หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 200 หาใช่บุรุษผู้กล้าหาญเลยสักคน ! (ต้น)

บทที่ 200 หาใช่บุรุษผู้กล้าหาญเลยสักคน ! (ต้น)

เวลาผ่านไปสักพักใหญ่ อาจารย์ใหญ่จี้เดินออกมาจากอาคารหอหลังเล็ก ท่าทางโซซัดโซเซเหมือนคนเมาสุราเช่นเคย…

ณ ท้องถนนในเมืองหลวง

เยี่ยฉวนกับพวกเดินนำอยู่หัวขบวน ท้ายขบวนคือฝูงชนจำนวนมากที่ติดตามเป็นพรวน

ยิ่งเวลาผ่านไปคนยิ่งเพิ่มเติมเข้าร่วมในขบวนมากขึ้นทุกที !

โม่อวิ๋นฉีซึ่งเดินอยู่ข้างเยี่ยฉวน หันมากระซิบ “นี่พี่หัวขโมยเยี่ย พวกเราเดินไปด้วยกันอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าพากันเดินลงหลุมทั้งหมดนี้นะ ?”

เยี่ยฉวนปรายตามาทางคนพูด “เดี๋ยวเจ้าคอยดูว่าข้ามีแววแค่ไหน !”

โม่อวิ๋นฉี “…”

เมื่อผ่านไปครู่ใหญ่ คนทั้งหมดมาหยุดลงตรงเชิงเขาฉางซาน

เยี่ยฉวนนำหน้าตามด้วยฝูงคนกลุ่มใหญ่ตามมาสังเกตการณ์ทางด้านหลัง ไม่หมดเพียงเท่านี้ด้วยยังมีคนทยอยเข้ามาอยู่ตลอดเวลา !

สังเกตเห็นเลยว่า หลายคนมุ่งหวังจะได้ดูการแสดง !

เยี่ยฉวนซึ่งอยู่หน้าสุดเงยมองขึ้นไปบนยอดเขาฉางซาน ขณะเดียวกันก็ยกกระบี่ในมือชี้ปลายกระบี่ไปในที่ไกลกว่า ก่อนเปล่งเสียงดัง น้ำเสียงเย็นชาไปยังภูเขาเบื้องหน้า “ข้าเยี่ยฉวน ศิษย์ฉางหลานมาขอท้าสู้ !”

ขอท้าสู้ ! เสียงของเยี่ยฉวนสะท้อนก้องลานโล่งลั่นราวฟ้าพิโรธ

“ขอท้าสู้” ผู้คนที่มารวมกลุ่มต่างหันมองหน้ากันด้วยความตื่นเต้น !

เพราะความผิดพลาดของสถานศึกษาฉางมู่ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของสถานศึกษาในเมืองหลวงให้เสื่อมเสียด่างพร้อย เยี่ยฉวนสังหารศิษย์แห่งแคว้นถัง ทำให้คนในเมืองหลวงต่างนับถือในความสามารถ โดยเฉพาะกองทหาร !

ดังนั้น ชาวเมืองหลวงจึงเริ่มที่จะหันมายืนข้างสถานศึกษาฉางหลาน และมีคนจำนวนไม่น้อยต้องการสมัครเป็นศิษย์ฉางหลาน ทว่าโชคร้ายด้วยฉางหลานไม่ประสงค์จะรับศิษย์ใหม่ !

ณ บริเวณลานกว้าง

ผ่านไปครู่หนึ่งบนภูเขาฉางซานยังคงสงบนิ่ง !

เมื่อผู้คนสังเกตว่าไม่มีความเคลื่อนไหวบนเขาฉางซาน จึงพากันหันไปซุบซิบ วิพากษ์วิจารณ์ บ้างก็พูดจาเสียดสี ขณะที่บางคนมองด้วยสายตาเมินเฉยระคนขบขัน

หลายสิบปีที่ผ่านมา สถานศึกษาฉางมู่ไม่เคยตกอยู่ในฐานะผู้ถูกท้าทายเช่นนี้มานาน !

ครั้งนี้ฉางมู่จะตอบโต้เช่นไร ? เวลานี้สายตาทุกคู่ต่างจ้องมองขึ้นไปบนยอดเขาฉางซาน

ถ้าฉางมู่ไม่ตอบโต้ ก็ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าสถานศึกษาฉางมู่จะกลายเป็นตัวตลกแห่งเมืองหลวงทันที ! เกียรติยศศักดิ์ศรีและชื่อเสียงมีอันต้องพังทลายลงอีกครั้ง

เสมือนถูกเหยียบลงบนใบหน้า ! จึงเป็นไปไม่ได้ที่สถานศึกษาฉางมู่จะทำเมินเฉยต่อคำท้าทายของเยี่ยฉวน !

