หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 198 หอคอยแห่งเรือนจำเปิดใช้งาน ! (กลาง)

บทที่ 198 หอคอยแห่งเรือนจำเปิดใช้งาน ! (กลาง)

ผู้ฟังทัวป้าเหยียนหลับตาลงช้า ๆ ซ่อนเร้นแววตามิให้แสดงความรู้สึกนึกคิดต่อผู้ใด

ครู่หนึ่งเสียงของสตรีสูงวัยพูดดังมาอีก “ถึงอย่างไร เวลานี้เยี่ยฉวนได้สังหารยอดอัจฉริยะและยอดคนไปแล้วหลายต่อหลายคน แต่ละคนล้วนมีอำนาจหนุนหลังอยู่ทั้งสิ้น โดยเฉพาะสถานศึกษาฉางมู่แห่งอาณาจักรต้าอวิ๋นและดินแดนอันธกาล ทั้งสองต้องย้อนกลับมาล้างแค้นเยี่ยฉวนอย่างแน่นอน ต่อให้สถานศึกษาฉางหลานบนแผ่นดินชิงก็ไม่อาจช่วยให้เขารอดพ้น …แต่ทั้งหมดทั้งมวล แคว้นหนิงเราก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย !”

ทันใดนั้นทัวป้าเหยียนลืมตาขึ้นทันที “แจ้งคำสั่งของข้า ส่งคนของเราคอยสอดแนมความเคลื่อนไหวของแคว้นเจียง”

อีกฝ่ายมีท่าทีลังเล แต่แล้วก็ค้อมกายลง “เพคะ !”

ทัวป้าเหยียนหันหลังจากไปทันที

เยี่ยฉวนและคนอื่น ๆ ขึ้นมาบนเรือเหาะแล้ว ทุกคนต่างแยกย้ายกันเข้าพักยังห้องส่วนตัว  ด้วยแต่ละคนล้วนต้องการเยียวยาอาการบาดเจ็บของตนเอง ! การปะทะกันในสถานที่แห่งความลับ ทำให้ทุกคนได้รับบาดเจ็บ ต่างมีบาดแผลบอบช้ำไปทั่วร่างกาย

ขณะเดียวกันจ้าวหอ เจียงเยว่เทียนและอาจารย์ใหญ่จี้ โดยสารมาในเรือเหาะพร้อมกับทุกคน เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ทุกคนต่างระมัดระวังกลัวว่าสถานศึกษาฉางมู่จะลอบใช้วิธีสกปรกมาเล่นงานอีก

สถานการณ์ของฉางมู่เวลานี้นับว่าเข้าขั้นวิกฤต ดังนั้นจึงมีโอกาสที่พวกเขาจะทำได้ทุกวิถีทางเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ !!

ณ บนเรือเหาะ เจียงเยว่เทียนมาพบอาจารย์ใหญ่จี้ ซึ่งกำลังมึนเมาเช่นเคย เขาหยุดมองชั่วขณะ ก่อนเอ่ยถามลอย ๆ ขึ้นว่า “ใครเป็นคนสอนวิทยายุทธ์ให้เจ้าหนุ่มนั่น ?”

อีกฝ่ายยกไหสุราขึ้นดื่ม ก่อนส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ เจียงเยว่เทียนเหยียดยิ้ม “พี่จี้ ไม่คิดจะบอกให้ข้ารู้บ้างหรือ ?”

ผู้เฒ่าสั่นศีรษะอย่างแรงอีกครั้ง “ข้าก็ไม่รู้” อีกฝ่ายย่นหัวคิ้ว ยังไม่หายข้องใจ “เป็นไปได้อย่างไรที่ท่านไม่รู้เรื่องนี้…” หากคนตอบกลับตอบเรื่อย ๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ “ข้าไม่เคยถาม และไม่คิดจะถาม !”

