หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 195 ลากคอพวกมันลงนรก ! (ต้น)

บทที่ 195 ลากคอพวกมันลงนรก ! (ต้น)

เยี่ยฉวนไม่หยุดยั้ง ! กระแสแห่งจิตวิญญาณการกระจายออกสู่ภายนอกกระบี่หลิงซิ่วอย่างล้นหลาม และทันทีที่พลังแพร่กระจาย ภายในถ้ำแห่งนั้นก็พลันเกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง

จิตวิญญาการต่อสู้ ? ปณิธานแห่งกระบี่ ? ความจริงแล้วทั้งสองพลังหาได้ผลักไสต่อกันไม่ ! แต่กลับรวมเป็นหนึ่ง !!

เขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ด้านการต่อสู้ระยะประชิด อีกทั้งยังเป็นผู้ฝึกกระบี่ด้วย และสำหรับผู้ฝึกกระบี่เอง ก็ย่อมต้องมีซึ่งจิตวิญญาณการต่อสู้แท้จริงขณะสู้รบ !!

ปณิธานแห่งกระบี่ขึ้นอยู่กับกระบี่ ทว่าแก่นแท้คือความเป็นมนุษย์ ในขณะที่จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เองก็ขึ้นอยู่กับความเป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกัน

ไม่ว่าปณิธานแห่งกระบี่หรือจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ ล้วนคือสิ่งเดียวกัน ! หาได้ผิดแผกแตกต่าง !

จิตใต้สำนึกของเยี่ยฉวนเคยคิดว่าทั้งสองสิ่งนั้นแยกจากกัน ในเวลานี้เขาเข้าใจแล้วว่าจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้สามารถผนึกรวมได้ทั้งกับกระบี่ หรือปณิธานแห่งกระบี่ ! ทั้งยังสอดประสานกันอย่างลงตัว !

ด้วยแก่นของจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้คือคำว่า ‘ต่อสู้’ ส่วนเจตนารมย์ในการใช้กระบี่เล่า ? ก็เพื่อการต่อสู้เช่นเดียวกัน ! แก่นแท้ของทั้งสองประการคือสิ่งเดียวกัน !

เบื้องบนที่อยู่สูงขึ้นไปคือกระบี่หลิงซิ่ว ซึ่งขณะนั้นเกิดการสั่นอย่างรุนแรง ด้วยกระบี่ได้ผสานจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ไว้อย่างเต็มเปี่ยม ราวกับสามารถต้านภัยได้ทั้งโลก !

ตอนนี้มีทั้งเคล็ดและจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อันกล้าแกร่งที่ซึมซาบลงสู่กระบี่หลิงซิ่ว นั่นคือปณิธานแห่งกระบี่ !

เมื่อซึมซาบปณิธานแห่งกระบี่แล้ว กระบี่หลิงซิ่วพลันหมุนคว้างอย่างรวดเร็วและเร็วขึ้น ทันใดนั้นเสียงครางกระหึ่มดังกึกก้องทั้งโถงถ้ำ !

และแม้ว่าจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้และปณิธานแห่งกระบี่จะไม่ผสานรวม แต่ทั้งสองก็มิได้ปฏิเสธต่อกัน อีกทั้งสองสิ่งกลับห้อมล้อมและเสริมส่งต่อกระบี่หลิงซิ่วเป็นอย่างดียิ่ง !

ในขณะนั้น ร่างของเยี่ยฉวนทะยานขึ้นสู่เบื้องบน เขาฉวยเอากระบี่หลิงซิ่วไว้ในอุ้งมือ และทันใดนั้นทั้งจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้และปณิธานกระบี่พลันพลุ่งเข้าหาและครอบคลุมร่างของเยี่ยฉวน !

ทั้งสองเคล็ดวิชาหุ้มห่อร่างกายจนมิดชิด จนแทบกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ! เยี่ยฉวนจึงค่อย ๆ หลับตาลงช้า ๆ

ต่อสู้ !

