หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 201 หาใช่บุรุษผู้กล้าหาญเลยสักคน ! (ปลาย)

บทที่ 201 หาใช่บุรุษผู้กล้าหาญเลยสักคน ! (ปลาย)

ทันทีที่กลุ่มเยี่ยฉวนคล้อยหลัง ผู้คนพากันทยอยกลับออกไปทันทีเช่นกัน หลังจากนั้นไม่นาน ทั่วบริเวณเชิงเขาฉางซานกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

หลี่เสวียนชางหันหลังกลับ เขามองไปทางหลีซิ่วซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล “ถ้าวันนี้เจ้าต่อสู้กับมัน เจ้าต้องตายอย่างแน่นอน !”

หลีซิ่วพูดเสียงแหบแห้ง “ข้ารู้ ! แต่ไหนเลยจะทนให้สถานศึกษาฉางมู่ของเรา ถูกพูดจาดูถูกเช่นนี้ !”

อีกฝ่ายพึมพำเสียงเบา “ฉางมู่ของเรา ยามนี้ชื่อเสียงป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี !”

หลีซิ่วค้อมศีรษะลงอย่างยอมรับผิด “ตอนนั้น ถ้าข้า…” เสียงคนพูดสะดุดแค่นั้น เขาได้แต่ส่ายหน้าและถอนหายใจ

หลี่เสวียนชางหันไปมองทางที่พวกเยี่ยฉวนกลับออกไปจนลับสายตา “เจ้าไม่ต้องใส่ใจให้มากกับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ต่อไปพวกเรามาคอยดูเวลาที่ฉางหลานต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่ตามมาแก้แค้นดีกว่า ยังไงเสีย มันจะต้องตายแน่ !”

จากนั้นดูเหมือนคิดอะไรได้ เขาหันกลับมาพูดกับหลีซิ่ว “แจ้งไปยังแคว้นถัง หากทำให้เยี่ยฉวนหายไปจากโลกนี้ได้ สถานศึกษาฉางมู่จะให้ความร่วมมือกับเขาในทุกกรณี !”

อีกฝ่ายได้ยิน เขาออกท่าทีลังเลเล็กน้อย “แคว้นถัง ทำเช่นนี้จะไม่เป็นการเสียแรงเปล่าหรือขอรับ ?”

หลี่เสวียนชางตอบมาเสียงเบาดุจกระซิบ “ต่อไปถ้าแคว้นเจียงกลายเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของแคว้นถัง พวกเราไม่ได้สูญเสีย แต่ถ้าเยี่ยฉวนไม่ตาย คนผู้นี้จะกลับมาทำลายสถานศึกษาฉางมู่อย่างแน่นอน !”

หลีซิ่วพยักหน้าช้า ๆ “เข้าใจแล้วขอรับ !” จากนั้นจึงหันกลับออกไป ทำการดำเนินการตามคำสั่งทันที

หลี่เสวียนชางยืนอยู่เพียงลำพัง สายตาทอดมองไปไกลสุดลูกหูลูกตา จากนั้นจึงหันกลับและหายวับไป

ไม่นานนัก เป็นอีกครั้งที่ข่าวเหตุการณ์ซึ่งสถานศึกษาฉางมู่ไม่กล้ารับคำท้าทายกระพือสะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวง จากเดิมที่คนมีความภาคภูมิใจในสถานศึกษาฉางมู่ ทว่าในเวลานี้ ศิษย์ของฉางมู่กลับไม่กล้าบอกใครว่าเป็นศิษย์ฉางมู่ !

แม้แต่ญาติพี่น้องและเพื่อนยังไม่กล้าบอกว่าเพื่อนและญาติของพวกเขาเป็นศิษย์ฉางมู่ !

น่าอับอาย !

เป็นเรื่องน่าอับอายสิ้นดี !

ในทางกลับกัน สถานศึกษาฉางหลานที่เคยหายสูญไปนานหลายทศวรรษ บัดนี้ได้เผยตัวออกสู่สาธารณชน !

นอกจากนั้นทั้งเยี่ยฉวน โม่อวิ๋นฉี ไป๋เจ๋อ และจี้อันซื่อ…

ชื่อเสียงของพวกเขาต่างก็ขจรขจายไปทั่วเมืองหลวงอีกด้วย !

ไม่เพียงแค่เมืองหลวงเท่านั้น แต่ได้แพร่สะพัดไปทั่วแคว้นเจียงเลยต่างหาก !