แน่นอนเขามั่นใจว่าต้องมีใครที่สั่งสอนวิทยายุทธ์ให้เยี่ยฉวน เห็นได้ชัดว่าต่อให้เยี่ยฉวนเป็นยอดคนผู้เก่งกาจปราชญ์เปรื่องแค่ไหน มันก็เป็นไปไม่ได้ที่ด้วยตัวเองลำพังจะประสบความสำเร็จบนเส้นทางแห่งกระบี่อย่างมากเช่นนี้ ! แต่อาจารย์ใหญ่จี้ไม่เคยถาม !

หลังจากนิ่งงันไปกับคำตอบ เจียงเยว่เทียนถามอีกว่า “พวกเจ้าคิดว่าต่อไปจะรับมือกับศัตรูอย่างไร ?”

รับมือกับศัตรู ! ความคิดดังกล่าวในขณะนี้ดูไร้สาระและเป็นไปไม่ได้ยิ่ง ด้วยสถานศึกษาฉางหลานอาจต้องเผชิญหน้ากับการล้างแค้นของเหล่าอิทธิพลทั้งหลาย !

ผู้เฒ่ายกเหล้าขึ้นเทพรวดลงคอ ก่อนทิ้งตัวลงนอนแผ่กลางอากาศ จากนั้นเพียงไม่กี่วินาทีเสียงกรนดังลั่นออกมา เมื่อเห็นเช่นนั้นเจียงเยว่เทียนถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เขายืนนิ่งอย่างไม่รู้จะทำฉันใด ในที่สุดจำต้องล่าถอยออกมา

เมื่อเจียงเยว่เทียนแยกออกมาจากอาจารย์ใหญ่จี้ เขาย้อนกลับมาพบกับจ้าวหอชั้นเก้า แต่พอทำท่าอ้าปากจะพูด จ้าวหอกลับชิงส่ายหน้าดิก ในที่สุดจำต้องยับยั้งคำพูดหุบปากนิ่ง “ข้าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น !”

ได้ยินเช่นนั้นอีกฝ่ายหน้าตึงเล็กน้อย เขานิ่งไปชั่วครู่จึงเหยียดมุมปาก “ไม่คิดจะบอกเป็นนัยบ้างหรือ ? พูดตรง ๆ ข้าชักเป็นห่วงเสียแล้ว”

จ้าวหอชั้นเก้าตอบกลับด้วยเสียงเคร่งขรึม “สถานศึกษาฉางมู่มันไร้ยางอาย จากที่พวกมันใช้วิธีการชั่วช้าต่าง ๆ นานา สำนักอัปสรเมรัยไม่เคยพบเคยเห็นใครทำการต่ำช้าเช่นนี้มาก่อน ดังนั้นไม่ว่าเยี่ยฉวนจะมีคนอยู่เบื้องหลังคอยสนับสนุนหรือไม่ สำนักอัปสรเมรัยย่อมเลือกที่จะเคียงข้างเขาอย่างแน่นอน ! โลกนี้ยังมีความยุติธรรม !”

ครานี้เตียงเย่เทียนถึงกับเบ้ปาก “เบื่อฟังคนพล่าม น่ารำคาญ…”

ภายในหอคอยแห่งเรือนจำ

เยี่ยฉวนกลืนยาโอสถเทพประสานแล้ว ยาชนิดนี้ให้ผลชงัดนักในการสมานแผล หลังจากนั้นร่างกายจะค่อยฟื้นคืนกลับสู่สภาพปกติในเวลาอันรวดเร็ว

เยี่ยฉวนหลับตาลงช้า ๆ ทันใดนั้นคำว่า ‘ปฐพี’ ปรากฏขึ้นบริเวณกึ่งกลางระหว่างหัวคิ้ว

กฎแห่งเต๋า !

ด้วยความสมเหตุสมผลของกฎแห่งเต๋า ทำให้เยี่ยฉวนรู้สึกได้ถึงทุกสิ่งทุกอย่างในหอคอยแห่งเรือนจำชั้นที่หนึ่ง รู้สึกถึงร่องรอยน่าพิศวง และพลังซึ่งยากเกินกว่าจะอธิบาย !

เป็นพลังของหอคอยแห่งเรือนจำชั้นที่หนึ่งนั่นเอง !