ขณะที่ชายวัยกลางคนเริ่มอธิบายว่า อะไรคือจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ ?

แน่นอนคำตอบคือการต่อสู้  และคำว่า ‘การต่อสู้’ ก็เหมือนกับคำว่า ‘การเคลื่อนไหว’ ของหนึ่งกระบี่ชี้ชะตา ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็นใคร หรือกล้าแกร่งปานใด ถ้าทำร้ายข้า ข้าจะสู้กับมัน !

ไม่สิ ! ข้าจะปลิดชีวิตมัน !

ที่ผ่านมาเยี่ยฉวนไร้ซึ่งศรัทธาบนเส้นทางแห่งกระบี่ !

แต่เมื่อคิดได้จนทะลุปรุโปร่ง มันก็พลันเกิดเป็นความสว่างวาบขึ้นภายในจิตใจ !

ดังนั้นเยี่ยฉวนจึงลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง กระบี่ในมือสั่นสะท้านอย่างรุนแรงขึ้นทุกขณะ พลันกระบี่ทะยานวูบพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า กระบี่ทะยานเข้าหาส่วนยอดของถ้ำก่อนทะลุออกสู่ภายนอก !

เวลานั้นในถ้ำ รังสีเจิดจรัสแผ่ซ่านเป็นรัศมีกระจายออกโดยรอบกายของเยี่ยฉวน

ในเวลาเดียวกัน ข้างนอกโถงถ้ำก็ได้เกิดกลุ่มเมฆน้อยใหญ่ไหลเลื่อนมารวมตัวเหนือบริเวณถ้ำ ทั้งยังปรากฏรุ้งกินน้ำพาดโค้งอยู่เหนือโถงถ้ำแห่งนั้นด้วย !

ปรากฏการณ์แปรเปลี่ยนของฟ้าดิน !

ในโถงถ้ำ ชายวัยกลางคนมองตรงมายังเยี่ยฉวน สีหน้าออกจะสับสนอยู่ไม่น้อย “คนผู้นี้สามารถบรรลุขั้นปรมาจารย์ทักษะยุทธ์และปรมาจารย์กระบี่ในเวลาเดียวกัน… อีกทั้งยังสามารถทำให้ฟ้าดินเกิดการแปรเปลี่ยน… อาจารย์ผู้ฝึกสอนคนที่น่าทึ่งเช่นนี้ คือใครกันแน่ !”

ปรมาจารย์ทักษะยุทธ !

ปรมาจารย์กระบี่ !

เยี่ยฉวนสำเร็จทั้งสองสิ่งในช่วงเวลาเดียวกัน ! แต่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ! ทันใดนั้น พลังบางอย่างภายในระเบิดออกสู่ภายนอกร่างกายเด็กหนุ่ม

พลังนั้นคือพลังจากกระบี่ขั้นประกายแสง กระบี่สีดำสนิทซึ่งเยี่ยฉวนดูดกลืนเข้าไปก่อนหน้า แต่ในช่วงนั้นเขายังไม่กล้าจัดการบรรลุขั้นพลัง อีกทั้งยังสกัดกั้นพลังกระบี่ไว้ก่อน ทว่าในเวลานี้ไม่สกัดกั้น หรือสกัดกั้นไม่ได้อีกต่อไป !

กระบี่ประกายแสง ! ช่างเป็นพลังที่น่าสะพรึงกลัวอะไรเช่นนี้ ?! ฉับพลันร่างกายของชายหนุ่มก็เกิดอาการสั่นอย่างรุนแรง !

ชายวัยกลางคนซึ่งเฝ้าสังเกตอยู่ไม่ห่าง ย่นหัวคิ้ว สายตามีแววระคนสงสัย “หรือเขากำลังบรรลุขั้นพลัง… ทำให้ข้าสับสนได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ?!”