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยี่ยฉวน ที่ชื่อเสียงครั้งนี้กลายเป็นนำหน้าอันหลานซิ่ว !

ณ สถานศึกษาฉางหลาน

ในเวลากลางคืน

ทุกคนนั่งรวมกันอยู่ที่โต๊ะในหอโถงฉางหลาน เยี่ยฉวนลงมือทำกับข้าวมากมายหลายสิบเมนู และเพื่อการเลี้ยงฉลอง มันจึงมีทั้งจานปลา จานเนื้อ

จี้อันซื่อนั่งประจำที่พลางเลียตะเกียบเล่นเตรียมพร้อมลงมือตลอดเวลา พลันเสียงของอาจารย์ใหญ่จี้ดังขึ้นว่า “ข้ามีเรื่องจะบอกพวกเจ้า !”

ทุกคนละสายตาจากกับข้าวบนโต๊ะหันมามองชายชราเป็นตาเดียว แต่สุดท้ายเขากลับตัดสินใจพูดว่า “กินให้เสร็จก่อนแล้วกัน !”

จี้อันซื่อเคลื่อนไหวรวดเร็ว เร็วมากถึงมากที่สุด…

ชั่วไม่กี่ลมหายใจต่อมา อาหารจานปลาที่อยู่เบื้องหน้าก็เหลือแต่ก้างคาชาม !

โม่อวิ๋นฉีและไป๋เจ๋อถือตะเกียบค้าง อ้าปากหวอ พลันทั้งคู่หันมาก้มหน้าก้มตากินอาหารตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ! ด้วยหากช้าอีกเพียงนิดเดียว แม้แต่ก้างปลาก็คงไม่เหลือ !

เยี่ยฉวนหันไปมองเพื่อนทั้งสาม เขาส่ายหน้า พลางหัวเราะเบา ๆ “ไม่พูดไม่จากันเลยนะ พวกเจ้าไม่ต้องห่วงในครัวยังมีกับข้าวอีก !”

โม่อวิ๋นฉีเงยหน้าขึ้นมอง เขาชูนิ้วโป้งมาทางเยี่ยฉวนพลางว่า “พี่หัวขโมยเยี่ย ฝีมือทำกับข้าวอร่อยสุดยอดยิ่ง พอ ๆ กับแม่ข้าเลย !”

เยี่ยฉวน “…”

ครึ่งชั่วยามให้หลัง กับข้าวทุกชามบนโต๊ะหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือหลอ

โม่อวิ๋นฉีนั่งเอนหลังลงกับพนัก เอามือลูบท้องป้อย ๆ ขณะสายตามองมาทางอาจารย์ใหญ่จี้ “อาจารย์ใหญ่ ท่านมีอะไรก็รีบพูดเถอะขอรับ ข้าจะได้รีบไปฝึกต่อ !”

ในเวลานั้นเยี่ยฉวนและคนอื่นพากันหันมองอย่างใคร่รู้

อาจารย์ใหญ่จี้ ยกจอกสุราขึ้นจิบก่อนจะพูดว่า “พวกเจ้าทั้งสี่รีบกลับไปเก็บของ และหนีออกจากเมืองหลวงให้เร็วที่สุด !”

ทุกคนนิ่งขึง ตะลึงงันไปตามกับสิ่งที่ได้ยิน

เสียงของอาจารย์ใหญ่จี้แผ่วเบาราวกระซิบ “ข้าเพิ่งติดต่อสำนักใหญ่ และพวกเขาปฏิเสธทั้งบอกว่าไม่ขอร่วมเป็นพันธมิตรกับเรา”

โม่อวิ๋นฉีลังเลเล็กน้อย ก่อนถามออกมา “อาจารย์ใหญ่ ท่านต่อสู้กับพวกนั้นไม่ได้หรือ ?”

อาจารย์ใหญ่จี้หันมามองหน้า “ถ้าข้าสู้กับหนึ่งคน ส่วนที่เหลือปล่อยพวกเจ้ารับมือล่ะ ไหวไหม ?”

โม่อวิ๋นฉี “…”

เยี่ยฉวนนั่งอยู่อีกด้านถามขึ้นว่า “อาจารย์ใหญ่ พูดจริงหรือขอรับ ?”

ชายชราพยักหน้า “ข้าพูดเรื่องจริง พวกเจ้าจงแยกย้ายกันหนีไปเสีย ไปให้ไกลที่สุด เท่าที่จะไกลได้ !”