ทันใดนั้นเอง คนหนึ่งปรากฏกายในลาน เบื้องหน้าเยี่ยฉวนและทุกคน คนผู้นี้คือหลีซิ่ว

หลีซิ่วจ้องหน้าเยี่ยฉวนถามเสียงห้วน “เจ้ามาที่นี่ต้องการอะไร ?”

เยี่ยฉวนตอบด้วยสุ้มเสียงราบเรียบ “ข้าขอท้าสู้ !”

จากนั้นจึงพูดต่อทันที “อะไรนี่ คนฉางมู่ไม่มีใครกล้าออกมารับคำท้าของข้าสักคน ?!”

อีกฝ่ายหรี่ตาเขม้นมอง “เยี่ยฉวน อีกไม่ช้าเจ้าต้องตายอยู่แล้ว ยังจะมีหน้ามาถึงที่นี่ ? เจ้า…”

“หุบปากเลิกพูดไร้สาระเสียที !” ชายหนุ่มส่งเสียงตวาดขัดจังหวะ สีหน้าบึ้งตึง

“หนึ่งกระบี่ จะสู้หรือไม่ ? ถ้าพวกคนรุ่นใหม่ไม่กล้าสู้…”

พูดพลาง เยี่ยฉวนตวัดกระบี่หลิงซิ่วชี้ไปที่หน้าของหลีซิ่ว “งั้นเจ้ามาสู้ก็ได้ ข้ากับเจ้ามาประลองชี้เป็นชี้ตายกัน !”

หลีซิ่วถูกท้าทาย ! คนที่มาสังเกตการณ์ส่งเสียงวิพากษ์จนกระหึ่มดัง !

ชายผู้นี้ หลีซิ่วเป็นถึงรองอาจารย์ใหญ่แห่งสถานศึกษาฉางมู่ !

แม้ว่าทางด้านพลังจะนับว่าอ่อนด้อยที่สุด แต่ความกล้าแกร่งยังมีมากอยู่ ไม่สมควรจะมาถูกเด็กเมื่อวานซืนอย่างเยี่ยฉวนท้าทายเช่นนี้

แม้แต่คนที่อยู่ข้างเยี่ยฉวน โม่อวิ๋นฉีและคนอื่น ยังต้องหันขวับมองเขาอย่างตื่นตะลึง ด้วยไม่มีใครคาดคิดว่าเยี่ยฉวนจะเป็นฝ่ายเปิดฉากท้าทายหลีซิ่วเช่นนี้ !

ยามนี้หลีซิ่วหน้าบูดบึ้ง มุมปากบิดเบี้ยว ! จะตอบรับคำท้าทายนั้นหรือไม่ ?

…อันที่จริงเขาไม่กล้าแม้แต่สู้กับเยี่ยฉวน !

ด้วยรู้ดีแก่ใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดอะไรขึ้นในสถานที่แห่งความลับ ฉะนั้นจึงมีความเป็นไปได้แน่นอน ว่าเยี่ยฉวนอาจสังหารเขาได้ทั้งที่วรยุทธ์ต่ำกว่า !

ถ้ารับคำท้า คือตาย ! แต่ถ้าไม่ สถานศึกษาฉางมู่จะต้องอับอาย มิใช่ตัวเขาเพียงคนเดียว ! คำพูดของชายหนุ่มตรงหน้า เท่ากับต้อนให้เขาตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ลำบาก !

ท่ามกลางสายตาทุกคู่ ของคนทุกคนที่กำลังจับจ้องไปที่หลีซิ่ว ! เขาจะสู้หรือถอย ?

สีหน้าของหลีซิ่วยามนี้ทั้งหมองทั้งคล้ำ มือสองข้างกำหมัดแน่น

เมื่อเห็นเช่นนั้น เยี่ยฉวนลดกระบี่ลงพลางพูดเสียงเบาเหมือนรำพึงกับตนเอง “พวกสถานศึกษาฉางมู่ ตั้งแต่หัวแถวยันปลายแถว หาใช่บุรุษผู้กล้าหาญเลยสักคน !”

