เกิดใหม่เป็นตัวร้ายโหลยๆแล้วทำไม? ผมจะช่วยน้องนางเอก(อวย)ของผมเอง!! – ตอนที่ 215

< < 139 Sec1 > >

‘อำนาจแห่งมณีอัคคี มีทั้งหมด 4 ข้อ ได้แก่–

1.จะบรรลุเวทมนตร์ประเภทเพลิงทุกอย่าง

2.ความเสียหายประเภทเพลิงจะไม่สามารถทำอะไรได้ เพลิงทั้งหมดเมื่อสัมผัสกับตัวจะกลายมาเป็นการฟื้นฟูมานากับร่างกายให้แทน

3.ใช้มานาเกี่ยวกับเวทย์เพลิงน้อยลงสิบเท่า สร้างความเสียหายเกี่ยวกับเพลิงรุนแรงขึ้นห้าเท่า

4.ความสามารถติดตัว ‘พรแห่งเปลวเพลิง’ ในทุกๆหนึ่งนาที ผมจะได้รับโล่ป้องกันที่สามารถป้องกันการโจมตีที่รุนแรงได้อย่างมหาศาลโดยอัตโนมัติ’

 

‘อำนาจของอาณาจักรแห่งเปลวเพลิง มีทั้งหมด 5 ข้อ ได้แก่–

1.วิหคอมตะจะเปิดใช้งานตลอด ทำให้ตัวผมมีสถานะเป็นอมตะทั้งร่างกายและมานา ตราบใดที่ไม่มีใครทำลายอาณาจักรเปลวเพลิงหรือว่าทำให้มานาผมหมดในคราเดียวได้ อาณาจักรแห่งนี้ก็จะคงอยู่อย่างธาวรตามใจผม

2.เวทย์เพลิงทุกอย่าง หากถูกใช้งานในอาณาจักรแห่งนี้มันจะเสียการควบคุมและสลายไปในทันที การสลายของเพลิงจะนำไปเพิ่มเพดานพลังกายและมานาของผมให้มากขึ้นได้ กล่าวคือ หากมีศัตรูใช้เวทย์ประเภทเพลิงยัดใส่รัวๆ ผมก็จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆอย่างไร้ที่สิ้นสุด

3.เวทมนตร์ที่ต่ำกว่าขั้นสูง จะถูกระเหยกลายเป็นมานาให้ผมโดยอัตโนมัติ

4.อาณาจักรแห่งเปลวเพลิง จะกลืนกินไม่เว้นแม้แต่วิชาไสยศาสตร์และวิชาเล่นแร่แปรธาตุระดับที่ต่ำกว่าขั้นบรรลุทั้งหมด ทั้งนี้รวมถึงวิชาดาบด้วย

5.ตัวผมจะใช้มานาเกี่ยวกับเวทย์เพลิงได้น้อยลงยี่สิบเท่า และเพลิงก็จะยกระดับพลังทำลายไปถึงสิบเท่า เวทมนตร์เพลิงทุกๆขั้นทุกรูปแบบ ตัวเองสามารถเรียนรู้ได้ในทันที และใช้ได้เลย แล้วก็ด้วยมณีอัคคีที่ได้รับการกระตุ้นจากอาณาจักรแห่งเปลวเพลิงในทุกๆด้าน ทำให้ตัวผมสามารถคิดค้นเวทมนตร์ใหม่ๆได้อย่างรวดเร็วภายในอาณาจักรนี้ แน่นอนว่าหากอยู่นอกอาณาจักรแห่งนี้ ความสามารถข้อที่ 5 ก็จะยังคงอยู่ แต่จะไม่ได้ไม่ได้มีประสิทธิ์ภาพดั่งตอนอยู่ภายในอาณาจักรแห่งเปลวเพลิง ..’