ชายหนุ่มคิ้วขมวดมุ่น “อาจารย์ใหญ่ ท่านจะทิ้งสถานศึกษาฉางหลานอย่างนั้นหรือขอรับ ?”

อาจารย์ใหญ่จี้หันมาสบตา ก่อนกล่าวสั้น ๆ  “การมีชีวิตสำคัญที่สุด !” เพียงแค่นั้นทุกคนพากันหุบปากนิ่งเงียบ

หนีไป ?  ก่อนหน้านี้ทุกคนไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะรู้สึกผูกพันกับที่นี่จนเปรียบเสมือนบ้าน !

เยี่ยฉวนก็เช่นกัน !

อาจารย์ใหญ่จี้เห็นเยี่ยฉวนยังนั่งเฉยไม่ขยับเขยื้อน เขาจึงส่ายหน้าน้อย ๆ “อย่าเอาแต่อารมณ์เป็นใหญ่ หากเจ้ายังขืนอยู่ที่นี่ มีแต่จะตายไปเสียโดยเปล่าประโยชน์ หนีไปและหมั่นฝึกปรือ เจ้ายังมีอนาคตเป็นได้ถึงยอดฝีมือสูงล้ำ ในภายหน้าเจ้าจะได้เป็นที่หนึ่งแน่ !”

โม่อวิ๋นฉีมองตรงมาที่ชายชรา “อาจารย์ใหญ่จี้ แล้วท่านเล่า ? จะอยู่ที่นี่ต่อไปหรือ ?”

ผู้เฒ่าตอบเสียงแผ่วต่ำ “ต้องมีใครสักคนที่อยู่เป็นคนสุดท้าย ไม่ใช่หรือ ? หรือว่าเจ้าจะอยู่กับข้ากัน ?

โม่อวิ๋นฉี “…”

ขณะที่เยี่ยฉวนกำลังจะเอ่ยปากพูด ฉับพลันพลังบางอย่างพุ่งเข้าครอบคลุมหอโถงไว้ทั้งอาคาร !

ด้วยพลังกดดันที่บังเกิดขึ้นนี้ ทำให้เยี่ยฉวนและคนอื่นทั้งสี่รู้สึกเหมือนถูกบีบบด ราวภูเขาขนาดมหึมากำลังกดทับลงมาทั้งลูก ทั้งแน่นหนักจนหายใจยากลำบากยิ่ง !

เสียงของชายชราที่ในหอโถงพึมพำแผ่ว “พวกมันมาถึงไวกว่าที่คิด… มีมากกว่าหนึ่งคน… มันมาเพื่อสังหารพวกเราทุกคน !”

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ – ตอนที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

บทที่ 11 นิมิตแห่งสวรรค์และโลก (ต้น)

“เจ็บสิ”

“เจ็บจะตายอยู่แล้ว !”

เยี่ยฉวนเพิ่งเคยรู้สึกอยากตายเป็นครั้งแรก !

มันเคยเป็นเพียงความเจ็บปวดของเลือดเนื้อภายนอกร่างกาย แต่คราวนี้เขารู้สึกได้ว่าอวัยวะภายในและเส้นเลือดทั้งหลายสั่นสะท้านราวกับกำลังแตกเป็นริ้ว ๆ นี่เป็นความเจ็บปวดในระดับที่ชายหนุ่มไม่เคยสัมผัสมาก่อน !

“เจ้าต้องอดทนไว้ !”

เยี่ยฉวนกัดฟันอย่างอดกลั้น ทั้งร่างยังไม่หยุดสั่น

เขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะหลับตาพักผ่อนสักครู่ แต่ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขาทำไม่ได้ เมื่อหมดสติไปแล้วครั้งหนึ่ง ก็เป็นไปได้ว่าคงไม่อาจฟื้นขึ้นมาอีก !

ถ้าข้าไม่ฟื้น จะเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวข้ากัน ?

นางอายุเพียง 12 ปี คนในตระกูลเยี่ยจะเมตตานางหรือไม่ ?