นานมาแล้วสตรีลึกลับเคยบอกว่าเขาสามารถเปิดใช้พลังของหอคอยแห่งเรือนจำได้ อีกทั้งยังใช้พลังต้านทานศัตรูได้ด้วย ถึงกระนั้นการที่เป็นเช่นนี้สำหรับเขายังดูจะเสี่ยงอันตรายเกินไป ดังนั้นเยี่ยฉวนจึงได้เก็บงำสิ่งนี้ไว้ ตราบใดที่ตนยังไม่ตกอยู่ในอันตราย

ทว่าตอนนี้ เขาคิดที่จะลองใช้พลัง ซึ่งเพียงแค่คิดเท่านั้น หัวใจพลันกลับเต้นระรัวเร็วเป็นตีกลอง ! จนเยี่ยฉวนมีความรู้สึกราวกับถูกถ่ายเทพลังจนหมดเรี่ยวหมดแรง !

เมื่อสุดที่จะทนทาน ในที่สุดเขารีบละออกจากกฎแห่งเต๋าทันที !  เวลานี้ใบหน้าของเยี่ยฉวนขาวซีดขาวราวกระดาษ เหงื่อเม็ดเป้งผุดเต็มหน้าผากหยาดหยดลงตามใบหน้าและลำคอ

ในที่สุดก็ทรุดฮวบลง !

ความรู้สึกของเยี่ยฉวนราวกับพลังภายในร่างกายได้ถูกดูดซับออกไปจนหมดสิ้น !

ความกลัวชนิดหนึ่งพุ่งวาบจับขั้วหัวใจ “แท้ที่จริงเป็น

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

บทที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

“เจ็บสิ”

“เจ็บจะตายอยู่แล้ว !”

เยี่ยฉวนเพิ่งเคยรู้สึกอยากตายเป็นครั้งแรก !

มันเคยเป็นเพียงความเจ็บปวดของเลือดเนื้อภายนอกร่างกาย แต่คราวนี้เขารู้สึกได้ว่าอวัยวะภายในและเส้นเลือดทั้งหลายสั่นสะท้านราวกับกำลังแตกเป็นริ้ว ๆ นี่เป็นความเจ็บปวดในระดับที่ชายหนุ่มไม่เคยสัมผัสมาก่อน !

“เจ้าต้องอดทนไว้ !”

เยี่ยฉวนกัดฟันอย่างอดกลั้น ทั้งร่างยังไม่หยุดสั่น

เขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะหลับตาพักผ่อนสักครู่ แต่ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาทำไม่ได้ เมื่อหมดสติไปแล้วครั้งหนึ่ง ก็เป็นไปได้ว่าคงไม่อาจฟื้นขึ้นมาอีก !

ถ้าข้าไม่ฟื้น จะเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวข้ากัน ?

นางอายุเพียง 12 ปี คนในตระกูลเยี่ยจะเมตตานางหรือไม่ ?

เมื่อคิดถึงเยี่ยหลิง เยี่ยฉวนพลันเงยหน้าขึ้นและร้องคำรามออกมา มือทั้งสองกำแน่น ส่วนใบหน้าก็เต็มไปด้วยสีสันที่บ้าคลั่ง “มาเลย เจ็บมากกว่านี้อีกสิ ฮ่า ๆ ข้าทนได้… ข้า… เจ็บปวดเหลือเกิน ยังไงก็ช่วยเพลาลงหน่อยเถอะ…”

เวลาค่อย ๆ ผ่านไปทีละน้อยจนเยี่ยฉวนไม่รับรู้แล้วว่าทั้งหมดนี้ใช้เวลานานเท่าใด ร่างกายของเขาทรุดลงราวกับร่างเนื้อที่ไร้ซึ่งกระดูกพยุง ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มจะเริ่มกระตุกคล้ายกับคนเป็นโรคลมชัก

อาการชักกระตุกนี้ยังคงดำเนินอยู่ประมาณ 1 เค่อ และเมื่อหยุดลง ร่างของเขาก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ !

เยี่ยฉวนนอนแผ่ราบไปกับพื้น เขาไม่เหลือแรงจะขยับตัวแล้ว !