 

ห้าความสามารถ ภายใต้อาณาจักรแห่งเปลวเพลิง ทำให้ผมเข้าสู่เขตุแดนของ ‘อมตะ’ อย่างแท้จริง ข้อเสียของวิหคอมตะที่จะตายได้หากมานาหมดรึถูกฆ่าในทีเดียวได้หายไป เพราะวิหคอมตะจะถูกใช้งานตลอดเวลา ทำให้ต่อให้สติจะเลืองหายไปในการโจมตีคราเดียว ร่างกายและสติปัญญารวมถึงมานาก็จะได้รับการฟื้นฟูกลับมาจนเต็มพร้อมๆกับทีหมดสติ ตราบใดที่ยังมีอาณาจักรแห่งเปลวเพลิงอยู่

 วิธีเดียวที่สามารถฆ่าผมได้คือการทำให้ผมตายในทีเดียว พร้อมกันกับสภาพที่มานาหมดและพร้อมกับทำลายอาณาจักรแห่งเปลวเพลิงไปด้วยในคราเดียว หากทำไม่ได้ ตัวผมก็จะกลับมาเหมือนเดิมทุกประการ

ทั้งหมดเกิดขึ้นได้เพราะ ‘มณีอัคคี’ และ ‘ข้อผิดพลาดของโลก’ ..

อาณาจักรแห่งเปลวเพลิงได้สลายไปตามที่ผมสั่ง โลกแห่งเปลวเพลิงได้หวนคืนสู่จุดเริ่มต้นอย่าง ‘งานประชุมโลก’ เมื่อจบการใช้งานอาณาจักรแห่งเปลวเพลิงเรียบร้อยผมก็หันไปมองอีกสามคนข้างหลัง

มิร่าเป็นคนเดียวที่ได้สติต่างกับอีกสองคนที่นอนสลบกันอยู่ เธอมองมาทางผมที่ในมือทั้งสองข้างถือเซปเตอร์เดธกับมณีอัคคีเอาไว้

“ชนะแล้วเหรอ? ราชาจอมเวทย์คนนั้น?”

“ใช่ ชนะได้แบบดูไม่ได้สุดๆเลยละ”

แม้ตัวผมจะไร้ซึ่งบาดแผล มานาเองก็ไม่หลดแม้แต่หยดเดียวก็ตามแต่-ผมชนะได้แบบไม่น่ายอมรับสุดๆ

มิร่าไม่ค่อยเข้าใจที่พูด แต่เธอคงจะไม่ชักถามไปมากกว่านี้จึงเปลี่ยนเรื่อง เธอชี้มาที่แขนทั้งสองข้างที่กำสมบัติของราชาจอมเวทย์ไว้แน่น

“..นั่นเป็นสมบัติของราชาจอมเวทย์ ..เป็นสมบัติของอาณาจักรฟัฟนิร์ ..ช่วยส่งคืนอาณาจักรได้มั้ย?”

ผมส่ายหัวให้

“ไม่ได้หรอก”

“..นั้นเหรอ”

“จะเอาไปบอกอัลเบโด้ก็ได้นะ”

“สัญญาได้รึเปล่าว่าจะไม่ทิ้งอาณาจักรฟัฟนิร์”

ผมพยักหน้าตอบกลับมิร่า เมื่อเห็นอย่างนั้นเธอก็โล่งอก

เห็นดังนั้นจึงอนุมานได้ว่ามิร่าตัดใจที่จะใช้กำลังแย่งสมบัติของอาณาจักรคืนแล้ว ทำไมกันล่ะ? 