เขาเองก็เป็นอัจฉริยะ เป็นยอดคนผู้ปราชญ์เปรื่อง หรือต้องบอกว่าสุดยอดแห่งยอดคนผู้ปราชญ์เปรื่อง แต่เมื่อเทียบกับเยี่ยฉวนแล้ว เขาเสมือนคนทั่วไปในขณะที่อายุเท่าเยี่ยฉวน…

ในตอนนั้นเอง ร่างของเยี่ยฉวนพลันสั่นสะท้านรุนแรงขึ้นและมากขึ้นทุกขณะ !

ชายวัยกลางคนขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะเดียวกันเขาก็ได้เอื้อมมือข้างขวายื่นไปลองผลักที่ตัวเยี่ยฉวนเบา ๆ ขณะนั้นเองพลังรุนแรงไหลหลั่งจากเยี่ยฉวนออกต้านและสกัดกั้นเขาทันที

เยี่ยฉวนค่อยกลับคืนสู่สภาวะสงบนิ่ง และทันใดนั้นเขาก็เริ่มซึมซาบพลังอย่างรวดเร็ว ! เมื่อทุกอย่างกลับคืนสถานะ เยี่ยฉวนพลันลืมตาเปิดขึ้นอย่างกระทันหัน

ปัง !

รังสีเปล่งประกายกระจายวาบออกจากร่างกาย !

เขาไม่ได้บรรลุพลังขั้นสันโดษ !

ชายวัยกลางคนจับตามอง แววตาสงสัยยิ่งนัก “เจ้าสามารถบรรลุขั้นสันโดษได้สบาย ๆ เหตุไฉนจึงยับยั้งไว้เสีย ?”

ชายหนุ่มส่ายหน้า “ข้าเกรงว่า มันจะเป็นการเร่งรีบเกินไปขอรับ !”

ผู้มีอาวุโสกว่าอมยิ้มน้อย หากยังไม่คลายข้องใจ “ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น ?”

เยี่ยฉวนตอบเสียงแหบห้าว “ข้าเพิ่งบรรลุขั้นทะยานสวรรค์ได้ไม่นาน หากยังฝืนบรรลุขั้นสันโดษอีก เกรงว่าพลังจะไม่แข็งแกร่ง ขอรับ”

เมื่อได้ยินคนตอบมาเช่นนั้น ชายวัยกลางคนถอนใจแผ่วเบา “ด้วยวัยเท่านี้ เจ้าสามารถระงับจิตใจให้ไม่รีบร้อน ช่างหาได้ยาก ที่เจ้าพูดมานับว่าถูกต้อง การเร่งรัดบรรลุขั้นสันโดษ อาจทำให้พลังที่ได้เป็นเพียงพลังจอมปลอม ด้วยในเวลานี้เจ้าเองยังควบคุมขั้นทะยานสวรรค์ไม่ได้เต็มที่ ถ้าเป็นคนทั่วไปก็คงไม่เป็นอะไร แต่เจ้าแตกต่างจากคนอื่นด้วยมีพื้นฐานที่ดี แต่ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ขั้นพลังก็ควรแข็งแกร่งอย่างเหมาะสมในทุก ๆ ขั้นพลัง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเจ้าในภายหน้า !”

เมื่อเขากล่าวจบ เยี่ยฉวนพลันค้อมกายกระแทกกำปั้นแสดงคารวะขอบคุณชายวัยกลางคน “ขอบคุณที่ชี้แนะ !”