ในเวลาเดียวกันนั้น ข้างนอกหอคอยแห่งเรือนจำพลันมีเมฆจำนวนมหาศาลรวมตัวกันบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย ทำให้ในไม่ช้าสายฝนเริ่มตกลงมา แต่ทว่าพื้นอื่นที่รอบด้านข้างท้องฟ้ากลับแจ่มใสและมีแสงแดดจ้า พร้อมกันนั้นข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย สายรุ้งอันบางเบาค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน และเมื่อรุ้งสายแรกโผล่ขึ้นมา รุ้งสายที่สองก็ปรากฏขึ้นตาม เช่นเดียวกับรุ้งสายที่สามที่กำลังค่อย ๆ ปรากฏขึ้นภายในหอคอยแห่งเรือนจำนั้น ก่อนที่จู่ ๆ เยี่ยฉวนจะตัวสั่นขึ้นมาเล็กน้อยและรุ้งสายที่สามจะพลันหายวับไป

นี่คือนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์ !

ทุกคนในเมืองชิงปั่นป่วน !

อัจฉริยะได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วระหว่างสองพิภพ เมื่อมีเหตุการณ์ผ่านด่านหรือทะลวงเลื่อนขั้นได้ พวกเขาจะดึงดูดนิมิตของทั้งสวรรค์และโลกมนุษย์ หากจะว่ากันตามจริงแล้ว เรื่องนี้เคยเป็นเพียงตำนานเรื่องเล่าเท่านั้น แต่มาบัดนี้เหตุการณ์อัศจรรย์ได้เกิดขึ้นแล้วในเมืองชิง ดังนั้นทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย

ณ จวนตระกูลเยี่ย ผู้เฒ่าสูงสุด บรรดาผู้อาวุโสและทุกคนในตระกูลต่างมารวมตัวที่ลานกว้างกันพร้อมหน้า ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยคำนับฟ้าและกล่าวอย่างตื่นเต้น “ขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาครอบครัวตระกูลเยี่ยและเยี่ยหลาง !”

ทุกคนในตระกูลเยี่ยคุกเข่าและคำนับลงพร้อมกัน !

ในเวลานี้ ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยต่างยินดีปรีดาอย่างที่สุด !

ภายในคฤหาสน์ตระกูลเจียง

ชายชรามองไปที่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกเหนือจวนตระกูลเยี่ยก่อนที่สีหน้าของเขาจะกลายเป็นน่าเกลียด “เจ้าเยี่ยหลางช่างยิ่งใหญ่อะไรปานนั้น ! เขาสามารถดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้… ใครก็ได้ ไปตามผู้นำตระกูลจางและตระกูลหลีมาที่นี่ที บอกว่าข้ามีเรื่องต้องการหารือ”

ในเมืองชิง วิญญาณนกพิราบผู้พิทักษ์นับไม่ถ้วนโผขึ้นฟ้าแล้วบินไปทุกทิศทุกทาง ภาพนี้เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็นนัก !

เรื่องที่ตระกูลเยี่ยมีผู้ถูกเลือกอยู่หนึ่งคนนั้นไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด และถึงแม้ว่าผู้ถูกเลือกนั้นจะหาได้ยากยิ่ง แต่ผู้ที่มีพรสวรรค์ถึงขนาดดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้นั้นกลับหายากยิ่งกว่า

เป็นที่รู้กันดีว่าต่อแต่นี้ไป ตระกูลเยี่ยได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้นแล้ว !