“ต้องใช้กองกำลังเท่าไหร่ในการชิงสมบัติที่นายขโมยไปกันนะ แค่นั้นไม่พอ คนที่แข็งแกร่งอย่างโดดเด่นที่มากพอจะเอาชนะนายได้ในอาณาจักรนี้ก็ไม่มีอยู่แล้ว” มิร่าหรี่ตามองร่างไร้วิญญาณของวินดาฟ “..ทางนั้นเองก็มีเอเธอร์และเจ้าหญิงมังกร คนที่แข็งแกร่งอยู่ข้างนายก็มีอีกมากมายด้วย ลำพังกองกำลังของอาณาจักรที่สูญเสียทั้งราชาจอมเวทยื ทั้งราชาอัศวิน และทั้งอำนาจมหามังกรไป ..ไม่อาจต่อกรได้อยู่แล้ว”

คนใหญ่คนโตที่คอยแบกอาณาจักรไว้บนหลังได้หายไปถึงสองคน สองคนที่หายไปนั้นยังเป็นกองกำลังหลักด้านการรบด้วย

กล่าวคือ อาณาจักรฟัฟนิร์ตอนนี้อยู่ในจุดที่ย่ำแย่ที่สุด ระดับที่ไม่อาจตามล่าคนที่ชิงสมบัติของอาณาจักรไปได้ ..แน่นอน ถ้าเกิดทุ่มกองกำลังทั้งหมดก็มีโอกาสจะชิงไปได้อยู่ แต่มันคุ้มแล้วเหรอที่จะหาเรื่องกับผม เอเธอร์แล้วก็หนิง ไม่ต้องมีผม ก็จริงที่อาจจะชนะได้หากทุ่มคนและอาวุธทุกอย่างภายในอาณาจักรจริงๆ แต่ระหว่างนั้นเอาอะไรมามั่นใจละว่าหลังจบศึกแล้วตัวเองจะไม่โดนอาณาจักรรอบๆบุกโจมตีเอา

มิร่าเข้าใจสถานะที่ย่ำแย่ของอาณาจักรตัวเองได้ดี เลยเลือกที่จะยอมผมมากกว่าสู้ด้วย ..

“ไม่ต้องห่วง ฉันจะกลับไปทำงานให้อาณาจักรฟัฟนิร์ในสักวันอยู่แล้ว ปัจจุบันนี้ถ้าลำบากก็จะโผล่หัวไปช่วยเป็นครั้งคราวด้วย ของทุกอย่างหลังจากหมดยุคของฉันก็จะส่งคืนมันให้หมดนั่นแหละ”

ตามสัญญาที่ให้ไว้กับอัลเบโด้ ผมจะไม่ทิ้งอาณาจักรนี้แน่นอน ..แหงละ อาณาจักรนี้มีแองเจลิน่าอยู่เชียวนะ ผมทิ้งเธอได้ที่ไหนกัน เพราะอย่างนั้นแหละ

“หายห่วงได้ ฉันจะทำหน้าที่แทนราชาจอมเวทย์เอง”

“จะ จะขึ้นเป็นราชาจอมเวทย์แทนวินดาฟนั้นเหรอ!?”

ผมส่ายหัวตอบแทบจะทันทีด้วยสีหน้าที่จริงจัง

“ฉันไม่คู่ควรกับนามนั้นหรอก ไม่ได้หน้าหนาพอจะรับชื่ออันสูงส่งนั้นด้วย หมายถึงจะเป็นกำลังรบให้แทนในส่วนของราชาจอมเวทย์ก็แค่นั้น”

คิดว่าสิ่งที่ผมมี มันมากพอจะอุดรูอันใหญ่โตการหายไปของวินดาฟและคาลอสไปพร้อมๆกันได้ ..ทั้งสองคนหายไปก็เพราะผมด้วยส่วนหนึ่ง เหตุผลที่อาณาจักรฟัฟนิร์อยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่มันเป็นเพราะผม และอาจดูอวดดีไปหน่อย แต่ผมคิดว่าตัวเองตอนนี้มีพลังพอจะทดแทนในส่วนที่หายไปได้ทั้งหมด

การาวิเทีย เซปเตอร์เดธ แล้วก็มณีอัคคี ..ทุกอย่างที่มีจะรวมกันเป็นหนึ่ง และจะก่อเกิดเป็น ‘คทาเวทย์ที่ทรงพลังที่สุดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและอนาคต’ ..คทาเวทย์ที่โซล่าตั้งใจจะมอบให้ผม เจตจำนงศ์ ความปารถนาและความฝันของเธอ ผมจะทำให้เป็นจริงเอง ในเมื่อได้ของมาครบแล้วก็ได้เวลาไปขั้นต่อไป