อีกฝ่ายยิ้มน้อย ๆ กล่าวว่า “อันที่จริง ถึงแม้เจ้ายังไม่บรรลุขั้นสันโดษ แต่ความกล้าแกร่งเทียบได้กับขั้นสันโดษ วันหนึ่งที่เจ้าบรรลุขั้นสันโดษแล้วจริง ๆ ข้าเกรงว่าต่อให้เป็นคนที่มีขั้นพลังเท่าเทียมกันก็คงยากจะต้านทาน”

จากนั้นเขานิ่งคิดนิดหนึ่ง “ในส่วนของทักษะยุทธ์ เจ้าได้เข้าใจจิตวิญญาณการต่อสู้เชื่อมโยงและพลังสุดขั้วแล้ว ข้าไม่มีอะไรจะถ่ายทอดให้อีก ทั้งหลายทั้งมวลเพราะเจ้าไร้จุดตันเถียน ดังนั้นจึงไม่อาจเรียนรู้ทักษะยุทธ์ของข้าได้”

เยี่ยฉวนลังเลเล็กน้อย ก่อนพูดขึ้นทันที “ผู้อาวุโส โปรดสั่งสอนข้าด้วยเถิดขอรับ ข้าไม่สนว่าจะเป็นอย่างไร !”

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

บทที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

“เจ็บสิ”

“เจ็บจะตายอยู่แล้ว !”

เยี่ยฉวนเพิ่งเคยรู้สึกอยากตายเป็นครั้งแรก !

มันเคยเป็นเพียงความเจ็บปวดของเลือดเนื้อภายนอกร่างกาย แต่คราวนี้เขารู้สึกได้ว่าอวัยวะภายในและเส้นเลือดทั้งหลายสั่นสะท้านราวกับกำลังแตกเป็นริ้ว ๆ นี่เป็นความเจ็บปวดในระดับที่ชายหนุ่มไม่เคยสัมผัสมาก่อน !

“เจ้าต้องอดทนไว้ !”

เยี่ยฉวนกัดฟันอย่างอดกลั้น ทั้งร่างยังไม่หยุดสั่น

เขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะหลับตาพักผ่อนสักครู่ แต่ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาทำไม่ได้ เมื่อหมดสติไปแล้วครั้งหนึ่ง ก็เป็นไปได้ว่าคงไม่อาจฟื้นขึ้นมาอีก !

ถ้าข้าไม่ฟื้น จะเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวข้ากัน ?

นางอายุเพียง 12 ปี คนในตระกูลเยี่ยจะเมตตานางหรือไม่ ?

เมื่อคิดถึงเยี่ยหลิง เยี่ยฉวนพลันเงยหน้าขึ้นและร้องคำรามออกมา มือทั้งสองกำแน่น ส่วนใบหน้าก็เต็มไปด้วยสีสันที่บ้าคลั่ง “มาเลย เจ็บมากกว่านี้อีกสิ ฮ่า ๆ ข้าทนได้… ข้า… เจ็บปวดเหลือเกิน ยังไงก็ช่วยเพลาลงหน่อยเถอะ…”

เวลาค่อย ๆ ผ่านไปทีละน้อยจนเยี่ยฉวนไม่รับรู้แล้วว่าทั้งหมดนี้ใช้เวลานานเท่าใด ร่างกายของเขาทรุดลงราวกับร่างเนื้อที่ไร้ซึ่งกระดูกพยุง ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มจะเริ่มกระตุกคล้ายกับคนเป็นโรคลมชัก

อาการชักกระตุกนี้ยังคงดำเนินอยู่ประมาณ 1 เค่อ และเมื่อหยุดลง ร่างของเขาก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ !

เยี่ยฉวนนอนแผ่ราบไปกับพื้น เขาไม่เหลือแรงจะขยับตัวแล้ว !

ในเวลาเดียวกันนั้น ข้างนอกหอคอยแห่งเรือนจำพลันมีเมฆจำนวนมหาศาลรวมตัวกันบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย ทำให้ในไม่ช้าสายฝนเริ่มตกลงมา แต่ทว่าพื้นอื่นที่รอบด้านข้างท้องฟ้ากลับแจ่มใสและมีแสงแดดจ้า พร้อมกันนั้นข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย สายรุ้งอันบางเบาค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน และเมื่อรุ้งสายแรกโผล่ขึ้นมา รุ้งสายที่สองก็ปรากฏขึ้นตาม เช่นเดียวกับรุ้งสายที่สามที่กำลังค่อย ๆ ปรากฏขึ้นภายในหอคอยแห่งเรือนจำนั้น ก่อนที่จู่ ๆ เยี่ยฉวนจะตัวสั่นขึ้นมาเล็กน้อยและรุ้งสายที่สามจะพลันหายวับไป

นี่คือนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์ !