“โอหัง !” หลีซิ่วสุดที่จะทนทานอีกต่อไป เขาคำรามลั่น “ไอ้เยี่ยฉวน เจ้า…”

“เลิกพล่ามเสียที !” เยี่ยฉวนสะบัดกระบี่ขึ้นชี้หน้าคนตรงหน้า “แค่หนึ่งกระบี่ จะสู้หรือไม่ ? ถ้าไม่กล้า จงหลีกไป แต่ถ้ากล้า ไฉนมามัวพูดไร้สาระอยู่ได้ ?”

อีกฝ่ายจ้องหน้าเยี่ยฉวนจนแทบจะฉีกออกเป็นชิ้น ๆ “ในเมื่อเจ้าอยากตายนัก ข้าก็จะจัดให้…”

ทันใดนั้น พลันปรากฏร่างของคนขึ้นขวางเบื้องหน้าเยี่ยฉวน เขาคือหลี่เสวียนชาง อาจารย์ใหญ่แห่งสถานศึกษาฉางมู่ !

หลี่เสวียนชางจ้องเขม็งที่เยี่ยฉวน “อะไรกัน ฉางหลานไม่เคยสั่งสอนเจ้าหรือว่าควรให้ความเคารพผู้อาวุโส ?”

เยี่ยฉวนกระชับกระบี่ในมือ สวนตอบทันควัน “อะไรกัน คนของฉางมู่มีแต่พวกเก่งแต่ปากงั้นหรือ ?! ไม่เห็นมีใครโผล่หัวมาสู้กับข้าสักคน ?!!”

หลี่เสวียนชางเหลือบมองด้วยหางตา “พวกเรามีคนที่จะสู้กับเจ้าอยู่แล้ว…”

ทว่าเยี่ยฉวนสวนพูดทันที “ถ้าเจ้าคิดจะสู้จริง ก็แค่มาสู้ให้จบกันไป มัวพล่ามให้มากความ เอาละ… ข้าไม่สู้กับพวกเจ้าตอนนี้ก็ได้ !”

จากนั้น ชายหนุ่มจึงหันไปบอกสหายทั้งสาม “พวกเรากลับกันเถอะ อย่าเสียเวลากับคนขี้ขลาดพวกนี้เลย !”

โม่อวิ๋นฉีสีหน้าจริงจัง พยักเพยิดพลางพูด “ไอ้พวกขี้ขลาดตาขาว ! กลับเถอะ !” จากนั้นเยี่ยฉวนและพวกเขาทั้งสามหันกลับไปทันที !

ทิ้งให้หลี่เสวียนชางมองตามหลังแววตาเย็นเยียบ ไม่มีใครเดาความคิดของเขาออก เดิมทีเขาตั้งใจว่าหากเยี่ยฉวนท้าทายอีกเพียงครั้งเดียว เขาจะใช้วิทยายุทธ์ไม้ตายสังหารเยี่ยฉวนในชั่วพริบตา !

ถึงกระนั้น ออกจะผิดคาดเมื่อเยี่ยฉวนเปลี่ยนใจ นอกจากไม่ท้าทายเขา ยังตัดสินใจหันกลับทันที !

นี่แสดงว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนโง่เลย !

อีกฝ่ายรู้ว่าเมื่อไรควรสู้ เมื่อไรไม่ควรสู้ !

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

บทที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

“เจ็บสิ”

“เจ็บจะตายอยู่แล้ว !”

เยี่ยฉวนเพิ่งเคยรู้สึกอยากตายเป็นครั้งแรก !

มันเคยเป็นเพียงความเจ็บปวดของเลือดเนื้อภายนอกร่างกาย แต่คราวนี้เขารู้สึกได้ว่าอวัยวะภายในและเส้นเลือดทั้งหลายสั่นสะท้านราวกับกำลังแตกเป็นริ้ว ๆ นี่เป็นความเจ็บปวดในระดับที่ชายหนุ่มไม่เคยสัมผัสมาก่อน !

“เจ้าต้องอดทนไว้ !”

เยี่ยฉวนกัดฟันอย่างอดกลั้น ทั้งร่างยังไม่หยุดสั่น

เขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะหลับตาพักผ่อนสักครู่ แต่ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาทำไม่ได้ เมื่อหมดสติไปแล้วครั้งหนึ่ง ก็เป็นไปได้ว่าคงไม่อาจฟื้นขึ้นมาอีก !

ถ้าข้าไม่ฟื้น จะเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวข้ากัน ?

นางอายุเพียง 12 ปี คนในตระกูลเยี่ยจะเมตตานางหรือไม่ ?