แต่ก่อนอื่น

เมื่อสลายอาณาจักรแห่งเปลวเพลิงไปแล้ว ผมก็โผล่มาอยู่กลางงานประชุมโลก รอบๆมีคนอยู่มากมาย แต่ ณ จุดกลางของงานประชุมโลกนั้นก็มีแต่คนใหญ่คนโตของอาณาจักรมหาอำนาจ

ทั้ง ราชาแห่งฟัฟนิร์อัลเบโด้ ราชาแห่งเกรลจูเลียส เจ้าชายลีออนผู้นำตัวจริงของเกรล ราชาแห่งแซร์อิซเรลันต้า รัฐมนตรีแห่งเนลยอนฮิโรชิ แล้วก็กลอเลียสกับมาเจลที่นอนสลบหน้าปูด..อยู่กันพร้อมหน้าเลยแฮะ

ผมเก็บเซปเตอร์เดธกับมณีอัคคีเข้ากระเป๋าเวทย์กระเป๋าของนักเวทย์ที่อัศวินของฟัฟนิร์ใช้ได้กัน จากนั้นก็เดินเข้าข้างหลังทุกคนที่กำลังยืนมองดูเชิงกันอยู่

เกิดอะไรขึ้นกันนะ?

“ท่านพ่อ!”

มิร่ารีบวิ่งเข้าหาอัลเบโด้ เมื่อเห็นอัลเบโด้เจ้าตัวก็สูญเสียการควบคุมวิ่งมาจับไหล่มิร่าอย่างรุนแรง

“ปลอดภัยดีสินะ มิร่า!?”

“ค่ะ ท่านพ่อ คือ..เจ็บ”

อัลเบโด้พึ่งจะสังเกตุก็รีบผละมือออกจากร่างของมิร่าทันที ก่อนจะชำเลืองมองมาทางผมและทำเก็กเข้มทันใด

“ทางเธอเองก็ด้วย ปลอดภัยดีสินะ”

“ขอโทษที่ขัดเวลาพ่อลูกนะ แต่ทางนี้มีเรื่องต้องมาบอก”

กลอเลียสกับเรลันต้าเดินมาหาผมอย่างพร้อมเพรียงกัน ข้างหลังพวกเขามีฮิโรชิแล้วก็จูเลียสกับลีออนมองมาคล้ายว่าตั้งใจจะวิเคราะห์ทุกอย่างของผม

 

“บุตรชายของตระกูลดราแคล์ที่มากด้วยชื่อเสียนี่”

“มาที่นี่ได้ยังไงกัน”

“ท่านแองเจลิน่าพามานั้นรึ”

 

พวกคนที่มาจากอาณาจักรฟัฟนิร์พากันซุบซิบถึงผม ..ผมกับอัลเบโด้จ้องหน้ากัน

“ก่อนจะเข้าเรื่อง-”

“ถ้าแองเจลิน่าละก็ปลอดภัย เธออยู่กับเซบาสเตียน”

ว่าแล้วอัลเบโด้ก็ผายมือไปทางแองเจลิน่าและเซบาสเตียน เห็นดังนั้นแล้วผมก็โล่งอก

“ยูจิแล้วก็หนิง ตอนนี้น่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่ง ทางนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกัน ถ้าหากจะไปหาก็เชิญเลย แต่มีอะไรก็ช่วยแจ้งก่อนด้วย”

สมกับเป็นอัลเบโด้ เดาใจผมได้จริงๆว่าอะไรสำคัญกับผมที่สุด

“ไม่ละ จำเป็นต้องบอกธุระของฉันก่อน”

“หืม? ..”