ไม่ใช่เพียงแต่ในเมืองชิง แต่ยังหมายถึงทั่วในแคว้นเจียงทั้งหมดหรือแม้แต่ในทวีปชิงก็ตาม

ขณะนี้ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยเกือบจะพากันลุกฮือด้วยความตื่นเต้น นอกจากนี้เบี้ยเลี้ยงส่วนตัวของแต่ละคนยังถูกปรับขึ้นเพิ่มอีกหนึ่งเดือนเพื่อเป็นสินน้ำใจ และไม่เพียงเท่านั้น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยยังได้ตรงเข้าไปหาผู้นำตระกูลเพื่อให้ท่านได้มอบตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์ให้แก่เยี่ยหลางอีกด้วย

ผู้นำรุ่นเยาว์นั้นเป็นตำแหน่งที่แตกต่างจากผู้สืบทอดของตระกูล ตำแหน่งผู้สืบทอดนั้นหมายถึงผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคต แต่ตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์นั้นมีศักดิ์และอำนาจมากเป็นอันดับสองรองจากประมุขสูงสุดแห่งตระกูลเยี่ยแต่เพียงผู้เดียว แม้ว่าผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยจะกระทำเกินกว่าอำนาจ แต่เขาก็ไม่สน นั่นเพราะในเร็ว ๆ นี้เยี่ยหลางกำลังจะกลายเป็นอัจฉริยะแห่งยุคที่นานปีจะมีให้พบได้สักหนึ่งหน กระนั้นแล้วท่านผู้นำตระกูลจะสามารถทำอะไรเขาได้ ?

ในวันข้างหน้า วาสนาทั้งหมดของตระกูลเยี่ยคงต้องพึ่งพาเยี่ยหลางแล้ว !

ที่ลานหน้าจวน เยี่ยหลางเงยหน้าขึ้นมองนิมิตบนท้องฟ้า คิ้วขมวดเป็นปมแน่น

เขาทะลวงเลื่อนขั้นได้แล้ว !

เขาได้เลื่อนจากขั้นที่หก ผสานลมปราณเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ !

แต่กระนั้นเยี่ยหลางก็ยังคลางแคลงใจอยู่ เมื่อ 2 ชั่วยามที่แล้วเขาสำเร็จพลังขั้นหลอมรวมลมปราณได้ แต่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์กลับเพิ่งมาปรากฏเอาตอนนี้ ! ดังนั้นแล้วเขาจึงไม่อาจแน่ใจได้ว่า นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์คราวนี้นั้นเกิดจากตนหรือไม่ !

ไม่นานนัก เยี่ยหลางพลันยิ้มออกมาอย่างเย็นชา “หึ หากไม่ใช่ข้าแล้วใครกันเล่าที่จะมีความสามารถในการดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกนี้ ? ดูเหมือนว่าชีวิตนี้ โชคชะตาจะกำหนดให้ข้าเป็นผู้ครอบครองพรสวรรค์อันสุดยอด !”

หลังจากกล่าวได้ดังนั้น เยี่ยหลางก็พลันหมุนตัวและเดินจากไป

ณ หอคอยแห่งเรือนจำ

เยี่ยฉวนนอนอยู่บนพื้น เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจรู้ได้ ในตอนนั้นเองเสียงของสตรีลึกลับพลันดังขึ้นภายในห้อง “ลุกขึ้นเสีย แล้วจงดูที่ร่างกายของเจ้า !”

เยี่ยฉวนค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นและก้มลงมองร่างของตัวเอง เขาชะงักไปทันทีเพราะตอนนี้ผิวของเขามีประกายสีทองจาง ๆ แผ่ออกมา !

“นี่มันอะไรกัน ?” เยี่ยฉวนมองไปรอบ ๆ ด้วยความสับสน

สตรีลึกลับกล่าว “ขั้นกายาทองคำนั้นหมายถึงการปลูกฝังทองคำลงภายในกายหยาบของให้หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ร่างกายที่ถือเป็นรากฐาน เจ้าจึงจำเป็นจะต้องมีพื้นฐานเสียก่อน แต่การที่พื้นฐานของเจ้าจะดีหรือไม่นั้น ก็มิได้เป็นตัวตัดสินว่าเจ้าจะไปได้ไกลแค่ไหน …คนธรรมดาทั่วไปมัวแต่เพียงฝึกฝนเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายภายนอก แต่ละเลยความมั่นคงจากอวัยวะภายใน ทว่าในความเป็นจริงแล้วต้องเริ่มฝึกฝนจากภายในจึงจะดีที่สุด เมื่อกล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะภายในทั้งหมดของเจ้าแข็งแรงเท่านั้นจึงจะสามารถทนรับต่อแรงปะทะจากภายนอกได้ แม้ว่าเจ้าจะได้รับความเจ็บปวดเหนือมนุษย์ในตอนนี้ แต่มันก็จะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า หรือหากเจ้าลองมองให้ดี เจ้าก็จะเห็นประโยชน์ของมันตั้งแต่ตอนนี้”