เมื่อคิดถึงเยี่ยหลิง เยี่ยฉวนพลันเงยหน้าขึ้นและร้องคำรามออกมา มือทั้งสองกำแน่น ส่วนใบหน้าก็เต็มไปด้วยสีสันที่บ้าคลั่ง “มาเลย เจ็บมากกว่านี้อีกสิ ฮ่า ๆ ข้าทนได้… ข้า… เจ็บปวดเหลือเกิน ยังไงก็ช่วยเพลาลงหน่อยเถอะ…”

เวลาค่อย ๆ ผ่านไปทีละน้อยจนเยี่ยฉวนไม่รับรู้แล้วว่าทั้งหมดนี้ใช้เวลานานเท่าใด ร่างกายของเขาทรุดลงราวกับร่างเนื้อที่ไร้ซึ่งกระดูกพยุง ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มจะเริ่มกระตุกคล้ายกับคนเป็นโรคลมชัก

อาการชักกระตุกนี้ยังคงดำเนินอยู่ประมาณ 1 เค่อ และเมื่อหยุดลง ร่างของเขาก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ !

เยี่ยฉวนนอนแผ่ราบไปกับพื้น เขาไม่เหลือแรงจะขยับตัวแล้ว !

ในเวลาเดียวกันนั้น ข้างนอกหอคอยแห่งเรือนจำพลันมีเมฆจำนวนมหาศาลรวมตัวกันบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย ทำให้ในไม่ช้าสายฝนเริ่มตกลงมา แต่ทว่าพื้นอื่นที่รอบด้านข้างท้องฟ้ากลับแจ่มใสและมีแสงแดดจ้า พร้อมกันนั้นข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย สายรุ้งอันบางเบาค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน และเมื่อรุ้งสายแรกโผล่ขึ้นมา รุ้งสายที่สองก็ปรากฏขึ้นตาม เช่นเดียวกับรุ้งสายที่สามที่กำลังค่อย ๆ ปรากฏขึ้นภายในหอคอยแห่งเรือนจำนั้น ก่อนที่จู่ ๆ เยี่ยฉวนจะตัวสั่นขึ้นมาเล็กน้อยและรุ้งสายที่สามจะพลันหายวับไป

นี่คือนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์ !

ทุกคนในเมืองชิงปั่นป่วน !

อัจฉริยะได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วระหว่างสองพิภพ เมื่อมีเหตุการณ์ผ่านด่านหรือทะลวงเลื่อนขั้นได้ พวกเขาจะดึงดูดนิมิตของทั้งสวรรค์และโลกมนุษย์ หากจะว่ากันตามจริงแล้ว เรื่องนี้เคยเป็นเพียงตำนานเรื่องเล่าเท่านั้น แต่มาบัดนี้เหตุการณ์อัศจรรย์ได้เกิดขึ้นแล้วในเมืองชิง ดังนั้นทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย

ณ จวนตระกูลเยี่ย ผู้เฒ่าสูงสุด บรรดาผู้อาวุโสและทุกคนในตระกูลต่างมารวมตัวที่ลานกว้างกันพร้อมหน้า ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยคำนับฟ้าและกล่าวอย่างตื่นเต้น “ขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาครอบครัวตระกูลเยี่ยและเยี่ยหลาง !”

ทุกคนในตระกูลเยี่ยคุกเข่าและคำนับลงพร้อมกัน !

ในเวลานี้ ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยต่างยินดีปรีดาอย่างที่สุด !

ภายในคฤหาสน์ตระกูลเจียง

ชายชรามองไปที่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกเหนือจวนตระกูลเยี่ยก่อนที่สีหน้าของเขาจะกลายเป็นน่าเกลียด “เจ้าเยี่ยหลางช่างยิ่งใหญ่อะไรปานนั้น ! เขาสามารถดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้… ใครก็ได้ ไปตามผู้นำตระกูลจางและตระกูลหลีมาที่นี่ที บอกว่าข้ามีเรื่องต้องการหารือ”

ในเมืองชิง วิญญาณนกพิราบผู้พิทักษ์นับไม่ถ้วนโผขึ้นฟ้าแล้วบินไปทุกทิศทุกทาง ภาพนี้เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็นนัก !

เรื่องที่ตระกูลเยี่ยมีผู้ถูกเลือกอยู่หนึ่งคนนั้นไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด และถึงแม้ว่าผู้ถูกเลือกนั้นจะหาได้ยากยิ่ง แต่ผู้ที่มีพรสวรรค์ถึงขนาดดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้นั้นกลับหายากยิ่งกว่า

เป็นที่รู้กันดีว่าต่อแต่นี้ไป ตระกูลเยี่ยได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้นแล้ว !