อัลเบโด้มองไปที่ข้างหลังผม–ที่ศพของวินดาฟ

“ทุกๆท่านฟังไว้เลยก็ดี”

ผมพูดกับผู้มากล้นด้วยอำนาจทุกคนในที่แห่งนี้ ..และเล่าเรื่องที่ทางนี้เจอทั้งหมดให้ฟัง

ทั้งเรื่องคนทรยศอย่างวินดาฟ แล้วก็เรื่องมนุษย์ต้นไม้ที่เจอ ..จนถึงตอนนี้ ผมก็ยังไม่อาจทราบได้ว่าพวกมนุษย์ต้นไม้ยังอยู่รึเปล่า

 

****

“แหม่ๆ ทำเอาแย่เลยนะครับเนี่ย”

เอเธอร์พึมพำขึ้นขณะที่นั่งพิงเสาโดยที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลและแขนขาดถึงข้างหนึ่ง เขาจ้องไปยังเด็กหนุ่มที่นอนพิงเสาตรงข้ามเขา รอบตัวเด็กหนุ่มมี ‘วิญญาณร้าย’ ทวยเทพผู้ปนเปื้อนจากความชั่วร้ายทั้งมวล เทพแห่งจิตวิญญาณ ‘อานิม่า’ บินวนอยู่รอบๆด้วยสภาพที่เล็กลงกว่าก่อนหน้านี้อย่างเทียบไม่ติด ไม่ใช่แค่ขนาด พลังงานรอบตัวของอานิม่าเองก็ลดลงอย่างมหาศาลจากการต่อสู้กับเอเธอร์ ..กลับกัน ด้านเอเธอร์เองก็สาหัสเช่นกัน

“ว่าแล้วเชียว งานประชุมโลกต้องมีเรื่องน่าสนใจอยู่มากมายแน่ๆ ..ข้อผิดพลาดของโลก ผู้ถือครองอำนาจแห่งเทพ ที่สำคัญยังเป็นถึง ‘อานิม่า’ ด้วย ในส่วนลึกที่สุดของความชั่วร้ายนั้นมีผู้ที่สามารถถือครองได้ด้วยสินะครับ ช่างน่าอัศจรรย์”

เอเธอร์จ้องไปที่อานิม่าที่ค่อยๆสลายตัวกลับเข้าไปในร่างของเวฟอย่างที่ควร และทิ้งเวฟที่ไร้บาดแผลจากการต่อสู้ทั้งหมดเอาไว้คนเดียว ..ถ้าเป็นตอนนี้ อาจจะฆ่าเวฟได้ก็ได้? ถึงกระนั้นเอเธอร์ก็เลือกจะไม่ทำ

“..หืม?”

ระหว่างที่นั่งจ้องเวฟอยู่นั้นคนๆหนึ่งก็เดินเข้ามา–

“เป็นอะไรรึเปล่าครับ คุณเอเธอร์”

-ยูจิเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเอเธอร์ และชายตามองเหมือนไม่ได้สนใจอะไรนัก

“ลำบากแย่เลยนะครับ ต้องสู้ยื้อกับอานิม่าแบบนี้”

“ไม่หรอก สำหรับผมแล้วนับว่าเป็นรางวัลชีวิตที่ดีทีเดียว–ค่อนข้างประทับใจเลยละ”

“นั่นสินะครับ”

กล่าวจบยูจิก็ใช้หักล้างรักษาบาดแผลทั้งหมดให้เอเธอร์ ..

“ขอบคุณมาก ผมกำลังวิตกแทบแย่เลยครับว่าจะรักษาตัวเองยังไงดี เพราะการต่อสู้กับอานิม่าทำให้เสียมานาที่มีอยู่น้อยนิดไปจนหมดเลย”

ปากบอกว่าเรื่องใหญ่ แต่ท่าทางของเอเธอร์ดูจะไม่ใช่อย่างนั้นเลย 

“ฝากดูแลอานิม่าด้วยละกันครับ–อานิม่าน่ะ จะแข็งแกร่งขึ้นตามอารมณ์อันแรงกล้า เลือกได้ อย่าได้ไปยั่วโมโหอานิม่าโดยเด็ดขาดครับ”

“เข้าใจแล้ว ช่วยได้มากเลยละครับ”

ยูจิพยักหน้ารับและเดินไปต่อ

“จะไปไหนหรือครับ?”