เมื่อคิดถึงเยี่ยหลิง เยี่ยฉวนพลันเงยหน้าขึ้นและร้องคำรามออกมา มือทั้งสองกำแน่น ส่วนใบหน้าก็เต็มไปด้วยสีสันที่บ้าคลั่ง “มาเลย เจ็บมากกว่านี้อีกสิ ฮ่า ๆ ข้าทนได้… ข้า… เจ็บปวดเหลือเกิน ยังไงก็ช่วยเพลาลงหน่อยเถอะ…”

เวลาค่อย ๆ ผ่านไปทีละน้อยจนเยี่ยฉวนไม่รับรู้แล้วว่าทั้งหมดนี้ใช้เวลานานเท่าใด ร่างกายของเขาทรุดลงราวกับร่างเนื้อที่ไร้ซึ่งกระดูกพยุง ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มจะเริ่มกระตุกคล้ายกับคนเป็นโรคลมชัก

อาการชักกระตุกนี้ยังคงดำเนินอยู่ประมาณ 1 เค่อ และเมื่อหยุดลง ร่างของเขาก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ !

เยี่ยฉวนนอนแผ่ราบไปกับพื้น เขาไม่เหลือแรงจะขยับตัวแล้ว !

ในเวลาเดียวกันนั้น ข้างนอกหอคอยแห่งเรือนจำพลันมีเมฆจำนวนมหาศาลรวมตัวกันบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย ทำให้ในไม่ช้าสายฝนเริ่มตกลงมา แต่ทว่าพื้นอื่นที่รอบด้านข้างท้องฟ้ากลับแจ่มใสและมีแสงแดดจ้า พร้อมกันนั้นข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย สายรุ้งอันบางเบาค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน และเมื่อรุ้งสายแรกโผล่ขึ้นมา รุ้งสายที่สองก็ปรากฏขึ้นตาม เช่นเดียวกับรุ้งสายที่สามที่กำลังค่อย ๆ ปรากฏขึ้นภายในหอคอยแห่งเรือนจำนั้น ก่อนที่จู่ ๆ เยี่ยฉวนจะตัวสั่นขึ้นมาเล็กน้อยและรุ้งสายที่สามจะพลันหายวับไป

นี่คือนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์ !

ทุกคนในเมืองชิงปั่นป่วน !

อัจฉริยะได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วระหว่างสองพิภพ เมื่อมีเหตุการณ์ผ่านด่านหรือทะลวงเลื่อนขั้นได้ พวกเขาจะดึงดูดนิมิตของทั้งสวรรค์และโลกมนุษย์ หากจะว่ากันตามจริงแล้ว เรื่องนี้เคยเป็นเพียงตำนานเรื่องเล่าเท่านั้น แต่มาบัดนี้เหตุการณ์อัศจรรย์ได้เกิดขึ้นแล้วในเมืองชิง ดังนั้นทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังข้างบนท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเยี่ย

ณ จวนตระกูลเยี่ย ผู้เฒ่าสูงสุด บรรดาผู้อาวุโสและทุกคนในตระกูลต่างมารวมตัวที่ลานกว้างกันพร้อมหน้า ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยคำนับฟ้าและกล่าวอย่างตื่นเต้น “ขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาครอบครัวตระกูลเยี่ยและเยี่ยหลาง !”

ทุกคนในตระกูลเยี่ยคุกเข่าและคำนับลงพร้อมกัน !

ในเวลานี้ ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยต่างยินดีปรีดาอย่างที่สุด !

ภายในคฤหาสน์ตระกูลเจียง

ชายชรามองไปที่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกเหนือจวนตระกูลเยี่ยก่อนที่สีหน้าของเขาจะกลายเป็นน่าเกลียด “เจ้าเยี่ยหลางช่างยิ่งใหญ่อะไรปานนั้น ! เขาสามารถดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้… ใครก็ได้ ไปตามผู้นำตระกูลจางและตระกูลหลีมาที่นี่ที บอกว่าข้ามีเรื่องต้องการหารือ”

ในเมืองชิง วิญญาณนกพิราบผู้พิทักษ์นับไม่ถ้วนโผขึ้นฟ้าแล้วบินไปทุกทิศทุกทาง ภาพนี้เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็นนัก !

เรื่องที่ตระกูลเยี่ยมีผู้ถูกเลือกอยู่หนึ่งคนนั้นไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด และถึงแม้ว่าผู้ถูกเลือกนั้นจะหาได้ยากยิ่ง แต่ผู้ที่มีพรสวรรค์ถึงขนาดดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกมาได้นั้นกลับหายากยิ่งกว่า

เป็นที่รู้กันดีว่าต่อแต่นี้ไป ตระกูลเยี่ยได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้นแล้ว !