เยี่ยฉวนสูดลมหายใจเข้าจนลึกแล้วประสานมืออย่างช้า ๆ ขณะนี้เขารู้สึกได้เลยว่าลมปราณภายในปั่นป่วนพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งร่าง !

เมื่อรู้สึกได้เช่นนี้ เยี่ยฉวนก็บังเกิดความยินดีเหลือประมาณ

จริงดังที่สตรีลึกลับกล่าว ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากเมื่อก่อน !

ไม่เพียงเท่านั้น หากจะพูดถึงความแข็งแกร่งแล้ว เทียบกับเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย อาจกล่าวได้ว่าชายหนุ่มไม่รู้สึกกดดันเลยสักนิดหากตอนนี้จะต้องประมือกับคู่ต่อสู้ตัวฉกาจแบบตัวต่อตัว ยกตัวอย่างเช่น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยที่ถึงแม้จะมีลำดับพลังอยู่ในขั้นผสานลมปราณ แต่ก็ใช้ชีวิตแบบสุขสบายมาตลอด ไม่เคยต้องได้รับความยากลำบากอะไร

เยี่ยฉวนรีบร้อนถามเมื่อฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ “ท่านผู้อาวุโส ตอนนี้น้องสาวข้าได้รับความเจ็บป่วยทุกข์ทรมาณจากพิษธาตุเย็น ท่านพอจะช่วยได้หรือไม่ ?”

สตรีลึกลับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม “เด็กหญิงตัวเล็กคนนั้นน่ะหรือ ?”

เยี่ยฉวนพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว

สตรีลึกลับพลันกล่าว “แน่นอน ข้ามีหนทางรักษานาง แต่น้องสาวของเจ้าไม่อาจเข้ามาในหอคอยแห่งนี้ได้”

“ทำไม ?” เยี่ยฉวนงงงวย

สตรีลึกลับตอบ “จิตวิญญาณของหอคอยนี้กำลังหลับใหลอยู่ในห้วงลึกแห่งภวังค์ แม้ว่าตอนนี้มันจะยอมรับเจ้าเป็นเจ้านาย แต่เจ้าก็ยังไม่ได้ครอบครองกฎแห่งเต๋าเลยแม้แต่ข้อเดียว ดังนั้นเจ้าจึงไม่สามารถพาคนอื่นมาที่นี่ได้ หรือหากเจ้าดึงดันจะพาใครสักคนเข้ามา มันก็จะกำจัดคนแปลกหน้าผู้นั้นทันทีโดยสัญชาตญาณ”

เมื่อได้ยินดังนี้ใบหน้าของเยี่ยฉวนจึงสลดลง “ดูเหมือนคงมีแต่ข้าจะต้องพาน้องสาวเข้าไปหาหมอในเมืองหลวงเท่านั้น”

ขณะนี้เขาเองก็เปรียบเสมือนลูกนกที่ใกล้จะแตกรัง กล่าวคือหากเขาต้องการที่จะบรรลุขั้นหลอมรวมลมปราณให้ได้ เขาก็ต้องตามหาวิญญาณกระบี่เพื่อจะดูดซับเข้าไป แต่วิญญาณกระบี่ขั้นสูงนั้นสูงค่ามากจนมิอาจประมาณค่าได้ ทั่วทั้งเมืองชิงอาจจะมีแค่เล่มเดียวเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ตระกูลเยี่ยจะมีในครอบครองเลย ! แต่ในสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองในแคว้นเจียงอย่างเมืองหลวง ไม่แน่ว่าอาจจะมีวิญญาณกระบี่อยู่บ้างก็ได้ !

Comment

Options

not work with dark mode
Reset