“ผมมีเรื่องต้องทำต่อ”

ยูจิตอบสั้นๆโดยไม่ให้เนื้อหาใดๆหลุดไป คล้ายบอกว่า–ไม่ใช่เรื่องของเอเธอร์ที่จะต้องมายุ่ง …เอเธอร์ยิ้มส่งยูจิด้วยรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความจริงใจ

“เปลี่ยนไปเยอะเลยไม่ใช่เหรอครับ ..เร็วๆนี้น่าจะเกิดเรื่องน่าสนใจขึ้นมากกว่านี้แน่ๆ”

 

เกิดใหม่เป็นตัวร้ายโหลยๆแล้วทำไม? ผมจะช่วยน้องนางเอก(อวย)ของผมเอง!!

เกิดใหม่เป็นตัวร้ายโหลยๆแล้วทำไม? ผมจะช่วยน้องนางเอก(อวย)ของผมเอง!!

เกิดใหม่เป็นตัวร้ายโหลยๆแล้วทำไม? ผมจะช่วยน้องนางเอก(อวย)ของผมเอง!!
Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง เกิดใหม่เป็นตัวร้ายโหลยๆแล้วทำไม? ผมจะช่วยน้องนางเอก(อวย)ของผมเอง!! << 0 >> รู้สึกว่าโลกเราช่วงนี้จะฮิตต่างโลกกันสินะ? ถ้าจำไม่ผิดนวนิยายประเภทไลทโนเวลของญี่ปุ่นในยุค 2020 จะฮิตกันเอาเรื่องเลย ขนาดผมก็เคยอ่าน หรือเคยดูอนิเมที่ดัดแปลงจากนิยายมาอีกทีไม่น้อยเลย ใช่ มันค่อนข้างสนุกเลย อาจจะเป็นเพราะมันช่วยสนองนีทให้ผมก็ได้ เพราะปกติผมมักจะเป็นผู้แพ้เป็นประจำทั้งๆที่พยายามากแล้ว พอได้เห็นคนๆหนึ่งประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม ซึ่งนั่นก็คือพระเอกมันก็ชวนให้รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเขาด้วย พร้อมไปกับสาวๆในฮาเร็มของแกด้วยอะนะ แต่ด้วยความที่เป็นตลาดที่ใหญ่ ทำให้มีหลายความเห็นตามไปด้วย หลายครั้งที่นิยายแนวนี้จะถูกวิจารย์ในเชิงไม่ดี อาทิเช่น ส้ำซากจำเจ เดาทางง่าย ตัวละครผู้หญิงง่าย ทุกอย่างง่ายไปหมด บางเม้นต์ก็ร้ายแรงขนาดบอกว่า ‘นี่ไม่ใช่นิยายแต่เป็นสินค้า’ อืม ถ้าในมุมผมก็ไม่ได้รังเกียจอะไรหรอก ออกไปในทางชอบด้วยซ้ำ แต่ขอติหน่อยเถอะ ตัวร้ายส่วนใหญ่ในเรื่องแนวนี้โคตรจะไม่น่าให้อภัย คนอะไรมันจะเลวได้ขนาดนั้น เลวถึงแก่นแท้เลยพวกตัวร้ายในนิยายต่างโลกเนี่ย ไม่น่าให้อภัยที่สุด โง่ก็โง่ กระจอกก็กระจอกชิบหายเลย ไร้ความคิดความอ่าน กลับตัวก็ไม่เป็น

Comment

Options

not work with dark mode
Reset