต่พวกเจ้ากลับปล่อยเนื้อปล่อยตัวอยู่บนเขา นี่พวกเจ้าไม่รู้สึกอับอายบ้างเลยรึอย่างไรกัน?”

 

ศิษย์ทั้งสามไม่กล้าพูดตอบซักคำเดียว พวกเขาเริ่มที่จะปล่อยเนื้อปล่อยตัวจริงๆ เพราะสุดท้ายแล้วการจะแข็งแกร่งขึ้นในตอนที่ใกล้จะได้ลงจากภูเขานั้นก็ยากมาก ดังนั้นพวกเขาเลยเริ่มเข้าหาคนอื่นๆด้วยสถานะอย่างเทพอสูรนักเกาฑัณฑ์ ความแข็งแกร่งของพวกเขานั้นอยู่อันดับต้นๆของศิษย์ที่ยังไม่ได้ลงจากภูเขา หากพวกเขาชวนศิษย์คนอื่นๆมา ศิษย์เหล่านั้นก็คงจะดีใจและเข้าร่วมด้วย

 

เพราะไม่ว่าอย่างไร คนอื่นๆก็อยากจะเป็นเพื่อนกับนักเกาฑัณฑ์ที่ทรงพลัง

 

“มีศิษย์ใหม่คนหนึ่งชื่อเมิ่งชวน” ขุนนางเทียนซิงโหวกล่าว

 

หลิวชีเยว่เงยหน้าขึ้น

 

ศิษย์เทพอสูรอีกห้าคนนั่งฟังอย่างสงบเสงี่ยม

 

ขุนนางเทียนซิงโหวกล่าวต่อ” เขาไปถึงจุดขัดเกลาที่เจ็ดของร่างอสูรตัดสายฟ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรียกได้ว่าเขาเรียนรู้ร่างเทพอสูรระดับสูงพิเศษได้สำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้นเขาเองก็ยังเรียนรู้วิชาจากโลหะทมิฬจนสำเร็จเช่นกัน จากศิษย์กว่าสองร้อยคน นอกจากเชวเฟิงกับเซี่ยวหยุนเยว่ เขาคือคนที่สามที่ทำสำเร็จ แต่เขาก็ไม่ได้โอ้อวดยกตนเลยแม้แต่น้อย เขาไม่เคยทำอะไรแบบนั้น แต่กลับเลือกที่จะท้าทายจุดที่แปด”

 

“อะไรนะ?” ป่ายอี่และศิษย์เทพอสูรคนอื่นๆตกใจ

 

เขาเรียนรู้ร่างเทพอสูรระดับสูงพิเศษได้สำเร็จและเรียนรู้วิชาจากโลหะทมิฬได้อย่างนั้นรึ? พวกเขาไม่รู้เรื่องนี้เลย ไม่มีข่าวคราวเกี่ยวกับเรื่องนี้ใดๆ

 

แต่ขุนนางเทียนซิงโหวก็พูดต่อ “เขาฝึกฝนวิชากระบี่สี่ชั่วยามทุกวัน การขัดเกลาจุดที่แปดเองก็เจ็บปวดอย่างมหาศาล แต่เขาก็ทำมันต่อไปทุกวัน”

 

“เจ้าไม่รู้สึกละอายใจเมื่อเทียบกับเขาบ้างเลยงั้นรึ? เจ้าเอาแต่อวดวิชาเกาฑัณฑ์ของเจ้าอย่างเดียว เขาพึ่งจะขึ้นเขานี้มาได้แค่ครึ่งปี แต่เขาก็ไม่เคยโอ้อวดร่างเทพอสูรระดับสูงพิเศษหรือโลหะทมิฬของเขาเลยซักนิด แต่พวกเจ้ากลับเอาแต่อวดวิชาเกาฑัณฑ์ของเจ้าเหมือนว่ามันน่าภูมิใจนักรึ? แล้วพวกเจ้าก็ยังมีหน้ามาจัดงานเลี้ยงได้ทุกๆวันอีก? ในขณะที่พวกเจ้าเอาแต่ทำอย่างนั้น คนอื่นๆเขาก็แข็งแกร่งขึ้นกันหมดแล้ว!”

 

ศิษย์เทพอสูรต่างก้มหน้าก้มตาฟังอย่างเชื่อฟัง กลับกัน หลิวชีเยว่รู้สึกภูมิใจ

 

“ความแข็งแกร่งทุกๆส่วนของเจ้าที่เพิ่มขึ้นนั้นหมายถึงราชาอสูรอีกตนที่จะได้ตายลงด้วยน้ำมือเจ้า ช่วยชีวิตสหายเทพอสูรของเจ้า หรือแม้กระทั่งรักษาชีวิตของเจ้าในสนามรบเอาไว้!” ขุนนางเทียนซิงโหวกล่าวด้วยความโกรธเกรี้ยว “ในสนามรบจะไปทำความรู้จักกับคนอื่นๆมันก็ไร้ประโยชน์ สิ่งที่มีประโยชน์คือเกาฑัณฑ์ในมือของเจ้าต่างหาก! พวกเจ้าคือนักเกาฑัณฑ์! เทพอสูร! อย่าทำให้ข้าต้องอับอาย!”