ไม่ใช่เพียงแต่ในเมืองชิง แต่ยังหมายถึงทั่วในแคว้นเจียงทั้งหมดหรือแม้แต่ในทวีปชิงก็ตาม

ขณะนี้ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยเกือบจะพากันลุกฮือด้วยความตื่นเต้น นอกจากนี้เบี้ยเลี้ยงส่วนตัวของแต่ละคนยังถูกปรับขึ้นเพิ่มอีกหนึ่งเดือนเพื่อเป็นสินน้ำใจ และไม่เพียงเท่านั้น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยยังได้ตรงเข้าไปหาผู้นำตระกูลเพื่อให้ท่านได้มอบตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์ให้แก่เยี่ยหลางอีกด้วย

ผู้นำรุ่นเยาว์นั้นเป็นตำแหน่งที่แตกต่างจากผู้สืบทอดของตระกูล ตำแหน่งผู้สืบทอดนั้นหมายถึงผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคต แต่ตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์นั้นมีศักดิ์และอำนาจมากเป็นอันดับสองรองจากประมุขสูงสุดแห่งตระกูลเยี่ยแต่เพียงผู้เดียว แม้ว่าผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยจะกระทำเกินกว่าอำนาจ แต่เขาก็ไม่สน นั่นเพราะในเร็ว ๆ นี้เยี่ยหลางกำลังจะกลายเป็นอัจฉริยะแห่งยุคที่นานปีจะมีให้พบได้สักหนึ่งหน กระนั้นแล้วท่านผู้นำตระกูลจะสามารถทำอะไรเขาได้ ?

ในวันข้างหน้า วาสนาทั้งหมดของตระกูลเยี่ยคงต้องพึ่งพาเยี่ยหลางแล้ว !

ที่ลานหน้าจวน เยี่ยหลางเงยหน้าขึ้นมองนิมิตบนท้องฟ้า คิ้วขมวดเป็นปมแน่น

เขาทะลวงเลื่อนขั้นได้แล้ว !

เขาได้เลื่อนจากขั้นที่หก ผสานลมปราณเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ !

แต่กระนั้นเยี่ยหลางก็ยังคลางแคลงใจอยู่ เมื่อ 2 ชั่วยามที่แล้วเขาสำเร็จพลังขั้นหลอมรวมลมปราณได้ แต่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์กลับเพิ่งมาปรากฏเอาตอนนี้ ! ดังนั้นแล้วเขาจึงไม่อาจแน่ใจได้ว่า นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์คราวนี้นั้นเกิดจากตนหรือไม่ !

ไม่นานนัก เยี่ยหลางพลันยิ้มออกมาอย่างเย็นชา “หึ หากไม่ใช่ข้าแล้วใครกันเล่าที่จะมีความสามารถในการดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกนี้ ? ดูเหมือนว่าชีวิตนี้ โชคชะตาจะกำหนดให้ข้าเป็นผู้ครอบครองพรสวรรค์อันสุดยอด !”

หลังจากกล่าวได้ดังนั้น เยี่ยหลางก็พลันหมุนตัวและเดินจากไป

ณ หอคอยแห่งเรือนจำ

เยี่ยฉวนนอนอยู่บนพื้น เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจรู้ได้ ในตอนนั้นเองเสียงของสตรีลึกลับพลันดังขึ้นภายในห้อง “ลุกขึ้นเสีย แล้วจงดูที่ร่างกายของเจ้า !”

เยี่ยฉวนค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นและก้มลงมองร่างของตัวเอง เขาชะงักไปทันทีเพราะตอนนี้ผิวของเขามีประกายสีทองจาง ๆ แผ่ออกมา !