ทุกคนในเมืองชิงปั่นป่วน !

อัจฉริยะได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วระหว่างสองพิภพ เมื่อมีเหตุการณ์ผ่านด่านหรือทะลวงเลื่อนขั้นได้ พวกเขาจะดึงดูดนิมิตของทั้งสวรรค์และโลกมนุษย์ หากจะว่ากันตามจริงแล้ว เรื่องนี้เคยเป็นเพียงตำนานเรื่องเล่าเท่านั้น แต่มาบัดนี้เหตุการณ์อัศจรรย์ได้เกิดขึ้นแล้วในเมืองชิง ดังนั้นทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย

ณ จวนตระกูลเยี่ย ผู้เฒ่าสูงสุด บรรดาผู้อาวุโสและทุกคนในตระกูลต่างมารวมตัวที่ลานกว้างกันพร้อมหน้า ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยคำนับฟ้าและกล่าวอย่างตื่นเต้น “ขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาครอบครัวตระกูลเยี่ยและเยี่ยหลาง !”

ทุกคนในตระกูลเยี่ยคุกเข่าและคำนับลงพร้อมกัน !

ในเวลานี้ ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยต่างยินดีปรีดาอย่างที่สุด !

ภายในคฤหาสน์ตระกูลเจียง

ชายชรามองไปที่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกเหนือจวนตระกูลเยี่ยก่อนที่สีหน้าของเขาจะกลายเป็นน่าเกลียด “เจ้าเยี่ยหลางช่างยิ่งใหญ่อะไรปานนั้น ! เขาสามารถดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้… ใครก็ได้ ไปตามผู้นำตระกูลจางและตระกูลหลีมาที่นี่ที บอกว่าข้ามีเรื่องต้องการหารือ”

ในเมืองชิง วิญญาณนกพิราบผู้พิทักษ์นับไม่ถ้วนโผขึ้นฟ้าแล้วบินไปทุกทิศทุกทาง ภาพนี้เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็นนัก !

เรื่องที่ตระกูลเยี่ยมีผู้ถูกเลือกอยู่หนึ่งคนนั้นไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด และถึงแม้ว่าผู้ถูกเลือกนั้นจะหาได้ยากยิ่ง แต่ผู้ที่มีพรสวรรค์ถึงขนาดดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้นั้นกลับหายากยิ่งกว่า

เป็นที่รู้กันดีว่าต่อแต่นี้ไป ตระกูลเยี่ยได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้นแล้ว !

ไม่ใช่เพียงแต่ในเมืองชิง แต่ยังหมายถึงทั่วในแคว้นเจียงทั้งหมดหรือแม้แต่ในทวีปชิงก็ตาม

ขณะนี้ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยเกือบจะพากันลุกฮือด้วยความตื่นเต้น นอกจากนี้เบี้ยเลี้ยงส่วนตัวของแต่ละคนยังถูกปรับขึ้นเพิ่มอีกหนึ่งเดือนเพื่อเป็นสินน้ำใจ และไม่เพียงเท่านั้น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยยังได้ตรงเข้าไปหาผู้นำตระกูลเพื่อให้ท่านได้มอบตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์ให้แก่เยี่ยหลางอีกด้วย