ไม่ใช่เพียงแต่ในเมืองชิง แต่ยังหมายถึงทั่วในแคว้นเจียงทั้งหมดหรือแม้แต่ในทวีปชิงก็ตาม

ขณะนี้ทุกคนในจวนตระกูลเยี่ยเกือบจะพากันลุกฮือด้วยความตื่นเต้น นอกจากนี้เบี้ยเลี้ยงส่วนตัวของแต่ละคนยังถูกปรับขึ้นเพิ่มอีกหนึ่งเดือนเพื่อเป็นสินน้ำใจ และไม่เพียงเท่านั้น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยยังได้ตรงเข้าไปหาผู้นำตระกูลเพื่อให้ท่านได้มอบตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์ให้แก่เยี่ยหลางอีกด้วย

ผู้นำรุ่นเยาว์นั้นเป็นตำแหน่งที่แตกต่างจากผู้สืบทอดของตระกูล ตำแหน่งผู้สืบทอดนั้นหมายถึงผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคต แต่ตำแหน่งผู้นำรุ่นเยาว์นั้นมีศักดิ์และอำนาจมากเป็นอันดับสองรองจากประมุขสูงสุดแห่งตระกูลเยี่ยแต่เพียงผู้เดียว แม้ว่าผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยจะกระทำเกินกว่าอำนาจ แต่เขาก็ไม่สน นั่นเพราะในเร็ว ๆ นี้เยี่ยหลางกำลังจะกลายเป็นอัจฉริยะแห่งยุคที่นานปีจะมีให้พบได้สักหนึ่งหน กระนั้นแล้วท่านผู้นำตระกูลจะสามารถทำอะไรเขาได้ ?

ในวันข้างหน้า วาสนาทั้งหมดของตระกูลเยี่ยคงต้องพึ่งพาเยี่ยหลางแล้ว !

ที่ลานหน้าจวน เยี่ยหลางเงยหน้าขึ้นมองนิมิตบนท้องฟ้า คิ้วขมวดเป็นปมแน่น

เขาทะลวงเลื่อนขั้นได้แล้ว !

เขาได้เลื่อนจากขั้นที่หก ผสานลมปราณเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ !

แต่กระนั้นเยี่ยหลางก็ยังคลางแคลงใจอยู่ เมื่อ 2 ชั่วยามที่แล้วเขาสำเร็จพลังขั้นหลอมรวมลมปราณได้ แต่นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์กลับเพิ่งมาปรากฏเอาตอนนี้ ! ดังนั้นแล้วเขาจึงไม่อาจแน่ใจได้ว่า นิมิตแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์คราวนี้นั้นเกิดจากตนหรือไม่ !

ไม่นานนัก เยี่ยหลางพลันยิ้มออกมาอย่างเย็นชา “หึ หากไม่ใช่ข้าแล้วใครกันเล่าที่จะมีความสามารถในการดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลกนี้ ? ดูเหมือนว่าชีวิตนี้ โชคชะตาจะกำหนดให้ข้าเป็นผู้ครอบครองพรสวรรค์อันสุดยอด !”

หลังจากกล่าวได้ดังนั้น เยี่ยหลางก็พลันหมุนตัวและเดินจากไป

ณ หอคอยแห่งเรือนจำ

เยี่ยฉวนนอนอยู่บนพื้น เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจรู้ได้ ในตอนนั้นเองเสียงของสตรีลึกลับพลันดังขึ้นภายในห้อง “ลุกขึ้นเสีย แล้วจงดูที่ร่างกายของเจ้า !”

เยี่ยฉวนค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นและก้มลงมองร่างของตัวเอง เขาชะงักไปทันทีเพราะตอนนี้ผิวของเขามีประกายสีทองจาง ๆ แผ่ออกมา !