“นี่มันอะไรกัน ?” เยี่ยฉวนมองไปรอบ ๆ ด้วยความสับสน

สตรีลึกลับกล่าว “ขั้นกายาทองคำนั้นหมายถึงการปลูกฝังทองคำลงภายในกายหยาบของให้หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ร่างกายที่ถือเป็นรากฐาน เจ้าจึงจำเป็นจะต้องมีพื้นฐานเสียก่อน แต่การที่พื้นฐานของเจ้าจะดีหรือไม่นั้น ก็มิได้เป็นตัวตัดสินว่าเจ้าจะไปได้ไกลแค่ไหน …คนธรรมดาทั่วไปมัวแต่เพียงฝึกฝนเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายภายนอก แต่ละเลยความมั่นคงจากอวัยวะภายใน ทว่าในความเป็นจริงแล้วต้องเริ่มฝึกฝนจากภายในจึงจะดีที่สุด เมื่อกล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะภายในทั้งหมดของเจ้าแข็งแรงเท่านั้นจึงจะสามารถทนรับต่อแรงปะทะจากภายนอกได้ แม้ว่าเจ้าจะได้รับความเจ็บปวดเหนือมนุษย์ในตอนนี้ แต่มันก็จะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า หรือหากเจ้าลองมองให้ดี เจ้าก็จะเห็นประโยชน์ของมันตั้งแต่ตอนนี้”

เยี่ยฉวนสูดลมหายใจเข้าจนลึกแล้วประสานมืออย่างช้า ๆ ขณะนี้เขารู้สึกได้เลยว่าลมปราณภายในปั่นป่วนพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งร่าง !

เมื่อรู้สึกได้เช่นนี้ เยี่ยฉวนก็บังเกิดความยินดีเหลือประมาณ

จริงดังที่สตรีลึกลับกล่าว ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากเมื่อก่อน !

ไม่เพียงเท่านั้น หากจะพูดถึงความแข็งแกร่งแล้ว เทียบกับเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย อาจกล่าวได้ว่าชายหนุ่มไม่รู้สึกกดดันเลยสักนิดหากตอนนี้จะต้องประมือกับคู่ต่อสู้ตัวฉกาจแบบตัวต่อตัว ยกตัวอย่างเช่น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยที่ถึงแม้จะมีลำดับพลังอยู่ในขั้นผสานลมปราณ แต่ก็ใช้ชีวิตแบบสุขสบายมาตลอด ไม่เคยต้องได้รับความยากลำบากอะไร

เยี่ยฉวนรีบร้อนถามเมื่อฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ “ท่านผู้อาวุโส ตอนนี้น้องสาวข้าได้รับความเจ็บป่วยทุกข์ทรมาณจากพิษธาตุเย็น ท่านพอจะช่วยได้หรือไม่ ?”

สตรีลึกลับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม “เด็กหญิงตัวเล็กคนนั้นน่ะหรือ ?”

เยี่ยฉวนพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว

สตรีลึกลับพลันกล่าว “แน่นอน ข้ามีหนทางรักษานาง แต่น้องสาวของเจ้าไม่อาจเข้ามาในหอคอยแห่งนี้ได้”

“ทำไม ?” เยี่ยฉวนงงงวย

สตรีลึกลับตอบ “จิตวิญญาณของหอคอยนี้กำลังหลับใหลอยู่ในห้วงลึกแห่งภวังค์ แม้ว่าตอนนี้มันจะยอมรับเจ้าเป็นเจ้านาย แต่เจ้าก็ยังไม่ได้ครอบครองกฎแห่งเต๋าเลยแม้แต่ข้อเดียว ดังนั้นเจ้าจึงไม่สามารถพาคนอื่นมาที่นี่ได้ หรือหากเจ้าดึงดันจะพาใครสักคนเข้ามา มันก็จะกำจัดคนแปลกหน้าผู้นั้นทันทีโดยสัญชาตญาณ”

เมื่อได้ยินดังนี้ใบหน้าของเยี่ยฉวนจึงสลดลง “ดูเหมือนคงมีแต่ข้าจะต้องพาน้องสาวเข้าไปหาหมอในเมืองหลวงเท่านั้น”

ขณะนี้เขาเองก็เปรียบเสมือนลูกนกที่ใกล้จะแตกรัง กล่าวคือหากเขาต้องการที่จะบรรลุขั้นหลอมรวมลมปราณให้ได้ เขาก็ต้องตามหาวิญญาณกระบี่เพื่อจะดูดซับเข้าไป แต่วิญญาณกระบี่ขั้นสูงนั้นสูงค่ามากจนมิอาจประมาณค่าได้ ทั่วทั้งเมืองชิงอาจจะมีแค่เล่มเดียวเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ตระกูลเยี่ยจะมีในครอบครองเลย ! แต่ในสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองในแคว้นเจียงอย่างเมืองหลวง ไม่แน่ว่าอาจจะมีวิญญาณกระบี่อยู่บ้างก็ได้ !

Comment

Options

not work with dark mode
Reset