ผู้นำรุ่นเยาว์นั้นเป็นตำแหน่งที่แตกต่างจากผู้สืบทอดของตระกูล ตำแหน่งผู้สืบทอดนั้นหมายถึงผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคต แต่ตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์นั้นมีศักดิ์และอำนาจมากเป็นอันดับสองรองจากประมุขสูงสุดแห่งตระกูลเยี่ยแต่เพียงผู้เดียว แม้ว่าผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยจะกระทำเกินกว่าอำนาจ แต่เขาก็ไม่สน นั่นเพราะในเร็ว ๆ นี้เยี่ยหลางกำลังจะกลายเป็นอัจฉริยะแห่งยุคที่นานปีจะมีให้พบได้สักหนึ่งหน กระนั้นแล้วท่านผู้นำตระกูลจะสามารถทำอะไรเขาได้ ?

ในวันข้างหน้า วาสนาทั้งหมดของตระกูลเยี่ยคงต้องพึ่งพาเยี่ยหลางแล้ว !

ที่ลานหน้าจวน เยี่ยหลางเงยหน้าขึ้นมองนิมิตบนท้องฟ้า คิ้วขมวดเป็นปมแน่น

เขาทะลวงเลื่อนขั้นได้แล้ว !

เขาได้เลื่อนจากขั้นที่หก ผสานลมปราณเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ !

แต่กระนั้นเยี่ยหลางก็ยังคลางแคลงใจอยู่ เมื่อ 2 ชั่วยามที่แล้วเขาสำเร็จพลังขั้นหลอมรวมลมปราณได้ แต่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์กลับเพิ่งมาปรากฏเอาตอนนี้ ! ดังนั้นแล้วเขาจึงไม่อาจแน่ใจได้ว่า นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์คราวนี้นั้นเกิดจากตนหรือไม่ !

ไม่นานนัก เยี่ยหลางพลันยิ้มออกมาอย่างเย็นชา “หึ หากไม่ใช่ข้าแล้วใครกันเล่าที่จะมีความสามารถในการดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกนี้ ? ดูเหมือนว่าชีวิตนี้ โชคชะตาจะกำหนดให้ข้าเป็นผู้ครอบครองพรสวรรค์อันสุดยอด !”

หลังจากกล่าวได้ดังนั้น เยี่ยหลางก็พลันหมุนตัวและเดินจากไป

ณ หอคอยแห่งเรือนจำ

เยี่ยฉวนนอนอยู่บนพื้น เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจรู้ได้ ในตอนนั้นเองเสียงของสตรีลึกลับพลันดังขึ้นภายในห้อง “ลุกขึ้นเสีย แล้วจงดูที่ร่างกายของเจ้า !”

เยี่ยฉวนค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นและก้มลงมองร่างของตัวเอง เขาชะงักไปทันทีเพราะตอนนี้ผิวของเขามีประกายสีทองจาง ๆ แผ่ออกมา !

“นี่มันอะไรกัน ?” เยี่ยฉวนมองไปรอบ ๆ ด้วยความสับสน

สตรีลึกลับกล่าว “ขั้นกายาทองคำนั้นหมายถึงการปลูกฝังทองคำลงภายในกายหยาบของให้หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ร่างกายที่ถือเป็นรากฐาน เจ้าจึงจำเป็นจะต้องมีพื้นฐานเสียก่อน แต่การที่พื้นฐานของเจ้าจะดีหรือไม่นั้น ก็มิได้เป็นตัวตัดสินว่าเจ้าจะไปได้ไกลแค่ไหน …คนธรรมดาทั่วไปมัวแต่เพียงฝึกฝนเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายภายนอก แต่ละเลยความมั่นคงจากอวัยวะภายใน ทว่าในความเป็นจริงแล้วต้องเริ่มฝึกฝนจากภายในจึงจะดีที่สุด เมื่อกล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะภายในทั้งหมดของเจ้าแข็งแรงเท่านั้นจึงจะสามารถทนรับต่อแรงปะทะจากภายนอกได้ แม้ว่าเจ้าจะได้รับความเจ็บปวดเหนือมนุษย์ในตอนนี้ แต่มันก็จะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า หรือหากเจ้าลองมองให้ดี เจ้าก็จะเห็นประโยชน์ของมันตั้งแต่ตอนนี้”

เยี่ยฉวนสูดลมหายใจเข้าจนลึกแล้วประสานมืออย่างช้า ๆ ขณะนี้เขารู้สึกได้เลยว่าลมปราณภายในปั่นป่วนพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งร่าง !