“นี่มันอะไรกัน ?” เยี่ยฉวนมองไปรอบ ๆ ด้วยความสับสน

สตรีลึกลับกล่าว “ขั้นกายาทองคำนั้นหมายถึงการปลูกฝังทองคำลงภายในกายหยาบของให้หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ร่างกายที่ถือเป็นรากฐาน เจ้าจึงจำเป็นจะต้องมีพื้นฐานเสียก่อน แต่การที่พื้นฐานของเจ้าจะดีหรือไม่นั้น ก็มิได้เป็นตัวตัดสินว่าเจ้าจะไปได้ไกลแค่ไหน …คนธรรมดาทั่วไปมัวแต่เพียงฝึกฝนเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายภายนอก แต่ละเลยความมั่นคงจากอวัยวะภายใน ทว่าในความเป็นจริงแล้วต้องเริ่มฝึกฝนจากภายในจึงจะดีที่สุด เมื่อกล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะภายในทั้งหมดของเจ้าแข็งแรงเท่านั้นจึงจะสามารถทนรับต่อแรงปะทะจากภายนอกได้ แม้ว่าเจ้าจะได้รับความเจ็บปวดเหนือมนุษย์ในตอนนี้ แต่มันก็จะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า หรือหากเจ้าลองมองให้ดี เจ้าก็จะเห็นประโยชน์ของมันตั้งแต่ตอนนี้”

เยี่ยฉวนสูดลมหายใจเข้าจนลึกแล้วประสานมืออย่างช้า ๆ ขณะนี้เขารู้สึกได้เลยว่าลมปราณภายในปั่นป่วนพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งร่าง !

เมื่อรู้สึกได้เช่นนี้ เยี่ยฉวนก็บังเกิดความยินดีเหลือประมาณ

จริงดังที่สตรีลึกลับกล่าว ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากเมื่อก่อน !

ไม่เพียงเท่านั้น หากจะพูดถึงความแข็งแกร่งแล้ว เทียบกับเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย อาจกล่าวได้ว่าชายหนุ่มไม่รู้สึกกดดันเลยสักนิดหากตอนนี้จะต้องประมือกับคู่ต่อสู้ตัวฉกาจแบบตัวต่อตัว ยกตัวอย่างเช่น ผู้เฒ่าตระกูลเยี่ยที่ถึงแม้จะมีลำดับพลังอยู่ในขั้นผสานลมปราณ แต่ก็ใช้ชีวิตแบบสุขสบายมาตลอด ไม่เคยต้องได้รับความยากลำบากอะไร

เยี่ยฉวนรีบร้อนถามเมื่อฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ “ท่านผู้อาวุโส ตอนนี้น้องสาวข้าได้รับความเจ็บป่วยทุกข์ทรมาณจากพิษธาตุเย็น ท่านพอจะช่วยได้หรือไม่ ?”

สตรีลึกลับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม “เด็กหญิงตัวเล็กคนนั้นน่ะหรือ ?”

เยี่ยฉวนพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว

สตรีลึกลับพลันกล่าว “แน่นอน ข้ามีหนทางรักษานาง แต่น้องสาวของเจ้าไม่อาจเข้ามาในหอคอยแห่งนี้ได้”

“ทำไม ?” เยี่ยฉวนงงงวย

สตรีลึกลับตอบ “จิตวิญญาณของหอคอยนี้กำลังหลับใหลอยู่ในห้วงลึกแห่งภวังค์ แม้ว่าตอนนี้มันจะยอมรับเจ้าเป็นเจ้านาย แต่เจ้าก็ยังไม่ได้ครอบครองกฎแห่งเต๋าเลยแม้แต่ข้อเดียว ดังนั้นเจ้าจึงไม่สามารถพาคนอื่นมาที่นี่ได้ หรือหากเจ้าดึงดันจะพาใครสักคนเข้ามา มันก็จะกำจัดคนแปลกหน้าผู้นั้นทันทีโดยสัญชาตญาณ”

เมื่อได้ยินดังนี้ใบหน้าของเยี่ยฉวนจึงสลดลง “ดูเหมือนคงมีแต่ข้าจะต้องพาน้องสาวเข้าไปหาหมอในเมืองหลวงเท่านั้น”

ขณะนี้เขาเองก็เปรียบเสมือนลูกนกที่ใกล้จะแตกรัง กล่าวคือหากเขาต้องการที่จะบรรลุขั้นหลอมรวมลมปราณให้ได้ เขาก็ต้องตามหาวิญญาณกระบี่เพื่อจะดูดซับเข้าไป แต่วิญญาณกระบี่ขั้นสูงนั้นสูงค่ามากจนมิอาจประมาณค่าได้ ทั่วทั้งเมืองชิงอาจจะมีแค่เล่มเดียวเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ตระกูลเยี่ยจะมีในครอบครองเลย ! แต่ในสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองในแคว้นเจียงอย่างเมืองหลวง ไม่แน่ว่าอาจจะมีวิญญาณกระบี่อยู่บ้างก็ได้ !

Comment

Options

not work with dark mode
Reset