 

“ขอรับ” พวกเขาไม่พูดอะไรออกไปอีก

 

 

หลังจากสอนจบ หลิวชีเยว่ก็รีบกลับไปที่จิ้งหมิงเฟิงด้วยความตื่นเต้น

 

“อาชวนๆ” หลิวชีเยว่อยากจะบอกเล่าเรื่องที่อาจารย์ของเธอ ขุนนางเทียนซิงโหวพูดในวันนี้

 

“นายท่านกำลังอาบน้ำสมุนไพรอยู่ขอรับ” พ่อบ้านหลิวกล่าวด้วยท่าทางนอบน้อม

 

“อาบน้ำสมุนไพร?” หลิวชีเยว่เอียงคอเล็กน้อย เธอเดินไปที่ห้องอาบน้ำและเปิดประตูเบาๆ เธอมองเข้าไป ตอนที่อยู่ที่จิงหู่เมิ่งนั้น เมิ่งชวนก็อาบน้ำสมุนไพรบ้างบางที เธอคุ้นชินกับมันนานแล้ว

 

เพียงมองแวบเดียว รอยยิ้มบนหน้าของเธอก็หายไปพร้อมกับสายตาที่ว่างเปล่า

 

เมิ่งชวนกัดผ้าเช็ดตัวและบีบกำแพงหินข้างๆด้วยมือทั้งสองข้าง เล็บของเขาแตกหักโชกไปด้วยเลือด ร่างกายของเขาสั่นระรัวในขณะที่มองไปยังบ่อน้ำตรงหน้า จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นและฉีกยิ้มออกมา แต่รอยยิ้มนั้นมันดูทรมาณ

 

“อาชวน เจ้าฝึกวิชาต่อไปเถอะ” หลิวชีเยว่ปิดประตูในทันที แต่ใบหน้าของเธอดูซีดเซียว

 

เธอกังวลเรื่องของเมิ่งชวน เธอเองก็ได้อ่านวิธีการฝึกฝนร่างอสูรตัดสายฟ้ามาเช่นกัน เธอรู้ว่าการขัดเกลาจุดที่แปดนั้นจะทรมาณมาก แต่เธอก็ไม่เคยเห็นด้วยตาตัวเอง แต่หลังจากที่เธอได้เห็นด้วยตาเธอเองแล้ว มันก็ทำให้เธอรู้ว่าเมิ่งชวนนั้นทรมาณมากแค่ไหน

 

ในตอนนั้น หลิวชีเยว่ได้แต่เกลียดตัวเองที่ไร้พลัง เธอไม่สามารถช่วยเมิ่งชวนคลายความเจ็บปวดนั้นได้เลย

ภาพเทพอสูรบรรพกาล

ภาพเทพอสูรบรรพกาล

ภาพเทพอสูรบรรพกาล
Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง ภาพเทพอสูรบรรพกาล โลกนี้ถูกรุกรานโดยเหล่าปิศาจมานานนับศตวรรษ มนุษยชาติได้รวมตัวกันก่อตั้งสำนักที่เก่าแก่อย่างสำนักเขาหยวนชูขึ้นมา และจัดตั้งระบบการฝึกฝน พร้อมทั้งส่งเทพอสูรไปป้องกันประตูทางเข้าโลกต่างๆ เมิ่งชวนอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่เชี่ยวชาญกระบี่ไว แม้ว่าชีวิตนี้จะได้รับมรดกอันล้ำค่า แต่ปณิธานที่อยู่ภายในใจมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นก็คือกำจัดพวกปิศาจให้สิ้นซาก! ในอดีตมารดาของเขาได้ยอมสละชีวิตของตนเองเพื่อปกป้องเขา เรื่องนี้กลายเป็นแผลในใจที่ไม่อาจจะลืมเลือนได้ เขามุ่งมั่นและทุ่มเททุกอย่างเพื่อที่จะได้เข้าสู่เขาหยวนชู และได้รับทรัพยากรกับการสั่งสอนที่ดีกว่า นอกเหนือจากการฝึกฝนแล้ว สิ่งเดียวที่ทำให้จิตใจของเขาสงบลงได้ก็คือการวาดรูป และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น…

Comment

Options

not work with dark mode
Reset