เมื่อรู้สึกได้เช่นนี้ เยี่ยฉวนก็บังเกิดความยินดีเหลือประมาณ

จริงดังที่สตรีลึกลับกล่าว ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากเมื่อก่อน !

ไม่เพียงเท่านั้น หากจะพูดถึงความแข็งแกร่งแล้ว เทียบกับเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย อาจกล่าวได้ว่าชายหนุ่มไม่รู้สึกกดดันเลยสักนิดหากตอนนี้จะต้องประมือกับคู่ต่อสู้ตัวฉกาจแบบตัวต่อตัว ยกตัวอย่างเช่น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยที่ถึงแม้จะมีลำดับพลังอยู่ในขั้นผสานลมปราณ แต่ก็ใช้ชีวิตแบบสุขสบายมาตลอด ไม่เคยต้องได้รับความยากลำบากอะไร

เยี่ยฉวนรีบร้อนถามเมื่อฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ “ท่านผู้อาวุโส ตอนนี้น้องสาวข้าได้รับความเจ็บป่วยทุกข์ทรมาณจากพิษธาตุเย็น ท่านพอจะช่วยได้หรือไม่ ?”

สตรีลึกลับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม “เด็กหญิงตัวเล็กคนนั้นน่ะหรือ ?”

เยี่ยฉวนพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว

สตรีลึกลับพลันกล่าว “แน่นอน ข้ามีหนทางรักษานาง แต่น้องสาวของเจ้าไม่อาจเข้ามาในหอคอยแห่งนี้ได้”

“ทำไม ?” เยี่ยฉวนงงงวย

สตรีลึกลับตอบ “จิตวิญญาณของหอคอยนี้กำลังหลับใหลอยู่ในห้วงลึกแห่งภวังค์ แม้ว่าตอนนี้มันจะยอมรับเจ้าเป็นเจ้านาย แต่เจ้าก็ยังไม่ได้ครอบครองกฎแห่งเต๋าเลยแม้แต่ข้อเดียว ดังนั้นเจ้าจึงไม่สามารถพาคนอื่นมาที่นี่ได้ หรือหากเจ้าดึงดันจะพาใครสักคนเข้ามา มันก็จะกำจัดคนแปลกหน้าผู้นั้นทันทีโดยสัญชาตญาณ”

เมื่อได้ยินดังนี้ใบหน้าของเยี่ยฉวนจึงสลดลง “ดูเหมือนคงมีแต่ข้าจะต้องพาน้องสาวเข้าไปหาหมอในเมืองหลวงเท่านั้น”

ขณะนี้เขาเองก็เปรียบเสมือนลูกนกที่ใกล้จะแตกรัง กล่าวคือหากเขาต้องการที่จะบรรลุขั้นหลอมรวมลมปราณให้ได้ เขาก็ต้องตามหาวิญญาณกระบี่เพื่อจะดูดซับเข้าไป แต่วิญญาณกระบี่ขั้นสูงนั้นสูงค่ามากจนมิอาจประมาณค่าได้ ทั่วทั้งเมืองชิงอาจจะมีแค่เล่มเดียวเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ตระกูลเยี่ยจะมีในครอบครองเลย ! แต่ในสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองในแคว้นเจียงอย่างเมืองหลวง ไม่แน่ว่าอาจจะมีวิญญาณกระบี่อยู่บ้างก็ได้ !

Comment

Options

not work with dark mode
Reset